Résumé of some things not quite over yet – Nok Paksnavin

This is the last entry on this blog. But then, never say never. MB

ประวัติย่อของบางสิ่ง
ที่ยังไม่จบสิ้น

Résumé of some things
not quite over yet

?????????????????????????????????????????????? ??????????????????????????????????????????????

นก ปักษนาวิน

NOK PAKSNAVIN

TRANSLATOR’S KITCHEN
= = =
เดือนเมษายน ปี 2535 April 1992
เด็กหนุ่มอีกคนหนึ่งซึ่งหลับใหล อย่างอ่อนล้าบนโซฟา พัดลมหมุนเอื่อยอิ่งไม่แยแสต่อไคลของอ้าวอากาศ เม็ดเหงืื่อผุดขึ้นที่ไรขนเหนือริมฝีบางแดงและบาง เสื้อถูกเลิกขึ้นเปิดเผยถ้อยคำหยาบคายใต้รูปวาดสับปะดน ปากกาเคมีสีแดงตกอยู่บนพื้นใกล้ตัว ในห้องซ้อมดนตรีไม่มีผู้ใดอยู่ เว้นแต่เพียงกลิ่นสาบเหงื่อและฮอร์โมนอย่างที่กลุ่มเด็กหนุ่มจะหลงเหลือทิ้งไว้ สายไฟซึ่งกองตัวอยู่ค่อยๆพันตัวเองอย่างสับสน เสียงกลองชุดส่งเสียงขึ้นเบาๆ ราวกับสำนึกรู้ว่ากำลังมีผู้สังเกต Another boy sleeping, exhausted, on the sofa. The fan whirred slowly indif-ferent to the scurf from the stuffy weather. Drops of sweat popped up at the hair roots above the thin red lips. The shirt open to the waist revealed rude words under a dirty drawing. The red marker pen had fallen on the floor next to him. In the music room there was no one, only the smell of sweat and hormones any group of boys leaves behind. The jangle of electric cords slowly coiled in con-fusion. The drums played lightly as if aware there were observers.
จากภายนอก ห้องซ้อมดนตรีถูกทาด้วยสีเหลือง ตึกเก่าแก่จากยุคเจ็ดศูนย์ไม่ต่างจากตึกอื่นๆที่อยู่ติดกัน คร่ำคร่าและถูกปิดตาย ที่ยังเปิดใช้งานอยู่คืออู่ซ่อมรถยนต์ นายช่างสูงวัย เจ้าของรถสูงวัย กับรถซึ่งก็มากอายุอานามเสมอกันจอดเรียงรายอยู่ด้านหน้า เก่าแก่พอๆกับคราบน้ำมันที่เช็ดถูไม่ออกชั่วกาล Outside, the music room was painted yellow. The old building from the seven-ties was no different from the other adja-cent buildings, ancient and sealed up. The only one still open was the car repair shop, with an elderly mechanic owner of an elderly car, and cars of similarly ad-vanced age parked in a row up front, and the petrol stains no scrubbing would ever erase were of about the same age as well. [จากภายนอก: why from outside?]
