Tag Archives: memories

Résumé of some things not quite over yet – Nok Paksnavin

This is the last entry on this blog. But then, never say never. MB

ประวัติย่อของบางสิ่ง
ที่ยังไม่จบสิ้น

Résumé of some things
not quite over yet

?????????????????????????????????????????????? ??????????????????????????????????????????????

นก ปักษนาวิน

NOK PAKSNAVIN

TRANSLATOR’S KITCHEN
= = =
เดือนเมษายน ปี 2535 April 1992
เด็กหนุ่มอีกคนหนึ่งซึ่งหลับใหล อย่างอ่อนล้าบนโซฟา พัดลมหมุนเอื่อยอิ่งไม่แยแสต่อไคลของอ้าวอากาศ เม็ดเหงืื่อผุดขึ้นที่ไรขนเหนือริมฝีบางแดงและบาง เสื้อถูกเลิกขึ้นเปิดเผยถ้อยคำหยาบคายใต้รูปวาดสับปะดน ปากกาเคมีสีแดงตกอยู่บนพื้นใกล้ตัว ในห้องซ้อมดนตรีไม่มีผู้ใดอยู่ เว้นแต่เพียงกลิ่นสาบเหงื่อและฮอร์โมนอย่างที่กลุ่มเด็กหนุ่มจะหลงเหลือทิ้งไว้ สายไฟซึ่งกองตัวอยู่ค่อยๆพันตัวเองอย่างสับสน เสียงกลองชุดส่งเสียงขึ้นเบาๆ ราวกับสำนึกรู้ว่ากำลังมีผู้สังเกต Another boy sleeping, exhausted, on the sofa. The fan whirred slowly indif-ferent to the scurf from the stuffy weather. Drops of sweat popped up at the hair roots above the thin red lips. The shirt open to the waist revealed rude words under a dirty drawing. The red marker pen had fallen on the floor next to him. In the music room there was no one, only the smell of sweat and hormones any group of boys leaves behind. The jangle of electric cords slowly coiled in con-fusion. The drums played lightly as if aware there were observers.
จากภายนอก ห้องซ้อมดนตรีถูกทาด้วยสีเหลือง ตึกเก่าแก่จากยุคเจ็ดศูนย์ไม่ต่างจากตึกอื่นๆที่อยู่ติดกัน คร่ำคร่าและถูกปิดตาย ที่ยังเปิดใช้งานอยู่คืออู่ซ่อมรถยนต์ นายช่างสูงวัย เจ้าของรถสูงวัย กับรถซึ่งก็มากอายุอานามเสมอกันจอดเรียงรายอยู่ด้านหน้า เก่าแก่พอๆกับคราบน้ำมันที่เช็ดถูไม่ออกชั่วกาล Outside, the music room was painted yellow. The old building from the seven-ties was no different from the other adja-cent buildings, ancient and sealed up. The only one still open was the car repair shop, with an elderly mechanic owner of an elderly car, and cars of similarly ad-vanced age parked in a row up front, and the petrol stains no scrubbing would ever erase were of about the same age as well. [จากภายนอก: why from outside?]
ฉ 8988 – รถคันนี้จอดอยู่ใกล้ห้องซ้อมดนตรีมากที่สุด – คันเดียวที่มีผืนผ้าใบปกคลุม รูปทรงที่ปรากฏต่อผืนผ้าใบนั้นแลดูขรึมขลัง  หมายเลขทะเบียนโผล่ออกมาให้เห็นจากด้านล่าง CH 8988 – this car was parked closest to the music room, the only car under a cloth cover. The shape of that cover made it look solemn. The registration number was visible from the back.
 ความทรงจำยังคงวนเวียนอยู่บนดาดฟ้า ซึ่งพวกเด็กหนุ่มเคยขนย้ายอุปกรณ์ในห้องซ้อมขึ้นไป ดาดฟ้าซึ่งเผยให้เห็นสะพานและเลยไปเป็นแม่น้ำ ย้อนไปอีกกี่ร้อยปีซึ่งแม่น้ำยังคงเยาว์ ผู้ไพร่ค่อยๆ มาตั้งถิ่นฐานบ้านเรือน หักร้างถางอนารยะ พร้อมๆกับผู้คนซึ่งต่างล้มตายตกไป และเด็กๆก็เกิดใหม่และเติบโตขึ้นพร้อมกับสร้างบ้านแปงเมือง จากยุคแห่งดงจรเข้ งูเหลือมโบราณทอดลำตัวยาวตลอดลำคลอง เรื่องเล่าปะรำปะราและเสือและกวางพลัดหลงงุนงงต่อชุมชนริมน้ำ มาถึงยุคเรือขุด ทุ่งเลี้ยงสัตว์ กระทั่งมีรั้วมีวัง เทพดาอวตารในคราบมนุษย์ อาศัยอยู่ในปราสาทไม่ห่างไกล สิ้นแล้วก็กลับกลายเป็นวิญญาณหลอกหลอนอยู่ในคุ้งในแควมิหลับใหล มิได้เคยหวั่นเกรงต่อยุคสมัย ไม่เหมือนนางตะเคียนซึ่งพังพาบลงต่อใบเลื่อยยนต์ซึ่งลงอาคมแห่งการค้าโลก พุทธศักราชสองพันห้าร้อยห้า หนังกางแปลงเรื่องแรกเข้ามาฉายในหมู่บ้าน ในดงกล้วยซึ่งลมค่ำเย็นรื่น มาพร้อมกับรถของไทย-บอร์เนียว นำเข้าและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มชื่อโอวันติน… Memory still hangs around the terrace roof where the lads brought up instru-ments from the music room, the terrace roof from where you could see the bridge and beyond it the river. Going back a few hundred years when the river was still young, commoners had slowly come to settle down and clear the land, together with people that died and were gone while children were born and grew up to build houses and found cities. From the era of crocodiles, of ancient boas stretching their bodies the whole length of water-ways, of hoary old tales of stray tigers and deer baffled by riverside human set-tlements, up to the era of dredgers, of fields feeding animals, complete with fences, of god avatars in the form of human beings living in palaces not far away, who once they passed away turned into souls that haunted river bends and never slept, and were never fearful of the times, unlike the Takhian fairies deci-mated by chainsaws under the mantra of world trade. In the year 1962 the first outdoor film was shown in the village in a banana grove freshened by the evening breeze. It came at the same time as a van from Thai-Borneo, the company that imported and distributed a beverage called Ovaltine… ===

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

นางตะเคียน
Takhian fairy

บนชั้นดาดฟ้า เหล่าเด็กหนุ่มเล่นเพลงของพวกเขา ซึ่งต่อไปอีกหลายปีก็ไม่มีโอกาสได้ฟังไปนอกตึกแห่งนั้น เว้นก็แต่เป็นทำนองคุ้นคุ้นอยู่ในใจ เสียงซึ่งตัวพวกเขาคนใดคนหนึ่งหรืออาจจะเป็นทั้งหมดจะได้ยินมันเมื่อเห็นเสื้อนักเรียนสีขาว แต่ในเวลาเช่นนั้นพวกเขาก็ยังไม่ได้ตระหนัก ได้แต่หวังว่าบนเวทีประกวดคราวเดือนพฤษภาคม พวกเขาจะได้เล่นเพลงและนำไปเสนอต่อค่ายเพลงบางค่ายที่ซึ่งนักร้องที่พวกเขาชื่นชอบได้สังกัดอยู่ เด็กหนุ่มซึ่งมีรอยแผลเป็นที่คิ้วซ้ายเล่นเบส คนที่ชอบถอดเสื้อตีกลอง เจ้าของกีตาร์คือเด็กหนุ่มซึ่งมักกะพริบตาข้างซ้ายอยู่เสมอ เป็นกวางหรอกที่พลัดหลงเข้ามาในหมู่บ้าน ส่วนเสือร้ายนั้นมันตั้งใจตามมา สุดท้ายก็หลงมาตามกัน ทั้งสองมีเรื่องชกต่อย กอดรัดฟัดเหวี่ยงล้มลงไปกองบนกระโปรงหน้ารถคันนั้น วินาทีที่ทั้งสองต่างใกล้ชิดกันมากที่สุด เนื้อตัวชุ่มเหงื่อบดเบียด หมัดต่อหมัด เลือดแดงตก ปากแตกและตาช้ำ จนหนำใจแล้วเจ้าคนมือกีตาร์ก็เข้ามาห้ามปราม – เหมือนเช่นทุกคราวครั้ง คู่กรณีแยกห่างออก ใจหนึ่งก็ยังเสียดายมิอยากพรากออกนั่นหรอก เด็กหนุ่มมือเบสผู้ซึ่งบัดนี้ตาปิดไปข้างหนึ่งด้วยความปรีดาต่อความเจ็บปวด – ต่อความกระหายอยากเป็นสิ่งอื่น – วินาทีซึ่งเขาดูเหมือนจะหลอมรวมเป็นเนื้อเป็นร่างกับอีกคนหนึ่งได้มองไปถึงอนาคตอีกหลายปีต่อมา อนาคตซึ่งเขาจะหวนกลับมาย้อนดูเหตุการณ์นี้อย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในนิมิตนั้น เขาเห็นเด็กหนุ่มมือกีตาร์ เด็กหนุ่มคนนี้เท่านั้นเป็นคนเดียวที่ยังเล่นดนตรีต่อไป  เข้าสังกัดในค่ายเพลงเล็กๆจนได้เล่นกีตาร์แบคอัพให้กับวงดนตรียอดนิยมของหมู่วัยรุ่น ทุกคนล้วนหน้าตาดีดุจเทพแต่ไม่มีความรู้เรื่องอะไรที่เกี่ยวข้องกับศิลปะเลยแม้เพียงน้อย นอกจากเสียงที่งั้นๆ แต่ยิ้มหล่อร้ายกาจ แต่ไม่กี่ปีหรอก วงนั้นก็พังครืนสูญหายไปกับสิ่งที่ทำนายเอาแน่เอานอนไม่ได้ของความเปลี่ยนแปลง แต่เด็กหนุ่มมือกีตาร์ก็กลับมาอีกครั้งในสังกัดใหม่ กลับมาอีกครั้งอย่างภาคภูมิ จากผู้ซึ่งไร้ตัวตน เขากลายเป็นคนใหม่ในวงดนตรีที่ผู้คนกลุ่มใหม่ชื่นชม จากผู้ที่ล้มไปแล้วและลุกคืนกลับขึ้นมาอย่างยิ่งใหญ่ คราวนี้เขาเรียกเสียงกรีดร้องและเสียงปรบมือดังจนไหวแผ่นดิน จากมือกีตาร์ด้านหลังเวทีมายืนอยู่ในแสงซึ่งสว่างที่สุดในกาลอวกาศแห่งชีวิต เขาซึ่งรู้ดีว่าทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นจากการความสามารถของฝ่ายสร้างสรรค์ไม่ได้ครึ่งของฝ่ายการตลาดและใครอื่นอีกมากมายซึ่งเข้ามาตักตวงผลประโยชน์ต่างตอบแทน แต่ใครสนใจ เหงื่อนั้นจะรสเค็มหรือหวานก็ไม่มีความหมายอื่นนอกจากการนิมิตภาพ เมื่อเลือดสีแดงหยดไหลลงพื้น นิมิตวินาทีนั้นจะแตกสลายไปตามกัน เขายังคงนอนนิ่งอยู่บนกระโปรงรถ มือซึ่งก่อนนั้นส่งหมัดลุ่นมาให้ก็ยื่นเข้ามาให้จับพยุง ทั้งสามแลกเปลี่ยนเสียงหัวเราะอย่างที่เราจะได้เห็นในหนังอันสาธารณ์แต่ก็กลับเรียกน้ำตาของเรา กวางตัวนั้นพลัดหลงเข้ามาในหมู่บ้าน นาทีที่มันตระหนกตกใจต่อมนุษย์ซึ่งมันเพิ่งได้พบเห็นเป็นครั้งแรก มันกลับยืนแน่นิ่ง On the terraced roof the young men played their songs which several years later could no longer be heard except inside that building, though they were melodies familiar to the mind, tunes which echoed when one or perhaps all of them saw the white shirt of a school uniform, but at the time they weren’t conscious of that yet, merely hoped that on the competition stage in the month of April, they would perform and present some songs from camps to which the singers they liked belonged. The young man with the scar on his left eyebrow played bass; the one who liked to take off his shirt played the drums. The young guitar player whose left eye was always blinking was a deer that had strayed into the village. As for the wild tiger, it meant to follow. Finally they strayed together, came to blows, grappled with each other and fell in a heap on the front hood of that car – the second during which the two of them were closest to each other, comple-tely drenched in sweat, punch to punch, red blood dripping, mouths smashed and teeth broken, until when satisfied the guitar owner stepped in to stop the fight – same thing every time. The two contend-ers separated, yet most reluctantly. The bass player by then had one eye shut, out of delight with the pain, with the craving to be something else. The second he looked as though he would fuse as a single body with the other, he could see the future several years anon, a future in which he would recall this event time and time again. In that dimension, he saw the young guitar player. This young man was the only one that went on playing music, as member of a small band before playing backup guitar in a band that was most popular with teenagers, all of them hand-some like gods but with no knowledge whatever about art, apart from their so-so sound, but their smiles were terrific, yet within years that band broke up and disappeared in the unpredictability of change, but the young guitar player made a come-back in a new band, was back again with pride. From a nobody he returned as a new man in a band which new men admired, from being a failure he picked himself up and returned grandly. This time he was cheered and applauded throughout the country. From backstage guitar to standing in the spotlights of life, he who knew very well that all of this came from the ability not so much of the creative side as of the marketing team and all the others that had come in to get their share of the profit, but who cared. Be that sweat sour or sweet had no meaning other than as an omen. When red blood dripped to the ground, the dimension of that second would shatter accordingly. He still lay still on the car hood, his hand which before sent out punches stretched out to gain leverage. The three of them exchanged laughs as we can see in lousy movies that still manage to draw tears from us. That deer strayed into the village. The minute it was scared by the human beings it was meeting for the first time, it froze and stood still.
 เสือตัวนั้นก็ยืนแน่นิ่ง แต่ด้วยความกลัว หาใช่ความไม่รู้เหมือนกวางตัวนั้นไม่ เสือตัวนั้นค่อยล่าถอยออกไปเองในที่สุด อย่างความอาจอง ด้วยท่าทีอันทรนงอาจองซึ่งมีความกลัวเป็นปฐมธาตุ That tiger also stood still but out of fear, not out of ignorance like the deer. That tiger slowly backed away by itself in the end with a proud attitude fostered by fear.
 หนังเรื่องเบน เฮอร์ถูกฉายเป็นครั้งแรกที่นั่นแต่ฟิลม์ม้วนนั้นถูกฉายมานับครั้งไม่ถ้วนตามหมู่บ้านต่างๆ ชายหนุ่มผู้ซึ่งขับรถหกล้อคันแรกเขามาในหมู่บ้าน บนเบาะมีปืนพกเล็กๆเพื่อป้องกันให้ความหวาดกลัวต่อโจรป่า เด็กๆได้ลิ้มรถโอวันตินเป็นครั้งแรกในชีวิต รสของมันคล้ายชากึ่งหนึ่งคล้ายกาแฟกึ่งหนึ่งแต่ก็แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง คำอธิบายของใครกันนะ แต่ผู้คนก็ล้อมวงกันเข้ามาลองชิม หลายปีต่อมาเขาล่องรถไปมาในหมู่บ้านแถวภาคเหนือทุกจังหวัด จนเมื่อสิ้นยุคหนังกางแปลงขายของหมดลงนั่นแหละ… The film Ben-Hur was shown for the first time there but its reels were spooled innumerable times in the various villages. A young man who drove the first six-wheeler entered the village. On the front cushion there was a small handgun to conjure the fear of jungle bandits. Children tasted Ovaltine for the first time in their lives. It tastes half like tea half like coffee but it’s totally different, who said that, but the people pressed around to have a try. Several years later he took the lorry to villages in all of the Northern provinces until the era of outdoor movies ended and selling goods stopped too. ===