ฉ 8988 – รถคันนี้จอดอยู่ใกล้ห้องซ้อมดนตรีมากที่สุด – คันเดียวที่มีผืนผ้าใบปกคลุม รูปทรงที่ปรากฏต่อผืนผ้าใบนั้นแลดูขรึมขลัง  หมายเลขทะเบียนโผล่ออกมาให้เห็นจากด้านล่าง CH 8988 – this car was parked closest to the music room, the only car under a cloth cover. The shape of that cover made it look solemn. The registration number was visible from the back.
 ความทรงจำยังคงวนเวียนอยู่บนดาดฟ้า ซึ่งพวกเด็กหนุ่มเคยขนย้ายอุปกรณ์ในห้องซ้อมขึ้นไป ดาดฟ้าซึ่งเผยให้เห็นสะพานและเลยไปเป็นแม่น้ำ ย้อนไปอีกกี่ร้อยปีซึ่งแม่น้ำยังคงเยาว์ ผู้ไพร่ค่อยๆ มาตั้งถิ่นฐานบ้านเรือน หักร้างถางอนารยะ พร้อมๆกับผู้คนซึ่งต่างล้มตายตกไป และเด็กๆก็เกิดใหม่และเติบโตขึ้นพร้อมกับสร้างบ้านแปงเมือง จากยุคแห่งดงจรเข้ งูเหลือมโบราณทอดลำตัวยาวตลอดลำคลอง เรื่องเล่าปะรำปะราและเสือและกวางพลัดหลงงุนงงต่อชุมชนริมน้ำ มาถึงยุคเรือขุด ทุ่งเลี้ยงสัตว์ กระทั่งมีรั้วมีวัง เทพดาอวตารในคราบมนุษย์ อาศัยอยู่ในปราสาทไม่ห่างไกล สิ้นแล้วก็กลับกลายเป็นวิญญาณหลอกหลอนอยู่ในคุ้งในแควมิหลับใหล มิได้เคยหวั่นเกรงต่อยุคสมัย ไม่เหมือนนางตะเคียนซึ่งพังพาบลงต่อใบเลื่อยยนต์ซึ่งลงอาคมแห่งการค้าโลก พุทธศักราชสองพันห้าร้อยห้า หนังกางแปลงเรื่องแรกเข้ามาฉายในหมู่บ้าน ในดงกล้วยซึ่งลมค่ำเย็นรื่น มาพร้อมกับรถของไทย-บอร์เนียว นำเข้าและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มชื่อโอวันติน… Memory still hangs around the terrace roof where the lads brought up instru-ments from the music room, the terrace roof from where you could see the bridge and beyond it the river. Going back a few hundred years when the river was still young, commoners had slowly come to settle down and clear the land, together with people that died and were gone while children were born and grew up to build houses and found cities. From the era of crocodiles, of ancient boas stretching their bodies the whole length of water-ways, of hoary old tales of stray tigers and deer baffled by riverside human set-tlements, up to the era of dredgers, of fields feeding animals, complete with fences, of god avatars in the form of human beings living in palaces not far away, who once they passed away turned into souls that haunted river bends and never slept, and were never fearful of the times, unlike the Takhian fairies deci-mated by chainsaws under the mantra of world trade. In the year 1962 the first outdoor film was shown in the village in a banana grove freshened by the evening breeze. It came at the same time as a van from Thai-Borneo, the company that imported and distributed a beverage called Ovaltine… ===

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

นางตะเคียน
Takhian fairy

บนชั้นดาดฟ้า เหล่าเด็กหนุ่มเล่นเพลงของพวกเขา ซึ่งต่อไปอีกหลายปีก็ไม่มีโอกาสได้ฟังไปนอกตึกแห่งนั้น เว้นก็แต่เป็นทำนองคุ้นคุ้นอยู่ในใจ เสียงซึ่งตัวพวกเขาคนใดคนหนึ่งหรืออาจจะเป็นทั้งหมดจะได้ยินมันเมื่อเห็นเสื้อนักเรียนสีขาว แต่ในเวลาเช่นนั้นพวกเขาก็ยังไม่ได้ตระหนัก ได้แต่หวังว่าบนเวทีประกวดคราวเดือนพฤษภาคม พวกเขาจะได้เล่นเพลงและนำไปเสนอต่อค่ายเพลงบางค่ายที่ซึ่งนักร้องที่พวกเขาชื่นชอบได้สังกัดอยู่ เด็กหนุ่มซึ่งมีรอยแผลเป็นที่คิ้วซ้ายเล่นเบส คนที่ชอบถอดเสื้อตีกลอง เจ้าของกีตาร์คือเด็กหนุ่มซึ่งมักกะพริบตาข้างซ้ายอยู่เสมอ เป็นกวางหรอกที่พลัดหลงเข้ามาในหมู่บ้าน ส่วนเสือร้ายนั้นมันตั้งใจตามมา สุดท้ายก็หลงมาตามกัน ทั้งสองมีเรื่องชกต่อย กอดรัดฟัดเหวี่ยงล้มลงไปกองบนกระโปรงหน้ารถคันนั้น วินาทีที่ทั้งสองต่างใกล้ชิดกันมากที่สุด เนื้อตัวชุ่มเหงื่อบดเบียด หมัดต่อหมัด เลือดแดงตก ปากแตกและตาช้ำ จนหนำใจแล้วเจ้าคนมือกีตาร์ก็เข้ามาห้ามปราม – เหมือนเช่นทุกคราวครั้ง คู่กรณีแยกห่างออก ใจหนึ่งก็ยังเสียดายมิอยากพรากออกนั่นหรอก เด็กหนุ่มมือเบสผู้ซึ่งบัดนี้ตาปิดไปข้างหนึ่งด้วยความปรีดาต่อความเจ็บปวด – ต่อความกระหายอยากเป็นสิ่งอื่น – วินาทีซึ่งเขาดูเหมือนจะหลอมรวมเป็นเนื้อเป็นร่างกับอีกคนหนึ่งได้มองไปถึงอนาคตอีกหลายปีต่อมา อนาคตซึ่งเขาจะหวนกลับมาย้อนดูเหตุการณ์นี้อย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในนิมิตนั้น เขาเห็นเด็กหนุ่มมือกีตาร์ เด็กหนุ่มคนนี้เท่านั้นเป็นคนเดียวที่ยังเล่นดนตรีต่อไป  เข้าสังกัดในค่ายเพลงเล็กๆจนได้เล่นกีตาร์แบคอัพให้กับวงดนตรียอดนิยมของหมู่วัยรุ่น ทุกคนล้วนหน้าตาดีดุจเทพแต่ไม่มีความรู้เรื่องอะไรที่เกี่ยวข้องกับศิลปะเลยแม้เพียงน้อย นอกจากเสียงที่งั้นๆ แต่ยิ้มหล่อร้ายกาจ แต่ไม่กี่ปีหรอก วงนั้นก็พังครืนสูญหายไปกับสิ่งที่ทำนายเอาแน่เอานอนไม่ได้ของความเปลี่ยนแปลง แต่เด็กหนุ่มมือกีตาร์ก็กลับมาอีกครั้งในสังกัดใหม่ กลับมาอีกครั้งอย่างภาคภูมิ จากผู้ซึ่งไร้ตัวตน เขากลายเป็นคนใหม่ในวงดนตรีที่ผู้คนกลุ่มใหม่ชื่นชม จากผู้ที่ล้มไปแล้วและลุกคืนกลับขึ้นมาอย่างยิ่งใหญ่ คราวนี้เขาเรียกเสียงกรีดร้องและเสียงปรบมือดังจนไหวแผ่นดิน จากมือกีตาร์ด้านหลังเวทีมายืนอยู่ในแสงซึ่งสว่างที่สุดในกาลอวกาศแห่งชีวิต เขาซึ่งรู้ดีว่าทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นจากการความสามารถของฝ่ายสร้างสรรค์ไม่ได้ครึ่งของฝ่ายการตลาดและใครอื่นอีกมากมายซึ่งเข้ามาตักตวงผลประโยชน์ต่างตอบแทน แต่ใครสนใจ เหงื่อนั้นจะรสเค็มหรือหวานก็ไม่มีความหมายอื่นนอกจากการนิมิตภาพ เมื่อเลือดสีแดงหยดไหลลงพื้น นิมิตวินาทีนั้นจะแตกสลายไปตามกัน เขายังคงนอนนิ่งอยู่บนกระโปรงรถ มือซึ่งก่อนนั้นส่งหมัดลุ่นมาให้ก็ยื่นเข้ามาให้จับพยุง ทั้งสามแลกเปลี่ยนเสียงหัวเราะอย่างที่เราจะได้เห็นในหนังอันสาธารณ์แต่ก็กลับเรียกน้ำตาของเรา กวางตัวนั้นพลัดหลงเข้ามาในหมู่บ้าน นาทีที่มันตระหนกตกใจต่อมนุษย์ซึ่งมันเพิ่งได้พบเห็นเป็นครั้งแรก มันกลับยืนแน่นิ่ง On the terraced roof the young men played their songs which several years later could no longer be heard except inside that building, though they were melodies familiar to the mind, tunes which echoed when one or perhaps all of them saw the white shirt of a school uniform, but at the time they weren’t conscious of that yet, merely hoped that on the competition stage in the month of April, they would perform and present some songs from camps to which the singers they liked belonged. The young man with the scar on his left eyebrow played bass; the one who liked to take off his shirt played the drums. The young guitar player whose left eye was always blinking was a deer that had strayed into the village. As for the wild tiger, it meant to follow. Finally they strayed together, came to blows, grappled with each other and fell in a heap on the front hood of that car – the second during which the two of them were