=

=

ovaltine

=
เดือนเมษายน 2552 April 2009
ชายหนุ่มคนขับคนนัั้นยังคงขับรถต่อๆมาจนแม้ไม่ได้ขับรถให้บริษัทไทย-บอร์เนียวนั้นแล้ว จนเลยวัยครึ่งชีวิตมาโข เขาขับรถให้กับโรงเรียนเซนต์ การ์เบรียลและต่อมาก็เป็นคนขับรถแทกซี รถของเขาติดอยู่บนสี่แยกก่อนข้ามสะพาน ย่านซึ่งมีแต่อู่ซ่อมรถเก่าแก่ เขามักผ่่านเส้นทางสายนี้เมื่อต้องขับรถไปส่งกะ สิ่งที่พอจะเป็นความเจริญใจของเขาก็คือการจ้องไปยังรถเก่าแก่เหล่านั้น รถซึ่งในอดีตคนในฐานะเดียวกับเขาไม่มีวันได้ขับ แต่เขาได้ขับมาแล้วทุกคันทุกยี่ห้อ การจราจรค่อยๆอนุญาตให้รถเคลื่อนตัวไปด้วยความช้าเชื่องและหยุดลงในวินาทีใดวินาทีหนึ่งอันแสนเชื่องช้านั้น เขาเห็นผู้คนมองไปยังรถคันหนึ่งซึ่งค่อยๆเคลื่อนผ่านสี่แยกอีกด้านหนึ่งไปอย่างช้าๆ รถของวงดนตรีซุปเปอร์สตาร์ สี่แยกค่อยๆกลับคืนเป็นป่า แม่น้ำตรงหน้าเบี่ยงสายไปเล็กน้อยเท่านั้น กวางตัวหนึ่งและเสือตัวหนึ่ง ผู้ใดจะหยุดยืนตรงนั้นด้วยความกลัวหรือเพราะความไม่รู้ ห้องซ้อมดนตรีนั้นได้ถูกปิดตายลงแล้วเหมือนอาคารอื่นๆที่อยู่ในอาณาบริเวณใกล้เคียง เขาได้กลิ่นอันแสนคุ้นเคยมาแต่ไกล กลิ่นของรอยจูบแรกซึ่งบรรจุเวลาอันฟ่องฝันทั้งมวล That young driver has gone on driving even though no longer for the Thai-Borneo company. Well past the mid-point of his life, he drove a bus for Saint-Gabriel School and later a taxi. His car is stuck at the junction before the bridge, an area with only old car repair shops. He usually takes this road when he has to end his shift. What makes him rather happy is gazing at those old cars, cars which in the past people like him had no way of driving but he has driven them all, all makes. The traffic slowly allows cars to move sluggishly and stop any second ever so slowly. He sees people looking at a van crawling through the intersection on the other side, the van of a superstar music band. The junction slowly returns to jungle mode. The river up front swerves slightly. A tiger and a deer: anyone will stop and stand there in fear or out of ignorance. That music room was sealed up like the other buildings around it. He catches a familiar smell from afar, the smell of the first kiss that fills time with sundry floating dreams.
= ‘Prawat Yor Khong Bang Sing Thee Yang Mai Jop Sin’ in Ork Pai Khang Nai (Going out inside),  Matichon Books, Bangkok, 2014
=
A native of Nakhon Si Thammarat,
Nok (real name: Nil) Paksnavin works
in a hospital on Yao Island,
in Phang-nga Province.
He writes poems and short stories,
and runs a bookshop with some friends.
=
nok

The cats, the drunk and the beggar – Ussiri Dharmachoti

ooo
You may not be a cat person and yet enjoy this tale of the plight of cats met down memory lane: it tells a truth or two about human nature. MB
ooo

<td

ขอทาน แมว
และคนเมา

THE CATS, THE DRUNK
AND THE BEGGAR

อัศศิริ ธรรมโชติ

USSIRI DHARMACHOTI*

* Pronounced at.si.ri tham.ma.choat
= = TRANSLATOR’S KITCHEN
o o o
แมวเป็นสัตว์น่ารัก แต่ผมไม่เคยผูกพันด้วย มันน่ารำคาญมากกว่าตามสายตาของผม แต่ครั้งเป็นเด็กมาแล้วที่เห็นแม่เลี้ยงแมวมาด้วยความรักแบบหลงใหล – หาข้าวให้มันกิน จับมันขึ้นมาอุ้ม เรียกมันด้วยเสียงแบบเอ็นดู ทั้งที่มันร้องกวนใจเคล้าแข้งขาเกะกะ และเป็นสัตว์เลี้ยงฉวยโอกาสที่แสดงความรักคนเฉพาะเมื่อเวลามันหิว อิ่มแล้วก็ไป หรือไม่ก็นอนหลับเกียจคร้าน บ่อยครั้งผมอิจฉาที่คิดว่าแม่รักแมวมากกว่าผม Cats are lovely animals but I’ve never taken to them. They are more annoying than lovely in my view from the time I was a child and saw Mother raise cats with a kind of love bordering on lunacy – feeding them, scooping them up to hug them, calling them with a kindly voice, even though their mewing and meddlesome snuggling against your legs were annoying. Cats are opportunistic domestic animals that show their love of humans only when they are hungry – once full they leave or else fall into slothful sleep. Many times I was jealous at the thought that Mother loved her cats more than she did me. หลงใหล: usually, ‘fascinated by’, ‘infatuated with’, ‘crazy about’; ‘bordering on lunacy’ is a bit strong but reflects the narrator’s resentment of his mother’s love for cats.
ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว… ผมแตะแมวในบ้านจนกระเด็นร้องครวญคราง แม่เอ็ดตะโรและด่าผมไม่เลิก พร้อมแช่งชักหักกระดูกว่าผมจะต้องรับกรรมที่ก่อบาปเข็ญนี้ ผมเถียงกลับไปว่า นี่ผมเป็นลูกของแม่นะ ทำไมจึงมาแช่งผม และเข้าข้างเจ้าแมวร้ายนี้ มันเป็นสัตว์ ผมเป็นคน แม่เห็นแมวดีกว่าลูกที่รักได้ยังไง แม่ยิ่งโกรธผมหนัก ยกเชี่ยนหมากจะทุ่มผม Once, long ago, I kicked a house cat and sent it flying and groaning. Mother yelled at me, cursing me no end and threatening me with retribution for this dastardly sinful deed. I retorted that I was her son, why did she curse me and side with the confounded cat? It was an animal, I was a person: how could she think the cat was better than her own child was? Mother was all the more incensed with me. She lifted the betel tray intent on knocking me out. ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว: usually, ‘once upon a time’.
แตะแมวในบ้าน: literally, ‘I kicked a cat in the house’.
แช่งชักหักกระดูก: lovely idiom, wishing someone ‘convulsions and broken bones’. As no direct translation came to mind, I added ‘dastardly’ to stay in spirit.
แม่เลี้ยงแมวหลายตัว และออกลูกมาหลายครอก มีสารพัดสีจะมีได้และมีนิสัยต่างกัน มีหลายตัวเกเรเหลือขอจนแม่ท้อ และแสร้งทำเป็นไม่รู้เห็นเมื่อมีคนในบ้านจับมันไปปล่อยวัดตอน กลางคืน แต่ตกตอนรุ่งเช้าเปิดประตูบ้านออกไป มันก็ร้องเหมียวๆ รอรับแม่อยู่ก่อนแล้ว บางตัวหายไปหลายวันก็สู้อุตส่าห์ระถนนซอกซอยกลับมาบ้านจนได้ แม่จะอุ้มมันไว้ – นังนี่มันฉลาด…แม่จะว่าอย่างนี้ แล้วเลี้ยงดูมันต่อไปอีกด้วยความเวทนาที่เพิ่มมากเป็นซ้ำสอง Mother had many cats and they had many litters of as many colours as they come and of distinct dispositions. Several of them were so wayward even Mother was discouraged and pretended not to see when people in the house caught them and went to ditch them at the temple at night, but the next morning when she opened the main door there they were mewing, waiting for Mother all along. Some disappeared for days on end but from whatever maze of streets and lanes still managed to find their way back home. Mother would take them in her arms. How clever of this one, she would say and then would go on raising them with twice as much compassion.
เมื่อครั้งหนึ่งนานมาแล้วอีกเหมือนกัน…ผมปั่นจักรยานผ่านหน้าบ้านครูคนหนึ่ง แกกวักมือเรียกผม แล้วบอกว่า ไอ้หนู ครูจ้างเอ็งไปปล่อยแมวหน่อยนะ ครูให้ตังค์ผมมาห้าบาท พร้อมกับแมวสองตัวยัดใส่กระสอบท้ายรถ ผมอยากได้ตังค์ นำมันไปปล่อยในป่าละเมาะแห่งหนึ่งที่ไกลบ้าน ผู้คน –ดูมันเซ่อ เด๋อด๋า ร้องออดอ้อน คล้ายกับจะให้ผมพา กลับไปบ้าน แต่ผมไม่ใจอ่อนผูกพันมัน รีบปั่นจักรยานหนีจากมา Another time long ago, as I rode my bicycle past the house of one of the teachers, he beckoned me to stop and then told me, ‘Boy, here’s some money, get rid of my cats for me.’ He gave me five baht along with two cats stuffed inside a jute bag I put on the back carrier. I wanted the money. I freed them somewhere in a forest far from the house. People: Look at that silly billy! So scatterbrained! They mewed imploringly, as if to have me take them back home, but they were nothing to me. I hurriedly pedalled away.
ผมมาเล่าให้แม่ฟัง แม่ด่าทั้งครูและผม –เอ็งมันใจบาปหยาบช้า เห็นแก่เงินแค่ห้าบาท ถึงกับยอมก่อเวรไปพลัดพรากพวกมัน ทำไมไอ้ครูบ้าไม่ไปปล่อยซะเองล่ะ เอ็งมันบ้าพอกัน When I told Mother, she cursed the teacher and me. You wicked lout! You only have eyes for the money, those miserable five baht, so you deliberately commit a sin against those poor creatures. Why didn’t that batty teacher do it himself? You’re both as bad.
เมื่อยามอารมณ์ดี แม่จะบอก –ลูกเอ๋ย…หมาแมวมันเป็นสัตว์อยู่กับคน ถ้าหากคนไม่เลี้ยงแล้ว มันจะอยู่กับใครล่ะ… When she was in a good mood, Mother would tell me, Sweetheart, dogs and cats are animals that live with people. If we don’t raise them who will?
เย็นวันหนึ่ง…ของช่วงเวลาที่แล้งจัด ขบวนแห่นางแมวมาบนถนนหน้าบ้าน พวกเขาจับแมวตัวหนึ่งใส่เข่งใหญ่แล้วปิดทางออกไว้ สอดไม้คานหามแมวไปทุกหนทุกแห่ง ให้ผู้คนสาดน้ำใส่ขณะขับเพลงขอฝน แมวได้แต่ดิ้นรนและร้องเสียงคร่ำครวญ ฝนก็ไม่ตกลงมา One late afternoon in a time of prolonged drought, a cat procession came along the road in front of our house. They had caught a cat and put it in a big bamboo basket, closed its way out with a lid and inserted a yoke to carry the cat everywhere for people to splash clear water over it while they sang a song calling for rain. The cat could only struggle and mew frantically and annoyingly. The rain disdained to fall. ===

=

ฝนก็ไม่ตกลงมา can be read two ways: ‘The rain didn’t fall’ or ‘The rain disagreed to come’.

มีชายคนหนึ่งเมาเหล้า เขากระโดดเข้าช่วยชีวิตแมวเอาไว้ด้วยการเปิดปากเข่งปล่อยให้แมวหนีไป… เขาตะโกน –พวกมึงเป็นบ้าไปหมดแล้ว ไอ้แมวตัวนี้ต้องตายแน่ ฝนก็จะไม่ตก…ฮ่า ฮ่า ไอ้พวกบ้า แน่จริงมึงมาจับกูใส่เข่งใบนี้หามไปแทนแมวซีวะ There was a man who was drunk. He jumped to the cat’s help by opening the lid of the basket and freeing the animal. ‘You’re totally crazy, all of you!’ he shouted. ‘This cat will die and there won’t be any rain, ah! ah! You crazy people! If you’re so gung-ho, catch me and put me in the basket instead of the cat, you fools!’ In the interest of folkloric knowledge, let it be stated that the cat in the procession is a she (นางแมว).
ขบวนแห่นางแมวแตกกระเจิงท่ามกลางเสียงหัวเราะของเด็กๆ พิธีถูกทำลายลงในท่ามกลางเสียงสาปส่งชายขี้เมาที่ไม่ยอมเคารพกฎเกณฑ์พิธีกรรม ผมซึ่งเป็นเด็กและไม่เคยผูกพันกับแมวยังถอนใจ นึกขอบคุณชายขี้เมาคนนั้น The cat procession broke apart amid the laughs of the children. The event was disrupted by the curses of a drunken man who had no respect for ceremonial rules. I who was a child and no cat person could sigh and mentally thank that drunken man.
คืนวันล่วงมา…รวดเร็วและนาน ฟ้าเพิ่งจะสางและผมเพิ่งจะกลับบ้านเดินเซเข้าซอยที่สองข้างเป็นห้องแถว รวงร้านยังปิดอยู่ พระออกบิณฑบาตแล้วระหว่างความเงียบสงบ ผมพบเด็กผู้หญิงคนหนึ่งนั่งร่ำไห้อยู่หน้าบ้านซึ่งแง้มประตูไว้บานเดียว Time passed, fast and much of it. The sky was dawning as, reeling back home, I entered a street with shop houses on both sides, the shops still closed. Monks were already on their alms rounds in the peace and quiet. I saw a young girl who sat crying in front of a house whose door was ajar. ==พบ usually translates as ‘to meet’ or ‘to find’, but also as ‘to encounter’, ‘to come across’ or ‘to see’.
หนูร้องไห้ทำไม ผมยืนโงนเงนทักทาย เด็กคงจะได้กลิ่นเหล้าจึงทำท่าตกใจ จะหันกลับเข้าบ้าน แต่แล้วก็ร้องจ้า ชี้มือไปกลางถนนบอกด้วยเสียงสะอื้น –รถมันทำแมวหนู มันทับไอ้สีนวลตายแล้ว… Why are you crying, little girl? I greeted her as I stood unsteadily. The child must have smelt the fumes of alcohol so she was shocked and made as if to go back inside but then cried even more and, pointing at the middle of the street, told me in a voice that sobbed, ‘A car ran over my cat! My Creamy is dead!’
ผมเพิ่งจะสังเกตเห็นแมว “สีนวล” นอมจมกองเลือด ไส้ทะลักอยู่บนท้องถนน รอยรถบนตัวแมวยังหมาดใหม่อยู่เลย ผมมองมันแล้วคลื่นไส้อาเจียนออกมา Just then I noticed Creamy the cat lying in a pool of blood, its entrails spilled out on the tarmac, car marks still imprinted on its body. I looked at it and felt sick and vomited.
แม่หนูหยุดร้องไห้ หันมาสนใจผมที่เกาะเสาไฟยืนอ้วกอยู่ –น้าไม่สบายหรือ… น้าเมาหรือเปล่า ผมละอายเด็กเหลือเกิน – อ้วก เสร็จแล้วก็เดินหนี…นึกในใจที่ไม่อาจทำให้เด็กประทับใจในอย่างใดอย่างหนึ่งได้ แม้แต่คำปลอบโยน เมื่อเทียบกับชายขี้เมาทลายขบวนแห่นางแมวเมื่อคืนวันอันผ่านมาแล้วผมก็แย่เต็มทน The little girl stopped crying, turned her attention to me who stood clutching the electricity pole and throwing up. ‘Are you sick, uncle? Are you drunk, uncle?’ I felt so ashamed in front of that girl … and chucked up again! When it was over, I hurried away, thinking to myself I’d done nothing for the girl, hadn’t even tried to console her. Com- pared to the drunk who had disrupted the cat procession that time, I was really the lowest of the low.
…อีกคืนวันที่ย้อนไป ผมนึกถึงพระครูแก้วเมื่อครั้งยังอยู่วัด พระครูแก้วเกลียดแมว แกอ้างว่าเป็นโรคหืด เจอขนแมวไม่ได้ แกโหดร้ายกับแมวมาก ไม่เคยให้ข้าวกิน ครั้งเมื่อแมวเข้าไปใกล้ก็จะถูกแกตะเพิด แต่พระครูก็มีโชคเพราะแมวนำลาภมาให้ More time passed. I thought of Reverend Teacher Kaeo when I was still at the temple. Reverend Teacher Kaeo loathed cats. He claimed he was asthmatic, couldn’t stand a cat’s hair. He was very cruel with cats, never fed them. Whenever one got close he would chase it away, but the Reverend Teacher had a stroke of luck thanks to a cat that brought him a windfall.
แมวท้องแก่มาคลอดลูกทิ้งไว้สี่ตัว ตรงหน้ากุฏิพระครูแก้ว แมวสี่ขามีสี่ตัว พระครูนักเล่นหวย แทงเลข 44 ถูกไปหลายหมื่นบาท แต่แกก็ยังใจร้ายต่อแมวอย่างไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เคยนึกเลี้ยง ไม่ให้กินแม้แต่น้ำแต่ข้าว ซ้ำให้ลูกศิษย์วัดจับลูกแมวไปปล่อยอีก สมน้ำหน้า ที่ต่อมาพระครูแก้วระทมทุกข์หมกมุ่นอยู่กับหวยที่ไม่เคยถูกอีกเลย เป็นพระที่ไม่มีใครคบหา บ้าหวยและว้าเหว่… A heavily pregnant cat came to give birth and left a litter of four kittens in front of his cell – four times four legs: the Reverend Teacher who played the underground lottery bet on 44 and won several tens of thousands of baht, but his hostility to cats didn’t change, he never thought of taking care of them, gave them nothing to eat or drink, and even had temple children take the kittens and release them far away. It served him right that later he felt gloomy and depressed, busy as he was with the underground lottery he never won again. He was a monk nobody associated with – lottery crazy and lonely.
อีกคืนวันที่ล่วงมารวดเร็วและนาน…ผมเมาเดินเข้าซอยกลับบ้านในยามดึก ได้ยินเสียงแมวร้อง หง่าวระงม ไปทั้งตรอก ฟังดูก็รู้ได้ว่าแมวสองตัวบนหลังคาบ้านหลังใดหลังหนึ่งนั้น กำลังหมายจะฝากรักต่อกัน… เสียงของมันรบกวน คงปลุกให้เจ้าของบ้านตื่นขึ้นด้วยความโมโห บัดเดี๋ยวเดียวเท่านั้น ที่ผมได้ยินเสียงดังโป๊ก กับเสียงสุดท้ายของแมวตัวหนึ่งหายไปแล้ว…ก็มีใครโยนร่างของมันตกลงมาอยู่ไม่ห่างจากผมนัก และมันดิ้นทุรนอยู่ท่ามกลางแสงไฟริมซอย… Another lengthy stretch of time passed and passed fast. I was drunk as I entered my home street late one night. I heard heated cats’ calls all over the street. Listening intently, I knew that two cats on some roof or other were intent on bestowing love upon each other. Their mewing was irritating and woke up a house owner in anger. A moment later I heard a loud ‘thump!’ and a last meowing from one of the cats receded into silence… Someone had flung away the body that had fallen not far from where I stood and that was now twitching in the light of a street lamp.
…แมวตาค้าง มีเลือดเกรอะบนหัว มันกำลังจะตายแล้ว ผมเงยหน้าแหงนมองไปยังชั้นบนของบ้าน มีแต่ความมืดและเงียบ มนุษย์หนอ…ช่างใจร้าย ไม่เลี้ยงมันแล้วยังทำมันได้ถึงอย่างนี้…ผมนึกถึงแม่ที่ล่วงลับไปแล้ว ถ้าแม่ฟื้นขึ้นมาได้เห็นเหตุการณ์นี้ต่อหน้า แม่ก็คงจะตายซ้ำสองอีกเป็นแน่แท้ทีเดียว The cat had wide-open eyes, and caked blood on its head. It was dying. I raised my head to look at the upper floor of the house. There was only darkness and silence. How cruel man can be! Not feeding them and then doing that… I thought of my regretted mother. If Mother had come back to life and witnessed what happened here, she surely would have died a second time around.
= =
ข้างริมคลองน้ำครำใจกลางเมืองหลวงแห่งหนึ่ง แม้จะมียุงชุมนับได้หลายสิบล้านตัว และมีกลิ่นของเชื้อโรคลอยขึ้นมาจากคลองอย่างเหลือคณาจะนับได้ ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ก็เต็มไปด้วยร้านอาหารขายข้าวต้มเจ้าเก่าที่ชื่อเสียงเลื่องลือไปไกล และที่พิเศษสุด สองฝั่งคลองน้อยนี้เหมาะต่อการตั้งวงเหล้าแต่หัวค่ำไปจนดึก Alongside a canal in the heart of the capital with stagnant foul water, even though there are millions and millions of mosquitoes and the water exhales the stink of too many infectious bacteria to count, for all that, there is a double line of food shops selling old-recipe rice gruel that are reputed far and wide and, what’s most peculiar, both sides of this small canal are ideal for setting up drinking circles from sundown to late into the night. Here, a little gamble for the translator, who must decide if เจ้าเก่า (original) applies to the food shops or to the rice gruel and which, of the shops or the gruel, is reputed far and wide.
อาหารอร่อย เหล้าออกรส เวลาไม่นานนักกลิ่นน้ำครำก็จะด้าน แล้วลมเย็นก็จะโชยขึ้นมาจากคลองให้รื่นรมย์ Delicious food, potent liquor: before long the stench of the stagnant foul water dulls and then the cold wind that wafts from the canal brings pleasant freshness. ออกรส: ‘tasty’, ‘palatable’, ‘enjoyable’.
ผมและผองเพื่อนรักใคร่ เราตั้งวงคุยกันไปหลายเรื่องแล้ว…เรื่องที่ทำให้เราหัวเราะ ให้เราเศร้า เรื่องที่ทำให้เราตื่นเต้น ทำให้เราเหนื่อยล้า… นินทาเมีย เจ้านาย ด่านักการเมือง และวิจารณ์รัฐบาล การกีฬา วงการบันเทิง วัฒนธรรมและพวกคุณหญิงคุณนาย… โลกในวงเหล้าของเรามักจะมีขอบฟ้ากว้างขวางเสมอ มากไปด้วยจินตนาการ ฝันบรรเจิดและอารมณ์ขันของแต่ละคนตามกระแสสายของน้ำเหล้าที่ไหลล่วงลำคอไป… My close buddies and I will sit around chatting about all sorts of things, things that make us laugh or make us sad, things that make us excited or make us exhausted … badmouthing wives, bosses, cursing politicians and criticising the government, sports, entertainment circles, civilisation and them high-so ladies… The world in our drinking circle always has broad horizons, brims with imagination, beautiful dreams and the sense of humour of each of us, carried along by the flow of firewater gurgling down our throats.
แมวอีกแล้ว…เสียงใครตะโกน แมวตกน้ำ! A cat yet again! Someone is shouting, ‘A cat’s fallen into the water!’
จริงๆ นั่นแหละ แมวจรจัดตัวหนึ่ง กำลังว่ายเอาชีวิตรอดอยู่ในคลองน้ำครำ มันคงพลัดตกลงไปจากขอบซีเมนต์สูงเมื่อยามเผลอหรือว่าคงมีใครถีบอย่างไม่ตั้งใจก็ได้…หมดโอกาสจะขึ้นมาได้ น้ำสีดำเหลือเกิน โคลนก็ปนอยู่มาก… แสงไฟจับเห็นมันเป็นเงาตะคุ่ม กำลังว่ายวนไปมา มีสีขาวที่กำลังถูกย้อมและกำลังจะอ่อนแรง It’s true. A stray cat is swimming for its life in the stinking water of the canal. It must have fallen from the high cement parapet in a lapse of concentration or maybe someone kicked it unwittingly … and it can’t climb back. The water is so black, so thick with mud. The light catches the cat as a dark mass swimming in circles, the white on it dyed black, and it is losing strength.
ร้านรวงโต๊ะเหล้าสองฝั่งคลองยามนี้ มีแต่คนจ้องมองลงไปในคลองนั่น มีเสียงเอะอะชักชวนกันให้ดู แมวเป็นสัตว์อยู่กับคน ปราศจากพิษภัยดูน่ารักแต่ก็เล็กเกินไปสำหรับน้ำเน่ากลิ่นหึ่งชวนคลื่นเหียนอย่างนั้น ผมคิด At the drinking tables of the shops on both sides of the canal by now there are only people staring down at that canal. There are exclamations inviting one another to have a look. Cats are animals that live with people, inoffensive and lovely but too small for putrid water with a nauseating stench like that, I reflect. ==ผมคิด: alternately, ‘I tell myself’ – in no case here ‘I think’.
แต่จะมีใครเล่าในที่นี้ ที่กินเหล้ากินข้าวได้อย่างสบายคอนัก แมวตัวเดียวกำลังจมน้ำตายอยู่ต่อหน้าคนหลายคน But here where we eat and drink at leisure, who will make a move? A single cat is drowning in front of many people.
…ชายขอทานเร่ผ่านมา สภาพของเขาคลื่นเหียนไม่ต่างไปจากแมวในคลองเท่าไหร่นัก แต่เขาก็ยังรู้สึกรังเกียจอิดเอื้อนที่ได้รับการว่าจ้างจากเจ้าของร้านเหล้าให้ลงไปช่วยชีวิตแมว แต่ครั้นเมื่อเห็นเงินค่าจ้างสูงขึ้นพร้อมกับแมวที่อ่อนแรงและชีวิตใกล้จมลงไปภายใต้น้ำครำทุกขณะ เขาก็ตัดสินใจกระโดดลง น้ำในคลองแตกกระจายและแผ่กลิ่นฟุ้งไปทั่ว …A beggar walks by, in a condition almost as nauseating as the cat in the canal, yet he still feels disgusted at being hired by one of the shop owners to go down and save the cat. But when he sees the amount of money increase while the cat weakens and will drown in the foul water at any moment, he decides to jump. The water in the canal splashes up and releases a revolting stench all over.
ทุกสายตาจ้องจับอยู่ที่ชายขอทาน เขาแหวกว่ายสายน้ำเน่าเข้าไปใกล้ตัวแมวแล้ว อุ้มมันกลับฝั่ง…ในท่ามกลางเสียงปรบมือที่ก้องไปทั้งสองข้าง ฝั่งคลองน้อย เงินค่าจ้างในการช่วยชีวิตแมวของเขาสูงขึ้นเรื่อยๆ กองอยู่บนโต๊ะเหล้า ระหว่างที่เขาอาบน้ำให้ทั้งตัวเอง และแมวที่ขนเริ่มสะอาดขึ้น สะบัดหัว และส่งเสียงร้องรังเกียจ… All eyes are on the beggar. He swims about in the putrid water and approaches the cat, takes it in one arm and returns to the bank … under sustained applause that echoes on both sides of the small canal. The hiring money for saving a cat’s life keeps piling up on the drinking tables while he washes both himself and the cat which is beginning to look cleaner, shakes its head and mews in irritation.
โลกดูรื่นรมย์ แม้น้ำในคลองนี้ก็ดูจะสะอาดตาขึ้น ผมกับเพื่อนๆ เมาหนักกันยิ่งขึ้นไปอีก ด้วยข้ออ้างน่าละอายว่า ฉลองชีวิตแมว! The world looks pleasant. Even the water in the canal seems cleaner to the eye. My friends and I grow even drunker, with a shameful excuse: drinking to the rescue of the cat!
First published in 1987, then as a collection
of short stories by the author
under the same title in 1988.
Ussiri Dharmachoti, born in Hua Hin in 1947, has had a successful lifelong career in journalism. Winner of the SEA Write Award in 1981 (Khun Thong, you will return at dawn), he is a master of short fiction. His novella Of time and tide is available from thaifiction.com or immateriel.fr.

The old man – Tak Wong-rat

A sprinkling of memories encompassing continents and a lifetime; ambiguous aphorisms; suggestions of destitution and human frailty against the triumphant greed of the times; and an implicit concern for the future given the attrition of time on things past: although this sweetly sad, and pithy, short story was written only three years ago, it deserves to be rated as a classic of pointillist writing. MB

ผู้เฒ่า

THE OLD MAN

wave

ตั๊ก วงศ์รัฐ

TAK WONG-RAT

TRANSLATOR’S KITCHEN
= =
เช้าวันนี้มาถึงอย่างช้าๆ นกกาไม่ขับขานเหมือนเคย…ในซอยนี้ไม่มีเสียงไก่ขันมานานกว่าครึ่งชีวิต ต้นมะม่วงใหญ่ 4-5 ต้นไม่ติดลูกอีกแล้ว เป็นสนามอาหารเช้าของกระรอกหลายตัว มันไต่สายไฟฟ้าเข้ามาในบ้านเสมอ Today, the morning comes slowly. The crows aren’t crowing as they used to. In this lane, there haven’t been cockcrows for half a lifetime. The four or five mango trees no longer bear fruit. They are the breakfast field of several squirrels. They invariably enter houses via the power lines.
= =
หนาวนี้หนาวนานกว่าปีก่อน ผ้าห่มเก่า มุ้งเก่า วันเวลาเก่า This cold season is cold longer than last year’s. Old blanket. Old mosquito net. Old days.
คืนเดือนมืด เป็นครั้งแรกที่เดินตามลำพังในม่านหิมะชานเมืองชายขอบของกรุงโตเกียว Moonless night. It’s the first time he walks alone in the curtain of snow in an outer suburb of Tokyo.
ร้านรวง ร้านอาหาร ปิดกันเกือบหมด หนาวเหน็บ ตรอกซอย (เรียกว่าถนน) เงียบ Clustered shops, food shops, almost all of them closed. Numbing cold. Quiet lanes and streets (called roads).
ผู้เฒ่าย้ายจากห้องพักของเพื่อนญี่ปุ่นเข้ามาอยู่ในโรงแรมราคาประหยัด ต้องใช้ห้องน้ำรวม ไม่ไกลจากสะพานชัยชนะเหนือแม่น้ำซูมิดะ The old man has moved from a Japanese friend’s digs to a cheap hostel with shared bathroom not far from the Kachidoki Bridge over the Sumida river. I’m giving the bridge its Japanese name, which means ‘shout of victory’ rather than ‘victory/ชัยชนะ’.
จากบึงโนนทันถึงแม่น้ำเจ้าพระยา From the Nonthan swamp to the Chao Phraya river. The swamp is in Khon Kaen province, in the Northeast.
จากอ่าวซาลองเมืองฮานอย ซึ่งขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของยูเนสโก ขุนเขาน้อยใหญ่สลับซับซ้อน แต่เรียบง่าย ลมเย็นสบาย และน้ำใส From Ha Long Bay in Hanoi, registered as a World Heritage by UNESCO, a confusion of small and tall peaks but a neat spread. Pleasant cool breeze and clear water.
จากเกาะเสม็ด (เมื่อ 30 กว่าปีก่อน) ทรายขาว ว่ากันว่าโรงงานทำแก้วเอาทรายไปจากเกาะนี้อยู่ไม่ห่างจากสวนสน ช่วงที่แกไป เรือเด็กนักเรียนล่ม จมน้ำตายกันหลายสิบศพ From Samet Island (more than thirty years ago): white sand. Glass factories were said to get their sand from this island. Not far from Suanson, while he was there, a boat carrying school- children capsized. Dozens drowned.
โอกินาวาเป็นประตูแรกของความพ่ายแพ้ของกองทัพญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่อเมริกาถล่มเกาะเล็กๆ กลางมหาสมุทรแปซิฟิก ผู้คนตายนับแสนคน-ซามูไรแพ้ Okinawa was the first goal in the defeat of the Japanese army in World War II that America scored by invading those small islands in the middle of the Pacific Ocean. Hundreds of thousands died. The Samurais lost.
= =
หนาวนี้ เช้านี้ ผู้เฒ่าเดินนับก้าวต่อก้าวบนพื้นแฉะในตลาดอาหารทะเลบึสุกิ ตีนสะพานชัยชนะเป็นตลาดปลาใหญ่ที่สุดของโตเกียว ตลาดยอดเยาวราชเทียบไม่ติด This cold season, this morning, the old man walks counting steps on the damp ground of the Tsukiji seafood market at the foot of the Kachidoki Bridge. It’s the biggest fish market in Tokyo. The biggest Yaowarat market can’t compare. บึสุกิ? The biggest and best known Tokyo fish market is called Tsukiji.Yaowarat is the main artery of Bangkok’s Chinatown.
เอา ‘เรือ’ ออกทะเล ต้องเอา ‘เรือ’ ออก Have the ‘boat’ put to sea. Must out the ‘boat’.
เอาสุขเป็นทุกข์ มีคือไม่มี Happiness as sorrow, having as not having.
โค้งฟ้ามืด ไม่มีดาวประดับฟ้า The vault of the sky is dark. No stars adorn the sky.
โค้งใจ…โค้งใจใสเหมือนหยดน้ำค้างบนใบไม้ก่อนแดดแรกมาเยือน The vault of the heart – the vault of the heart is clear like dew on a leaf before the first sunrays drop by.
ต้องเอา ‘เรือ’ ออก Must out the ‘boat’.
= =
คนหาปลาผู้เฒ่าตื่นลุกขึ้นนั่ง ไม่ใช่แค่ปลา มีกุ้งปูหอยรวมอยู่ด้วย The old fisherman wakes and sits up. Not just fish but also shrimps, crabs, clams.
จากคลองขวาง ทวีวัฒนา ภาษีเจริญ บางกอกน้อย ปากคลองตลาด ท่าเตียน ผดุงกรุงเกษม เทเวศร์ From Khlong Khwang to Thawiwat- thana to Phasi Charoen to Bangkok Noi to Pak Khlong Talat to Tha Thian to Phadung Krungkasem to Thewet. Roughly from the Thonburi side to the Chao Phraya river and then going upstream. Personal life trek?
‘เรือ’ ตั้งลำมุ่งไปยัง ‘สยามพารากอน’ ศูนย์การค้าระดับสูง ด้วยสินค้ายี่ห้อนานาชาติ ภัตตาคารหรู ไฮเทคทันสมัย The entire ‘boat’ makes for Siam Paragon, the high-level trade centre with goods of international brands, posh restaurants, modern high-tech.
‘สยามพารากอน’ เป็นแหล่งปลาแหล่งน้ำ ปลา ‘ไฮโซ’ ปลา ‘อินเตอร์’ ที่ดินผืนนี้วาละ 800,000 บาท หาใช่ปลาช่อน ดุก ซิว สร้อย Siam Paragon is a fishing ground: ‘hi-so’ fish, ‘inter’ fish. This spot of land sells for 800 000 baht per wa*: no snakehead, catfish, minnow or mud carp there. * Actually ‘square wa’, i.e. four square metres.
ที่เดียวกันยังมีรถไฟลอยฟ้าเหนือหัว The same spot has a sky train suspended above head.
‘ทะเลคอนกรีตและเงินทอง’ อยู่ที่นี่ The sea of concrete and money is here. เงินทอง: money or wealth
ข้างอาคารหลักเป็นอาคารที่จอดรถ ไม่มีท่าเทียบ ‘เรือ’ ในใจกลางเมืองใหญ่แห่งนี้ คลื่นลมอ่อน ผู้เฒ่าบีบมะนาวใส่เกลือบนชิ้นปลาสด On one side of the main building is the parking building for cars. There’s no pier for boats in this heart of the megalopolis. Weak waves and wind. The old man squeezes a lemon and ads salt to a morsel of fresh fish.
“ออกไป-ออกไป” รปภ.ร่างใหญ่ตวาด ‘Get out! Get out!’ a burly security guard shouts.
= =
ทุกเช้า เด็กชายวัย 14-15 ท้ายซอย ไม่มีพ่อแม่ อยู่กับยายที่ยังชีพด้วยขนมครก ข้าวเหนียวปิ้ง ตีนสะพานลอยข้ามถนนหน้าปากซอยจะเอากาแฟร้อนมาปลุก Every morning the fourteen-fifteen-year-old orphan at the end of the lane stays with his granny who still makes a living baking rice cakes and toasting glutinous rice. From the foot of the overpass across the road in front of the lane he brings back hot coffee. ยาย (granny) is the maternal grandmother. The old man, when talking to Dam, calls himself ลุง, uncle, probably granny’s son and Dam’s mother’s elder brother.
มันต่างจากตอนที่ผู้เฒ่าเป็นเด็ก คือกาแฟมาในกระป๋องนมข้น ผูกด้วยเชือกกล้วย ทุกวันนี้ กาแฟร้อน (และเกือบทุกอย่าง) มาในถุงพลาสติก ประสาอะไรกัน ไม่มีเก้าอี้ไม้นั่งเป็นเก้าอี้พลาสติกกันหมด It’s different from when the old man was a child. Coffee came in condensed milk cans tied with banana string. These days hot coffee (and almost everything) comes in plastic bags. What’s the idea? There’s no wooden chair to sit on anymore, it’s all plastic chairs.
“เอ็งจะอยู่ยังไง ถ้าลุงตาย ‘What will you do when I die?’ ถ้าลุงตาย: literally, ‘if I die’!
“ไม่ ไม่ ลุงยังไม่ตาย” ‘No, no, you aren’t dead yet.’
“เอ็งเอามาม่าไปกิน หยิบไปเลย” ‘Take a pack of Mama and make yourself some noodles.’
ทุกเช้าพระเดินตีนเปล่ามาบิณฑบาตในซอย แบ่งมาม่าและข้าวปลาอาหารให้ วางไว้หน้าบ้านอย่างเงียบๆ Every morning a monk enters the lane barefoot on his alms round. A Mama pack and other foodstuffs are set aside for him and placed quietly in front of the house.
แกยังคงนอนอยู่บนเสื่อน้ำมัน He still lies on the linoleum.
ดำเก็บมุ้งนอน คือตลบชายมุ้งขึ้นแค่นั้น เปิดหน้าต่างบานที่ปิดไม่สนิท Dam puts aside the mosquito net, that is just rolls it up, and opens the window that doesn’t close tight.
ลมเย็นยามเช้าต้นธันวาฯ เย็นหนาว The early December morning breeze is chillingly cold.
“ถ้าลุงตาย” ผู้เฒ่าพึมพำ “ถ้าลุงตาย เอ็งจะอยู่ยังไง” ‘When I die,’ the old man mumbles. ‘When I die, how will you live?’
ดำก้มหน้าไม่พูดตอบ Dam lowers his head, doesn’t answer.
“พรุ่งนี้ลุงจะเอา ‘เรือ’ ไปพารากอน เอ็งไม่ต้องเอากาแฟมา” ‘Tomorrow I’ll take my “boat” to Paragon. You won’t have to bring me coffee.’
“ไปด้วยนะ” ดำว่า ‘I’ll go with you, yes?’ Dam says.
= =
แกคิด หวังคิดว่าน่าจะจับปลาเล็กใหญ่ได้ แม้คลื่นลมแรง หาใช่เรื่องต้องห่วง He thinks, hopes to be able to catch some fish. Even if wind and waves are strong it’s nothing to worry about.
“เอ็งไม่รู้” ‘You don’t know.’
ผู้เฒ่านั่งชันเข่า The old man sits hugging his knees.
“ไม่มีรถไฟไปกระบี่” ‘There’s no train to Krabi.’
= =
ไม่ คือ ไหม้… Denial equals pyre… No is Noh? (Different import.)
ผู้เฒ่าพยายามหลับ นอนตะแคงซ้ายตามเคย รู้ว่า รู้ว่าต้องพึ่งตัวเองเป็นหลัก The old man tries to sleep. Lies on his left side as usual. Knows, knows he must rely on himself.
รู้ว่าเมื่อขึ้นเมรุเอาอะไรไปไม่ได้เลย Knows that when you make it to the pyre you can’t take anything with you.
= =
ชิบูยา : ตั้งอนุสาวรีย์หมา (ไม่แน่ใจว่าเหมือนหมานครปฐม) เป็นสิ่งน่ายินดี ดีใจที่ผู้ว่า กทม.โตเกียวทำขึ้น หน้าสถานีรถไฟขอนแก่นไม่รู้ใครเป็นต้นคิดเอาท่อนไม้มะขามใหญ่มาจารึกชื่อ สถานีขอนแก่น Shibuya: the Dog Memorial (not sure it’s the same as the Nakhon Pathom dog) is something heart-warming. Glad that the Tokyo governor had it erected. In front of the Khon Kaen railway station, whoever’s idea this was, the name ‘Khon Kaen Station’ is engraved on the trunk of a big tamarind tree. =
= =
ชิบูยา : หมาคอยนายกลับจากที่ทำงานทุกคืนค่ำ Shibuya: the dog waited for its master to come back from work every evening.
แล้วคืนหนึ่ง นายไม่กลับบ้าน… Then one evening its master didn’t come back…
คอยแล้วคอยไม่สิ้น Waited and waited without end.
ทุ่งรังสิต : คูน้ำลำคลองขุดขึ้นด้วยแรงงานคนจีน ดั่งเช่นคลองขวาง กุ้งหอยปูปลาเยอะ Thung Rangsit: the canals and irrigation channels, such as the Khwang canal, were dug with Chinese labour. Plenty of shrimps, clams, crabs and fish.
= =
ฝนตกหนัก ลมแรงแรง เมื่อแกยืนเงียบอยู่กับบุหรี่รสฉุนในสนามบินนานาชาติทาโคมา ซีแอตเติล It rains hard. The wind is strong as he stands quietly with an acrid cigarette at Seattle’s Tacoma international airport.
ตลาดปลาสดเป็นชีวิตชีวาของเมือง โยนรับส่งกันเหมือนเล่นกายกรรม ไม่มีกลิ่นคาว The fish market is the life of the town. Fresh fish swung back and forth as if playing acrobatics. No fishy smell.
= =
หิมะหนักในลอนดอนปลายเดือนกุมภาฯ ระหว่างนั่งรถไฟใต้ดินไปฮีทโธรว์ เครื่องบินทีจีมาช้าเพราะกัปตันและลูกเรือทุกคนติดอยู่ในลีมูซีนกลางเมือง Heavy snow in London at the end of February as he sits in the underground on his way to Heathrow. The TG flight is delayed because captain and crew are stuck in a limousine in the city centre.
รู้เหมือนไม่รู้ Knowing the same as not knowing.
= =
ทะเลคือคลื่นลม The sea is waves and wind.
แกรู้ว่า วันเวลาผ่านแล้วผ่านเลย ทุ่งนาไร้ข้าวเปลี่ยนเป็นโรงงาน เสาไฟฟ้าคอนกรีตเข้ามาแทนที่ไม้ใหญ่ He knows time goes by and is gone. Paddy fields turn into factories. Concrete electricity poles replace big trees.
ผ่านแล้วผ่านเลย Goes by and is gone.
หันหัว ‘เรือ’ กลับสู่ฝั่ง หันใจคืนใจ Turning the prow back to shore. Change of heart, change of mind.
= =
ครั้งหนึ่งระหว่างปีเก่าต่อกับปีใหม่ จากท่าเรือกลางเมืองสุราษฎร์ฯ ไปเกาะสมุย ธรรมดา มีเรือโดยสารวันละ 2 ลำ แต่ด้วยสภาพคลื่นลมแรงแปรปรวนจึงเหลืออยู่ลำเดียวที่กล้าเสี่ยง แกสองจิตสองใจ ไปไม่ไป เสี่ยงไม่เสี่ยง ไม่ไปกับเรือลำนี้ก็ต้องค้างคืนในเมือง Once as the old year connected with the new, from the pier in the heart of Surat Thani to Samui Island, usually there were two passenger boats per day, but because of the turbulent state of the sea only one boat was left to risk the crossing. He was of two minds. Go or not? Risk it or not? Not going with this boat he’d have to stay overnight in town.
คนโดยสารทั้งหมด 2 ลำ นั่งเบียดกันในเรือลำเดียว ไม่มีพื้นที่ให้ขยับตัว ไม่มีชูชีพ Two boatloads of passengers sat cramped in the one boat. No room to move. No life jackets.
เมื่อเรือแล่นออกจากปากน้ำหน้าบ้านดอน แกบอกกับตัวเองอย่างปลงๆ ว่า-ไม่ควรเลย When the boat steamed out of the estuary off Bandon, he told himself resignedly: you shouldn’t have.
คลื่นลมแรงหนุนดันลำเรือลอยบนคลื่นสูง ทุกคนนั่งเงียบ ไม่มีที่ทางให้ใครขยับตัวหนีหลบกระเซ็นคลื่นแรงเย็น บางคนเสื้อเปียก กางเกงเปียก Storm blasts sent the boat scurrying into high waves. Everybody sat silent. There was no way anyone could avoid the strong cold sprays. Some people’s shirts and trousers were drenched through.
จุดบุหรี่ไม่ติด ใจหายเมื่อนายเรือพยายามฝ่าคลื่นที่โหมหนุนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง Impossible to light a cigarette. Hearts sank as the captain tried to cleave the ever-swelling waves.
ถึงท่าเทียบเรืออ่าวหน้าทอน สมุย Reaching the Nathon Bay pier of Samui.
ผู้เฒ่ากระดกเหล้าขาว 40 ในขวดเครื่องดื่มบำรุงกำลัง 1 ฝา ถอนใจยาวเมื่อพ่นควันบุหรี่มวนแรกบนหาดแห่งนี้ The old man tipped up the bottle of pick-me-up forty-degree hooch and heaved a sigh as he released smoke from his first cigarette on this beach.
ยังจำมาจนทุกวันนี้ Remembers it to this day.
แกไม่ได้กลับไปเกาะสมุยอีกเลย He’s never gone back to Samui Island.
แม้จากคำบอกกล่าวว่า ทุกวันนี้ปลอดภัยกว่าเดิมมาก เพราะเป็นเรือใหญ่ บรรทุกทั้งผู้คน รถบัสทัวร์ รถเก๋ง วันหนึ่งข้างหน้า ถ้าไม่รีบขึ้น ‘เมรุ’ ไปก่อน คงได้ไปเกาะสมุยอีกครั้ง รวมทั้งเกาะพงัน Even when told that these days it’s much safer than before because it’s a big ferryboat transporting people as well as tour coaches and cars. One day perhaps, if he doesn’t hasten to the pyre, he’ll go to Samui once again, and to Pha-ngan Island as well.
= =
จากชายขอบชานเมืองหลวงใหญ่ เมืองอมรฯ ที่นักการเมืองพรรคหนึ่งย้ำ (ตะโกน) ว่า ‘กรุงเทพฯ ไม่ใช่ประเทศไทย’ แกเฉยๆ เลยวันเลือกตั้งแล้วต่างหายหัวกันหมด From an outer suburb of the capital, that immortal city of which one politician claimed (shouted) ‘Bangkok is not Thai- land’, he’s unconcerned. After election day, they’ve all made themselves scarce. Allusion to whom and to what? I have no idea.
ผู้เฒ่ายังหวัง… The old man still hopes.
หวังที่จะระดมผู้คน ‘ขุดคลอง’ จากบางแคไป ‘สยามสแควร์’ ย่านทำเลใจกลางเมืองที่ ‘ทำเงิน’ มหาศาลให้กับมหาวิทยาลัยเก่าแก่แห่งหนึ่ง Hopes he can rally people to ‘dig canals’ from Bang Khae to Siam Square, a plot of land in the heart of town that makes huge amounts of money for a certain old university.
แม้ในทุกวันนี้ หาใช่กุลีจีนขุดคลองรังสิต แต่เป็นเครื่องจักร Even though these days you can’t find coolies to dig the Rangsit canal but excavators instead.
แกคือคนโง่ย้ายภูเขา ตาย ตาย และตาย He’s a stupid man shifting mountains. Dead, dead and dead.
= =
แน่ๆ ดำไม่มีคำตอบ แค่วัย 14-15 ไม่ควรคาดหวังคำตอบ Of course Dam has no answer. At only fourteen or fifteen, you can’t expect any.
“เอ็งจะอยู่ยังไง ถ้าลุงตาย” ‘How will you live when I die?’
สมบัติ เรียกว่าสมบัติชิ้นเดียวคือ ‘เรือ’ The only wealth – let’s call it wealth – is the ‘boat’.
คนเราหนีไม่พ้นเงา หนีไม่พ้นเวรกรรม We can’t escape our shadow. Can’t escape fate.
เกิดแก่เจ็บตายเป็นธรรมดาสามัญ From birth to old age, pain and death: the common lot.
หรือว่าจิตวิญญาณ (ถ้ามี) คือ ‘เรือ’ Or is the soul (if there’s one) the ‘boat’?
‘เรือ’ ของผู้เฒ่าเป็นเรือลำแรกลำสุดท้าย The old man’s ‘boat’ was the first boat and is the last boat.
…ลำสุดท้าย …The last boat.
‘Phoo Thao’ in Chor Karrakeit 55, 2011
Tak Wong-rat was the pen name
of Thitiban Wong-ratpanya (1949–2010),
a journalist and short story writer belonging to the minimalist school of Thai writing.
He published two collections of short stories. His ‘Generosity’ is featured in
2010 – Ten Thai Short Stories.
.

The house of death – Rueang-yoo

บ้านของความตาย

The house of death

เรืองอยู่

RUEANG-YOO

TRANSLATOR’S KITCHEN
1 1
ทำไมนึกถึงที่นั่นซ้ำๆ Why do I keep thinking about that place?
2 2
ที่นั่นกลายเป็นเมืองใหญ่ มีสะพานข้ามสี่แยก และมีห้างสรรพสินค้าใหญ่โต That place has become a big city. There is a bridge over the intersection and a large department store.
นั่งรถแท็กซี่ไปตามถนนแปดเลน สองข้างทางเป็นเมืองตลอด ตรงไปเลยสี่แยก วนกลับมาใต้ทางยกระดับ การจราจรค่อนข้างสับสน I sit in a taxi along the road of eight lanes now, urbanised all the way on both sides, straight on until, past the intersection, we make a U-turn under the highway. The traffic is rather messy. Note the use of the article in ‘the road’: ‘the’ implies that the road is known to the narrator, hence the remark ‘of eight lanes now’.
ลงรถหน้าวัด เดินมาถึงร้านหนัง-สือตรงสี่แยกข้างท่ารถประจำทาง เป็นร้านที่ไม่คุ้นตามาก่อน I come out of the car in front of the temple, walk to the bookshop at the intersection on the side of the bus stop. It’s a shop I’ve never seen before. Note the absence of personal pronoun in Thai in these first three para- graphs; one is needed in English.
คนขายเป็นหญิงสาวสองคน ฉันเปิดหนังสือพิมพ์ อ่านข่าววรรณกรรม หญิงสาวคนหนึ่งกำลังสนใจละครยามบ่ายในโทรทัศน์เครื่องเล็ก หญิงสาวอีกคนมองว่าฉันจะซื้ออะไร ฉันต้องวางหนังสือพิมพ์ไว้อย่างเดิมเพราะสายตาเธอ It’s run by two young women. I take a newspaper, read the literary page. One of the girls’ attention is on the afternoon soap on the small TV set. The other girl keeps looking to see if I’ll buy something. I must put the newspaper back because of her stare.
แล้วฉันก็จ่ายเงินซื้อเล่มเดียว เป็นหนังสือการ์ตูนขายหัวเราะ และยืนอ่านตรงนั้น Then I pay for one book. It’s a comic cartoon and I stand there reading it.
เสียงเธอบอกว่าอ่านจบแล้วซื้อคืนเอาไหม คิดครึ่งราคา Her voice says will I sell it back when I’m finished with it, at half-price.
ข้อเสนอของเธอทำให้ฉันหัวเราะ Her offer makes me laugh.
= =
3 3
ฉันกลับมาเยี่ยมบ้าน มายืนอยู่ตรงที่เคยเป็นบ้านของเรา มองไปเห็นแต่โกดังปิดเงียบ แต่ฉันเห็นบ้านของเรายังคงอยู่ที่นั่น และเห็นแม่ I’m back home on a visit. Come and stand in front of what used to be our house. The only thing to be seen is a warehouse, locked-up, silent, but I see our house is still there, and I see Mum. The temptation here is to write ‘I come’, but as a matter of style, since ‘I’ is in the previous sentence, it can be omitted in the next.
แม่แก่ชรามากแล้ว และอยู่คนเดียวในบ้านเก่า บ้านที่ไม่มีอีกแล้ว บ้านในอดีตที่สูญสลายไปจากปัจจุบัน Mum is very old and stays alone in the old house, a house that is no longer, a house in the past that has vanished from the present.
กลิ่นชื้นอันคุ้นเคย กลิ่นน้ำมันเครื่อง กลิ่นสนิมเหล็ก และกลิ่นดินลูกรัง ฉันจำได้ดี แม้ไม่มีอีกแล้ว The familiar damp smell, the smells of engine oil, of rusty metal and the smell of red earth: I remem­ber them well, even though they are no longer there. Writing ‘the smell’ four times seemed a bit too much, so I pared it down to three – rather than one.
บ้านเก่า บ้านที่คุ้นเคย แต่ไม่มีอีกแล้ว ห้องนอน เตียงไม้เก่า มุ้งและที่นองนุ่น กลิ่นอับเช่นนั้น ฉันจำได้ The old house, familiar yet gone, the bed­room – old wooden bed, mosquito net and soft mat­tress –, that musty smell, I do remem­ber.
แม่อยู่คนเดียว ทำงานคนเดียวในครัว Mum is alone, works alone in the kitchen.
ระหว่างที่แม่ก่อเตาถ่าน พัดจนควันคลุ้งไปทั่ว ตัดกับแสงแดดยามเย็นที่ลอดมาตามไม้ระแนง ฉันได้คุยกับแม่ บอกกับแม่ถึงเรื่องราวของฉัน และถามข่าวคราวของคนในครอบครัว While Mum lights the coal stove and fans it until there is smoke everywhere obstructing the late after­noon light which enters through the wooden laths, I talk with her, tell her about me and ask how the members of the family are faring. This sentence could easily have been split into two, but the author might not be happy about it, since he didn’t mean it like that.
แม่อยู่คนเดียวได้อย่างไร How can you stay alone, Mum?
แม่ว่าแม่อยู่กับหมากับแมว Mum says she stays with her cats and dogs.
เมื่อก่อนแม่ไม่ค่อยชอบสัตว์เลี้ยง พอฉันไปจากบ้าน แม่ก็เลี้ยงหมาเลี้ยงแมว เพราะฉันรักหมารักแมว Before, Mum didn’t quite like domestic ani­mals. As soon as I left the house, she began to keep cats and dogs, because I love cats and dogs. Funny how in English you’d say ‘cats and dogs’ rather than ‘dogs and cats’ (‘raining cats and dogs’).
แม่เคยเอาแมวของฉันไปปล่อย ฉันต้องไปตามหามันอยู่หลายวัน แต่ไม่เจอ แม่สงสารฉัน Mum once took my cat and dumped it far away. I looked for it for days but didn’t find it. She took pity on me.
แล้วฉันกับแม่ก็ต้องพรากจากกัน And then Mum and I had to part.
แม่บอกให้ฉันย้ายมาอยู่ที่นี่ แต่ต้องมาอยู่คนเดียว Mum told me to move back here but I must come alone.
แล้วแม่จะไปไหน Then where will you go, Mum?
=
ข้ามถนนไปยังอีกฝั่ง ฉันรู้สึกคุ้นๆ อยู่เหมือนกัน เป็นหมู่บ้านในชนบท ข้างถนนดินลูกรัง มีคลองส่งน้ำตัดผ่าน Over the road feels familiar to me somehow. It’s a hamlet in the country. A canal cuts across the red-earth road. Unlike in French (latérite), the word ‘laterite’ (ดินลูกรัง) is little used in English; so, red earth it is.
หากเดินไปตามเขื่อนข้างคลองจนถึงประตูเปิดปิดน้ำ จะเห็นแม่น้ำขาว สว่างโล่ง If you walk along its embankment up to the water gate, you’ll see a white river, a bright, empty space.
บ้านริมแม่น้ำโปร่งโล่ง มีกลิ่นใหม่ของเนื้อไม้และน้ำยาเคลือบเงา กลิ่นแห้ง กระด้างแปลกแยกไม่คุ้นเคย The houses along the river are far between. There is a fresh smell of wood and enamel, a dry smell, heady, alienating, unfamiliar. Here, unlike in many clusters best reduced to a single word, every adjective must be translated.
พ่อ แม่ พี่สาว และหลาน อยู่กันพร้อมหน้า Dad, Mum, my big sister and my nephews are all there.
พวกเขาอยู่ด้วยกันในบ้านหลังใหม่ริมแม่น้ำ They live together in the new house by the river.
แต่ฉันต้องอยู่คนเดียวในบ้านเก่าของวันวาน But I must live alone in the old house of yore.
=
4 4
ฉันกลับมาอยู่ที่บ้านเก่าคนเดียว แม้แต่หมาแมวก็ย้ายตามแม่ไปหมด I return to stay in the old house alone. Even the cats and dogs have moved away with Mum.
ตอนปลายฤดูฝนอากาศชุ่มชื้น ต้นไม้โตเร็ว หลังบ้านกลายเป็นป่ารก มีตัวเหี้ย งู และสัตว์แปลกๆ อยู่เต็มไปหมด By the end of the rainy season the air is steamy. Trees grow fast. The back of the house has be­come overgrown, with monitor lizards, snakes and strange animals all over the place.
กลางคืนก็ชื้นแฉะ และยุงเยอะ At night it’s damp and full of mosquitoes.
ตรงบ่อน้ำด้านหนึ่งรกเรื้อไปด้วยไม้เลื้อย มีตัวเหี้ยคลานอยู่ใต้พื้นกระดาน One side of the pond is covered with creep­ers. There’s a monitor lizard crawling under the wooden floor.
ฉันรู้สึกว่าพวกเหี้ยกลับมาอยู่ที่นี่พร้อมกับฉัน หากแม่อยู่จะไม่มีสัตว์พวกนี้ย่างกรายเข้ามาในบ้าน I feel that the lizard has moved in along with me. If Mum was still here no such animal would approach the house.
ค่ำวันหนึ่งฉันเอาแท่งเหล็กหนักๆ มาจากโรงเรียนหน้าบ้าน รอให้ตัวเหี้ยคลานผ่านใต้กระดานข้างบ่อน้ำแล้วโยนใส่หัวมัน เหี้ยตายคาที่ แต่ตัวยังดิ้นบิดไปบิดมา One evening I take a heavy iron bar from the school in front of the house, wait until the monitor lizard is crawling under the wooden floor on the pond side and fling it at its head. The lizard dies on the spot but its body keeps twisting back and forth.
=
มันเป็นฤดูน้ำหลาก น้ำในแม่น้ำค่อยๆ เอ่อท่วมสองฝั่งและเต็มลำคลอง แม้ว่าจะปิดประตูกั้นน้ำแล้ว It is high water season. The water in the river slowly covers both banks and fills the canal, even though the water gate is closed.
ฉันยืนอยู่ตรงชานเรือนกับพ่อ เห็นน้ำไหลดังกึงๆ ค่อยๆ เต็มท่อระบายน้ำที่พาดอยู่ใต้ทางเข้าบ้าน I stand on the porch with Dad, see the water gurgle past, slowly filling the drain which runs under the path leading to the house.
ฉันชี้ให้พ่อดูกระแสน้ำกระแทกถนนเป็นฟองฟู่แสดงถึงความแรงของมัน เพียงไม่นานก็ท่วมทางเข้าบ้าน ท่วมถนน และไหลเข้ามาตามร่องน้ำจนท่วมบริเวณบ้านเจิ่งนองไปทั่วใต้ถุน I point out to Dad the course of water striking the road, its frothy foam showing its strength. Before long it floods the path, floods the road and runs along the ditches until the area around and under the house is flooded.
พวกผู้ใหญ่ช่วยกันเก็บของไม่ให้เสียหาย The grownups help one another move things to prevent losses.
ส่วนเด็กๆ เล่นสนุกกันใหญ่ จนต้องคอยปราม As for the children, they are having a great time, so much so that they must be admonish­ed.
ฉันลงไปสำรวจข้างล่าง น้ำที่ไหลนองไม่มีท่าจะหยุดหรือบรรเทาลงเลย I go down to survey. The water flooding in gives no indication of levelling or receding at all.
สังเกตเห็นบางอย่างในสระตื้นๆ ข้างบ้าน มันไม่ใช่ขอนไม้ที่พัดพามาตามน้ำ I notice something in the shallow pool by the house. It isn’t a chunk of wood floating in with the water.
พอหันไปอีกทีก็เห็นเป็นจระเข้ ฉันไม่กล้ากระดุกกระดิก When I turn round again I see it’s a croco­dile. I dare not move a muscle.
มีเด็กๆ เล่นอยู่ใกล้ๆ บริเวณนั้น ฉันพยายามไล่พวกเขาออกไปให้ห่าง แต่ไม่บอกอะไร เพราะกลัวว่าจะแตกตื่นแล้วโดนจระเข้าทำร้าย There are children playing nearby. I try to make them go away from there but tell them nothing because I’m afraid they might get panicky and fall prey to the crocodile.
แม่ก็เดินเก็บของอยู่ใกล้ๆ แถวนั้นด้วย Mum walks about collecting things in the same area.
ฉันพยายามเอาหินขว้างไปใกล้ๆ ตัวจระเข้ไม่ให้โดน มันขยับห่างออกไปเล็กน้อย I try to throw stones close to the crocodile so that it leaves her alone. It flails its tail and moves away a little.
แล้วฉันก็รีบขึ้นบันไดไปบอกพ่อ Then I run up the stairs and tell Dad.
แต่แม่เดินเข้าไปใกล้มัน ฉันต้องตะโกนเรียก But Mum walks closer to it. I shout her name in warning.
=
5 5
มีใครบางคนในครอบครัวของฉันตาย ฉันอยู่ในงานศพที่วัด Has someone in my family died? I attend the funeral at the temple.
หรือว่าแม่ตาย แต่ในความรู้สึกเหมือนว่าฉันตายไปแล้ว Or it is Mum who died? But my feeling is I’m the one who’s dead.
หรือว่าพี่สาวตายซ้ำอีกหน Or my big sister has died all over again?
ฉันนั่งฟังพระสวดและพูดคุยกับลูกพี่ลูกน้องวัยเดียวกัน ท่ามกลางบรรยากาศทึมเทาของศาลา I sit listening to the monks chanting and chat with a cousin of about my age in the subdued atmosphere of the pavilion.
แต่ว่าลูกพี่ลูกน้องคนนี้ตายไปหลายปีแล้วไม่ใช่หรือ เขาโดยไฟดูดตายขณะลงไปช็อตปลาในน้ำ But this cousin has been dead for many years, hasn’t he? He electrocuted himself as he was zapping fish in the water.
หลานชายบวชเณรหน้าไฟให้พี่สาว ฉันต้องไปช่วยพระโกนหัวและนุ่งผ้าห่มจีวรให้เณรใหม่ My nephew is being ordained during my sister’s cremation. I must go and help the monks shave the head and dress the newly ordained novice. In English, unless there is a risk of confusion, you talk about your ‘sister’, not your ‘big/little/elder/younger sister’.
ระหว่างนั้น หลานชายกลับเป็นเด็กอีกครั้ง ร่างกายของเขาค่อยๆ หดเล็กลง ถอยกลับสู่ความเป็นเด็ก As this takes place, my nephew becomes a child once again. His body slowly shrinks, retreat­ing into childhood.
ฉันจับทารกขึ้นมาอุ้ม ผ้าจีวรหล่นลงไปกองกับพื้น I take the infant in my arms. The monk’s attire falls to the ground in a heap.
พี่สาวเดินมา หัวเราะ บอกว่าระวังนะ My sister comes by, laughs, tells me to be careful now.
ฉันกลับเอ็นดูหลานยิ่งขึ้น เขาเป็นเด็กหน้าตาน่ารัก เหมือนที่เห็นตอนเล็กๆ นั่นแหละ I’m increasingly taken by my nephew, such a lovely face, just as when he was a child.
เด็กน้อยทำท่าเกร็ง เบะปาก แล้วเบ่ง ขี้ไหลปรืดออกมา The little child stiffens, opens his mouth, then pushes hard. Liquid shit flushes out.
ความตายช่างสวยงามเหมือนเสียงไวโอลินบรรเลงเป็นเพลงธรณีกันแสง Death is so beautiful, like the sound of a violin playing ‘Thorranee Kan Saeng’*. * The theme song of the 1957 Hindi film Mother India.
=
ญาติพี่น้องที่ไม่ได้เจอกันมานานได้ มาชุมนุมกันในงานศพ แต่เมื่อหันไปมองรายรอบ ฉันเห็นแต่ญาติและคนรู้จักที่ตายไปแล้วทั้งนั้น ภาพถ่ายหน้าโลงศพเป็นรูปของฉันตอนอายุ 20 Relatives who haven’t seen one another in a long time meet during the funeral, but when I turn to look around I see only relatives and acquaintances that are already dead. The photograph in front of the coffin is of me at age 20.
ฉันอยากออกไปจากงานศพ ฉันอยากจะกลับบ้าน I want to leave the funeral. I want to go home.
แม่ไปไหน Where is Mum?
คนรักของฉันหายไปไหน Where is the one I love?
ฉันไม่ชอบความตาย ฉันอยากกลับไปทำงาน ทำในสิ่งที่อยากทำ และยังไม่ได้ทำ I don’t like death. I want to go back to work, do what I feel like doing and haven’t done yet.
ฉันไม่ชอบอยู่ในงานศพของคนในครอบครัว ฉันไม่อยากอยู่ในงานศพของตัวเอง ฉันอยากจะกลับบ้าน I don’t like to attend family members’ fu­nerals. I don’t want to attend my own funeral. I want to go home.
ฉันลุกขึ้น ทำท่าจะเดินออก I get up, meaning to leave.
พี่สาวทัดทาน เธอไม่ต้องการให้ฉันไปอย่างไร้มารยาทต่อแขกเหรื่อ และบอกให้รอใครสักคนว่างเพื่อไปส่งฉันด้วยมอเตอร์ไซค์ My sister tries to stop me. She doesn’t want me to be discourteous to the guests by leaving. She tells me to wait until someone can give me a lift by motorcycle.
แต่ฉันไม่ต้องการ ฉันอยากจะกลับบ้านเดี๋ยวนี้ But I don’t want that. I want to go back home now.
เดินไปบนถนนแห่งความโดดเดี่ยวอันยาวไกล เดินไปบนถนนอันเดียวดายของความเป็นมนุษย์ To walk along the unending road of loneli­ness, to walk along the solitary road of the human condition.
=
กลับจากงานศพ เดินไปจนถึงบ้าน บ้านที่รกรุงรัง บ้านที่ตายไปแล้ว ข้าวของผุพังใช้ไม่ได้กองสุมกันอยู่ตามมุมต่างๆ เป็นขยะไร้ค่า Back from the funeral, I walk to the house, a house in a mess, a house already dead, its useless broken things all piled up in corners as worthless refuse.
ฉันตายไปจากโลกนี้แล้วจริงๆ หรือสิ่งเก่าๆ ที่ขังเป็นตะกอนในจิตใจก็เหมือนกับความผุพังของบ้าน วันเวลาผ่านไปก็เก็บแต่เรื่องราวเก่าๆ รกรุงรังอยู่ในความทรงจำ Am I really dead from this world or are the old things confined as sludge in my mind like the state of decay of the house? The time that passes only keeps a mess of memories of old stories.
ความตายคืออะไรกันแน่ คือการหลุดพ้นไปจากสิ่งเหล่านั้น หรือคือการจมหายไปกับซากปรักหักพังของมัน What exactly is death? Is it detachment from those things or is it the sinking of their debris?
ฉันอยากให้ความตายของคนที่ฉันรักเป็นอิสระ เป็นความเบาสบาย ไม่ต้องแบกหนัก ไม่ต้องทุกข์ระทมอีกต่อไป ล่องลอยไปสู่อิสระ และวิญญาณของพวกเขาน่าจะได้พักผ่อน I’d like the death of the ones I love to be free, to be easy, without burden, without torment any longer, a floating towards freedom, so that their souls can rest.
ปล่อยให้วิญญาณของฉันกักขังอยู่ในโลกใบเก่า Let mine be detained in the old world.
=
6 6
ตอนเช้ามืดฉันออกจากบ้านมาตลาดเช้า หนังกลางแปลงโต้รุ่งฉายหนังจีนกำลังภายในถึงตอนใกล้จบ แข่งกับท้องฟ้าที่เริ่มสว่างจนเห็นเงาบนจอไม่ชัด Before dawn I leave the house to go to the morning market. An all-night open-air cinema showing a Chinese inner force movie is about to end, competing with the sky which is beginning to light up so that the shapes on the screen are dim.
มีของขายเต็มถนนไปหมดเรียงเป็น 3 แถว เว้นทางเดิน 2 ช่อง แม่ค้าล้วนคุ้นหน้า เห็นมาตั้งแต่เด็ก There are three rows of goods for sale along the road, with two lanes to walk by. All of the women sellers are familiar faces. I’ve seen them since I was a child.
มารอเจอแม่อยู่หน้าร้านปาท่องโก๋ เห็นแม่จูงจักรยานคันเก่าเดินซื้อกับข้าวใส่ตะกร้าหน้ารถจนแน่น มีฉันตอนเป็นเด็กนั่งซ้อนท้าย มือหิ้วโอวัลตินร้อนในกระป๋องนม I come and wait and meet Mum in front of the pa-thongko* shop. I see her pushing an old bicycle as she walks and buys food- stuffs she crams into the front basket. There is me as a child sitting astride at the back, holding hot Ovaltine in a milk can. * Fried popover
ตั้งใจว่าจะมาช่วยแม่เดินซื้อของ แต่ก็ไม่ได้ทำอย่างนั้น I mean to help Mum with the shopping but I don’t do that.
แล้วทำไมจึงนึกถึงที่นั่นซ้ำๆ Then why do I keep thinking about that place?
=
ที่นั่นกลายเป็นเมืองใหญ่ มีสะพานข้ามสี่แยก และมีห้างสรรพสินค้าใหญ่โต That place has become a big city, with a bridge over the intersection and a large department store.
มีทางเดินแปลกตา ไม่เคยเห็นมาก่อน เจาะกำแพงใหม่เป็นประตูเข้าวัด ประดับประดาอย่างอลังการ A walkway I’ve never seen before goes through a new wall as a gate to the temple, sumptuously decorated.
เดินเข้าไปเห็นคนมากมาย จอดรถเป็นทิวแถว และพากันหิ้วปิ่นโตเข้าไปในศาลาการเปรียญ As I walk inside I see a great many people. They park their cars in row after row and, carrying pintos*, enter the sermon hall. * Pinto or food carrier
ฉันเดินสำรวจไปเรื่อย เคยมาเดินบ่อยครั้งตอนเป็นเด็ก นึกไม่ถึงว่าหลังวัดจะอลังการขนาดนั้น สร้างภูเขาจำลองและทะเลสาบ เป็นผลงานของเจ้าอาวาสและนักการเมืองระดับชาติ I walk around observing. I came here often when I was a child. I never would have thought the back of the temple could be so resplendent, with the cre­ation of a mock-up mountain and lake. It’s the work of the abbot and a national-level politician.
อาคารเรียนหลังใหญ่มาก เป็นตึกสูง 6 ชั้น มี 3 อาคารติดต่อกัน ป้ายโรงเรียนใหญ่โตอย่างกับศาลากลางจังหวัด The school buildings are enormous, six-floor-high, three in a row. The school sign is as big as the one at the provincial government house.
ภายในภูเขาจำลองเป็นอาคารพาณิชย์เปิดพื้นที่ให้เช่าทำการค้า ชั้นใต้ดินของภูเขาเป็นที่จอดรถ Inside the mock-up mountain, there are com­mer­cial buildings with spaces to rent for trading pur­poses. The underground floors of the mount­ain are car parks. ‘Floors’ rather than ‘floor’, right or wrong, to emphasise the (grotesque) hugeness of the undertaking.
เคาะผนังถ้ำจำลอง มันกลวงๆ เหมือนทำด้วยไฟเบอร์กลาส I knock on the wall of the mock-up cavern. It sounds hollow as if made of fibreglass.
เจอพระที่เคยเป็นเพื่อนกันตอนเรียนชั้นประถม เขารู้จักฉัน แต่ฉันนึกชื่อเขาไม่ออก I meet a monk I was friends with in elementary school. He recognises me but I can’t remember his name.
เขาพาฉันเดินไปด้านหลัง เห็นทะเลสาบกว้างใหญ่ เดินไปจนสุดที่ขังสัตว์ ม้า วัว และแกะ He takes me to the back. I see a wide lake, walk to one end where animals are kept, horses, cows and sheep.
ม้าตัวหนึ่งทำท่าประหลาดๆ ใส่เรา ทำให้รู้สึกประดักประเดิด One horse seems to object to our presence, which is disconcerting.
พระเพื่อนหายเข้าไปในกุฏิ ฉันมองทะเลสาบ ลึกลับ กว้างไกล น้ำใส เห็นตลิ่งสูงชัน My friend disappears into a monk’s cell. I look at the lake – mysterious, vast, with clear water and steep banks.
พอพระเพื่อนออกมา ฉันเลยถามว่าขุดทะเลสาบขึ้นมาทำภูเขาใช่ไหม When my friend the monk comes out I ask him if the lake was dug to build the mountain.
เขาภูมิใจ He looks proud. Rather than ‘He is proud’.
เราเดินออกมา เขาต้องนำกุญแจไปเปิดห้องเก็บของที่ศาลาการเปรียญ และถามฉันว่าไม่ได้มาทำบุญหรือ We walk out. He must get the key to open the junk room in the sermon hall and asks me if I didn’t come to make merit.
ฉันรู้สึกอ้างว้าง I feel forlorn.
ตอนลาจากกัน ฉันเพิ่งนึกออกว่าเขาชื่อมานะ It’s only when we part that I remember his name is Marna.
=
สนามหญ้าของโรงเรียนเคยมีนักฟุต-บอลชื่อมานะมาซ้อมเตะฟุตบอลอัดกำแพงที่ทาสีเป็นเป้าประตูเป็นประจำ The field at school used to have a footballer named Marna who often trained by kicking the ball against the goal painted on one wall.
วันนี้ฟ้าอุ้มฝน ไม่มีใครที่สนาม Today the sky feels like rain. There’s no one on the green. ฟ้าอุ้มฝน: ‘the sky hugs rain’, lovely expression, alas untranslatable as such.
ฉันไม่ได้เล่นฟุตบอลมานานเท่าไรแล้ว มานะก็คงไม่ได้เล่นเลย เพราะเป็นพระ How long has it been since I last played football? Marna isn’t playing either, because he’s a monk. Alternative translation: ‘It’s been a long time since I last played football.’
สักพักก็มีเด็กๆ ในชุดกีฬามาที่สนาม After a while, children in sports gear come out on the green.
เด็กๆ มาซ้อมฟุตบอลเหมือนเคย They’ve come for a football training session as always.
. . .
‘Barn Khong Khwamtai’ in Chor Karrakeit 55, January-March 2011
‘Rueang-yoo’ is a pen name
of Wachira Thongkhem,
also known in his literary criticism
as Supharp Phimchon.
.