closest to each other, comple-tely drenched in sweat, punch to punch, red blood dripping, mouths smashed and teeth broken, until when satisfied the guitar owner stepped in to stop the fight – same thing every time. The two contend-ers separated, yet most reluctantly. The bass player by then had one eye shut, out of delight with the pain, with the craving to be something else. The second he looked as though he would fuse as a single body with the other, he could see the future several years anon, a future in which he would recall this event time and time again. In that dimension, he saw the young guitar player. This young man was the only one that went on playing music, as member of a small band before playing backup guitar in a band that was most popular with teenagers, all of them hand-some like gods but with no knowledge whatever about art, apart from their so-so sound, but their smiles were terrific, yet within years that band broke up and disappeared in the unpredictability of change, but the young guitar player made a come-back in a new band, was back again with pride. From a nobody he returned as a new man in a band which new men admired, from being a failure he picked himself up and returned grandly. This time he was cheered and applauded throughout the country. From backstage guitar to standing in the spotlights of life, he who knew very well that all of this came from the ability not so much of the creative side as of the marketing team and all the others that had come in to get their share of the profit, but who cared. Be that sweat sour or sweet had no meaning other than as an omen. When red blood dripped to the ground, the dimension of that second would shatter accordingly. He still lay still on the car hood, his hand which before sent out punches stretched out to gain leverage. The three of them exchanged laughs as we can see in lousy movies that still manage to draw tears from us. That deer strayed into the village. The minute it was scared by the human beings it was meeting for the first time, it froze and stood still.
 เสือตัวนั้นก็ยืนแน่นิ่ง แต่ด้วยความกลัว หาใช่ความไม่รู้เหมือนกวางตัวนั้นไม่ เสือตัวนั้นค่อยล่าถอยออกไปเองในที่สุด อย่างความอาจอง ด้วยท่าทีอันทรนงอาจองซึ่งมีความกลัวเป็นปฐมธาตุ That tiger also stood still but out of fear, not out of ignorance like the deer. That tiger slowly backed away by itself in the end with a proud attitude fostered by fear.
 หนังเรื่องเบน เฮอร์ถูกฉายเป็นครั้งแรกที่นั่นแต่ฟิลม์ม้วนนั้นถูกฉายมานับครั้งไม่ถ้วนตามหมู่บ้านต่างๆ ชายหนุ่มผู้ซึ่งขับรถหกล้อคันแรกเขามาในหมู่บ้าน บนเบาะมีปืนพกเล็กๆเพื่อป้องกันให้ความหวาดกลัวต่อโจรป่า เด็กๆได้ลิ้มรถโอวันตินเป็นครั้งแรกในชีวิต รสของมันคล้ายชากึ่งหนึ่งคล้ายกาแฟกึ่งหนึ่งแต่ก็แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง คำอธิบายของใครกันนะ แต่ผู้คนก็ล้อมวงกันเข้ามาลองชิม หลายปีต่อมาเขาล่องรถไปมาในหมู่บ้านแถวภาคเหนือทุกจังหวัด จนเมื่อสิ้นยุคหนังกางแปลงขายของหมดลงนั่นแหละ… The film Ben-Hur was shown for the first time there but its reels were spooled innumerable times in the various villages. A young man who drove the first six-wheeler entered the village. On the front cushion there was a small handgun to conjure the fear of jungle bandits. Children tasted Ovaltine for the first time in their lives. It tastes half like tea half like coffee but it’s totally different, who said that, but the people pressed around to have a try. Several years later he took the lorry to villages in all of the Northern provinces until the era of outdoor movies ended and selling goods stopped too. ===

=

=

ovaltine

=
เดือนเมษายน 2552 April 2009
ชายหนุ่มคนขับคนนัั้นยังคงขับรถต่อๆมาจนแม้ไม่ได้ขับรถให้บริษัทไทย-บอร์เนียวนั้นแล้ว จนเลยวัยครึ่งชีวิตมาโข เขาขับรถให้กับโรงเรียนเซนต์ การ์เบรียลและต่อมาก็เป็นคนขับรถแทกซี รถของเขาติดอยู่บนสี่แยกก่อนข้ามสะพาน ย่านซึ่งมีแต่อู่ซ่อมรถเก่าแก่ เขามักผ่่านเส้นทางสายนี้เมื่อต้องขับรถไปส่งกะ สิ่งที่พอจะเป็นความเจริญใจของเขาก็คือการจ้องไปยังรถเก่าแก่เหล่านั้น รถซึ่งในอดีตคนในฐานะเดียวกับเขาไม่มีวันได้ขับ แต่เขาได้ขับมาแล้วทุกคันทุกยี่ห้อ การจราจรค่อยๆอนุญาตให้รถเคลื่อนตัวไปด้วยความช้าเชื่องและหยุดลงในวินาทีใดวินาทีหนึ่งอันแสนเชื่องช้านั้น เขาเห็นผู้คนมองไปยังรถคันหนึ่งซึ่งค่อยๆเคลื่อนผ่านสี่แยกอีกด้านหนึ่งไปอย่างช้าๆ รถของวงดนตรีซุปเปอร์สตาร์ สี่แยกค่อยๆกลับคืนเป็นป่า แม่น้ำตรงหน้าเบี่ยงสายไปเล็กน้อยเท่านั้น กวางตัวหนึ่งและเสือตัวหนึ่ง ผู้ใดจะหยุดยืนตรงนั้นด้วยความกลัวหรือเพราะความไม่รู้ ห้องซ้อมดนตรีนั้นได้ถูกปิดตายลงแล้วเหมือนอาคารอื่นๆที่อยู่ในอาณาบริเวณใกล้เคียง เขาได้กลิ่นอันแสนคุ้นเคยมาแต่ไกล กลิ่นของรอยจูบแรกซึ่งบรรจุเวลาอันฟ่องฝันทั้งมวล That young driver has gone on driving even though no longer for the Thai-Borneo company. Well past the mid-point of his life, he drove a bus for Saint-Gabriel School and later a taxi. His car is stuck at the junction before the bridge, an area with only old car repair shops. He usually takes this road when he has to end his shift. What makes him rather happy is gazing at those old cars, cars which in the past people like him had no way of driving but he has driven them all, all makes. The traffic slowly allows cars to move sluggishly and stop any second ever so slowly. He sees people looking at a van crawling through the intersection on the other side, the van of a superstar music band. The junction slowly returns to jungle mode. The river up front swerves slightly. A tiger and a deer: anyone will stop and stand there in fear or out of ignorance. That music room was sealed up like the other buildings around it. He catches a familiar smell from afar, the smell of the first kiss that fills time with sundry floating dreams.
= ‘Prawat Yor Khong Bang Sing Thee Yang Mai Jop Sin’ in Ork Pai Khang Nai (Going out inside),  Matichon Books, Bangkok, 2014
=
A native of Nakhon Si Thammarat,
Nok (real name: Nil) Paksnavin works
in a hospital on Yao Island,
in Phang-nga Province.
He writes poems and short stories,
and runs a bookshop with some friends.
=
nok

Tagged: , , , , , , ,

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: