Tag Archives: Thai short story

Résumé of some things not quite over yet – Nok Paksnavin

This is the last entry on this blog. But then, never say never. MB

ประวัติย่อของบางสิ่ง
ที่ยังไม่จบสิ้น

Résumé of some things
not quite over yet

?????????????????????????????????????????????? ??????????????????????????????????????????????

นก ปักษนาวิน

NOK PAKSNAVIN

TRANSLATOR’S KITCHEN
= = =
เดือนเมษายน ปี 2535 April 1992
เด็กหนุ่มอีกคนหนึ่งซึ่งหลับใหล อย่างอ่อนล้าบนโซฟา พัดลมหมุนเอื่อยอิ่งไม่แยแสต่อไคลของอ้าวอากาศ เม็ดเหงืื่อผุดขึ้นที่ไรขนเหนือริมฝีบางแดงและบาง เสื้อถูกเลิกขึ้นเปิดเผยถ้อยคำหยาบคายใต้รูปวาดสับปะดน ปากกาเคมีสีแดงตกอยู่บนพื้นใกล้ตัว ในห้องซ้อมดนตรีไม่มีผู้ใดอยู่ เว้นแต่เพียงกลิ่นสาบเหงื่อและฮอร์โมนอย่างที่กลุ่มเด็กหนุ่มจะหลงเหลือทิ้งไว้ สายไฟซึ่งกองตัวอยู่ค่อยๆพันตัวเองอย่างสับสน เสียงกลองชุดส่งเสียงขึ้นเบาๆ ราวกับสำนึกรู้ว่ากำลังมีผู้สังเกต Another boy sleeping, exhausted, on the sofa. The fan whirred slowly indif-ferent to the scurf from the stuffy weather. Drops of sweat popped up at the hair roots above the thin red lips. The shirt open to the waist revealed rude words under a dirty drawing. The red marker pen had fallen on the floor next to him. In the music room there was no one, only the smell of sweat and hormones any group of boys leaves behind. The jangle of electric cords slowly coiled in con-fusion. The drums played lightly as if aware there were observers.
จากภายนอก ห้องซ้อมดนตรีถูกทาด้วยสีเหลือง ตึกเก่าแก่จากยุคเจ็ดศูนย์ไม่ต่างจากตึกอื่นๆที่อยู่ติดกัน คร่ำคร่าและถูกปิดตาย ที่ยังเปิดใช้งานอยู่คืออู่ซ่อมรถยนต์ นายช่างสูงวัย เจ้าของรถสูงวัย กับรถซึ่งก็มากอายุอานามเสมอกันจอดเรียงรายอยู่ด้านหน้า เก่าแก่พอๆกับคราบน้ำมันที่เช็ดถูไม่ออกชั่วกาล Outside, the music room was painted yellow. The old building from the seven-ties was no different from the other adja-cent buildings, ancient and sealed up. The only one still open was the car repair shop, with an elderly mechanic owner of an elderly car, and cars of similarly ad-vanced age parked in a row up front, and the petrol stains no scrubbing would ever erase were of about the same age as well. [จากภายนอก: why from outside?]
ฉ 8988 – รถคันนี้จอดอยู่ใกล้ห้องซ้อมดนตรีมากที่สุด – คันเดียวที่มีผืนผ้าใบปกคลุม รูปทรงที่ปรากฏต่อผืนผ้าใบนั้นแลดูขรึมขลัง  หมายเลขทะเบียนโผล่ออกมาให้เห็นจากด้านล่าง CH 8988 – this car was parked closest to the music room, the only car under a cloth cover. The shape of that cover made it look solemn. The registration number was visible from the back.
 ความทรงจำยังคงวนเวียนอยู่บนดาดฟ้า ซึ่งพวกเด็กหนุ่มเคยขนย้ายอุปกรณ์ในห้องซ้อมขึ้นไป ดาดฟ้าซึ่งเผยให้เห็นสะพานและเลยไปเป็นแม่น้ำ ย้อนไปอีกกี่ร้อยปีซึ่งแม่น้ำยังคงเยาว์ ผู้ไพร่ค่อยๆ มาตั้งถิ่นฐานบ้านเรือน หักร้างถางอนารยะ พร้อมๆกับผู้คนซึ่งต่างล้มตายตกไป และเด็กๆก็เกิดใหม่และเติบโตขึ้นพร้อมกับสร้างบ้านแปงเมือง จากยุคแห่งดงจรเข้ งูเหลือมโบราณทอดลำตัวยาวตลอดลำคลอง เรื่องเล่าปะรำปะราและเสือและกวางพลัดหลงงุนงงต่อชุมชนริมน้ำ มาถึงยุคเรือขุด ทุ่งเลี้ยงสัตว์ กระทั่งมีรั้วมีวัง เทพดาอวตารในคราบมนุษย์ อาศัยอยู่ในปราสาทไม่ห่างไกล สิ้นแล้วก็กลับกลายเป็นวิญญาณหลอกหลอนอยู่ในคุ้งในแควมิหลับใหล มิได้เคยหวั่นเกรงต่อยุคสมัย ไม่เหมือนนางตะเคียนซึ่งพังพาบลงต่อใบเลื่อยยนต์ซึ่งลงอาคมแห่งการค้าโลก พุทธศักราชสองพันห้าร้อยห้า หนังกางแปลงเรื่องแรกเข้ามาฉายในหมู่บ้าน ในดงกล้วยซึ่งลมค่ำเย็นรื่น มาพร้อมกับรถของไทย-บอร์เนียว นำเข้าและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มชื่อโอวันติน… Memory still hangs around the terrace roof where the lads brought up instru-ments from the music room, the terrace roof from where you could see the bridge and beyond it the river. Going back a few hundred years when the river was still young, commoners had slowly come to settle down and clear the land, together with people that died and were gone while children were born and grew up to build houses and found cities. From the era of crocodiles, of ancient boas stretching their bodies the whole length of water-ways, of hoary old tales of stray tigers and deer baffled by riverside human set-tlements, up to the era of dredgers, of fields feeding animals, complete with fences, of god avatars in the form of human beings living in palaces not far away, who once they passed away turned into souls that haunted river bends and never slept, and were never fearful of the times, unlike the Takhian fairies deci-mated by chainsaws under the mantra of world trade. In the year 1962 the first outdoor film was shown in the village in a banana grove freshened by the evening breeze. It came at the same time as a van from Thai-Borneo, the company that imported and distributed a beverage called Ovaltine… ===

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

นางตะเคียน
Takhian fairy

บนชั้นดาดฟ้า เหล่าเด็กหนุ่มเล่นเพลงของพวกเขา ซึ่งต่อไปอีกหลายปีก็ไม่มีโอกาสได้ฟังไปนอกตึกแห่งนั้น เว้นก็แต่เป็นทำนองคุ้นคุ้นอยู่ในใจ เสียงซึ่งตัวพวกเขาคนใดคนหนึ่งหรืออาจจะเป็นทั้งหมดจะได้ยินมันเมื่อเห็นเสื้อนักเรียนสีขาว แต่ในเวลาเช่นนั้นพวกเขาก็ยังไม่ได้ตระหนัก ได้แต่หวังว่าบนเวทีประกวดคราวเดือนพฤษภาคม พวกเขาจะได้เล่นเพลงและนำไปเสนอต่อค่ายเพลงบางค่ายที่ซึ่งนักร้องที่พวกเขาชื่นชอบได้สังกัดอยู่ เด็กหนุ่มซึ่งมีรอยแผลเป็นที่คิ้วซ้ายเล่นเบส คนที่ชอบถอดเสื้อตีกลอง เจ้าของกีตาร์คือเด็กหนุ่มซึ่งมักกะพริบตาข้างซ้ายอยู่เสมอ เป็นกวางหรอกที่พลัดหลงเข้ามาในหมู่บ้าน ส่วนเสือร้ายนั้นมันตั้งใจตามมา สุดท้ายก็หลงมาตามกัน ทั้งสองมีเรื่องชกต่อย กอดรัดฟัดเหวี่ยงล้มลงไปกองบนกระโปรงหน้ารถคันนั้น วินาทีที่ทั้งสองต่างใกล้ชิดกันมากที่สุด เนื้อตัวชุ่มเหงื่อบดเบียด หมัดต่อหมัด เลือดแดงตก ปากแตกและตาช้ำ จนหนำใจแล้วเจ้าคนมือกีตาร์ก็เข้ามาห้ามปราม – เหมือนเช่นทุกคราวครั้ง คู่กรณีแยกห่างออก ใจหนึ่งก็ยังเสียดายมิอยากพรากออกนั่นหรอก เด็กหนุ่มมือเบสผู้ซึ่งบัดนี้ตาปิดไปข้างหนึ่งด้วยความปรีดาต่อความเจ็บปวด – ต่อความกระหายอยากเป็นสิ่งอื่น – วินาทีซึ่งเขาดูเหมือนจะหลอมรวมเป็นเนื้อเป็นร่างกับอีกคนหนึ่งได้มองไปถึงอนาคตอีกหลายปีต่อมา อนาคตซึ่งเขาจะหวนกลับมาย้อนดูเหตุการณ์นี้อย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในนิมิตนั้น เขาเห็นเด็กหนุ่มมือกีตาร์ เด็กหนุ่มคนนี้เท่านั้นเป็นคนเดียวที่ยังเล่นดนตรีต่อไป  เข้าสังกัดในค่ายเพลงเล็กๆจนได้เล่นกีตาร์แบคอัพให้กับวงดนตรียอดนิยมของหมู่วัยรุ่น ทุกคนล้วนหน้าตาดีดุจเทพแต่ไม่มีความรู้เรื่องอะไรที่เกี่ยวข้องกับศิลปะเลยแม้เพียงน้อย นอกจากเสียงที่งั้นๆ แต่ยิ้มหล่อร้ายกาจ แต่ไม่กี่ปีหรอก วงนั้นก็พังครืนสูญหายไปกับสิ่งที่ทำนายเอาแน่เอานอนไม่ได้ของความเปลี่ยนแปลง แต่เด็กหนุ่มมือกีตาร์ก็กลับมาอีกครั้งในสังกัดใหม่ กลับมาอีกครั้งอย่างภาคภูมิ จากผู้ซึ่งไร้ตัวตน เขากลายเป็นคนใหม่ในวงดนตรีที่ผู้คนกลุ่มใหม่ชื่นชม จากผู้ที่ล้มไปแล้วและลุกคืนกลับขึ้นมาอย่างยิ่งใหญ่ คราวนี้เขาเรียกเสียงกรีดร้องและเสียงปรบมือดังจนไหวแผ่นดิน จากมือกีตาร์ด้านหลังเวทีมายืนอยู่ในแสงซึ่งสว่างที่สุดในกาลอวกาศแห่งชีวิต เขาซึ่งรู้ดีว่าทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นจากการความสามารถของฝ่ายสร้างสรรค์ไม่ได้ครึ่งของฝ่ายการตลาดและใครอื่นอีกมากมายซึ่งเข้ามาตักตวงผลประโยชน์ต่างตอบแทน แต่ใครสนใจ เหงื่อนั้นจะรสเค็มหรือหวานก็ไม่มีความหมายอื่นนอกจากการนิมิตภาพ เมื่อเลือดสีแดงหยดไหลลงพื้น นิมิตวินาทีนั้นจะแตกสลายไปตามกัน เขายังคงนอนนิ่งอยู่บนกระโปรงรถ มือซึ่งก่อนนั้นส่งหมัดลุ่นมาให้ก็ยื่นเข้ามาให้จับพยุง ทั้งสามแลกเปลี่ยนเสียงหัวเราะอย่างที่เราจะได้เห็นในหนังอันสาธารณ์แต่ก็กลับเรียกน้ำตาของเรา กวางตัวนั้นพลัดหลงเข้ามาในหมู่บ้าน นาทีที่มันตระหนกตกใจต่อมนุษย์ซึ่งมันเพิ่งได้พบเห็นเป็นครั้งแรก มันกลับยืนแน่นิ่ง On the terraced roof the young men played their songs which several years later could no longer be heard except inside that building, though they were melodies familiar to the mind, tunes which echoed when one or perhaps all of them saw the white shirt of a school uniform, but at the time they weren’t conscious of that yet, merely hoped that on the competition stage in the month of April, they would perform and present some songs from camps to which the singers they liked belonged. The young man with the scar on his left eyebrow played bass; the one who liked to take off his shirt played the drums. The young guitar player whose left eye was always blinking was a deer that had strayed into the village. As for the wild tiger, it meant to follow. Finally they strayed together, came to blows, grappled with each other and fell in a heap on the front hood of that car – the second during which the two of them were closest to each other, comple-tely drenched in sweat, punch to punch, red blood dripping, mouths smashed and teeth broken, until when satisfied the guitar owner stepped in to stop the fight – same thing every time. The two contend-ers separated, yet most reluctantly. The bass player by then had one eye shut, out of delight with the pain, with the craving to be something else. The second he looked as though he would fuse as a single body with the other, he could see the future several years anon, a future in which he would recall this event time and time again. In that dimension, he saw the young guitar player. This young man was the only one that went on playing music, as member of a small band before playing backup guitar in a band that was most popular with teenagers, all of them hand-some like gods but with no knowledge whatever about art, apart from their so-so sound, but their smiles were terrific, yet within years that band broke up and disappeared in the unpredictability of change, but the young guitar player made a come-back in a new band, was back again with pride. From a nobody he returned as a new man in a band which new men admired, from being a failure he picked himself up and returned grandly. This time he was cheered and applauded throughout the country. From backstage guitar to standing in the spotlights of life, he who knew very well that all of this came from the ability not so much of the creative side as of the marketing team and all the others that had come in to get their share of the profit, but who cared. Be that sweat sour or sweet had no meaning other than as an omen. When red blood dripped to the ground, the dimension of that second would shatter accordingly. He still lay still on the car hood, his hand which before sent out punches stretched out to gain leverage. The three of them exchanged laughs as we can see in lousy movies that still manage to draw tears from us. That deer strayed into the village. The minute it was scared by the human beings it was meeting for the first time, it froze and stood still.
 เสือตัวนั้นก็ยืนแน่นิ่ง แต่ด้วยความกลัว หาใช่ความไม่รู้เหมือนกวางตัวนั้นไม่ เสือตัวนั้นค่อยล่าถอยออกไปเองในที่สุด อย่างความอาจอง ด้วยท่าทีอันทรนงอาจองซึ่งมีความกลัวเป็นปฐมธาตุ That tiger also stood still but out of fear, not out of ignorance like the deer. That tiger slowly backed away by itself in the end with a proud attitude fostered by fear.
 หนังเรื่องเบน เฮอร์ถูกฉายเป็นครั้งแรกที่นั่นแต่ฟิลม์ม้วนนั้นถูกฉายมานับครั้งไม่ถ้วนตามหมู่บ้านต่างๆ ชายหนุ่มผู้ซึ่งขับรถหกล้อคันแรกเขามาในหมู่บ้าน บนเบาะมีปืนพกเล็กๆเพื่อป้องกันให้ความหวาดกลัวต่อโจรป่า เด็กๆได้ลิ้มรถโอวันตินเป็นครั้งแรกในชีวิต รสของมันคล้ายชากึ่งหนึ่งคล้ายกาแฟกึ่งหนึ่งแต่ก็แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง คำอธิบายของใครกันนะ แต่ผู้คนก็ล้อมวงกันเข้ามาลองชิม หลายปีต่อมาเขาล่องรถไปมาในหมู่บ้านแถวภาคเหนือทุกจังหวัด จนเมื่อสิ้นยุคหนังกางแปลงขายของหมดลงนั่นแหละ… The film Ben-Hur was shown for the first time there but its reels were spooled innumerable times in the various villages. A young man who drove the first six-wheeler entered the village. On the front cushion there was a small handgun to conjure the fear of jungle bandits. Children tasted Ovaltine for the first time in their lives. It tastes half like tea half like coffee but it’s totally different, who said that, but the people pressed around to have a try. Several years later he took the lorry to villages in all of the Northern provinces until the era of outdoor movies ended and selling goods stopped too. ===

=

=

ovaltine

=
เดือนเมษายน 2552 April 2009
ชายหนุ่มคนขับคนนัั้นยังคงขับรถต่อๆมาจนแม้ไม่ได้ขับรถให้บริษัทไทย-บอร์เนียวนั้นแล้ว จนเลยวัยครึ่งชีวิตมาโข เขาขับรถให้กับโรงเรียนเซนต์ การ์เบรียลและต่อมาก็เป็นคนขับรถแทกซี รถของเขาติดอยู่บนสี่แยกก่อนข้ามสะพาน ย่านซึ่งมีแต่อู่ซ่อมรถเก่าแก่ เขามักผ่่านเส้นทางสายนี้เมื่อต้องขับรถไปส่งกะ สิ่งที่พอจะเป็นความเจริญใจของเขาก็คือการจ้องไปยังรถเก่าแก่เหล่านั้น รถซึ่งในอดีตคนในฐานะเดียวกับเขาไม่มีวันได้ขับ แต่เขาได้ขับมาแล้วทุกคันทุกยี่ห้อ การจราจรค่อยๆอนุญาตให้รถเคลื่อนตัวไปด้วยความช้าเชื่องและหยุดลงในวินาทีใดวินาทีหนึ่งอันแสนเชื่องช้านั้น เขาเห็นผู้คนมองไปยังรถคันหนึ่งซึ่งค่อยๆเคลื่อนผ่านสี่แยกอีกด้านหนึ่งไปอย่างช้าๆ รถของวงดนตรีซุปเปอร์สตาร์ สี่แยกค่อยๆกลับคืนเป็นป่า แม่น้ำตรงหน้าเบี่ยงสายไปเล็กน้อยเท่านั้น กวางตัวหนึ่งและเสือตัวหนึ่ง ผู้ใดจะหยุดยืนตรงนั้นด้วยความกลัวหรือเพราะความไม่รู้ ห้องซ้อมดนตรีนั้นได้ถูกปิดตายลงแล้วเหมือนอาคารอื่นๆที่อยู่ในอาณาบริเวณใกล้เคียง เขาได้กลิ่นอันแสนคุ้นเคยมาแต่ไกล กลิ่นของรอยจูบแรกซึ่งบรรจุเวลาอันฟ่องฝันทั้งมวล That young driver has gone on driving even though no longer for the Thai-Borneo company. Well past the mid-point of his life, he drove a bus for Saint-Gabriel School and later a taxi. His car is stuck at the junction before the bridge, an area with only old car repair shops. He usually takes this road when he has to end his shift. What makes him rather happy is gazing at those old cars, cars which in the past people like him had no way of driving but he has driven them all, all makes. The traffic slowly allows cars to move sluggishly and stop any second ever so slowly. He sees people looking at a van crawling through the intersection on the other side, the van of a superstar music band. The junction slowly returns to jungle mode. The river up front swerves slightly. A tiger and a deer: anyone will stop and stand there in fear or out of ignorance. That music room was sealed up like the other buildings around it. He catches a familiar smell from afar, the smell of the first kiss that fills time with sundry floating dreams.
= ‘Prawat Yor Khong Bang Sing Thee Yang Mai Jop Sin’ in Ork Pai Khang Nai (Going out inside),  Matichon Books, Bangkok, 2014
=
A native of Nakhon Si Thammarat,
Nok (real name: Nil) Paksnavin works
in a hospital on Yao Island,
in Phang-nga Province.
He writes poems and short stories,
and runs a bookshop with some friends.
=
nok

Members of the family – Chakhrit Phocharueang

I chose this story because 1) it’s short; 2) it breaks the rules of short-story writing in terms of composition and ending (please define and comment); and 3) I’m running out of quality material. MB

สมาชิกในครอบครัว

Members of the family

International_Symbol_for_Deafness rev International_Symbol_for_Deafness

ชาคริต โภชะเรือง

Chakhrit Phocharueang

TRANSLATOR’S KITCHEN
= = =
พิทักษ์นั่งอ่านหนังสืออยู่ใต้ร่มไม้ มีเด็กหญิงคนหนึ่งเดินเข้ามา Phithak sits reading a book in the shade of a tree. A girl walks up to him.
น้า น้า หนูนั่งด้วยคนได้ไหม Uncle, uncle, may I sit with you?
เขาละสายตาจากหนังสือ มองหน้าเด็กหญิงร่างผอมเกร็งที่ยืนตาแป๋วอยู่ตรงหน้า ตอบไปว่า ได้สิ He takes his eyes off the book, stares at the thin girl who stands with sparkling eyes before him and answers, sure.
เงียบไปครู่หนึ่งเธอร้องถาม น้า น้า น้าอ่านอะไรอยู่ Silent for a moment, she then asks, uncle, uncle, what are you reading?
พิทักษ์ไม่ตอบ สอดที่คั่นหนังสือเอาไว้ วางลงข้างตัว ขยับเปิดที่ว่างให้เธอขยับมานั่งใกล้ Phithak doesn’t answer, inserts the bookmark, puts the book down by his side, makes room for her to sit closer.
หนูชื่ออะไรล่ะ เขาหันไปถาม What’s your name, he turns round to ask.
อุษา เธอตอบ Utsa, she answers.
=
เด็กหญิงอายุราวๆ 5 ขวบ ผมสั้น ผิวดำแดง ตาหรี่ปรือ มีแววขวยเขินที่พร้อมจะเปลี่ยนเป็นใคร่ครวญ และริมฝีปากจิ้มลิ้มรับกับพวงแก้มแดงระเรื่อ พร้อมจะหล่นคำพูดกระแทกใจคนฟังได้ง่ายๆ มือของเธอถือตุ๊กตาผ้าไร้หน้าที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน The girl is about five years old – short hair, coppery skin, half-closed eyes with a glint of embarrassment ready to turn into introspection, and lovely lips compatible with slightly flushed cheeks ready to drop words that might upset listeners easily. Her hands hold a cloth doll with no face as he has never seen.
วันนั้นตรงกับช่วงปิดเทอม ผมกับเพื่อนๆเราไปสำรวจแผนที่สายคลองของป่าต้นน้ำอันศักดิ์สิทธิ์ พิทักษ์เล่าให้ผมฟังในวันหนึ่ง แดดรวยระรินซ่อนอายร้อนอันอุ่นอ้าวไว้บนฟ้ากว้าง เรานั่งรวมอยู่ในห้องเรียนวิชาประวัติศาสตร์ที่ถูกดัดแปลงเป็นที่นั่งเล่น อาคารเรียนหลังเดียวเผยตัวเด่นอยู่บนเนิน เงาไม้ใหญ่แผ่คลุม เธอนั่งอยู่ท่ามกลางเด็กผู้หญิงอีกนับสิบ  แต่แยกตัวออกมาอยู่กับเด็กหญิงร่างผอมสูง อายุราวสิบสองสิบสามขวบ ทั้งคู่สนุกอยู่กับการเติมแต่งจินตนาการของตัวลงบนแผ่นกระดาษ ขณะที่คนอื่นๆ ทยอยกันลุกไปทานมื้อเที่ยงในโรงอาหารของโรงเรียน That day was the start of the school year. My friends and I went to survey the waterways in the jungle that are precious sources of water, Phithak told me one day. Gentle sunshine hid heat in the width of the sultry sky. We sat together in the History classroom turned sitting room. The school building stood on the top of a hill, with extensive shade from big trees. She sat in the middle of a dozen other girls but apart from them, by a tall lean girl aged twelve or thirteen. The two of them had fun expressing their imaginations on a sheet of paper while the others got up and went to have lunch in the school refectory. =

=

=

=

=

=

It’s the usual permutation, be it Thai or French: นับสิบ (count ten; une dizaine) becomes ‘a dozen’ in English.

=
 เด็กหญิงวางตุ๊กตาผ้า หยิบสีเทียนขึ้นแล้วบรรจงวาดรูปพ่อ แม่ พี่สาวกับตัวแก ผมชะโงกดูก็เห็นว่าตรงกึ่งกลางหน้ากระดาษปรากฏบ้านหลังน้อยโดยที่มีสมาชิกของครอบครัวยืนอยู่ตรงมุมทั้ง 4 ของกระดาษ The girl puts down the cloth doll, picks up a crayon and then draws pictures of dad, mum, sister and herself. I lean out and see that right in the middle of the page is a little house with the four family members standing in the four corners of the page.
เด็กหญิงซึ่งต่อไปนี้ผมจะขอเรียกว่าอุษา วาดรูปหัวใจดวงสวยลงตรงมุมทั้ง 4 ดวงเข้าหากัน เธอชี้ไปที่หัวใจสื่อถึงความรักของคนในครอบครัวที่เชื่อมโยงถึงกัน หัวใจมีสีแดงสดสวยงามมาก The girl, whom I shall from now on call Utsa, draws a beautifully shaped heart in each corner, each turned towards the others. She points to the hearts meaning love of family members linked to one another. The hearts are a vivid red and very beautiful.
=
แววตาจริงจังของอุษาทำให้ผมนึกอยากจะบันทึกภาพของเธอไว้ ผมคว้าดินสอมาจรดสายเส้นลากไล้ใบหน้าของเด็กหญิงลงบนแผ่นกระดาษอันเปล่าเปลือย Utsa’s earnest eyes make me think I’d like to draw a picture of her. I pick up a pencil and a sheet of paper and sketch the outline of the girl’s face.
พอเดาได้ว่าผมกำลังวาดรูปของเธอ อุษาก็ยิ้มอายๆ เธอกระถดตัวเข้ามาหาผม เมียงๆ ขอดูภาพของเธอ As soon as she guesses I’m drawing her, Utsa smiles shyly. She moves closer to me, all side glances, wanting to see her portrait.
น้าวาดรูปหนูเหรอ เธอถาม Are you drawing me, uncle, she asks.
=
เด็กนักเรียนคนอื่นๆ ทยอยเดินกลับมา บ้างวิ่งเล่น บ้างนั่งล้อมวงนั่งคุย ตอนนั้นผมเบื่อๆ ก็เลยเดินออกมานั่งยืดเส้นยืดสาย แล้วก็อ่านหนังสือรวมเรื่องสั้น “ชายผู้มีเทวดาประจำตัว” ที่พกติดตัวมา ใต้ร่มมะขามต้นเตี้ยลมพัดเย็นชื่น ผมนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้เงยหน้าขึ้นมาก็เห็นอุษาเดินหน้ามุ่ยเข้ามาหา The other pupils come back one after the other, some running, others chatting in groups. By now I’ve had enough so I walk outside to stretch and then look at the map of the jungle waterways we are surveying and take notes in the shade of a diminutive tamarind tree. The wind is refreshing. I’m on a wooden chair, look up and see a frowning Utsa walking towards me. ==ยืดเส้นยืดสาย = to stretch one’s limbs to relieve stiffness
เธอนั่งลงบนเก้าอี้ทันทีที่ผมเอ่ยชวนมือทั้งสองยืดขอบเก้าอี้ ยื่นปลายเท้าเขี่ยไปยังพื้นทราย She sits down on a chair as soon as I invite her to. Her hands hold the edge of the seat; the tips of her feet scratch the sandy ground.
ไม่ไปเล่นกับเพื่อนๆ เหรอ  ผมถามเธอ อุษาส่ายหน้า ดวงตาเหม่อลอย เหมือนคิดอะไรอยู่ในใจ Won’t you play with your friends, I ask her. She shakes her head, gazes into space as if she’s mulling over something.
หิวมั้ย ผมถามอีก Aren’t you hungry, I ask further.
อุษาส่ายหน้า Utsa shakes her head.
เธอโยกตัวไปมานั่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง แกจึงพูด ไม่อยากวาดรูปแล้ว She sways as she sits silent for a moment and then says I don’t want to draw a picture any longer.
อุษามองหน้าผม ซึ่งทำท่าว่าจะถาม แต่เธอชิงตอบ แม่ให้หนูอยู่เป็นเพื่อนพี่นุ่น … เธอพูดถึงพี่สาวขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย พี่นุ่นคนที่ผอมๆ ใส่เสื้อสายๆ นั่นแหละ แกเป็นพี่สาวของหนู เป็นคนแปลกๆ… She stares at me and then answers the question I was about to ask. Mum wants me to stay with Nun … She talks about her sister out of the blue. Nun is the lean one with the striped blouse over there. She’s my big sister, she’s not normal… อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย: literally, ‘without oboe or flute’; without warning, unexpectedly
เธอพูดทิ้งท้ายไว้เหมือนจะให้ผมถามต่อ ท่าทางที่เป็นผู้ใหญ่เกินตัว ทำให้ผมนึกสนใจ ขณะเดียวกันก็ร้องอ๋ออยู่ในใจ ที่แท้เด็กหญิงร่างผอมสูงที่นั่งถลึงตาเงียบๆ ไม่พูดกับใครคนนั้นเป็นพี่สาวของเธอ She leaves her sentence hanging as if she expects me to ask further. Her acting beyond her age triggers my interest. At the same time I exclaim in my mind, Ah! So the tall lean girl who sits still and stares without saying a word to anyone is her elder sister.
แปลกยังไงล่ะ ผมถาม Not normal how, I ask.
พี่หนูไม่พูด แกเป็นใบ้ เธอตอบ She can’t speak, she’s mute, she answers.
=
ผมมองผ่านฉากอาคารเรียนที่ตั้งตระหง่านอยู่บนเนื้อที่หลายสิบไร่ของโรงเรียนชื่อดัง แม้ว่าเวลานี้จะว่างโล่งด้วยเป็นวันหยุด นึกไปถึงเด็กนักเรียนนับร้อยที่ยืนเข้าแถวหน้าเสาธงในยามเช้า พลันเห็นแววตาใสบริสุทธิ์ของเด็กหญิงเด็กชายตัวน้อยๆ ที่เพิ่งจากอ้อมอกพ่อแม่มาเข้าสู่รั้วโรงเรียนอันเป็นโลกภายนอก อดนึกไม่ได้ว่าในท่ามกลางแววตาสดใสไร้มายาเหล่านั้น อาจมีดวงตาถมึงทึงแปลกๆ กำลังจดจ้องมา I look through the backdrop of the building standing conspicuously over the several hectares of land of this famous school. Even though it’s now deserted as this is a holiday, thinking of the hundreds of pupils that stand in line before the flagpole in the morning and picturing the innocent eyes of little boys and girls just out of their parents’ arms to enter the outside world of the school precinct, I can’t help thinking that within those clear eyes devoid of deception there may be strange fierce eyes staring irresolutely.
ผมเงียบไปครู่หนึ่ง I keep silent for a while.
น้าเชื่อไหมหนูงี้อยากรู้เหลือเกินว่าพี่นุ่นแกคิดอะไรอยู่ เวลาที่หนูเห็นพี่นุ่นนั่งอยู่คนเดียวหรือเวลาที่หนูตื่นขึ้นมาแล้วก็เห็นพี่นุ่นนอนลืมตาอยู่ข้างๆ … หนูงี้ปวดหัวจะตายอยู่แล้ว มีอยู่คืนหนึ่งพี่นุ่นนอนไม่หลับ จู่ๆ แกก็ลุกขึ้นมานั่งแล้วก็เอามือมาจับที่คอแล้วก็ทำหน้าอย่างนี้ นี่น้าคอยดูนะ … ส้มแป้นทำหน้าเหมือนกำลังเจ็บปวดเสียเต็มประดา  กว่าจะรู้ว่าเจ็บคอไม่สบายก็นั่งส่งภาษาใบ้กันตั้งนาน Would you believe, uncle, I’m dying to know what Nun is thinking when I see her sitting alone or when I wake up and see her lying beside me with her eyes open … It’s such a headache for me. One night, Nun couldn’t sleep. She suddenly sat up and then with her hand grabbed her throat and made a wry face like this, look, uncle … Utsa grimaces as if in great pain. Before I knew her throat hurt we sat talking and gesturing for a long time.
ผมเงียบไปอีก นึกภาพว่าครอบครัวนี้ สื่อสาร กันอย่างไร I’m silent again, trying to figure how this family communicates.
แล้วเวลาที่หนูอยู่บ้านกับพี่ หนูพูดกับพี่สาวยังไง? ผมถามเหมือนไม่มีอะไรจะถาม When you’re at home with your sister, how do you talk to her?
หนูก็พูดภาษาใบ้ By sign language.
เก่งจัง หนูพูดอะไรได้บ้างล่ะ สอนให้น้าพูดภาษาใบ้บ้างได้ไหม How clever! Let’s see what you can say. Can you teach me sign language?
น้าจะให้หนูสอนอะไรล่ะ  What do you want me to teach you?
….. …..
นั่งดูเด็กหญิงวัย 5 ขวบสาธิตภาษาใบ้แล้วก็ลองทำตามไปทีละคำ เป็นคำพูดง่ายๆ เท่าที่ผมจะนึกได้อย่างเช่นคำว่า พ่อ แม่ หิวข้าว อะไรทำนองนั้น I sit watching a five-year-old girl demonstrating sign language and then try to imitate her one word at a time, easy words as I can come up with, such as ‘father’, ‘mother’, ‘hungry’, words like that.
ครอบครัวของเราย้ายมาจากระนอง พ่อของหนูเป็นคนพม่า ส่วนแม่ของหนูเป็นคนไทย พวกเราหนีสึนามิมาจากฝั่งอันดามัน พูดถึงแม่ น้ารู้ไหม แม่หนูเขาพูดถึงพี่นุ่นว่าไง? อุษาหันมามองหน้า ผมส่ายหน้า  แม่ว่าแม่เบื่อเต็มทีไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะสิ้นเวรสิ้นกรรมกันเสียที แม่ว่าพี่นุ่นไม่รู้เป็นอะไรถึงได้ไม่สบายบ่อย ประเดี๋ยวเป็นโน่นเป็นนี่ เข้าออกๆ โรงพยาบาลเป็นว่าเล่น แม่หมดเงินไปเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้… We moved from Ranong. My dad is Burmese. As for mum, she’s Thai. We fled the tsunami from the Andaman coast. Oh, talking about mum, you know, uncle, what my mum says about Nun? Utsa turns around to stare at me. I shake my head. Mum says she’s fed up to the back teeth, she doesn’t know when we’ll be rid of her. She says she doesn’t know what’s wrong with Nun that she’s so often unwell, catches this and that, always in and out of hospital. How much she’s spent on her she doesn’t know…
 ประโยคหลังๆ ผมแทบไม่ได้ยินแล้ว ในห้วงนึกปรากฏภาพใบหน้าซูบเซียว ดวงตาถมึงทึงของเด็กหญิงแวบผ่านเข้ามาอีก This last sentence I hardly even hear. In my mind appears the emaciated face and strange fierce eyes of the girl once again.
เด็กๆ เริ่มออกมาวิ่งเล่นตรงสนามส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวไปทั่ว ผมหลับตานึกวาดภาพโรงเรียนเล็กๆแห่งนี้ มีเด็กหญิงคนหนึ่งที่อยู่รายล้อมไปด้วยเพื่อนๆ แปลกหน้า แต่ตัวเองก็คนแปลกประหลาดไม่เข้าพวกกับใคร The children are starting to come out to romp in the schoolyard and their din resounds all over. I close my eyes to draw in my mind a picture of this small school. There is a girl surrounded by estranged friends but she herself is too peculiar to cope with anyone.
นึกถึงแรงกดดันที่อยู่เบื้องหลังครอบครัวนี้ I think of the pressure that is behind this family.
=
ในห้วงลึกของความครุ่นคำนึงยังมีภาพของเด็กหญิงอุษาไม่เสื่อมคลาย In the depths of my reflection there is a vivid picture still of the girl named Utsa.
= ‘Samachik Nai Khropkrua’ in Chai Phoo Mee Thewada Prajam Tua (The man with his personal god), Kuan Partee Publishing, 2013
Chakhrit Phocharueang, 46, is a native of the South,
born in a bookish family (his father was a teacher).
Besides early poems, he has published several
collections of short stories and feature stories,
a novella and a novel, while exercising various jobs
in design and public relations.
=ชาคริต โภชะเรือง

With my blind eyes I can see – Jadet Kamjorndet

I wish to thank Soontorn Charoentat for drawing my attention to this spirited story by the best-capped Thai writer of the moment. MB

ด้วยดวงตามืดบอด
ฉันเห็น

With my blind eyes
I can see

blind logo blind logo rev

จเด็จ กำจรเดช

JADET KAMJORNDET

TRANSLATOR’S KITCHEN
= =
เล่ากันว่า สายน้ำเชี่ยวในเดือนสิบสองมีส่วนร่วมกับโศกนาฏกรรมครั้งนั้น They say the flood in the twelfth lunar month* had something to do with the tragedy that time. * Around November
บุตรและธิดาของเศรษฐีทั้งสองเป็นคู่รักกันอย่างลับๆ ไม่มีใครกล่าวโทษสายน้ำ โศกนาฏกรรมคงไม่เกิดหากบุพการีของทั้งสองไม่เป็นศัตรูกัน มันเป็นเรื่องความแค้นของคนสองตระกูล ที่สองหนุ่มสาวต้องมารับเคราะห์ทั้งที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เมื่อทั้งคู่กระโดดน้ำตาย สองเศรษฐีสำนึกในบาป จึงร่วมกันสร้างพระพุทธรูปปางอุ้มบาตรสูง 39 นิ้วขึ้นมาสององค์ เพื่อเป็นตัวแทนของหนุ่มสาว The son and the daughter of two village moguls were secretly in love. Nobody blamed the flood. The tragedy might not have happened had the parents of the two not been enemies. It was the bad blood between the two families that made the innocent boy and girl fall into mis- fortune. When the two of them jumped into the water and drowned, their fathers saw the error of their ways, so they got together and built two one-metre-high images of the Buddha holding an alms-bowl to represent the boy and the girl. =

=

=

=

=

=

=

=

39 นิ้ว = 30 inches = 1 metre

พระองค์ทองแดงต่างว่าเป็นชาย ถวายแก่วัดน้ำใต้ ส่วนองค์ทองเหลืองต่างว่าเป็นหญิง ประดิษฐานที่วัดน้ำเหนือให้ชาวบ้านอัญเชิญลงเรือบุษบกในประเพณีชักพระบุญเดือนสิบเอ็ด เรียกกันว่า ‘พระลาก’ The bronze one, which stood for the boy, was given to the temple down- stream; the brass one, which stood for the girl, was enshrined in the temple up- stream. For the Chak Phra merit-making parade of the eleventh lunar month, the villagers would place each statue in a boat called ruea butsabok and the statues would then be called Phra Lark or Hauled Lords. ประเพณีงานชักพระ
Chak Phra, Korat, 2013
หลายปีต่อมา พระลากวัดน้ำใต้หายไปท่ามกลางฝนเดือนสิบสองที่กระหน่ำหนัก ชาวบ้านออกสืบหาถึงเจ็ดวันเจ็ดคืน จึงพบพระลากติดอยู่ที่ท่าวัดน้ำเหนือ Many years later, the Phra Lark of the downstream temple disappeared during a twelfth-month downpour. The villagers looked for it for seven days and nights and finally found it stuck at the pier of the upstream temple.
พระจะลอยทวนน้ำได้อย่างไร ทั้งคงไม่ใช่ฝีมือมนุษย์แน่ ชาวบ้านจึงเชื่อว่าเป็นอภินิหาร กระนั้นกลับไม่มีใครมองในมุมของความรัก How could the statue have floated against the current? Clearly this couldn’t be man’s doing, so the villagers believed it was a miracle. Even so, no one cared to think of the love angle.
หลายปากว่าพระทนกำหนัดไม่ไหว จึงว่ายน้ำไปเกี้ยวสาว ชาวบ้านเลยเรียกติดปากว่า ‘พระเกี้ยว’ และเรียกอีกองค์ว่า ‘พระล่อ’ นับแต่นั้น… Many tongues said the statue couldn’t stand its yearning, so swam upstream to court the girl. The villagers thus have been calling the one Phra Kiao (Flirting Lord) and the other Phra Lor (Enticing Lord) ever since.
=
ผ่านไปหลายร้อยปี Hundreds of years later…
เล่ากันว่า หลังสิ้นงานนาในปลายเดือนสี่ เมื่อขนข้าวเปลือกขึ้นยุ้งฉางเรียบร้อยแล้ว ชาวบ้านวัดน้ำใต้จึงมีเวลาพักผ่อน ยกเครื่องมือเครื่องใช้เข้าโรงเก็บ แล้วละลายเวลาไปกับการกินเหล้า เล่นสะบ้า ว่าเพลงบอก บางพวกช่วยกันทำความสะอาดลานวัด รอรับงานบุญสงกรานต์ They say that after the harvesting season at the end of the fourth month, once all the paddy is stored in, the down- stream temple villagers have time to relax. Their farming implements put away in the barns, they while away the time drinking, playing saba** and singing folk songs. Some help one another clean the temple grounds in preparation for the merit-making Songkran festival***. =

=

=

=

=

** Mon skittles
=
*** The traditional Thai New Year celebration held in mid-April

แต่ปีนี้ชาวบ้านยังไม่ได้เริ่มปัดกวาดหรือทำอะไร ก็ต้องมีเรื่องวุ่นวายเสียก่อน But this year the villagers had yet to start cleaning or doing anything when a big commotion took place.
ก่อนงานบุญสงกรานต์สามวัน, เวลาเช้าก่อนแสงเบิกฟ้า กลุ่มผู้ชายเมาค้างรุ่งจากหมู่บ้านใกล้ๆ เดินขับเพลงบอกผ่านวัดน้ำใต้ เห็นมณฑปล้อแสงดาววิบวับ จึงลอดซุ้มประตู หมายไหว้พระ แต่เมื่อถึงมณฑปทั้งหมดก็แทบหมายเมา เสียงอ้อแอ้รับร้องกลอนลั่นวัดเงียบโดยฉับพลัน Three days before the Songkran fest- ival, before the first light of dawn, a group of drunken men returning from a neigh- bouring village staggered past the temple. Seeing the top of the mondop glistening against the starlight, they passed through the gate, meaning to pay respect to the Buddha image. But when they reached the mondop they sobered up fast. Their drunken singing which had resounded through the temple suddenly ceased.
“พระหาย” ‘The Buddha’s gone!’
เสียงเอะอะปลุกชาวบ้านเรือนใกล้วิ่งมาดู จากน้อยๆ ค่อยๆ ลุกลามใหญ่โต The shouting woke up the nearby villagers who came running forth to have a look and soon the news spread far and wide.
=
เล่ากันว่า มนุษย์ตัดสินทุกอย่างด้วยสายตา กำหนดด้วยจิต รู้สึกจากสัมผัส แต่ถูกครอบงำจากการมองเห็น They say humans judge everything through their eyes, decide in their minds and feel by touch, but their sight is the dominant element.
องค์พระทองแดงมีอิทธิฤทธิ์ขึ้นมาจากคำบอกเล่า เรื่องเล่าส่งเสริมศรัทธา ศรัทธาถูกเพิ่มมูลค่าด้วยมณฑปย่อมุมสิบสอง The supernatural power of the bronze statue of the Buddha comes from word of mouth. Tales add to the faith and a twelve-sided mondop adds value to the faith. =มณฑปย่อมุมสิบสอง
โจรใจบาปผู้ขโมยองค์พระลากไป ไม่แน่ว่าเพราะศรัทธาหรือมูลค่า Whether it was faith or value that prompted the wicked thieves to steal the Phra Lark remains a moot point.
=
ฉันยังคงมากราบไหว้องค์พระตามปกติ I still come and worship the Buddha image as usual.
ฉันถูกฝึกให้อยู่ในโลกแห่งความมืดได้อย่างคนปกติ ฉันใช้หูฟังเสียงลมพัด ใช้จมูกดมกลิ่นภยันตราย ใช้สัมผัสรับรู้ความกระด้างหรืออ่อนนิ่มของพื้นผิวและใช้ดวงจิตกำหนดเป้าหมายที่จะเดิน I was trained to live a normal life in the dark. I use my ears to listen to the wind, use my nose to smell danger, use my touch to feel the roughness or softness of a surface and use my mind to direct my steps.
จากท่าน้ำ เมื่อหมด 9 ขั้นบันได ก็จะเป็นลานทรายหน้าประตูวัด ความกระด้างของหยักลวดลายกนกที่ประตูคือจุดเริ่มต้น เดินตรงไป 12 ก้าวปกติก่อนจะเลี้ยวมุมฉากไปทางขวาอีก 15 ก้าว ต้องระวังให้ระยะก้าวพอดี ถ้ายาวเกินไปจะชนเป้าหมาย หากสั้นไปเราจะเคว้งคว้างเหมือนหลงอยู่กลางทะเลทราย ด้วยระยะก้าวพอดีๆ ฉันมาถึงเป้าหมาย ตรงนั้นจะมีร่มครึ้มบังแดด สายลมเย็นพัดรวยริน นั่นเป็นที่ประดิษฐานของพระลาก พระจะสวยงามอย่างไรฉันไม่อาจรู้ แต่ยามฉันยืนตรงนี้ ฉัพพรรณรังสีเปล่งประกายต้อนรับ อาบหัวใจด้วยปีติแห่งศรัทธา ร่างกายอบอุ่น ด้วยวิธีของฉัน The ninth step of the pier is level with the sandy stretch in front of the temple gate. The roughness of the bas-relief in traditional kanok pattern of the gate is my first target. I walk twelve normal steps straight ahead before turning right squarely and walking another fifteen steps. I must be careful of the length of each step. Too wide a pace would make me crash into the target but too short a pace would leave me adrift as if lost in the middle of a desert. At the proper pace length I can reach the target, where there is tree shade and a cool breeze. There, the Phra Lark is enshrined. How beautiful the image is I shall never know, but when I stand here I feel the halo of the Buddha welcoming me, my heart basks in the delight of faith and my body is warm in my own way. =kanok pattern
ฉันจุดธูปเทียน ยกมือประนม สวดมนต์ในใจ ก้มกราบ I light the candle and the incense, raise my joined hands and pray silently, then crouch down and prostrate myself.
=
เล่ากันว่า องค์พระหายไปแล้ว They say the holy statue disappeared.
ในค่ำคืนที่ฝนกระหน่ำหนักปลายเดือนสี่ ขณะกาลปัจจุบัน มิใช่ด้วยอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ และมิใช่หัวใจศรัทธา แต่แน่ชัดว่าเป็นดวงใจเปื้อนบาป Quite recently, on a rainstorm night at the end of the fourth month, the job of neither a magical power nor of a faithful heart but clearly of a sinful mind. ดวงใจ usually translates as ‘heart’; here ‘mind’ to avoid a repetition.
ฟังจากปากของชายที่เข้ามาขัดจังหวะ ขณะฉันก้มกราบได้เพียงครั้ง “พระหายไปแล้ว ลุงจะกราบอะไรอีก มณฑปเปล่า หรือว่าลูกกรงเหล็กที่บกพร่องหน้าที่” The mouth of a man who comes in and interrupts my worship says ‘The statue is gone, old boy, what are you worshipping still? The empty mondop? Or the iron bars that failed to do their duty?’
ฟังแล้ว ฉันนึกเห็นลูกกรงเหล็กที่เปิดอ้า ต่อไปมณฑปแห่งนี้ก็คงถูกทิ้งขว้าง ผู้คนจะไม่ผ่านเข้ามา ไม่มีใครปัดกวาดดูแล วัดจะร้างคน ศาสนาคงเสื่อมลงกระมัง ในเมื่อวัตถุแห่งศรัทธาของผู้คนสูญไปแล้วเช่นนั้นหรือ Hearing this I picture widely bent bars. From now on, this mondop will be neglected. People will no longer stop by. No one will keep it clean. The temple will be deserted. Religion is bound to decline when the object of worship disappears. Or is that how it will be? ที่เปิดอ้า: literally, ‘wide open’
ฉันหันกลับยังทิศทางที่องค์พระเคยประดิษฐาน ตามืดบอดของฉันเพ่งหาแสงสว่าง ด้วยใจตั้งมั่น ราวรับรู้ถึงปฐมเทศนาใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ ไหลรี่ดุจสายน้ำผ่านห้วงเวลาสองพันห้าร้อยกว่าปี I turn back to the direction where the statue used to be. My blind eyes focus on the bright light my concentrated mind can see as if enlightened by the early teachings of the Lord under the Great Banyan Tree flowing down to me through a time span of over two thousand five hundred years.
ด้วยดวงตาที่มืดบอด ฉันรับรู้ถึงแสงสว่างอันอบอุ่นยังทิศทางที่ฉันตั้งมั่น Through my blind eyes I perceive the warm light from the direction on which I focus.
ก่อนหน้านี้ ฉันก็ไม่เคยเห็นว่ามีอะไรตั้งอยู่ Before this, I had never seen anything placed there.
คนตาบอดอย่างฉันก้มกราบ So, a blind man like me crouches down and prostrates himself.
=
= ‘Duai Duangta Muet Bot Chan Hen’
=
Jadet’s short stories previously posted here: ‘This morning the sun is out’, ‘How many other rivers are there in this world?’ and ‘Into small pieces’.
=
Jadet Kamjorndet, born in 1975
in Surat Thani, is an artist and a song writer as well as a writer. His first collection of short stories, It is too hot this morning to sit sipping coffee in the sun, won him the SEA Write Award in 2011.
=jadet

Little sister – Notthee Sasiwimon

A little murder-cum-rape suspense for a change, something that, I read somewhere, only happens once every fifteen minutes in this happiness-steered country. MB

น้อง

LITTLE SISTER

shoe in grass shoe in grass

นทธี ศศิวิมล

Notthee Sasiwimon

TRANSLATOR’S KITCHEN
= = =
เป็นห้วงเวลาที่ผมจะไม่มีวันลืมเลยชั่วชีวิตนี้ It was a time I shall never forget. ชั่วชีวิตนี้ (all my life) need not be translated.
ตลอดทางที่ต้องขับรถไปที่โรงพยาบาลแห่งนั้นผมต้องพบกับประสบการณ์ประหลาดคือทั้งอยากให้ถนนหดสั้นลง แต่ในไม่กี่วินาทีต่อๆมาผมก็กลับรู้สึกว่าอยากให้ถนนสายนี้ทอดยาวออกไปอีก อยากวนรถกลับบ้าน แล้วก็กลับเหยียบคันเร่งลงไปอีก สลับกันไปมาเช่นนี้ All the way as I drove to that hospital I had a strange experience, which was that I wanted the road to be shorter but a few seconds later wanted it to stretch on and on, I wanted to make a U-turn and go back home but then stepped harder on the accelerator, one way and the other like this all along.
ภาพเก่าในอดีตวนฉายอยู่บนฉากความคิด ตอนที่น้องทำน้ำหกใส่ขนมสายไหมจนวาบหายแล้วนั่งร้องไห้ กอบเศษน้ำหวานสีแดงจางๆขึ้นมา ขอร้องให้ผมช่วยเสกขึ้นมาใหม่  น้องใส่ชุดนักเรียนกระโปรงสีแดงยืนกอดขาแม่แน่นในวันที่เข้าโรงเรียนวันแรก ร้องว่าแม่จ๋า กลับบ้าน ตอนที่ผมช่วยอุ้มน้องให้ปีนขึ้นไปบนบันไดขั้นบนสุดของไม้ลื่นที่โรงเรียน ตอนที่ผมแอบเอามะเขือเทศในข้าวผัดใส่ในจานน้อง  ตอนที่เราพากันวิ่งไปแอบผีแม่นากพระโขนงกันในตู้เสื้อผ้าหลังจากดูหนังเรื่องนั้นด้วยกันได้เพียงครึ่งเรื่อง ตอนที่นอนจับมือกันร้องให้ พยายามแกล้งหลับอยู่ในห้องนอนคืนที่พ่อทะเลาะกับแม่ Pictures of the past kept showing up on the screen of my mind. When my little sister spilt some water onto the candy floss making it melt and then sat crying as she scooped up some of the pinkish sugary waste and begged me to conjure a new candy floss … She wore her school uniform, white blouse and red skirt, as she stood hugging mum’s legs tight since she was going to school for the first time, crying ‘Mummy, mummy, let’s go home!’ … When I hugged her to help her climb the slippery wooden steps leading into the school … When I sur­rep­titiously slipped a tomato into her fried rice … When we ran to hide in the wardrobe from the Phra­khanong female ghost after we had watched only half of that film together … When we lay holding hands and crying trying to sleep in the bedroom while our parents quarrelled. ภาพเก่า, old pictures: pictures of the past are not new.
ยังมีตอนที่น้องมาเต้นท่าเชียร์ลีดเดอร์ให้ผมดูตอนที่เธออยู่ ม. 1 และตอนที่เธอสวมชุดนักกีฬาวอลเลย์บอลของโรงเรียนวาดลวดลายในสนามแข่ง สีหน้าตอนที่เธอกับเพื่อนพากันหนีโรงเรียนไปเที่ยวห้างแล้วโดนสารวัตรนักเรียนจับได้และตามพ่อกับผมไปรับตัวกลับ เสียงของเธอฮัมเพลงโปรดเล่นในบ้านตอนกำลังทำกับข้าว ตวาดแว้ดของเธอเวลาที่ผมพูดอะไรไม่ถูกใจ  แล้วยังตอนที่เธอร้องไห้เหมือนจะขาดใจตายเมื่อรู้ว่าสอบเอนทรานซ์ไม่ติด There was also the time when she came to dance like a cheerleader for me to watch on her first year in high school and when she put on the school’s volley ball outfit to paint the edges of the playing court; her expression when she and a friend of hers played truant to trawl a department store and were caught by a school prefect who led father and me to her to take her back; her voice as she sang her favourite songs in the house while she cooked; her bawling when I said something she didn’t like; and also the time when she cried as if she was going to die when she found out she’d flunked university entrance.
ครั้งหนึ่งตอนที่เธอปิดเทอมกลับจากมหาวิทยาลัยมาอยู่บ้าน เรานั่งดูซีรี่ย์ฝรั่งแนวสืบสวบสอบสวนที่โปรดปราน ตอนหนึ่งเป็นเรื่องวัยรุ่นสาวที่อยากหนีออกจากบ้าน ไม่อยากให้ใครตามหาพบจึงวางแผนกับเพื่อนชายสร้างหลักฐานลวงเพื่อให้ทุกคนเชื่อว่าเธอถูกฆาตกรรมตายไปแล้วแต่หาศพไม่พบ ทั้งรอยเลือด เสื้อผ้า รองเท้า เส้มผม น้องยังพูดกับผมว่าเป็นวิธีที่ฉลาดมาก ผมไม่ชอบที่เธอพูดอย่างนั้นเลย Once when she came back home during the university break, we sat watching a favourite foreign detective series. The episode was about a young girl who wanted to flee from home, didn’t want anyone to follow and find her, so she hatched up a scheme with a male friend so that everyone would think she’d been murdered but her body wouldn’t be found, in spite of leaving behind blood tracks, clothes, shoes and hair strands. She said to me it was a very clever plan. I didn’t like her saying so at all.
=
“ครับ รูปพรรณสัณฐาน อายุ ใกล้เคียงกับที่คุณแจ้งมามาก เสียชีวิตมาราว 48 ชั่วโมง” ‘Yes sir, the description and age match the person you reported missing. The death goes back to some forty-eight hours ago.’
“พอบอกได้ไหมครับ ว่าคนตายเสียชีวิตที่ไหน เพราะอะไร” ‘Can you tell me where it happened and why?’
“ยังครับ” ปลายสายตอบ “ไว้หากคุณระบุตัวผู้ตายได้แล้วว่าเป็นญาติคุณแน่นอน เราจะแจ้งรายละเอียดทุกอย่างเกี่ยวกับผู้ตายให้คุณทราบอีกทีครับ” ‘Not yet, sir,’ the man at the other end of the line answered. ‘Once you identify the person who died as your relative, we’ll give you all the details concerning the deceased.’
=
รถมอเตอร์ไซค์จอดทิ้งไว้ริมถนนระหว่างทางไปโรงเรียนที่น้องเป็นครู ในตำแหน่งที่ไม่น่าจอด เพราะไม่มีสิ่งปลูกสร้างหรือสิ่งสำคัญใดบริเวณนั้น ซึ่งเป็นเพียงถนนตัดผ่านป่าละเมาะและหญ้าแห้งๆ น้องต้องจอดรถเพราะเหตุผลบางอย่างที่ไม่ปกติเอามากๆ The motorcycle was ditched by the roadside on the way to the school where she taught in a place where it shouldn’t be parked because there was no building whatsoever or anything important in the vicinity; the road merely cut through groves and dried grass. She must have stopped the bike for some reason very much out of the ordinary.
เมื่อสามวันที่แล้วผมได้ทราบมาอย่างนั้นหลังจากเพื่อนรูมเมตของน้องโทรมาบอกพ่อกับแม่ว่าน้องหายตัวไปเฉยๆหลังบอกว่าจะออกไปเอาเอกสารที่ลืมไว้ในห้องพักครู ติดต่อทางโทรศัพท์ไม่ได้ พวกเราจึงรีบออกตามหา และพบรถจอดไว้ Three days earlier, I had learned this much when her roommate called to tell my parents my sister had dis­ap­­pear­ed after saying she’d go and retrieve a doc- ument she’d forgotten in the staff room. She couldn’t be contacted by phone. So we hurriedly went out to look for her and then found her abandoned motorcycle.
เมื่อขยายวงตามหากว้างออกไปอีก เราพบรองเท้าของน้องข้างหนึ่งตกอยู่ในป่าละเมาะนั้น ลึกเข้าไปราวห้าสิบเมตร แม่หวีดร้อง ทรุดลงเอารองเท้าน้องขึ้นมากอดแนบอก ร้องไห้โฮแล้วเป็นลมหมดสติไป หลังจากนั้นพ่อโทรแจ้งตำรวจ พวกเขาช่วยกันตามหาน้องโดยใช้จุดที่พบมอเตอร์ไซค์เป็นจุดศูนย์กลางแล้วขยายไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ จนเกือบทั่วตำบลแล้ว แต่เบาะแสก็ยังคงมีเพียงรองเท้าข้างนั้น When we enlarged the search, we found one of her shoes in the grass some fifty yards away from the road. Mum shrieked, bent down, took the shoe and clutched it to her bosom, then let out a shout and lost consciousness. After that, dad called to inform the police. They began a search using the place where the motorcycle was found as the starting point and widened it to almost the entire district, but that single shoe remained the only clue.
“สามวันแล้วนะคุณ คนเราปกติไปไหนไม่ถอดรองเท้าทิ้งไว้หรอก เราต้องมองในมุมที่แย่ที่สุดไว้ก่อน จะได้เผื่อใจ ทำใจได้ทัน ไม่ใช่ผมไม่รักลูก ถ้าลูกกลับมาปลอดภัยก็เป็นกำไร” ‘Three days already, you know. Usually when we go somewhere we don’t drop our shoes like that. We must envisage the worst first so we can cope with it. It isn’t that I don’t love her. If she comes back safe and sound, it’ll be a bonus.’
“คุณพูดบ้าอะไรอยู่ เผื่ออะไร ปากเสีย แช่งลูกทำไม ลูกยังไม่เป็นอะไรหรอก รีบออกไปตามหาต่อดีกว่า” ตั้งแต่เห็นรองเท้าข้างนั้น น้ำตาแม่ก็ยังไม่เคยเหือดแห้งจากใบหน้า รวมทั้งไม่สนใจข้าวน้ำหรือนอนหลับพักผ่อนอีกด้วย กระทั่งฝนตกหนัก ผมกับพ่อช่วยกันลากแม่เข้าบ้าน แม่ยังเข้ามานั่งร้องไห้หูแนบที่ประตู เป็นห่วงกลัวน้องจะเปียกฝน กลัวน้องกลับมาเรียกขอเข้าบ้านแล้วแม่จะไม่ได้ยิน ‘Nonsense! What are you saying? You and your big mouth! Why are you jinxing her? Nothing’s hap­pened to her. Hurry up looking for her instead.’ Since she’d seen that shoe, mum’s tears hadn’t left her face, she didn’t care about eating or rest- ing. When it rained hard, dad and I drag- ged her back into the house, she still came and sat crying in front of the door, worried my sister would be drenched in the rain, afraid my sister would be back and call to be let in and she wouldn’t hear her.
แม่เพิ่งจะหมดแรงหลับไปเมื่อเช้าวันนี้ ดังนั้นเมื่อตอนที่ตำรวจโทรมา พ่อจึงเรียกให้ผมไปคุยรายละเอียด และบอกให้ผมไปที่ ร.พ.แทนพ่อกับแม่ Totally exhausted, mum finally fell asleep this morning. Thus when the police called, dad called me over to provide the details and told me to go to the hospital instead of him and mum.
“มีอะไร…ก็รีบโทรมาบอกพ่อ”…พ่อพูดเสียงสั่นๆ “ให้แม่เขาได้นอนพักสักหน่อย…สักงีบหนึ่งก็ยังดี แกโทรมาบอกพ่อ โทรเข้ามือถือ พ่อจะเปิดระบบสั่นไว้ ให้แม่เขานอนพักผ่อน แต่พ่อจะถือโทรศัพท์ไว้ตลอด ถ้าแกโทรมาพ่อจะรีบรับ” ‘If there’s anything, call me at once … Let mum rest for a while; even a few hours will do her good. You call me on my mobile; I’ll put it on vibrate. We’ll let mum sleep but I’ll keep the phone with me all the time and answer as soon as it rings.’
=
ยิ่งใกล้จุดหมายปลายทางเข้าไปเท่าไร อาการใจสั่น มือสั่นและหวิวในอกก็มากขึ้นทุกที สติ สมาธิที่จะขับรถต่อไปก็แทบไม่มีแล้ว ผมคอแห้ง ท้องแห้ง เหมือนทุกอย่างในตัวผมมันแห้งเหือดไปหมด เมื่อเห็นปั๊มน้ำมันข้างหน้า ผมจึงเลี้ยวเข้าไปจอด ลงไปมองหาเครื่องดื่มอะไรสักอย่างที่อาจช่วยให้ผมชุ่มชื่นขึ้นบ้าง The closer I got to the destination the more my heart quaked, the more my hands shook and the dizzier I felt. I could hardly concentrate enough to keep on driving. My throat was dry, my stomach seared, it was as though everything in me was parched. When I saw a petrol station ahead, I turned into it, stopped and went out to look for a drink that would help refresh me.
กาแฟกระป๋องและน้ำเปล่าอีกครึ่งขวดที่กรอกลงคอไปช่วยให้ชุ่มคอขึ้นเพียงไม่กี่วินาทีต่อมา บทสนทนาที่ลอยมาเข้าหู จากลูกค้าที่เพิ่งเดินสวนเข้าไปในร้าน ทำเอาผมใจสั่นแทบจะเป็นลมอีกครั้ง The can of coffee and half bottle of water I guzzled refreshed me only for a few seconds. The conver­sa­tion that drifted to my ears from customers who’d just entered the shop shook me so much I almost passed out.
“น่าสงสารนะ ลูกเมียใครก็ไม่รู้ ผู้หญิงขาวเลยนะหน้าตาน่ารักด้วย ในข่าวเขาว่ามันทำแล้วมันก็เอาหินทุบหัว มีดแทงตั้งหลายแผล แล้วลากลงไปทิ้งในดงหญ้าทั้งแก้ผ้าอย่างงั้น เลือดยาวเป็นทางเข้าไปเลย ระยำจริงๆคนเรา คนเราเดี๋ยวนี้น่ากลัว” ‘What a shame! No idea who she was. Light skin and quite pretty too. In the news they said after he was done he smashed her head with a rock and there are many knife wounds as well and then he dragged her through the grass all naked like that, leaving behind a long trail of blood. How vile! People these days are scary.’
ผมรีบกลับเข้ารถ ติดเครื่องแล้วขับออกไปอย่างเร็วที่สุด แต่เพียงสิบนาทีต่อมารถก็ค่อยๆชลอเข้าจอดข้างทางช้าๆ ผมดับเครื่อง ฟุบหน้าลงกับพวงมาลัยก่อนจะปล่อยโฮออกมาอย่างสุดกลั้น ใคร อะไร ที่ผลักดันให้ผมต้องมาติดอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ I hurried back to the car, started up and drove off as fast as I could, but only ten minutes later slowed down and stopped by the wayside. I switched off the engine, collapsed over the steering wheel and let out a bellow. Who – what was pushing me into a situation like this? Here, a slight adjustment: it isn’t the car reducing speed and stopping by itself.
ผมยังจำวันนั้นได้ดี ตอนที่เธอนั่งอยู่ที่เบาะข้างคนขับตรงนี้ ท่าทางตื่นเต้นตอนที่ดึงสายเข็มขัดนิรภัยมาเสียบลงล็อก พ่อกับแม่นั่งที่เบาะหลัง ทุกคนต่างชอบใจกับเซอร์ไพรส์เล็กๆในวันปีใหม่ปีนั้น ที่ผมถอยรถป้ายแดงคันแรกของบ้านมารับพ่อ แม่ และน้องไปเที่ยวทะเลด้วยกัน เธอบ่นตลอดทางว่าเหม็นเบาะใหม่ แต่ก็ยังคุยจ้อร่าเริงไปตลอดทาง ชี้ชวนให้ผมดูข้างทาง แก้มแดงปลั่งด้วยความตื่นเต้นเหมือนเด็กๆ วันนั้นผมเปิดวิทยุฟังเพลง คลื่นเพลงสากล เป็นเพลงของ Anya เสียงน้องพยายามร้องตาม ถูกๆผิดๆ พ่อถามขึ้นว่านั่นแกร้องเพลงหรือสวดมนต์ เล่นเอาน้องงอนหน้าง้ำ เสียงหัวเราะของพ่อ แม่ น้อง และผม เคยดังก้องอยู่ในรถคันนี้ I still remember that day very well, when she sat upfront beside the driver, looking excited as she pulled on the seat belt and locked it. Dad and mum sat on the back seat. Everybody was pleased with the little surprise of New Year’s Day that year: I had taken the family’s brand-new first car to drive my parents and sister to the seaside. She kept complain- ing about the smell of the new seats while keeping a gay chatter all the way, pressing me to look at the scenery on the sides, her cheeks flushed with excitement like a child. That day I turned on the radio to listen to songs, English songs by Anya Marina. My sister sang along quite out of tune. Dad asked her whether she was singing or chanting prayers, making her sulk and pout. The laughs of all four of us did resound in that car! ==

=

=

=

=

=

Anya-Marina
Anya Marina (US singer born 1976)

ผมยังจำได้เสียงสวดมนต์ก่อนนอนของน้อง ตอนเด็กๆพวกเราพ่อ แม่ ลูก สวดมนต์ก่อนนอนพร้อมกันเสมอ เราแผ่เมตตา ร่วมกัน สัตว์ทั้งหลาย ที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด… I still remember the sound of her prayers before she went to sleep. When we were little, we – father, mother, daugh- ter and son – prayed together before go- ing to sleep, we extended loving kindness to all, all the animals that shared our woes from birth to death so we could be happy, oh let us be happy.
แว่วเสียงเพลงในหัว เพลงของวงจีวันที่เมียชอบเปิดให้ลูกฟังตอนเช้า และผมแซวบ่อยๆ ว่าเธอคงอยากสะกดจิตลูกให้หลับต่อมากกว่าตื่นขึ้นมาล้างหน้าแปรงฟัน ตื่นนอนแต่เข้า นิมนต์พระพุทธ- เจ้า มาประทับที่ใจ จะทำพูดคิดอะไรให้เรานึกถึงพระองค์” A song is going round in my head, a song by G-One Band my wife puts on for our son in the morning.* I like to tease her about trying to mesmerise him to keep him asleep rather than having him wake up and wash his face and brush his teeth. ‘First thing in the morning Calling the Buddha into our minds Will make us aware of Him Whatever we do or think.’ * G-One Band sings edifying Buddhist songs.
g one
ผมสูดลมหายใจเข้า พนมมือสั่นเทา อาราธนาศีลห้าในใจด้วยบทสวดกระท่อนกระแท่น  ผมไม่ใช่คนดี ใจซื่อมือสะอาด ผมเคยโกงเพื่อน เคยทุจริตสอบ เคยนอนกับแฟนคนอื่น โกหกไม่เว้นแต่ละวัน แต่ผมก็ตั้งใจจะรักษาศีลห้าหลังจากนี้ และถึงจะน้อยนิดแค่ไหนผมก็ขออำนาจความดีที่ผมเคยทำมาตลอดทั้งชีวิตนี้และในอนาคต ช่วยผมด้วยเมื่อผมไปถึงที่นั่น สวดมนต์ทุกบทที่จำได้มาตลอดทางที่เหลือ I take a deep breath, join hands and recite the Five Precepts through snatches of prayers. I’m not a good person, honest and clean. I’ve cheated friends, cheated at exams, slept with other people’s wives, lied day in day out, but I intend to observe the Five Precepts from now on. No matter how little, I want the power of the good I’ve done in this life and will do in the future to help me when I get there, reciting all the prayers I can remember all along the way that remains.
เมื่อรถเคลื่อนมาถึงหน้าโรงพยาบาลและผมหมุนพวงมาลัยเพื่อกลับรถ และเสียงแตรดังสนั่นจากรถกระบะที่ขับมาด้วยความเร็วจากอีกฝั่งแผดดังยาว เสียงทั้งหลายทั้งปวงที่กำลังวุ่นวายอยู่ในหัวก็พลันมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความเงียบกึกก้องในห้องโดยสาร When the car came in front of the hospital and I turned the steering wheel to back up and park, there was resounding hooting from the van coming fast from another side, long loud hooting, and all the sounds that buzzed in my head suddenly cleared, leaving behind only resounding silence in the cabin.
หมดเวลาของบทสวด หมดเวลารอคอย หมดเวลาผลัดวันประกันพรุ่ง… No more prayers, no more waiting, no more procrastination…
=
ในสถานที่ที่ผมคงต้องจดจำไปตลอดชีวิต ในห้องแคบๆ สีขาว ผมยืนอยู่ระหว่างนายตำรวจทั้งสองและร่างใต้ผ้าขาวตรงหน้า ร่างกายของผมอ่อนเบาเหมือนบรรจุด้วยฟองน้ำแต่เท้าทั้งสองกลับหนึกอึ้งแทบยกไม่ไหวเมื่อพยายามก้าวไปข้างหน้า อากาศเย็นเฉียบและกลิ่นไม่เป็นมิตรของสารเคมีบางอย่างคละคลุ้งในโพรงจมูก In a place I’ll definitely remember all my life, a narrow white room, I stood between two police officers and a body beneath a white cloth, my own body light as if made of sponge but my feet heavy as lead when I tried to go forward. The icy-cold air and the inimical smell of chemical products of some sort offended my nostrils.
ความจริงที่นอนรออยู่เบื้องหน้าของผมตอนนี้อาจเป็นได้ทั้งความหวัง หรือความสิ้นหวัง The reality that lay waiting before me could mean hope or could mean despair.
ผมนึกถึงขนมสายไหมสีชมพู พองฟู สวยเหมือนปุยเมฆ ที่พลันสลายกลายเป็นเศษของเหลวสีแดงจางๆเพียงถูกน้ำไม่กี่หยด ไม่มีวันหวนคืนดังเดิมได้อีก… I thought of the pink candy floss, fluffy, beautiful like a cloud puff, which suddenly crumbled into pinkish liquid waste. Only a few drops of water and there was no way it could return to its previous state.
ตอนนั้นก็เหมือนกับตอนนี้ เป็นเวลาที่ผมอยากมีเวทย์มนตร์… That time was like this time, a time when I’d like to have a magic spell. Magic wand might be more colloquial.
มือผมเย็นเฉียบและชาจนแทบไม่มีความรู้สึกแล้วตอนที่เอื้อมออกไปที่ผ้าสีขาวผืนนั้น My hand was so cold it could hardly feel anything when it stretched out towards that white piece of cloth.
ในสมองว่างเปล่า เหน็บหนาว… My brain was empty, numb.
ผมหลับตาลงในวินาทีที่ผ้าผืนนั้นถูกเปิดออก เผยใบหน้านั้น… I closed my eyes the second that piece of cloth was removed, revealing the face there…
= ‘Nong’ in Mahorasop Yang Mai La Rong (And the beat goes on),
Matichon Publishing, 2014
==

=

By the same author: ‘The locksmith at the crossroads’ in 13 Thai short stories – 2013

=
Married to another writer, Notthee Sasiwimon, 34, is a rising star in the current Thai literary firmament. A graduate in clinical and community psychology, she already has five collections of short stories and three literary awards to her credit … as well as a four-year-old son.
=notthee sas

Ceasefire – Kanthorn Aksornnam

This naughty tale by Ms Anais Nam is contraindicated for the straight-laced, the under-aged and the clean old men. I’m sure it’s in no way autobiographical and it has no bearing on actual happenings in the Land of the Free: the story harks back to ancient India and the setting is obviously Indonesia, the land of kretek. MB

พักรบ

CEASEFIRE*

2women 2women

กันต์ธร อักษรนำ

Kanthorn Aksornnam

TRANSLATOR’S KITCHEN

*แรงดาลใจและที่มาของเรื่องเล่าจากเรื่อง
“ไม่มีเวลาสำหรับการทะเลาะ” จาก “โลกียนิยาย”
แปลโดย ปรีชา ช่อปทุมมา (พิมพ์ครั้งแรก
ธันวาคม 2523: สำนักพิมพ์ต้นหมาก)

* Story inspired by ‘No time to quarrel’,
one story in the collection Lokiyaniyai
(Lewd tales) translated by Preecha Chorpathumma, published by Ton Mak in 1980.

ดูเหมือนว่าหญิงสาวทั้งสองคนจะพร้อมใจกันเห็นกรีฑาเป็นอากาศธาตุ หลังจากศึกสงครามตั้งแต่เย็นวานสงบลง เมื่อเสียงนกดุเหว่าเริ่มขับขาน จากนั้นสายฝนก็โปรยปรายลงมาอย่างไม่คาดฝัน หนักหน่วงราวกับต้องการลบล้างเรื่องราวต่างๆ บนพื้นโลกให้หมดสิ้น ขณะที่หญ้าวัยเยาว์กำลังแทงยอดอ่อนๆ ขึ้นมาจากผืนดิน ส่งกลิ่นหอมไปทั่วท้องทุ่ง It seemed the two girls agreed to see Krita as thin air, now that the war fought since last evening had quietened down when the blackbird began to sing. After that the rain unexpectedly came pelting down as if meaning to erase everything from the surface of the earth, while youthful grass sprouted up, exhaling a heady fragrance all over the fields.
กรีฑายังคงหลับใหลบนสมรภูมิสีขาวอันไร้ขอบเขต ขณะที่หญิงสาวเริ่มต้นพูดคุยกันถึงเรื่องราวระทึกใจ กลิ่นบุหรี่กานพลูอบอวลไปทั่วห้อง พวกใบไม้นอกหน้าต่างกระจกพากันสั่นสะทกไปกับแรงกระทบจากน้ำ ดูเหมือนว่าสภาพอากาศและธรรมชาติรอบกายจะพากันสะทกสะท้านไปกับเรื่องราวอันน่าอภิรมย์ที่เพิ่งจบลง… Krita was still sleeping on the white battlefield without borders while the girls began to chat about what excited them. The smell of clove cigarette pervaded the room. The leaves beyond the window panes shook under the lashing of raindrops. It looked as though the air and nature around meant to make them tremble with fear over the delightful event that had just ended.
ฉันไม่ใคร่ชอบเรื่องของอนาอิส นิน* นิลภัทรเอ่ยขึ้น มันเหมือนเรื่องที่จงใจประดิษฐ์ขึ้นอย่างไรชอบกล มีแต่คำทำนองว่า ศิลปะชั้นสูง ศิลปะชั้นสูง ล่องลอยเกลื่อนกลาดอยู่เต็มไปหมดในอากาศ หรือที่จริงแล้วหากจะยุติธรรมกับเธอสักหน่อย มันแทบเข้าไม่ถึงอารมณ์ทำนองนั้นของฉันมากกว่า ฉันกลับชอบเรื่องของอินเดีย มันได้อารมณ์ดิบๆ แต่ก็มีกลิ่นหอมหวานลี้ลับของดอกไม้ที่เราสัมผัสได้ ส่วนใหญ่มักเป็นเรื่องราวเก่าแก่ เล่าสู่กันฟังมาหลายร้อยปี ฉันจึงรู้สึกกับมันอย่างลึกซึ้ง ถึงกับมองเห็นภาพเร้นลับในห้องหับโบราณเหล่านั้นเลยทีเดียว… I don’t quite like Anais Nin’s stories**, Ninlaphat said. They look overly fab- ricated, sort of. There’s nothing but the words high-class art, high-class art floating all around in the air or rather, to be fair to her, let’s say it doesn’t quite suit my mood. I prefer stories from India. They can bring out the raw in you, but they also have the sweet scent of mysterious flowers you can touch. Mostly they are old tales told over hundreds of years, so I feel them deeply, to the point of seeing intimate scenes in those ancient rooms… ** The Franco-Cuban erotic writer Anais Nin (1903–1977) who was notably involved in a relationship with Henry Miller and his second wife June in the early thirties. In 1986 Henry and June: From the Unexpurgated Diary of Anais Nin shed some light on that relation- ship; a loose film ver- sion, Henry and June, came out four years later. 
นิลภัทรหลับตา นิ่งฟังเสียงสายฝนนอกหน้าต่าง ก่อนเอ่ยขึ้นว่า ฉันจะเล่าเรื่องหนึ่งให้เธอฟัง Ninlaphat closed her eyes and was still, listening to the rain out of the window, before saying, I’ll tell you a story.
เล่าสิที่รัก อยากฟังแทบตายเลยล่ะ ชฎาพริ้มตาหลับ ใบหน้าแนบหมอน ร่างเหยียดยาวนอนคว่ำอยู่บนโซฟาสีขาว ฉันชอบกลิ่นแบบนี้จัง…น้ำเสียงแผ่วเบาแสดงถึงความพึงพอใจ เธอดูราวกับลูกแมวจอมซนที่กำลังนอนพักเอาแรงเพื่อออกไปวิ่งเล่นซุกซนต่อ นอกจากกลิ่นกานพลูแล้ว อากาศในห้องยังมีกลิ่นกาแฟ และกลิ่นอับชื้นของบ้านไม้ยามต้องฝนอวลอยู่ด้วย ราวกับมีเมฆหมอกไร้รูปคลี่คลุมอยู่… Please do, darling. I’m dying to hear it. Chada sweetly closed her eyes, her face against the pillow, her body stretched out prone on the yellow sofa. I love this sort of smell … The low tone of voice expressed satisfaction. She looked like a naughty kitten resting before going out to play mischievously again. Besides the smell of clove, the air in the room also had a smell of coffee and the odour a wooden house gives off when exposed to the rain, as if there was a shapeless cloud of fog unfurling…
=
นานมาแล้วที่หมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งในอินเดีย นิลภัทรเริ่มเล่า มีช่างทองฝีมือดีและแสนขยันขันแข็งคนหนึ่งชื่อ วิทิศ เขามีอายุห้าสิบปี แม้ผมยาวสลวยนั้นจะขาวโพลน ทว่าร่างกายยังแข็งแกร่งกำยำ วิทิศมีเมียสวยอย่างร้ายกาจ ทั้งความสวยของใบหน้าและเรือนร่างอันน่าหลงใหล เป็นเหมือนอาวุธที่ผู้ชายทุกคนในโลกใฝ่ฝันจะครอบครอง เธอชื่อคีตา อายุเพียงสิบเจ็ดปี แต่งงานกับวิทิศมาได้ห้าปีแล้ว แต่ยังไม่มีลูก คีตาเป็นคนแข็งแรงชอบเกมกีฬาที่ทำให้เลือดในกายร้อนรุ่มคึกคัก ห้าปีที่ผ่านมาความเร่าร้อนระหว่างวิทิศกับหล่อนค่อยๆ กลายเป็นความอบอุ่น แต่ด้วยวัยสาวคีตาจึงยังมองหาเกมกีฬาใหม่ๆ ที่จะสร้างความเพลิดเพลินให้ทั้งคู่ และแล้ววันหนึ่งราวกับเทวดาบนสรวงสวรรค์ประทานของขวัญมาให้ คีตาก็ได้พบกับหนุ่มรูปงามราวสตรีผู้หนึ่ง เขามาที่บ้านเพื่อสั่งวิทิศให้ทำแหวนวงหนึ่ง แต่บังเอิญว่าวันนั้นวิทิศไม่อยู่บ้าน เพราะต้องเข้าไปในเมืองเพื่อส่งเครื่องทองให้ลูกค้า A long time ago in a small village in India, Ninlaphat began her tale, there was a talented and diligent goldsmith by the name of Withit. He was fifty years old. His long wavy hair had turned white but his body was still sturdy. Withit had an astoundingly pretty wife. Her face and body were of a beauty to die for, were like weapons all men in the world dreamt to handle. Her name was Gita. She was only seventeen. She had been married with Withit for five years but had yet to have a child. Gita was strong; she liked sports games that made the blood boil. In the past five years the fire between Withit and her had slowly dwindled to embers, but given her youth Gita still looked for new sports that would bring pleasure to their couple. And then one day it was as if a deity in heaven had sent her a present: Gita met a young man with the beauty of a woman. He came to the house to have Withit make a ring for him but as it happened that day Withit wasn’t at home because he had had to go into town to deliver gold ornaments to a client.
ทำไมต้องเป็นแบบนั้นเรื่อยเลยนะที่รัก ในวันที่สามีไม่อยู่บ้าน…ชฎาสอดแทรกขึ้น พร้อมเสียงหัวเราะเบาๆ  Why does it always have to be like this, darling, on the day the husband isn’t home? Chada interrupted, giggling.
เพราะว่ามันต้องเป็นวันเช่นนั้นน่ะสิที่รัก ฉันว่าเธอคลำทางเรื่องนี้ไม่ถูกแน่ ฟังต่อไปเถอะ นิลภัทรเริ่มลูบไล้ร่างไร้อาภรณ์ของชฎาด้วยน้ำมันหอมกลิ่นกุหลาบ ชฎาจึงหลับตา นิ่งฟังเรื่องราวต่อไป Because it must be on such a day, darling. I think you don’t quite get the gist of it yet. Listen first. Ninlaphat began to anoint Chada’s bare body with rose-scented oil, so Chada closed her eyes and listened quietly to the story.
=
เมื่อคีตาพบกับหนุ่มรูปงามเรือนร่างสูง และบอบบางราวสตรี ดวงตาคมขำคู่นั้นจึงเผลอสำรวจเขาอย่างตั้งใจ ผมของเขาสลวยดุจเส้นไหมยาวจรดบั้นเอว ดวงตากลมโตดำขลับราวค่ำคืน ทว่าดูหวานซึ้งเหมือนนัยน์ตาอิสตรี ดูเหมือนว่าหนุ่มรูปงามของเราจะมองเห็นความปรารถนาลี้ลับที่ซุกซ่อนอยู่ในอาภรณ์ของคีตา เขามีชื่อว่าปานี คีตาบอกว่า สามีนางไม่อยู่บ้านคงกลับมาถึงค่ำๆ รอสักหน่อยได้ไหม หรือว่าจะมาอีกวันหลังก็ตามใจ ทว่า ดวงตายังเพ่งมองปานีอย่างลึกซึ้ง ปานีพลันขยับกายเข้าใกล้ ใกล้พอจนได้กลิ่นหอมเชิญชวนของน้ำมันดอกกุหลาบจากเรือนผมของคีตา ดูเหมือนว่าคลื่นปรารถนาอันเร่าร้อนของคนทั้งคู่จะตรงกัน คีตาจูงมือปานีหนุ่มเข้าไปในห้อง จากนั้น เสียงเพลงจากคีตาก็บรรเลงขับขานไปกับมานพหนุ่มจนเย็นย่ำ When Gita met the handsome young man tall and lean like a woman, those charming round eyes of hers couldn’t help surveying him deliberately. His hair had the sleekness of silk threads down to his waist, his big round black eyes shone like the night but had the sweetness of a woman’s. It seemed that our handsome young man could see the secret wish that hid under Gita’s garments. His name was Pani. Gita told him that her husband wasn’t home and wouldn’t return before nightfall. Could he wait or come back some other day? It was up to him. But those eyes still stared probingly at Pani, who suddenly moved closer, close enough to smell the enticing perfume of the rose-smelling oil on Gita’s hairdo. The waves of fiery desire between the two of them seemed to meet. Gita took the young man by the hand and led him into the room. After that Gita sang her song in a duo with Pani until dusk.
=
เธอคงน่ากินชะมัด ชฎารำพึง ขณะที่นิลภัทรประทับรอยจูบเบาๆ ตรงสะโพกด้านซ้าย ซึ่งเป็นที่ประทับของรอยสลักรูปโล่เขน อันเป็นศาสตราวุธโบราณ แล้วค่อยๆ ลากนิ้วไปตามกิ่งก้านคดโค้งของเถากุหลาบเลื้อย ซึ่งช่างฝีมือดีจำหลักลวดลายอันวิจิตรไว้บนแผ่นหลัง เจ้าของรอยสลักส่งเสียงครางเบาๆ ในลำคอ She must have been awfully succulent, Chada mused as Ninlaphat dropped a soft kiss on her left hip where was etched a forearm shield, an ancient weapon, and then slowly dragged a finger along the curved branches of the rose creeper a gifted craftsman had tattooed on her back. The owner of the tattoo sent out a throaty groan. Forearm shield (โล่เขน)loe_khen
=
ได้เวลาสามีกลับมาแล้ว…นิลภัทรหยุดหายใจชั่วครู่ ก่อนเริ่มเล่าต่อ…ทว่าคีตายังไม่อยากพรากจากเปลวไฟที่กำลังคุโชนเช่นนี้ จึงบอกปานีให้หลบซ่อนอยู่ในบ้าน แล้วนำอาภรณ์ของสตรีมาให้ปานีสวมใส่ ซึ่งทำให้ชายหนุ่มดูไม่ต่างจากหญิงสาวผู้งดงามราวเทพธิดา จากนั้นคีตาบอกปานีให้ไปทำงานในครัว เธอวางแผนจะบอกวิทิศว่า รับสาวใช้มาทำความสะอาดบ้านตอนกลางคืนเพราะค่าแรงถูกกว่าเป็นไหนๆ เมื่อวิทิศกลับมาได้ยินถ้อยความดังนั้น จึงชื่นชมภรรยาสาวยิ่งนักว่าฉลาดเฉลียว รู้จักการใช้ทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เขาหอมแก้มคีตาทั้งสองข้างด้วยความรักใคร่ จากนั้นก็กลับเข้าห้องไปทำงานต่อ ส่วนคีตาเดินเข้าครัวและทำอะไรต่อมิอะไรอยู่กับปานีหนุ่มในอาภรณ์ของสตรีจนแทบสิ้นเรี่ยวแรง It was time for the husband to come back – Ninlaphat paused to breathe for a moment before resuming her tale – but Gita still didn’t want to part from the flames that were blazing like this so she told Pani to hide in the house and then gave him woman’s clothes to put on, which made him look no different from a young woman with the beauty of a god- dess. After that Gita told Pani to go and work in the kitchen. She planned to tell Withit she had hired a maid to clean the house at night because it was so much cheaper. When Withit came back and heard those words he praised his young wife highly for her cleverness, for knowing how to make the best of wealth. He kissed Gita on both cheeks with affection. After that he went into his room to get on with his work. As for Gita she walked into the kitchen and with Pani in lady’s wear indulged in a slew of loving tricks until almost all her strength was spent. ==

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

Of course, he doesn’t kiss her on the cheeks but sniffs them, as flat-nosed people are wont to do to show affection.

=
น่าตื่นเต้นจังที่รัก สามีหล่อนช่างโง่จนน่าสงสารเสียจริง ทั้งคู่คงระเริงรักกันอย่างนี้ไปได้เรื่อยๆ สินะ โดยที่สามีหล่อน…ชฎาส่งเสียงร้องเมื่อนิลภัทรเริ่มไล้เลื่อนมือจากเถากุหลาบสีเพลิงกลางแผ่นหลังลงมาสู่ร่องลึกและสาละวนอยู่ตรงนั้น ร่างไหวสะท้านเมื่อนิ้วไล้ลูบอยู่ในซอกหลืบอันน่าอภิรมย์ How exciting, darling! Her husband is so stupid it’s pathetic, really. The two of them must have kept on pleasuring themselves like this on and on while her husband … Chada sent out a shout when Ninlaphat’s hand began to abandon the fire-coloured creeper on her back to enter the deeper grove below and busied itself there. The body shivered when a finger slid into the delightful narrow opening.
=
และเมื่อคีตากลับเข้าห้อง นิลภัทรเล่าต่อ ขณะที่นิ้วยังเคลื่อนไหวช้าๆ …ช่างทองแสนขยันของเราก็ออกมาจากห้องทำงานอันเป็นเวลาเลิกงานปกติ กำลังจะเดินเข้าห้องนอน พลันได้ยินเสียงจานชามกระทบกันอยู่ในครัว จึงเดินเข้าไป และได้เห็นสาวน้อยคนหนึ่งรูปร่างสูงสะโอดสะองในชุดส่าหรี สาวน้อยกำลังยืนล้างจานอยู่ แค่เห็นจากด้านหลังเพียงเท่านั้น ความกำหนัดของวิทิศพลันบังเกิดขึ้นจนสุดระงับ เขาเดินเข้าหาร่างนั้นอย่างไม่อาจควบคุม ส่วนหนุ่มน้อยในส่าหรีก็ตกใจและไม่ทันได้ระมัดระวังตัว ร่างแบบบางนั้นก็ตกอยู่ในอ้อมกอดอันแข็งแกร่งของวิทิศเสียแล้ว วิทิศโอบกอดสาวน้อยจากด้านหลัง บรรจงจูบเบาๆ ที่ต้นคอไล่มาถึงผิวอันนวลเนียนของแก้ม ค่อยๆ คลายมวยผม แล้วพรมจูบไปทั่วร่าง ส่วนปานีหนุ่มนั้นกายสั่นสะท้านและไม่อาจต่อต้านขัดขืน วิทิศอารมณ์กำลังคุโชน แม้จะแปลกใจที่สัมผัสพบที่ราบไม่ใช่เนิน แต่ผิวที่เนียนนุ่มชวนหลงใหลทำให้เขายังรุดหน้าต่อไปด้วยความรู้สึกแปลกใหม่ ทว่าพลันนั้นเองแทนที่มือจะพบกับตาน้ำอันชุ่มฉ่ำในป่าทึบกลับเป็นพฤกษายืนต้นเด่นกลางพุ่มไม้ วิทิศล่วงรู้ในทันทีว่าภรรยาสาวสวมเขาเข้าให้แล้ว ด้วยความโกรธอันสุดระงับ และอยากแก้แค้นชายชู้ให้สาสม ด้วยพละกำลังที่เหนือกว่าและแรงราคะที่กำลังพลุ่งพล่าน เขาจับปานีในร่างสาวน้อยพลิกคว่ำอย่างง่ายดาย กระชากส่าหรีทิ้งแล้วบรรจงสอดใส่ประสบการณ์ครั้งแรกให้ปานีหนุ่ม ขณะที่ตัวเองก็พบกับความมหัศจรรย์ไม่แพ้กัน คนทั้งสองอยู่ในครัวจนกระทั่งเช้า… And when Gita came back to her room – Ninlaphat went on while her finger still moved slowly – our industrious goldsmith came out of his workroom at the usual time he stopped work. He was walking to the bedroom when he heard a clinking of cutlery in the kitchen, so he walked in and saw a young girl with a willowy body in a sari who stood washing the dishes. Just seeing her from behind, Withit’s lust sprang at once irrepressibly. Unable to control himself, he walked over to that body. The young man in a sari was startled and before he could protect himself, the slim body fell into the strong arms of Withit. Withit hugged the young girl from behind, sprinkled her neck with light kisses and then the soft skin of her cheek, slowly loosened her bun and then kissed her all over. As for young man Pani he was shivering and didn’t fight Withit. In his fiery mood, even though he wondered at meeting flatness where mounds should be, the smoothness of the skin enraptured Withit and made him proceed with a feeling that was new and strange, but then suddenly, instead of finding a wet spring hidden in a forest, his hand found an upright tree amid bushes. Withit understood at once that his young wife had cheated on him. In irrepressible anger and desire of revenge on the lover with interest, with his superior strength and the force of lust bursting out, he grabbed Pani in his female body and easily flipped him over, tore off his sari and then inserted experience for the first time into the young man Pani, and as they fell into similar wonder, the two of them stayed in the kitchen until morning… ==

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

Yes, you read that right: ‘experience’ (ประสบการณ์) is what the text says. Cute, no?

=
ชฎาครางเสียงดัง นึกไม่ถึงว่าเรื่องราวจะลงเอยเช่นนี้ ขณะที่นิ้วของนิลภัทรยังขยับขับขานต่อไป กระชั้นขึ้น กระชั้นขึ้น ในพื้นที่ชุ่มน้ำแห่งนั้น Chada moaned loudly. She hadn’t thought the story would turn out like this, while Ninlaphat’s finger went on tinkling closer and closer in that spring.
ใกล้จบแล้วที่รัก…จากนั้นเมื่อทุกอย่างเปิดเผย คีตาร่ำไห้กราบกรานแทบเท้าสามีปานจะขาดใจ หลังจากโต้แย้งกันด้วยเหตุผลต่างๆ นานา วิทิศยอมให้ปานีอยู่ในบ้านต่อไป รับใช้ทั้งคีตาและวิทิศ กระทั่งวันเวลาผ่านไป ปานีกลายเป็นผู้มีชื่อเสียงในฐานะมนุษย์คนแรกในอาณาจักร ผู้กลายเป็นที่รักของเพศทั้งสอง ว่ากันว่าแม้ในปัจจุบันนี้ บนดินแดนห่างไกลในชนบทของอินเดีย ยังมีรูปปั้นของปานีซึ่งมีสองใบหน้า และบนใบหน้าทั้งสองนั้นต่างก็มีรอยยิ้มพึงพอใจ… It’s almost finished, darling. After that, when everything was revealed, Gita wept and wailed and prostrated herself at her husband’s feet as if she was about to die. After a rancorous exchange of argu- ments, Withit allowed Pani to stay in the house to serve both Gita and him. As time passed, Pani became famous as the first man in the realm to be the lover of two sexes. It is said that to this day, in a distant part of the Indian countryside, there is still an image of Pani with two faces and on both these faces there is a satisfied smile.
ชฎาส่งเสียงร้องด้วยความพึงพอใจอย่างสุดระงับ กรีฑาค่อยๆ ลืมตาขึ้น เขาได้กลิ่นหอมของดอกไม้ชนิดหนึ่งอบอวลไปทั่วห้อง จากเตียงนอนเขาเห็นภาพงดงามน่าอัศจรรย์ของสองสาวที่โซฟาปลายเตียง ชฎากำลังแอ่นกายรับความสุขสมจากสัมผัสนิ้ว เธอหลับตาพริ้ม กัดริมฝีปากล่าง ส่วนนิลภัทรมองไปที่กรีฑาด้วยแววตาเชิญชวน กรีฑาไม่อาจต้านทานภาพอันท้าทายนี้ เขาลุกเดินมาที่โซฟา ขณะที่ชฎายังพริ้มตาหลับ แล้วค่อยๆ สอดกายเข้าไปในร่างชฎาจากด้านหลัง เธอส่งเสียงร้องอีกครั้ง อย่างยาวนาน ก่อนเงียบเสียงลง และหลับใหลไปในที่สุด จากนั้นกรีฑาจึงช้อนร่างอุ้มนิลภัทรมาที่เตียง… Chada let out irrepressible cries of gratification. Krita slowly opened his eyes. He perceived the sweet scent of some flower that pervaded the room. From the bed he saw the marvellous picture of the two girls on the sofa at the bottom of the bed. Chada was bent backwards being finger-pleasured. Her eyes were closed tight as she bit her lower lip. As for Ninlaphat, she was looking at Krita with invitation in her eyes. Krita couldn’t resist that challenging vision. He got up and walked over to the sofa while Chada still kept her eyes tightly shut, and then he slowly inserted his body into the body of Chada from behind. She cried out once again, a persistent cry, before falling silent and finally drifting into sleep. After that, Krita scooped up Ninlaphat’s warm body and carried it to the bed…
สงครามกำลังจะดำเนินต่อไปบนสมรภูมิสีขาวอันไร้ขอบเขต…กลิ่นกุหลาบยังกรุ่นอยู่ในลมหายใจ ทุกกลิ่นสอดประสานกันอย่างลงตัว ในวันหยุดที่สายฝนโปรยปราย เรื่องราวบางเรื่องกำลังเลือนหายไป และเรื่องราวใหม่ๆ กำลังจะเริ่มขึ้นราวกับไม่มีวันจบสิ้น… War resumed on the white borderless battlefield … the smell of roses was still exhaled with each breath. The smells blended harmoniously on a rest day of pelting rain. Some stories were ending and new ones were starting as if there was no end…
=Kanthorn Aksornnam
is the pen name
of Sivadee Aksornnam,
a poet, short story
and features writer
in her mid thirties.
=kanthorn1

Nipples – Wanna Kawee

After the male bit some time ago, the female fad. Beyond the seriously anguishing problem of nipples turned black [ha! ha!] which shows how ignorant a woman can be of her own condition, what is at stake here is a break away from normative morality and self-deception through still deceitful rationalisation of moods and needs. MB

หัวนม

NIPPLES

lactating breast

วรรณะ กวี

WANNA KAWEE

TRANSLATOR’S KITCHEN
เมื่อได้ยินเสียงลูกร้อง ฉันอุ้มแกไว้ในอ้อมกอด ปลดกระดุมเสื้อช่วงบน ก้มลงมองทรวงอกของตัวเอง ฉันรู้สึกขยะแขยงหัวนมที่ดำเหมือนถูกป้ายด้วยยาฝาด แต่ฉันรู้อยู่แก่ใจว่าไม่ได้ป้ายยา เพราะลูกยังไม่หย่านม When I hear my child cry, I take him into my arms, unbutton the top of my blouse and lower my head to look at my breasts. I feel repulsed by my nipples which are black as if smeared with tannin but I know in my heart that they haven’t been smeared with any medicine because my son has yet to be weaned. A question often asked: how do you decide to translate in the present or past tense? Here the answer is obvious with the change of narrative pace from the first (present) to the second paragraph (recent past, marked by ‘since’).
ตั้งแต่มีลูก สภาพต่างๆ ในร่างกายของฉันได้เปลี่ยนแปลงไป หัวนมดำขึ้น ตัวอ้วนขึ้น ผมยาวรุงรัง มีผดผื่นขึ้นเต็มหลัง เขามักมองฉันด้วยสายตาเย็นชา ดวงตาแห้งแล้งว่างเปล่าของเขาทิ่มแทงใจฉันให้ปวดปร่า เขากำลังเปลี่ยนไปพร้อมสภาพร่างกายของฉัน Since I gave birth many things in my body have changed. My nip- ples have darkened, my breasts have swollen, my hair has grown longer and messy, my back is covered with rashes from prickly heat. He looks at me mostly with indifference. His dry empty eyes pierce my heart and it hurts. He’s changing with the changes in my body.
หลังจากฉันแต่งงานกับเขาได้สองเดือน หมอบอกว่าฉันตั้งครรภ์ได้สามเดือนแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าฉันมีอะไรกับเขาก่อนแต่งงาน ฉันไม่เคยเล่าให้ใครฟัง แม้แต่พิมพ์แก้วเพื่อนสนิทที่สุดของฉัน ฉันมักยืนยันกับเธอว่าฉันเป็นผู้หญิงรักนวลสงวนตัว ฉันไม่อยากให้ใครรู้ว่าแท้ที่จริงแล้วฉันก็ไม่ได้แตกต่างไปจากคนอื่นๆ Two months after we got mar- ried, the doctor told me I was three months’ pregnant – nobody knew I’d been sleeping with him before marriage. I never told anyone, not even Phimkaeo, my closest friend. I always insisted with her that I was chaste. I didn’t want anyone to know that in fact I was no different from anyone else.
“ผู้หญิงที่ยอมเสียตัวง่ายๆ เป็นผู้หญิงที่อ่อนแอ” ‘Women who give in easily are weak.’
“ฉันว่าเราไม่น่าจะตัดสินใครอย่างนั้น ฉันไม่รู้หรอกนะว่าอารมณ์ขณะนั้นเป็นยังไง เพราะฉันไม่เคยมีใคร แต่ฉันคิดว่าฉันจะไม่ยอมผู้ชายคนไหนง่ายๆ หรอก” ‘I think we shouldn’t judge anyone like that. I don’t know how it feels when the mood strikes because I’ve never had anybody, but I think I’ll never give in easily to any man.’
พิมพ์แก้วเพื่อนของฉันมักกล่าวย้ำเช่นนี้เสมอ เธอทำให้ฉันต้องกลายเป็นมนุษย์ลวงโลก เธอทำให้ฉันเสียดายความภาคภูมิที่ฉันเพิ่งสูญเสียไป Phimkaeo, my friend, was always stating this. She made a deceiver of me. She made me regret the pride I had just lost.
ฉันเป็นของเขาในค่ำคืนที่ฉันไปหาเขาที่คอนโดมิเนียม นั่นเป็นห้องของเขา เตียงของเขา ฉันต่างหากที่เข้าไปก้าวก่ายโลกส่วนตัวของเขา ฉันไปหาเขาด้วยความเร่าร้อนในใจ ทุกอาทิตย์ฉันจะต้องพบหน้าเขา ถ้าเขาไม่มาหาฉัน ฉันก็ต้องไปหาเขา ความต้องการใกล้ชิดเรียกร้องให้ฉันกล้า ไม่ว่าฉันจะเคยคิดว่า … ผู้หญิงที่ไปหาผู้ชายก่อนเป็นผู้หญิงที่ไร้ศักดิ์ศรี I became his on the night I went to see him at his block of flats. That was his room, his bed. It was I who broke into his privacy. I went to see him out of excitement. Every week I had to see him. If he didn’t come to see me I had to go and see him. The need for intimacy made me daring, for all my previous thinking that women who went to see men had no dignity.
“อย่าเพิ่งไปตัดสินอะไรง่ายๆ อย่างนั้นเลย บางทีเธอเองก็ยังไม่รู้ภาวะอารมณ์ของผู้หญิงกับผู้ชายที่ใกล้ชิดกัน แต่ถ้าเป็นฉัน ฉันก็คงไม่ไปหาผู้ชายก่อน เพราะฉันรู้ว่ามันอันตราย” ‘Don’t be so judgmental. Maybe you don’t know the power of the mood of a woman with a man when they are close. But if it were me, I wouldn’t be the one to go and see a man, because I know it’s dangerous.’
พิมพ์แก้วพยายามทำให้ฉันดูถูกตัวเองตามความคิดเก่าๆ ที่ฉันได้รับอิทธิพลมาจากครอบครัว ฉันกำลังจะกลายเป็นผู้หญิงที่ไร้ศักดิ์ศรีและอ่อนแอ ในส่วนลึกฉันรู้ว่าฉันผิดต่อค่านิยมและประเพณี ผิดต่อความรู้สึกของตนเอง ผิดต่อวิสัยทัศน์ที่ตนเองพยายามคิดสร้าง และผิดต่อภาพสวยงามที่ฉันวาดไว้อำพรางตัวตน ฉันยังย้ำเสียงแข็งต่อหน้าพิมพ์แก้วว่า “ฉันจะเป็นผู้หญิงบริสุทธิ์จนถึงวันแต่งงาน” Phimkaeo was trying to make me despise myself according to the old beliefs instilled in me by my family. I was becoming a woman without dignity and weak. Deep down I knew I was going against social values and tradition, against my own feelings, against the ideas I was trying to uphold and against the beautiful image I had of myself. Before Phimkaeo, I still insisted, raising my voice, that ‘I’ll stay chaste until my wedding.’
“ก็ดีนะ ฉันภูมิใจที่มีเพื่อนอย่างเธอ” ‘That’s good. I’m proud to have a friend like you.’
ใบหน้าของฉันร้อนผ่าว รู้สึกเสียววาบในใจเมื่อรู้ทั้งรู้ว่าสิ่งที่พูดไปนั้นไม่จริง… My face flushed hot, a thrill of pain seared through my heart, knowing full well that what I said was not true.
พิมพ์แก้วทำให้ฉันหวาดกลัว ถ้าเธอรู้ว่าฉันไม่ได้เป็นอย่างที่พูด เธอจะยังภูมิใจที่มีเพื่อน อย่างฉันอยู่ไหม บางทีฉันอาจจะเป็นสัตว์ตัวเมียที่ไร้ศักดิ์ศรีไปเลยก็ได้ ใครจะรู้ว่ากรง- กรอบความคิดของผู้หญิงที่มีแบบแผนของความเป็นผู้หญิงจะรู้สึกอย่างไรกับการกระทำของฉัน I was scared of Phimkaeo. If she knew I wasn’t as I said, would she still be proud to have a friend like that? I might become a female in heat devoid of dignity. Who would know what a woman who had a certain idea of woman would feel about what I had done? =

=

สัตว์ตัวเมีย: literally, ‘a female animal’.

พิมพ์แก้วไม่เคยมีคนรัก เธอจึงไม่รู้ว่ากลิ่นไอของผู้ชายมีพลังดึงดูดเพียงใด ฉันพยายามแล้ว … ฉันไม่อยากให้อารมณ์ปรารถนากระตุ้นเร้า ขณะนั้น … ฉันถ่วงเวลาด้วยการดูวิดีโอตอนแรกเขาเลือกหนังการ์ตูนที่ฉันดูไม่รู้เรื่อง ฉันไม่ชอบหนังการ์ตูนญี่ปุ่นที่มีหลายร้อยตอนจบ ฉันเป็นคนเปลี่ยนม้วนวิดีโอ ฉันเลือกหยิบหนังเอ๊กซ์… Phimkaeo has never had a boyfriend, so she doesn’t know how strong the power of attraction of a man can be. I tried … I didn’t want desire to carry me away to that extent … I played for time by watching a video. At first he chose a cartoon, to which I understood nothing. I don’t like Japanese animation films that go on for hundreds of frames. I was the one who changed the video. I picked up an X-rated movie.
=
ลูกร้องอีกแล้ว … ฉันบีบหัวนมเพื่อเร่งให้น้ำนมไหลแรง ปากเล็กๆ ดูดอย่างหื่นกระหาย เป็นสัมผัสที่แตกต่าง ระหว่างสัมผัสของเด็กและสัมผัสของผู้ชาย สัมผัสของเขามากกว่าที่เป็นต้นเหตุทำให้หัวนมของฉันดำ คงไม่ใช่สัมผัสของลูก ปากเล็กขนาดนี้ แรงกระจ้อยร่อยแค่นี้ จะทำให้หัวนมฉันไม่น่าดูได้หรือ ฉันนึกไปถึงคำพูดของพิมพ์แก้ว “หัวนมเธอน่าเกลียดจัง เพราะมีผัวหรือมีลูกกันแน่” My son is crying again … I squeeze my nipple to increase the flow of milk. The little mouth sucks with obvious hunger. The contact of the mouth of a child feels different from that of a man. The contact of his mouth is more likely to have caused my nipples to turn black, not the child’s suction. How could a small mouth like that with such feeble sucking power turn my nipples unsightly? I recall Phimkaeo saying, ‘Your nipples look awful. Is that because of your husband or because of your child?’ [I won’t vouch for the veracity of man’s saliva or enzymes as darkening agent, but I can vouch that there are far too many สัมผัส (contacts) here.]
ฉันลองพยายามนึก ผัวหรือลูกที่ทำให้หัวนมของฉันดำเมี่ยม ฉันนึกไม่ออก ฉันไม่รู้ว่าหัวนมของฉันดำเมี่ยมตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ฉันเชื่อแน่ว่าก่อนหน้านั้นสองปีหัวนมฉันยังเป็นสีชมพู ฉันภูมิใจกับทรวงอกที่แน่นเต่งตึงและไม่เคยถูกใช้งาน จนกระทั่งพบกับเขา… I try to think which of the two turned my nipples black like that. I can’t figure it out. I don’t know since when my nipples have been this black, but I’m certain that in the two years before that my nipples were pink. I was proud of my firm and ample chest that had never been used until I met him.
=
หนังมีบทแจ่มชัดทางเพศทำให้ฉันรู้สึกสยิวที่หน้าท้องจนไปถึงช่วงขา เขาเองก็หายใจแรงและลุกไปเข้าห้องน้ำ ฉันไม่อาจทนดูฉากที่เร่งเร้ามากไปกว่านี้ได้อีกแล้ว ฉันปิดวิดีโอและนอนหงายลงบนเตียง ผ่อนลมหายใจออกมาเสียงดัง The film with its explicit sex scenes made me feel thrills down there. As for him, he was breathing hard and he got up to go to the bathroom. I couldn’t bear watching any more exciting scenes than this. I stopped the video and lay down on my back on the bed, taking deep loud breaths. ที่หน้าท้องจนไปถึงช่วงขา: literally, ‘from the front of the belly to the spread of the legs’.
เขาเดินออกจากห้องน้ำ มองดูฉันด้วยดวงตาเปี่ยมชีวิตชีวา มันมีพลังปลุกเร้าและมีอำนาจน่าพิศวง จากดวงตาคู่นั้นฉันรู้ว่าเขากำลังตั้งคำถามกับฉันมากมาย He walked out of the bathroom, looked at me with eyes overflow-ing with life. They had an amaz-ingly rousing power. With those eyes I knew he was asking me many questions.
แล้วฉันเล่า ฉันมีคำถามในใจที่อยากหาคำตอบ ฉันอยากรู้ว่าเขาดูหนังแล้วรู้สึกอย่างไร เขาเข้าห้องน้ำไปทำอะไร ฉันอยากถามเขาหรือ … ไม่หรอก ฉันไม่กล้าพอจะฟังคำตอบ ถ้าเขาตอบว่าเขารู้สึกวาบหวิวที่ช่วงขาเช่นเดียวกับฉันเล่า ฉันจะว่าอย่างไร นี่ฉันคาดเดาในเรื่องที่กุลสตรีไม่ควรแม้แต่จะคิด And I too had questions in my mind I wanted answers to. I wanted to know how he felt watching that movie, what he had gone into the bathroom for. Was I going to ask him this? Of course not. I wasn’t daring enough to listen to the answers. If he answered that he felt aroused in the crotch as I was, what would I say? I was speculating on what a proper young woman shouldn’t even be thinking about.
=
ลูกเลิกดูดหัวนมดำเมี่ยมแล้ว แกหลับปุ๋ยด้วยความอิ่มเอม ปากกระจิริดยังค้างคาอยู่ที่หัวนม ฉันปลดปากเด็กออกจากหัวนม ช่างง่ายดายเหลือเกิน เด็กไม่ดื้อดึงเหนี่ยวรั้ง แต่ผู้ชายเล่า… My son has stopped suckling my dark nipple. He is deeply asleep now that he is full. His tiny mouth is still around the nipple. I pull him out. It’s so very easy. The child doesn’t resist. But a man…
=
หนังปิดแล้ว แต่อารมณ์ที่เร่าร้อนยังคุกรุ่นอยู่ เขามองฉันด้วยแววตาที่ไม่ต่างจากพระเอกในเรื่อง ฉันอยากรู้ว่าถ้าฉันพลิกตัว เขาจะทำอย่างไร บางทีเขาอาจจะไม่พอใจที่ฉันหลบสายตาของเขา The movie had stopped, but the hot mood kept smouldering. He was looking at me with eyes no different from the lead character in the movie. I wanted to know what he would do if I turned round. Maybe he wouldn’t be pleased when I averted my eyes.
“คุณอยากรู้ไหมว่าฉากต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น” เสียงของเขาดังที่ข้างหู ปลุกให้ฉันตกใจ ฉันไม่ได้ตอบด้วยคำพูด แต่ตอบด้วยการกระทำ… ‘Don’t you want to know what happens in the next scene?’ His voice was against my ear, startling me. I didn’t answer with words but answered with deeds…
=
ฉันใช้มือประคองศีรษะลูกค่อยๆ วางแกลงบนเบาะนอน ปล่อยให้เสื้อเปิดอ้าไว้โดยไม่ได้ใส่ใจจะติดกระดุม เวลานี้ฉันไม่จำเป็นต้องอายเขาอีก เขามองทรวงอกฉันด้วยสายตาเย็นชา ไม่เหมือนครั้งนั้น สายตาของเขาทิ่มแทงความรู้สึกของฉัน ร่างกายของฉันเวลานี้ไม่มีส่วนไหนที่จะเร้าความรู้สึกของเขาได้อีก โดยเฉพาะที่หัวนม With my hand cupping his head I gently lay my child down on his sleeping pad. I leave my blouse open as I don’t feel like doing it up. I no longer need to feel embar- rassed in front of him. He looks at my breasts with indifference – unlike that time. His eyes pierce me to the quick. No part of my body these days excites him any longer, especially not the nipples.
ฉันเก็บเอาคำพูดของพิมพ์แก้วมาครุ่นคิด เธอมักพูดเสมอว่า “ผู้ชายอาจจะไม่ชอบผู้หญิงที่ได้มาง่ายเกินไป” I’m still mulling Phimkaeo’s words. She’s always saying, ‘Men probably don’t like women that are too easy.’
พิมพ์แก้วไม่มีเจตนาจะพูดกระทบปมในใจของฉัน เพราะเธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฉันเป็นอย่างไร ฉันปรุงแต่งให้ตัวเองเป็นผู้หญิงในแบบแผนที่ผู้หญิงด้วยกันวาดหวัง ฉันพยายามเก็บซ่อนความคิดที่ขัดต่อมโนสำนึก Phimkaeo doesn’t intend to hurt me through my weak point, because she doesn’t know what it is. I’ve talked myself into the model woman women hope to be. I try to keep the offending truth hidden.
ฉันไม่รู้ว่าพิมพ์แก้วจะรู้สึกอย่างไร เมื่อเธอเห็นการเปลี่ยนแปลงทางสรีระของฉัน ฉันเห็นเธอมองที่หัวนมของฉัน จึงรีบติดกระดุมเสื้อเพราะไม่อยากให้เธอเห็นความลับบางอย่างที่ฉันพยายามซ่อนเร้น ฉันเผลอคิดไปว่าพิมพ์แก้วเองก็อาจไม่ต่างจากฉัน เธออาจจะเที่ยววาดฝันให้ตัวเองเป็นผู้หญิงบริสุทธิ์ผุดผ่อง แต่แท้ที่จริงแล้วเธอก็พ่ายแพ้ต่อธรรมชาติ I didn’t know how Phimkaeo would feel when she saw the changes in my body. I saw her looking at my nipples so I hastened to button up my blouse, I didn’t want her to see what I was trying to keep secret. I thought idly that she was no different from me: she went about fancying herself chaste and pure but actually had already given in to nature.
“ฉันขอดูหัวนมของเธอหน่อยได้ไหม” ฉันกล่าวขึ้นในวันหนึ่งที่เธอมาเยี่ยมฉันและลูก ฉันเลือกเอาวันนั้นเพราะสามีของฉันไม่อยู่บ้าน ออกไปหางานทำ ฉันต้องการพิสูจน์ความคิดบางอย่างเพื่อความสบายใจของตัวเอง ‘Do you mind if I have a look at your nipples,’ I asked her one day she had come to see me and the baby. I chose that day because my husband wasn’t home: he had gone out to look for work. I wanted to check some thoughts for my peace of mind. [This gives a new meaning to the expression ‘bosom friends’.]
พิมพ์แก้วซ่อนรอยยิ้มไว้ในดวงตา เป็นรอยยิ้มที่เสียดแทงความรู้สึกของลูกผู้หญิง และคำพูดของเธอก็เชือดเฉือนหัวใจของฉันตามประสาผู้หญิงที่รู้ทันกัน Phimkaeo hid a smile in her eyes, the smile of a woman whose feelings are being pricked, and her words pierced my heart as a woman who could see through her as well.
“เธออยากดูหัวนมของฉันเพื่อเธอจะได้รู้ว่าฉันเคยมีอะไรกับผู้ชายมาแล้วหรือยัง เธอไม่คิดว่าบทพิสูจน์ของเธอจะมีข้อผิดพลาดบ้างหรือ ผู้หญิงบางคนอาจจะมีหัวนมดำตั้งแต่กำเนิด เธอจะสรุปว่าเป็นเพราะหล่อนถูกเอ็นไซม์จากน้ำลายผู้ชายเข้าให้แล้วอย่างนั้นหรือ ถ้าสมมุติหัวนมฉันดำ เธอก็จะสรุปว่าฉันเป็นผู้หญิงไม่บริสุทธิ์ เป็นผู้หญิงประเภทเดียวกับที่เธอเคยประณามว่าอ่อนแอและไร้ศักดิ์ศรี เธอจะเอาธรรมชาติในตัวเธอมากำหนดพฤติกรรมของฉัน เธอคิดว่ามันน่าเชื่อถือหรือ” ‘You want to see my nipples to find out if I’ve been with a man yet. Don’t you think that your test is biased? Some women may have black nipples since they were born. Will you conclude they’ve been affected by the enzymes in a man’s saliva like that? Suppose my nipples are black: you’ll decide that I’m not a virgin, that I’m the same kind of woman you used to denounce as weak and without dignity. You’ll take your nature as standard to measure my behaviour: do you think that’s reliable?’
“เปล่า ฉันไม่เคยคิดว่าการที่เธอเคยมีอะไรกับผู้ชายเป็นเรื่องเลวร้าย เวลานี้ฉันกลับคิดว่าผู้หญิงที่ผ่านการมีเพศสัมพันธ์มาแล้วเป็นผู้หญิงที่สมบูรณ์ ผู้หญิงที่ไม่ผ่านตรงนี้ต่างหากที่ขาดส่วนหนึ่งในชีวิตไปอย่างน่าเสียดาย ‘Not at all. I never thought of your going out with men as something bad. But now I’ve come to think that women who have sexual relations are complete women. Those that don’t miss something in life that is regret- table.’ =

=

=

=
อย่างน่าเสียดาย: ‘and that’s a shame’ as alternative translation.

พิมพ์แก้วจ้องฉันเขม็ง แววตาของเธอทะลวงเข้าไปถึงหัวใจของฉัน เป็นครั้งแรกที่เธอมีสายตาก้าวร้าวและชิงชัง Phimkaeo stared at me fixedly. Her eyes bore through me to my very heart. It was the first time they were aggressive and hateful.
“ความคิดของเธอเปลี่ยนไปตามการกระทำ เธอทนอยู่กับการประณามตัวเองไม่ได้ และเธอก็เปลี่ยนจากการประณามผู้หญิงที่เสียตัวก่อนแต่งงานมาประณามผู้หญิงที่เคยผ่านผู้ชายแทน ฉันก็อยากรู้เหมือนกันว่าเธอจะตัดสินจากความคิดในอดีตของเธอหรือความคิดในปัจจุบันของเธอ เธออยากเห็นหัวนมของฉันจริงๆ หรือ” ‘Your thinking has changed according to your behaviour. You couldn’t stand blaming yourself, so you’ve changed from belittling women who made love before they got married to belittling those that have never slept with a man instead. Well, I’d like to know if it’s your former or your present frame of mind making you decide. Do you really want to see my nipples?’
พิมพ์แก้วค่อยๆ ปลดกระดุมเสื้อของเธอ ฉันถามตัวเองว่าแน่ใจแล้วหรือที่อยากเห็นหัวนมของพิมพ์แก้ว ถ้าหัวนมเธอดำเมี่ยมเหมือนอย่างฉัน ฉันจะสรุปทันทีว่าเธอเคยเสียตัวแล้วหรือ อาจจะไม่ใช่อย่างนั้นก็ได้ ผู้หญิงบางคนมีหัวนมดำมาตั้งแต่เกิด โดยที่มันไม่เคยสัมผัสน้ำลายของผู้ชาย น่าเสียดายที่ฉันไม่เคยสังเกตหัวนมของพิมพ์แก้วมาก่อน เราเคยอาบน้ำห้องเดียวกันในสมัยอยู่มหาวิทยาลัยช่วงไปเที่ยวทะเล ตอนนั้นฉันไม่เคยสนใจปัญหาเรื่องหัวนมดำเลย แต่ทำไมเวลานี้ฉันจะต้องคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิตลูกผู้หญิง ฉันกลายเป็นแม่ลูกอ่อนที่เอาแต่เสียดายความสาวบริสุทธิ์ Phimkaeo slowly undid her blouse. I asked myself if I was certain I wanted to see her nipples. If they were black like mine, would I conclude there and then that she was no longer a virgin? Maybe that wasn’t the case. Some women have black nipples from birth without ever being in contact with man’s saliva. Too bad I had never noticed Phimkaeo’s nipples before. We had showered in the same room in our university years when we went to the seaside. At the time I wasn’t interested in the colour of nipples, but how was it that now I thought this was of utmost importance in the life of a woman? I had become a mother who regretted the chastity of youth.
อาจเป็นเพราะเขา… Maybe it was because of him…
เขาทำลายความมั่นใจทุกสิ่งที่ฉันมี เขาทำให้ฉันต้องเปลี่ยนความคิด และหาข้อแก้ตัวให้กับความผิดพลาด ฉันกลายเป็นผู้หญิงที่ล้มเหลวในชีวิต มีลูกในขณะที่ยังไม่พร้อม ช่วงเวลาก่อนหน้าที่เขากับฉันจะแต่งงานกัน เขากำลังตกงาน ฉันจึงมีเวลาอยู่กับเขาโดยไม่สนใจว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร เขาบอกว่ารักฉัน และฉันก็รู้สึกว่ารักเขา การมีเพศสัมพันธ์กับเขาเป็นความสุขที่ฉันไม่อาจปฏิเสธ He had destroyed every bit of self-confidence I used to have. He had made me change my mind and look for excuses for my mistake. I’d become a failure in life as a woman, having a child at a time when I wasn’t ready. Before we got married, he lost his job, so I had time to be with him without giving a thought to what the future would be like. He told me he loved me and I felt I loved him. Having sexual relations with him was hap- piness I cannot deny.
ฉันกับเขามีอะไรเกินเลยในคอนโดมิเนียมของเขาอยู่หลายครั้ง เขาพอใจและฉันก็พอใจ แล้วฉันยังยืนยันเสียงแข็งกับพิมพ์แก้วว่าฉันยังบริสุทธิ์ เพราะฉันยังไม่พร้อมที่จะสูญเสียความมั่นใจ ฉันจะตีสีหน้าอย่างไร ถ้าพิมพ์แก้วรู้ว่าฉันทำในสิ่งที่ฉันเคยประณาม ฉันคิดว่าจะปิดเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ จนกระทั่ง … ฉันท้อง He and I thus went beyond bounds in his block of flats many times. He enjoyed it and I enjoyed it too, and I was still adamant with Phimkaeo that I was a virgin because I wasn’t ready yet to lose my self-esteem. How would I behave if she knew I was doing what I used to hold in contempt? I thought I’d keep this a secret … until I fell pregnant.
“เธอคลอดก่อนกำหนดหรือ” พิมพ์แก้วถามด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด ฉันรู้ว่าเธอต้องการคำอธิบายมากกว่านั้น ฉันรู้สึกหงุดหงิด กระวนกระวายและอารมณ์เสีย ‘Isn’t the birth premature,’ Phimkaeo asked in a strained tone of voice. I knew she wanted some sort of explanation from me. I felt irritated, anxious and cranky. =

=

===อารมณ์เสีย = in a bad mood, upset, cranky

“เธอคิดว่าฉันท้องก่อนแต่งอย่างนั้นสิ” ฉันแดกดันพิมพ์แก้วไปอย่างขาดสติ เธอมีสีหน้างงงันและไม่กล้าแตะต้องฉันอีก ฉันไม่รู้ว่าเธอคิดอย่างไร ฉันเฝ้ารอว่าเธอจะพูดอะไรขึ้นมาอีก แล้วเธอก็พูดขึ้นว่า “ก็ไม่เห็นเป็นไรเลย เป็นเรื่องที่เรากำหนดไม่ได้ ใครจะกำหนดได้เป๊ะๆ” ‘You must be thinking I got preg- nant before marriage,’ I taunted her, taking leave of my senses. She was taken aback and didn’t dare to touch me again. I didn’t know what she thought. I waited to see what she would say. And then she spoke, saying ‘It’s no big deal. It’s something we can’t schedule. Who could make it happen right on the dot?’
เหมือนฟ้าผ่าเปรี้ยงที่ก้อนสมองของฉัน ความคิดในสมองทั้งหมดรั่วไหล As that thunderbolt struck my head, all thoughts shattered in my brain.
“เธอรู้ใช่ไหมว่าฉันท้องกับเขาก่อนแต่งงาน” ‘You always knew, didn’t you, I’d fallen pregnant before marriage?’
ฉันไม่รู้และฉันก็ไม่เคยแน่ใจ ตลอดเวลาฉันเชื่อคำพูดของเธอ” ‘I didn’t, not for sure anyway. I’ve always believed what you said to me.’ ฉันไม่รู้และฉันก็ไม่เคยแน่ใจ: literally, ‘I didn’t know and I was never sure’.
ฉันพยายามต่อสู้กับความคิดเก่าๆ ผู้หญิงที่ยอมเสียตัวง่ายๆ เป็นผู้หญิงที่อ่อนแอ ผู้หญิงที่ไปหาผู้ชายก่อนเป็นผู้หญิงที่ไร้ศักดิ์ศรี ฉันอยากจะกรีดร้องว่าไม่ ฉันเข้มแข็งและฉันก็มีศักดิ์ศรี I tried to fight with the old thinking. Women who were easy were weak. Women who went to see men first were women without dignity. I wanted to shout no, I was strong and I had dignity.
=
พิมพ์แก้วกำลังปลดตะขอเสื้อชั้นในออกแล้ว ฉันหันหน้าไปอีกทาง เวลานี้ฉันหวาดกลัวต่อความเป็นจริง ฉันกำลังต้องการพิสูจน์ความเข้มแข็งและศักดิ์ศรีของผู้หญิงอีกคนด้วยการขอดูหัวนม เท่านี้เองหรือที่จะช่วยฉันเรียกร้องความมั่นใจกลับคืนมา แล้วถ้าหัวนมของพิมพ์แก้วยังเป็นสีชมพูบริสุทธิ์อยู่เล่า Phimkaeo had unhooked her brassiere. I looked away. By now I was afraid of the truth. I wanted to assess the strength and dignity of another woman by looking at her nipples. Was that enough to help me recover my confidence? And then what if her nipples were still a pure pink?
ฉันรีบเอามือปิดตาตัวเอง ร้องขึ้นเหมือนกำลังถูกข่มขู่ให้ดูเหตุการณ์สยองขวัญ “ไม่ ฉันไม่อยากรู้แล้วว่าหัวนมเธอจะดำหรือเปล่า ไม่ว่าหัวนมเธอจะมีดำหรือไม่ มันก็ไม่ได้เป็นข้อพิสูจน์เสมอไปว่าเธอเคยผ่านผู้ชายมาแล้ว” I hastily covered my eyes with my hands, shouted out as if I was being forced to watch something horrifying, ‘No, I don’t want to know whether your nipples are black or not! It isn’t a good enough proof to know whether you’ve slept with a man or not.’
“ถ้าเธอไม่หักหลังตัวเอง เธอจะเชื่อมั่นคนอื่นง่ายกว่านี้ ความจริงเธอไม่ต้องขอฉันดูหัวนมหรอก ถามฉันก็ได้ว่าฉันเคยมีอะไรกับผู้ชายหรือเปล่า ฉันไม่เหมือนเธอหรอก ถ้าฉันเคยมีอะไรกับใคร ฉันจะไม่ปฏิเสธความจริงด้วยการหลอกตัวเอง แต่ความจริงก็คือฉันไม่เคย…ทั้งๆ ที่อยาก” ‘If you weren’t deceiving your- self, you’d believe others more easily than this. Actually, you didn’t have to ask to see my nipples, simply asking me if I’d slept with a man or not was enough. I’m not like you. I don’t mind. If I’d been with someone I wouldn’t deny the truth by deceiving myself, but the truth is I never have … even though I’d like to.’
“เธอยอมรับว่าเธออยากหรือ” ฉันถามพิมพ์แก้วด้วยน้ำเสียงที่ขาดความมั่นใจ แต่เธอโต้กลับด้วยน้ำเสียงตรงกันข้าม “ฉันอาจจะยอมรับมันด้วยคำพูด แต่ไม่เคยยอมรับด้วยการกระทำ” ‘You admit you’d like to, then,’ I asked Phimkaeo in a voice devoid of confidence, but she, on the other hand, answered back with-out hesitation, ‘I admit it in words but I don’t admit it in deeds.’
“บางครั้งคำพูดกับการกระทำของมนุษย์อาจจะสวนทางกันโดยสิ้นเชิง” ‘Sometimes human words and human deeds are radically dif- ferent.’
ฉันสรุปปรัชญาง่ายๆ นี้ให้พิมพ์แก้วพิจารณา เธอจ้องมองฉันนิ่งและนาน ก่อนจะพูดว่า “เธอไม่เหมือนฉันเลย ปรัชญาในการดำรงชีวิตง่ายๆ ของฉันก็คือ เชื่อในสิ่งที่ตัวเองกระทำ แต่ไม่ควรเชื่อในสิ่งที่ตัวเองคิด เราอาจจะคิดดีแค่ไหนก็ได้ แต่ถ้าเรายังไม่ได้กระทำ นั่นก็ไม่ใช่ความจริง เธอเคยมีอะไรกับผู้ชาย แต่เธอไม่กล้ายอมรับ เธอปกปิด ตื่นกลัว หวาดระแวง เธอวาดตัวตนที่เธอไม่ได้เป็นขึ้นมาหลอกตัวเองและหลอกฉัน เพียงเพราะเธอไม่เชื่อในสิ่งที่ตัวเองกระทำ แต่เธอเชื่อในสิ่งที่เธอคิด ผู้หญิงทุกคนอยากมีอะไรกับผู้ชายทั้งนั้น มันเป็นกฎธรรมชาติ ประเพณี ค่านิยม ศีลธรรม เป็นเพียงกลไกเพื่อป้องกันความขัดแย้ง หลายคนพยายามอำพรางตัวเองว่าอยู่ในประเพณี ค่านิยม ศีลธรรม แต่การกระทำจริงๆ กลับสวนทางโดยสิ้นเชิง ฉันคิดว่าฉันกำลังหาจังหวะที่จะมีอะไรกับผู้ชายอยู่ แต่ยังไม่ถึงเวลา และบางทีก็ไม่ต้องแต่งงานทั้งก่อนและหลัง” I dropped this commonplace for her consideration. She stared at me without moving for quite a while before saying, ‘You’re not at all like me. The philosophy of my life is simply to believe in what I do but not necessarily in what I think. No matter how right we think, as long as we don’t act the way we think it isn’t true. You slept with a man but you wouldn’t accept it, you hid it away, you were afraid, suspicious. You clung to what you were not to deceive yourself and to deceive me, simply because you didn’t believe in what you were doing but in what you were thinking. All women want to get involved with men; it’s a law of nature, a custom, part of social and moral values; it’s simply a way of avoiding rebuke. Many try to deceive themselves by thinking that they abide by custom, social norms and morality, but their behaviour is the exact opposite. I think I’m on the lookout for an opportunity to go out with a man but the time hasn’t come yet and maybe I won’t have to get married before or after, either.’
ฉันมองลึกเข้าไปในแววตาของพิมพ์แก้ว ในม่านตาที่กำลังขยายกว้างได้เปิดตัวตนของเธออย่างแจ้งชัด และเธอก็ไม่ต้องปลดตะขอเสื้อให้เห็นหัวนม I looked deep into Phimkaeo’s eyes. Her widening irises were explicit and she didn’t have to show me her nipples.
=
เสียงร้องของลูกดังกลบความคิดทั้งหมด ฉันอุ้มลูกขึ้นมากอด บางทีฉันไม่จำเป็นต้องคิดถึงเรื่องหัวนมอีกแล้วถ้าฉันยึดปรัชญาง่ายๆ ของพิมพ์แก้วมาใช้บ้าง ฉันอาจจะเชื่อในสิ่งที่ฉันกระทำนี้ทั้งหมดโดยไม่ต้องอำพรางเอาไว้ด้วยกรงกรอบดั้งเดิมที่ทำให้ฉันสูญเสียความมั่นใจ My son’s cries banish all thoughts. I take him into my arms. I don’t have to think about my nipples any longer. If I extend Phimkaeo’s easy wisdom to myself, I’ll believe in all that I am doing without deceiving myself with the old frame of thought that made me lose confidence.
ฉันอาจเป็นผู้หญิงหัวนมดำที่ไม่ต้องการเรียกร้องความบริสุทธิ์กลับคืนอีกแล้ว และฉันควรจะเชื่อในสิ่งที่ฉันได้กระทำ จนกระทั่งได้มีเจ้าตัวเล็กขึ้นมารับช่วงใช้หัวนมนี้ต่อจากคนเป็นพ่อ I’m a woman with black nipples who doesn’t want a return to chastity anymore and I should believe in what I do, as long as the little one helps himself to these nipples when the man that is his father is done with them.
= ‘Hua nom’ in Chor Karrakeit 38, 1998
Wanna Kawee is the pen name
for ‘grownup books’ of a prolific
and precocious writer of children’s literature she signs Wanthanee Wiboonkeerati (another pen name). She says she had her first story published at 8!
.wantani

The reward of poverty – Thatsanawadi

Who says one can’t write poignantly and subtly about the life of the working class without hectoring? Thatsanawadi does just that with this far-reaching slim story of a little girl hankering for a teddy bear. MB

รางวัลแห่งความจน

The reward of poverty

teddybear teddybear

ทัศนาวดี

Thatsanawadi

TRANSLATOR’S KITCHEN
น้ำผึ้งพลิกกายตะแคงหันหน้าเข้าฝา ขดตัวคุดคู้จนหัวเข่าเกือบชนใบหน้า มือน้อยๆ คว้าผ้าห่มกลิ่นอับขึ้นคลุมโปงเสียงจิ๊กจั๊กเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากบางๆ ด้วยความรำคาญกับเสียงตอกเสาเข็มทั้งคืนยันสว่าง Nam Phueng* turns over to lie on one side facing the partition wall and curls up so that her knees almost touch her face. Her little hands clutch the smelly blanket to cover the tsk! tsk! escaping her thin lips in irritation at the sound of pillars being pounded all night until dawn. * Nam phueng: honey’.
เมื่อคืนนี้กว่าจะนอนหลับก็ล่วงเข้าสู่วันใหม่ แม่กับพ่อทะเลาะกันอีกแล้ว เป็นเรื่องเดิมๆ นั่นแหละ พ่อเมามา เงินค่าแรงหายไปส่วนหนึ่ง แม่บ่นเสียดายและด่าไปหลายคำ พอแม่ไม่มีท่าว่าจะหยุด พ่อก็ตะคอกกลับบ้าง ทีนี้แหละเป็นเรื่อง ทะเลาะกันยืดยาว Last night before she could sleep a new day was dawning. Mum and dad were quarrelling again same as ever. Dad had come back drunk. Part of the wages had gone missing, mum complained and reproached, swearing, and when it looked as though she wasn’t going to stop, dad began to shout back. That’s when it grew into a full-fledged quarrel. เป็นเรื่องเดิมๆ นั่นแหละ: literally, ‘what else but the same old story’.
“มันต้องให้รางวัลกับชีวิตบ้าง เหนื่อยทั้งปีทั้งชาติ” พ่อขึ้นเสียง ‘There must be some reward in life, being exhausted all life long.’ Dad raised his voice.
“รางวัลกะเปรตอะไร เมายังกะหมา คิดถึงอนาคตบ้างสิ” เสียงแม่เริ่มสั่นเครือ น้ำผึ้งสงสารแม่มากกว่า แม่ทำงานหนักเท่าๆ กับพ่อ ขนหินขนทรายตักปูนอยู่กลางแดดตั้งแต่เช้ายันค่ำ ‘What kind of a crummy reward is that, being drunk like a dog? Why can’t you think of the future?’ Mum’s voice was beginning to shake. Nam Phueng felt for mum more. Mum worked as hard as dad, carried stones and sand and mixed cement under the sun from morning to dusk.
“รางวัลแห่งความจนไงล่ะ มันกลุ้ม มันหาอนาคตไม่เจอ รู้ยังงี้ไม่น่ามาลำบากแต่งงานเล้ย” ‘The reward of poverty, that’s what. So darn gloomy. No future in sight. If I’d known I wouldn’t have taken the burden of getting married.’
“อะไร พูดหมาๆได้ไง” คราวนี้แม่ร้องไห้สะอึกสะอื้น คว้าน้ำผึ้งมานั่งในวงตัก อ้อมแขนของแม่รัดร่างแน่นขึ้น น้ำตาหยดเยาะๆ ลงบนหัวน้ำผึ้ง ‘What! What a rotten mouth you have!’ This time, mum cries and sobs, grabs Nam Phueng and has her sit in her lap. The embrace of mum’s arms tightens. Tears drip-drop on Nam Phueng’s head. พูดหมาๆ: can anyone come up with a better translation, please?
“เฮ้ย ล้อเล่นน่า…” เสียงพ่ออ่อนลง เถิบเข้ามาใกล้ แม่ผลักออกห่างไม่ไยดี เสียงร้องไห้ดังขึ้นกว่าเดิม พ่อล้มลงนอนหงายมือก่ายหน้าผากอยู่กลางห้อง หลับตาถอนหายใจยาวหลายครั้ง กลิ่นเหล้าโรงจากลมหายใจคละคลุ้งอบอวล ‘Hey, I was teasing…’ Dad’s voice weakens. He moves a little closer. Mum pushes him away. The crying grows louder. Dad lies down on his back, one hand over his brow, in the middle of the room, closes his eyes and heaves sighs repeatedly. The smell of whisky on his breath wafts through the shed. =

ไม่ไยดี = indifferent, unconcerned, unint- erested. No need to translate here.

พอพ่อเงียบ แม่ก็ไม่ฟูมฟายอีกต่อไป คงมีแต่เสียงสะอื้นซึ่งค่อยๆ เบาลงๆ สักครู่ใหญ่ๆ เมื่อได้ยินเสียงกรกของพ่อ แม่จึงปล่อยน้ำผึ้งออกจากตัก บอกให้นอนก่อนที่จะล้มตัวลงข้างๆ When dad is quiet, mum stops crying and her sobs dwindle down after a long while. When she hears dad snoring, she eases Nam Phueng out of her lap and tells her to lie down before lying down next to her.
เป็นปกติเสียแล้ว ไม่มีใครสนใจการทะเลาะเบาะแว้งของกรรมกรผัวเมีย ทุกคนเหมือนทราบดีว่าอีกหน่อยก็เงียบ เงียบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีอะไรร้ายแรงจนต้องเข้ามาสอดรู้สอดเห็นหรือห้ามปรามผัวเมียทุกคู่หอบหิ้วกันมาจากผืนดินอันแร้นแค้น บ้างหนีตามกันมาตายดาบหน้า บ้างก็มีลูกเล็กๆ ติดมาคนสองคน ถึงทะเลาะตบตีกัน บ้างคงไม่มีอะไรเกินเลยมากกว่านั้น ราวกับว่าเหตุการณ์ดังกล่าวคือชูรสแห่งชีวิต This has become usual. Nobody is interested in the quarrels of a married couple of labourers. It’s as though every- one knows full well that before long it’ll be quiet, quiet as if nothing had happened, nothing violent that one should get involved in to snoop or intervene. All married couples go through thick and thin from the land of indigence. Some flee each other to take a chance of better luck in the future; others have a brat or two in tow and quarrel and fight each other; others still have nothing more than that, as if those happenings were the flavour of life.
คงเป็นเช่นนั้นจริงๆ กระมัง น้ำผึ้งคิด หลายครั้ง หลังเหตุการณ์อันน่าระทึก เมื่อตื่นขึ้นกลางดึก แทนที่จะอบอุ่นในอ้อมกอดของแม่เหมือนก่อนหลับ ร่างของแม่กลับซุกอยู่ในอกพ่อเสียนี่ น้ำผึ้งไม่ได้น้อยใจหรอก แต่อดจำไม่ได้ แม่ไปซุกอยู่ได้ยังไง วันทั้งวันพ่ออาบเหงื่อแทนน้ำ ซ้ำยังเหม็นเหล้าอีกต่างหาก ทั้งขำทั้งสงสัยนั่นแหละ มันเป็นเรื่องที่เด็กอย่างน้ำผึ้งไม่มีทางล่วงรู้ Maybe it’s really like that, Nam Phueng reflects. Many times after so scary an event, when she wakes up at night, instead of mum’s embrace before she fell asleep, mum’s body is tucked under dad’s chest. Nam Phueng doesn’t feel slighted but can’t imagine how mum can do that. All day long dad is covered in sweat instead of water, and on top of that he stinks of booze. It’s both funny and pitiful; it’s something a child like Nam Phueng cannot fathom*. =

=

=

=

=

=

=

* ล่วงรู้: to have foresight, know in advance, anticipate.

=
กำลังหลับได้ที่พลันก็สะดุ้งตกใจตื่นเมื่อมือที่เคยโอบกอดในยามค่ำคืนฟาดเผียะลงแก้มก้นพร้อมกระชากผ้าห่มออกจากร่าง และมือข้างเดียวกันนั่นแหละที่ดึงน้ำผึ้งลุกนั่งงัวเงียในเวลาไล่เลี่ยกัน She’s startled awake out of deep sleep when the hands that hug her at night slap her buttock as they snatch the blanket off her body and almost simultaneously pull her up to make her sit up drowsy. A slight reshuffle of elements here to make the sentence simpler and more fluid, as ‘the hand on the same side’ is confusing.
“นอนกินบ้านกินเมืองหรือไง ไปล้างหน้าล้างตาเดี๋ยวนี้” แม่ตบหลังอีกฉาด น้ำผึ้งเบ้ปาก น้ำตาร่วงด้วยความตกตะลึง กำลังจะหลุดเสียงสะอื้นแล้วเชียว พอดีมองลอดผ่านขี้ตาเจอนิ้วกายสิทธิ์ชี้อยู่ตรงหน้าผาก ก้อนสะอื้นก็ไหลลงในอกโดยอัตโนมัติ แม่กลายเป็นนางยักษ์ไปแล้วหรือ ไม่หรอก อีกหน่อยแม่ก็ดี น้ำผึ้งรู้ ‘Are you going to spend your whole life in bed or what? Go and wash your face this minute.’ Mum slaps her back once again. Nam Phueng opens her mouth. Stupor triggers tears. She’s on the verge of letting out a sob, but as she looks through her eye snot she sees a super- natural finger in front of her brow. Her sob regresses into her chest automatically. Has mum become an ogress? Of course not, before long mum will be nice, Nam Phueng knows. นอนกินบ้านกินเมือง: literally, ‘lie (in bed) eating house and town’.
“ตีลูกอีกแล้ว เฮ้อ มาลูกมา” พ่อรี่เข้ามาโอบลุกขึ้น พาเดินไปล้างหน้า คราวนี้เสียงสะอื้นค่อยๆหลุดออกมา คลายความอึดอัดบ้าง ‘You’re hitting her again! Come here, dearie, come.’ Dad hastily hugs her and lifts her, takes her to wash her face. This time she gives way to her sobs, helping to dispel the unease.
“ตะวันลนก้นแล้วยังไม่ลุก ปีหน้าจะไปโรงเรียนแล้ว” แม่บ่นออกมาอีก ขณะคดข้าวลงจานพลาสติก แล้วเลื่อนมาไว้กลางห้อง มือที่หวดก้นเมื่อกี้แกะถุงและน้ำพริกปลาร้าเทลงถ้วยใบเก่าบิดเบี้ยว พ่อจูงน้ำผึ้งเข้ามานั่งหน้าจานข้าว น้ำผึ้งมองแกงจืดซี่โครงไก่และน้ำพริกด้วยความเบื่อหน่าย ‘The sun is up and she isn’t. Next year she’ll be going to school,’ mum grumbles again as she ladles out rice onto plastic plates she goes and sets in the middle of the room. The hands that smacked her bottom a moment ago undo a plastic bag and squeeze fermented fish spicy dip out into an old bowl. Dad takes Nam Phueng by the hand and has her sit down in front of a plate of rice. Nam Phueng looks at the chicken rib soup and fermented fish with boredom.
“มีกินก็ดีแล้ว รีบกินเข้า” แม่ตะคอกซ้ำเหมือนรู้ทัน แล้วหันไปสาละวนอยู่กับการเก็บที่นอนเกาๆ ม้วนพับพอลวกๆ ก็โยนมันเข้าข้างฝา ‘Having something to eat is a blessing, so hurry and eat,’ mum bawls out again as if aware of what Nam Phueng is thinking and then turns to roll up the old mattress summarily and fling it out of the way against the partition wall. =

=

=
‘out of the way’ is a flourish … gained in translation.

น้ำผึ้งฝืนกินอย่างเสียไม่ได้ ความคิดถึงยายและน้องแล่นเข้าจุกคอหอยจนไม่อยากกลืนข้าว ป่านนี้น้องคงนั่งอยู่บนตักยาย กินอาหารที่ไม่ซ้ำซากเช่นนี้ บางทีก็แถมท้ายด้วยขนมหรือไม่ก็ผลไม้ตามฤดูกาลที่พอหาได้ไม่ยากนัก Nam Phueng forces herself to eat. The thought of grannie and her little brother blocks her pharynx so that she doesn’t feel like swallowing. By now her brother must be sitting on grannie’s lap, eating something that’s not always the same like this, perhaps capped with some cake or some fruit in season easy to find.
เพราะความอยากได้ตุ๊กตาเหมือนลูกคุณหมอที่อนามัยนั่นแหละ ทำให้น้ำผึ้งหลงตามพ่อมา แรกๆ ก็เซ้าซี้จะอยู่กับยายท่าเดียว ที่บ้านมีเพื่อนเล่นมีน้องไม่เหงา พ่อหว่านล้อมต่างๆ นานาบอกว่าลำพังน้อง ยายก็เหนื่อยพอแล้ว น้ำผึ้งยังยืนกรานจะอยู่กับยายจนพ่องัดไม้ตายเรื่องตุ๊กตา น้ำผึ้งจึงยินยอมให้พ่อจูงขึ้นรถ Because she wants a doll like the daughter of the doctor at the health station has, Nam Phueng has followed dad. At first she kept asking to stay with grannie, as there were playmates there and she didn’t feel lonely. Dad coaxed her no end, telling her that grannie would be tired enough with just her little brother. Nam Phueng kept insisting she’d stay with grannie until dad came up with the trump card of a doll, so Nam Phueng let him take her by the hand and into the car.
เกือบครึ่งปีเข้าแล้ว ตุ๊กตาแสนสวยที่ปรารถนายังคงลอยอยู่เพียงในความฝัน และทุกครั้งที่ได้เล่นกับมันก็เพลิดเพลินมิรู้เบื่อ ต่อเมื่อฝ่ามือกระทบก้นนั่นแหละ เพื่อนเล่นของน้ำผึ้งจึงผละจากไปด้วยความตกใจ After almost half a year, the beautiful doll she wished for still floated in her dreams and she was never bored playing with it. It was when a palm smacked her bottom that her playmate disappeared in fright.
เวลาที่พ่อแม่อารมณ์ไม่ดี หากน้ำผึ้งเผลอหลุดปากทวงตุ๊กตาขึ้นมาละก็เป็นต้องโดนฝ่ามือพร้อมเสียงตวาดหยาบคายแต่หากวันไหนเข้าข้าง น้ำผึ้งไม่ต้องเอ่ยปาก พ่อก็เป็นฝ่ายนัดวันให้ความหวัง แม่บอกให้รอวิกหน้าหรือเดือนหน้า กล่าวถึงขนาด สี ขน ของตุ๊กตาหมี ตอนนั้นแหละที่น้ำผึ้งวาดฝันตามด้วยความสุข เบียดร่างแซะเข้าหาหวังประจบ ดวงใจน้อยๆ เต้นโครมครามเร่งวันเร่งคืน When her parents were in a bad mood, if Nam Phueng forgot herself to open her mouth and asked for her doll, she was given the palm treatment along with coarse yelling, but on a lucky day Nam Phueng didn’t have to open her mouth, dad was the one making a date to give her hope, mum would tell her to wait until next week or next month, mentioned the size, colour and hair of the teddy bear. It was then that Nam Phueng drew up a dream with happiness, pressed against her mother to fawn on her, her little heart beating hard to hasten the day.
แต่พอวันคืนที่เพียงเร่งเร้านั้นผ่านผันไป เหตุการณ์ก็เข้ารอยเดิม แล้วก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอยู่อย่างนี้ จนแล้วจนรอดอ้อมกอดของน้ำผึ้งยังคงว่างเปล่า But hasten as she would, the situation remained the same, it was like this time after time, and no matter what, Nam Phueng had nothing to cuddle.
=
“แม่ น้าคนนั้นสวยจัง” น้ำผึ้งช้อนสายตาซื่อใส ฝ่ากำแพงขึ้นไปยังคอนโดฯชั้นสอง ‘Mum, that woman is so pretty.’ Nam Phueng raises her honest clear eyes up the condo wall to the second floor.
“อือ อย่าแส่เลยน่ะ เขามันคนละชั้นกับเรา” แม่ตวาดด้วยความรำคาญก่อนฉุดน้ำผึ้งเข้ามาในเพิงสังกะสี “Yeah, well, don’t interfere. She’s above our station,’ mum shouts with irritation before pulling Nam Phueng into the corrugated iron shed.
น้ำผึ้งได้แต่งุนงงกับคำที่แม่ว่า “คนละชั้น” นึกเอาง่ายๆ ว่าน้าคนนั้นเขาอยู่สูงกว่าที่มีอยู่สะดวกสบายเหมือนวิมานในละครทีวี หน้าตาก็เหมือนนางฟ้าที่เคยมาเยี่ยมในความฝัน บางวันคุณน้านงฟ้าของน้ำผึ้งยังเอาตุ๊กตาหมีตัวน้อยๆ มาห้อยไว้บนราวตากผ้า วันนั้นแหละที่น้ำผึ้งมีความสุขนัก นั่งจ้องมันอย่างไม่รู้เบื่อ ลืมแม้กระทั่งความหิว ต่อเมื่อโดนเสียงตวาดหรือฝ่ามือฟาดลงกลางหลังนั่นแหละจึงจำใจละสายตาด้วยความเสียดาย พลางนึกไปว่า แม่คงอิจฉาคุณน้านางฟ้ากระมัง Nam Phueng is puzzled by the ‘above our station’ words of mum’s, thinks simply that that woman is higher in a comfortable place like those palaces in TV soaps, her face like that of the fairy that’s visited her in her dreams. Some days Nam Phueng’s beautiful fairy hangs a teddy bear on the clothesline, and it’s on those days that Nam Phueng is very happy, she sits staring at it without being bored, forgetting even her hunger, and only when she’s shouted at or slapped on her back does she reluctantly take her eyes off it, thinking that mum must be jealous of that fairy.
=
สะดุ้งตื่นกลางดึก เมื่อได้ยินเสียงทะเลาะและร้องไห้ น้ำผึ้งผุดลุกขึ้นนั่ง คิดว่าพ่อแม่ทะเลาะกันอีก แต่ เปล่า พ่อแม่ยังนอนอยู่ข้างๆ Startled awake in the middle of the night when she hears voices quarrelling and crying, Nam Phueng sits up jumpily, thinking her parents are quarrelling again, but no: her parents are lying quietly beside her.
“เฮ้อ รำคาญจัง เมื่อไหร่มันจะย้ายไปเสียที” เสียงพ่อบ่นงึมงำ ‘Bloody nuisance! When the hell will they leave?’ dad’s voice grumbles.
“มันก็อย่างนี้แหละ เป็นเมียน้อยเขา สบายไม่นานหรอก” แม่พึมพำออกมาบ้าง ‘That’s how it is when you’re a minor wife, milk and honey don’t last,’ mum mumbles in turn.
เสียงทะเลาะวิวาทนั่นดังขึ้นๆ น้ำผึ้งพอจับความได้ว่า น้าคนสวยระแวงว่าสามีแก่ๆคนนั้นจะไปมีเมียน้อยคนใหม่ ก่อนหน้า น้ำผึ้งก็เคยได้ยินเสียงทำนองนี้สองสามหน แต่ครั้งนี้ดูเหมือนจะร้ายแรงกว่าเดิม The quarrelling grows louder. Nam Phueng can make out that the pretty woman is suspicious that her old husband is having a new minor wife. Before that, Nam Phueng has heard this sort of complaint a few times, but this time it seems more violent than before.
พ่อทิ้งท่อนแขนลงบนพื้นเบาๆ ด้วยความรำคาญ Dad dangles his arm in irritation. ‘dangles his arm’? Well, I had to write something…
“ถึงพี่จะพานวลพาลูกมาลำบากลำบน แต่ก็ไม่เคยคิดนอกใจ” เสียงพ่อเอ่ยขึ้นมาลอยๆ ‘I may drag you and the kid through a hard life, but I’ve never been unfaithful,’ dad’s voice says loosely.
“ฉันเข้าใจพี่ คิดเสมอว่าเลือกคนไม่ผิด เรื่องเหล้ายาก็บ่นไปอย่างนั้นแหละ ลำบากก็แค่กายเท่านั้น ความสุขที่แท้จริงมันอยู่ภายในต่างหาก โดยเฉพาะลูกผู้หญิง เฮ้อ! สงสารเมียหลวงเขานะ รู้เรื่องหรือเปล่าก็ไม่รู้” แม่ถอนใจบ้าง ‘I know. I always tell myself I didn’t make a mistake when I chose you. About drinking, I grumble just like that. Hard- ship’s only physical. True happiness is within, especially for a woman. Oh, I pity his wife. I wonder if she knows.’ Mum sighs.
“นอนเถอะ ทนเอาหน่อยก็แล้วกัน คืนนี้ท่าจะยาว” พ่อกล่าวติดตลก ‘Sleep. Bear with it for the duration. Tonight, it looks like it might last,’ dad says flippantly.
“พี่นั่นแหละ ข่มตาหลับซะ เดี๋ยวเพลีย ไม่มีแรงทำงาน” You close your eyes or you won’t have strength to work.’
น้ำผึ้งอมยิ้มในความมืด นานแล้วที่ไม่ได้ยินพ่อแม่คุยกันทำอย่างนี้ ใจหนึ่งก็คิดสงสารน้าคนสวย แต่ก็ยากจะเข้าใจว่าทำไมน้าจึงไม่มีความสุข รถก็มีขับ ที่อยู่ก็สบาย วันๆไม่เห็นต้องทำงานหนักเหมือนแม่ สีหน้าตอนโผล่มาตากผ้าหรือผึ่งดูตุ๊กตา บ่งบอกถึงความสุขที่อิ่มเอิบจนนึกอิจฉา อยากเป็นลูกของน้าคนสวย มีชีวิตสุขสบายบนวิมานนั่น Nam Phueng hides a smile in the darkness. It’s been a long time since she heard her parents speak and act like this. On the one hand she pities the pretty woman, but it’s hard to understand why she isn’t happy: she has a car to drive, a comfortable flat, she doesn’t have to work hard every day like mum, her expression when she pops up to dry the clothes in the sun or stare at the teddy bear shows an enviable surfeit of happiness. She’d like to be the daughter of that pretty woman and have a cushy life in that palace of hers.
เสียงทะเลาะวิวาทค่อยๆ ลอยห่างออกไปพร้อมกับอาการเคลิ้มหลับ The sound of the quarrel slowly recedes as drowsiness takes over
ก่อนความฝันมาเยือน น้ำผึ้งคลับคล้ายว่ามีอะไรตกลงมาในพงหญ้าข้างเพิงพัก Before a dream comes visiting, Nam Phueng has a feeling something has fallen on the grass by the shed.
=
“ตื่นได้แล้ว” เสียงแม่อ่อนนุ่มผิดปกติ น้ำผึ้งแปลกใจรีบลุกขึ้นมานั่งทั้งที่ยังขยี้ตา เห็นอะไรในมือแม่พอรางๆ แต่รู้สึกคุ้นเคยนัก ‘Wake up!’ Mum’s voice is unusually nice. Nam Phueng wonders, hurriedly sits up while rubbing her eyes. She sees some- thing in her mum’s hand blurredly but which she feels she knows well.
“แฮบปี้เบิร์ตเดย์” แม่ยื่นสิ่งนั้นเข้ามา น้ำผึ้งเบิกตาโพลงด้วยความดีใจ สะบัดหัวไปมาหลายทีเพื่อให้แน่ใจว่า นี่ไม่ใช่ความฝัน ตุ๊กตาหมีสีขาวลอยเด่นอยู่ตรงหน้า แขนข้างหนึ่งของมันเปียกน้ำคล้ำดำสนิท Happy birthday!’* Mum extends that thing to her. Nam Phueng’s eyes grow big with delight. She shakes her head several times to be sure this isn’t a dream. A white teddy bear floats before her face, one of its arms black with water. * In English in the text.
“น้าคนสวยเขาให้มาน่ะเป็นของขวัญวันเกิด” แม่พูดต่อเมื่อเห็นน้ำผึ้งยังไม่หายงุนงง “เอ้า รับไปสิน้าคนสวยเขาใจดีนะ” เสียงของแม่ฟังดูแปลกๆ แต่น้ำผึ้งไม่ติดใจ รีบคว้ามันมาแนบอก เคลียแก้มอยู่กับหน้าของมันด้วยความปีติ ‘The pretty woman brought it as your birthday present,’ mum says when she sees Nam Phueng still doubtful. ‘Come on, take it, she’s a kind woman, you know.’ Mum’s voice sounds weird, but Nam Phueng pays no heed. She hurriedly grabs the doll and presses it against her chest, snuggling her cheek against its face in rapture.
ก่อนที่จะซักถามอะไร แม่ก็หิ้วถังปูนออกไปสมทบเพื่อนๆเสียแล้ว น้ำผึ้งอุ้มมันออกมาข้างนอก หมายจะส่งยิ้มขอบคุณนางฟ้าผู้ใจดี Before she can ask anything, mum, lifting a pail of cement, walks out to join her friends. Nam Phueng hugs the doll as she goes outside, meaning to smile at the kind fairy to thank her.
ประตูวิมานของน้าคนสวยปิดสนิท The door of the pretty woman’s palace is closed tight.
= =
=
Thatsanawadi is one pen name
of Suthat Wonkrabakthaworn,
a Maha Sarakham University professor
who will be 50 in October and who has published four collections of short stories as well as poetry
and articles of literary criticism.
=thatsanawadee1

Please kill Bufflebear for me – Korn Siriwatthano

I chose this story because I didnt know what a sampler, let alone a Melodian, was. Also, I found the title shocking, as teachers are not supposed to wish their pupils dead. And to top it all, Ive always been a sucker for love under all its forms. MB

วานฆ่าเจ้าหมีควาย
ให้หน่อย

Please kill
Bufflebear for me

Suzuki Melodian in case Suzuki Melodian in case

กร ศิริวัฒโณ

Korn Siriwatthano

TRANSLATOR’S KITCHEN
อีกห้านาทีจะถึงเวลาสิบหกนาฬิกา ซึ่งเลยเวลาเลิกเรียนมาเกือบสามสิบนาทีแล้ว นักเรียนชั้นปอห้าและปอหกทั้งหญิงชายยังนั่งเข้าแถวเป็นระเบียบอยู่กลางสนามหญ้าหน้าเสาธง ผู้ปกครองนักเรียนจอดรถรออยู่ใต้ร่มไม้ริมสนามด้านทิศตะวันออกและทิศเหนือเต็มไปหมด ทุกคนมองไปที่นักเรียนกลางสนาม คอยสดับตรับฟังเรื่องราวอย่างสนใจใคร่รู้ บางคนหงุดหงิดที่ไม่สามารถนำลูกกลับบ้านได้ตามเวลาเหมือนทุกวัน In another five minutes it would be four pm, almost thirty minutes past the normal school closing time. The pupils of fifth and sixth forms of primary school, boys and girls, still sat in orderly rows in the yard in front of the national flag. Their parents waited in their cars parked under the shady trees bordering the yard to the east and to the north. They all looked at the pupils in the middle of the yard, curious to find out what was going to happen. Some of them were unhappy at being unable to take their children back home at the same time as every day.
ผมกับครูวิชัยยืนกอดอกหน้าขรึมอยู่หน้าแถวนักเรียนที่นั่งกันเงียบกริบอย่างผิดวิสัยอันเคย เหมือนทุกคนกำลังเป็นใบ้ เด็กผู้หญิงส่วนมากหน้ายุ่งเพราะขัดใจกันเรื่องที่เกิดขึ้น แต่หลายคนก็เอาใจช่วยครู อยากให้ครูเค้นเอาคนผิดออกมาให้ได้ จะได้รู้กันเสียทีว่าใครเป็นคนขโมย Teacher Wichai and I stood arms folded and grim-faced in front of the rows of pupils who sat dead quiet contrary to their natures as if they were all mutes. Most of the girls frowned as they were cross with what had happened, but many were ready to help the teachers, wanted them to force the culprit to give himself or herself up to know once and for all who the thief was.
อันที่จริงผมพอจะรู้ว่าใครคือผู้กระทำ แต่ก็ไม่เห็นกับตา เลยไม่อยากปรักปรำเด็กให้เสียกระบวนการยุติธรรม ครูวิชัยก็คิดเหมือนผม เราปักใจที่เด็กคนเดียวกันคือภูชา ซึ่งเป็นนักเรียนชั้นปอหกทับหนึ่งที่เพื่อนๆ เรียกว่าไอ้หมีควาย ภูชาเป็นเด็กตัวโต อ้วนใหญ่ ผิวคล้ำและอายุมากกว่าเพื่อนด้วย เพราะเขาตกซ้ำชั้นปอหนึ่งสองปี แถมซ้ำชั้นปอสี่อีกปีด้วย ว่าไปแล้วเขาเลื่อนชั้นขึ้นมาได้เพราะครูขี้เกียจจะให้ตกซ้ำชั้นอีกแล้วนั่นแหละ ความรู้กับอายุต่างกันเหลือเกิน ภูชามักชอบเด็กหญิงที่มีหน้าตาดี เรื่องที่เกิดขึ้นนี้ก็เกิดกับเด็กหญิงวิภาซึ่งเป็นคนสวยประจำห้องนั่นเอง Actually I had a good idea of who had done it but I hadn’t seen it with my own eyes, so I didn’t want the children to malign the judicial process. Teacher Wi- chai thought the same. We were convin- ced it was a child named Phoocha, who was in class 6/1 and whom his friends called Bufflebear. Phoocha was a fat, bulky, swarthy child much older than his classmates because he had repeated the first year of primary school and again the fourth year. If truth be told, he had moved to the next year because his teacher didn’t relish the prospect of facing him a third year running. Knowledge and age were at odds. Phoocha fell for pretty girls. What had happened had to do with Wipha, who was the prettiest girl of his form. ==

=

=

=

=

=

[Normal age in the last year of primary is 11, so Phoocha is at least 13; hence the ‘budding moustache’ further down.]

Bufflebear, my coinage, is a contraction of ‘buffalo’ and ‘bear’.

ก่อนเลิกเรียนเล็กน้อย วิภาได้วิ่งหน้าตาตื่นมาบอกครูวิชัยว่าเมโลเดียนของเธอหายไป ครูวิชัยไปถามเด็กนักเรียนชั้นปอหกทุกคนทั้งสามห้องก็ไม่มีใครยอมรับหรือเห็นว่าใครเป็นคนเอาเมโลเดียนของวิภาไป ครูวิชัยมาปรึกษาผมซึ่งเป็นครูประจำชั้นปอหักทับสอง ในที่สุดเราตกลงกันว่าจะต้องค้นกระเป๋าของทุกคน เรื่องนี้จะปล่อยไปเฉยๆ ไม่ได้เด็ดขาด เพราะเมโลเดียนเครื่องหนึ่งราคาเกือบสองพันบาท งานแข่งกีฬาประจำกลุ่มโรงเรียนก็ใกล้จะถึงเต็มที กองดุริยางค์โรงเรียนจะขาดเมโลเดียนไม่ได้ด้วย ที่สำคัญมันเป็นเมโลเดียนที่ผู้ปกครองของวิภายอมควักกระเป๋าซื้อให้เพื่องานนี้โดยเฉพาะ A little before classes broke up, Wipha, looking devastated, ran up to Teacher Wichai and told him her Melodian had disappeared. Teacher Wichai went to ask all the three classes of sixth form if anyone admitted to or had seen someone taking Wipha’s sampler. He came to consult with me as the teacher of 6/2. Finally we agreed we had to check everybody’s schoolbags. Something like this couldn’t be ignored, because a Melodian cost close to two thousand baht. The interschool sports competition was about to open, the school orchestra couldn’t do without a sampler and the important thing was that Wipha’s parents had accepted to buy it especially for this occasion.
ผมกับครูวิชัยช่วยกันค้นกระเป๋านักเรียนชั้นปอหกทุกคนก็ไม่พบ ครูวิชัยเสนอให้ค้นนักเรียนชั้นปอห้าด้วย เพราะอยู่อาคารเดียวกับปอหก อีกอย่างเด็กปอห้าก็มีหลายคนที่มีนิสัยไม่ค่อยดี ซึ่งอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องหรือรู้เห็นด้วยก็ได้ ผมกับครูวิชัยขึ้นไปค้นห้องและค้นกระเป๋าของนักเรียนชั้นปอห้าทุกคน ซึ่งก็คว้าน้ำเหลวเหมือนกัน ผมกับครูวิชัยชักปวดหัวตุบขึ้นมาทันที ถ้าไม่จัดการให้เด็ดขาด เด็กเกเรจะได้ใจและก่อเรื่องวุ่นวายมากขึ้น ในที่สุดผมกับครูวิชัยตกลงกันว่าจะต้องเอาเด็กมาเค้นกันกลางสนาม เพื่อจะลากคอคนผิดออกมาให้ได้ Teacher Wichai and I helped each other search the bags of all sixth-form pupils and found nothing. Teacher Wichai announced that fifth-formers too would be searched as they were in the same building as the sixth-formers. Besides, quite a few of the fifth-formers were bad eggs and might have been involved in or have witnessed the theft. Teacher Wichai and I went up to search the classrooms and all the schoolbags of the fifth-formers, and we ended up empty-handed and with a big headache. If we didn’t manage decisively, the wayward child would take heart and create even greater mischief. Finally Teacher Wichai and I agreed we had to force the children in the yard to grab the guilty by the scruff of the neck. ==

=

=

มีนิสัยไม่ค่อยดี: literally, ‘were of bad habits, didn’t have good characters’.

ขณะที่ครูวิชัยเรียกรวมเด็กที่กลางสนามหน้าเสาธง ผมก็เรียกวิภามาสอบถามรายละเอียดให้ชัดเจนอีกครั้ง เพื่อจะได้หาลู่ทางเอาคนผิดออกมาให้ได้ While Teacher Wichai had the children form lines in the middle of the yard, I called Wipha over to ask her once again for clear details and thus find a way to nail the culprit.
“เล่าเรื่องโดยละเอียดให้ครูฟังอีกครั้งซิ” ผมบอก ‘Tell me in detail what happened again,’ I told her.
“หลังจากครูสมใจซ้อมขบวนดุริยางค์แล้ว หนูก็เอาเมโลเดียนมาใส่ไว้ในโต๊ะ แล้วไปเข้าห้องน้ำ กลับมาอีกทีเมโลเดียนก็หายไปแล้วค่ะ” ‘After the orchestra repetition with Teacher Somjai was over, I went back and put the Melodian inside my desk and then I went to the toilets. When I came back the Melodian had disappeared.’
วิภาเล่าไม่ติดขัด หน้าแห้งหาย คงกลัวพ่อแม่จะดุเอา Wipha spoke without hesitation, but looked dejected. Maybe she was afraid her parents would tell her off.
“ตอนที่เธอเอาเมโลเดียนไว้มีใครอยู่ในห้องบ้าง” ผมซักต่อ ‘When you put the sampler away, was there anyone in the classroom,’ I asked further.
“หนูไม่ทันสังเกต แต่ดูเหมือนจะไม่มีเด็กอยู่ในห้อง” ‘I didn’t have time to notice but I’d say there was no one.’
วิภาทำหน้ายุ่ง ไม่มั่นใจ แต่ก็ยังดูสวยใสไม่สร้าง สมกับเป็นลูกสาวของอดีตนางงามวันสงกรานต์อันเลื่องชื่อของอำเภอที่ทั้งสวยและเก่ง Wipha looked bothered, uncertain, but still lovely, as befitted the daughter of a former Miss Songkran for the province who was both pretty and clever. [Songkran is the Thai New Year, in mid-April.]
“เอ๊ะยังไงกัน ครูว่าเธอน่าจะเห็นนะว่าใครอยู่ในห้องบ้าง” ผมแปลกใจในตัวของวิภาจริงๆ รู้สึกไม่ค่อยสมเหตุสมผลนัก ‘How come? I think you should have seen if there was someone in the room.’ I really wondered about Wipha, I felt she wasn’t convincing.
“คือโต๊ะของหนูอยู่ติดกับประตูพอดี ตอนหนูเอาเมโลเดียนใส่โต๊ะ หนูไม่ได้เข้าไปในห้องด้วยซ้ำ” วิภาอธิบาย คราวนี้ผมพอจะเข้าใจ และมันสามารถเป็นไปได้ตามที่เธอเล่า ‘My desk is right by the door. When I put the Melodian into the desk, I didn’t even enter the classroom,’ Wipha ex- plained. This time I understood. What she was telling made sense.
“เธอเข้าห้องน้ำประมาณกี่นาที” ผมถามเอารายละเอียดให้มากที่สุดเพื่อนำไปใช้ในการสืบสวนหาคนผิด ‘How long were you in the toilets,’ I asked to gather as many details as possible to help trap the culprit.
“สามสี่นาทีได้” ‘Three or four minutes.’
“แล้วตอนกลับมามีใครอยู่ในห้องบ้าง” ‘And then when you came back, was there anyone in the room?’
“มีเด็กอยู่หลายคนแล้ว” ‘Yes, several pupils.’
“แล้ววันก่อนรองเท้าได้คืนไหม” ผมถาม ก่อนหน้านี้สี่ห้าวัน รองเท้าของเธอหาย ครูจับมือใครดมไม่ได้ โชคดีที่พ่อแม่ของวิภาค่อนข้างจะเข้าใจปัญหาดี ถ้าเป็นคนอื่นครูต้องโดนด่าแน่นอน อย่างน้อยก็ด่าฝากกลับมาให้หงุดหงิดใจเล่นละ ‘And have you recovered your shoes yet,’ I asked. Four or five days earlier, her shoes too had disappeared. The teacher was unable to catch whoever took them. Fortunately, her parents were rather understanding of the problem, otherwise the teacher would have been sworn at or at least badmouthed, a source of irrita- tion. จับมือใครดมไม่ได้: literally, ‘couldn’t catch someone’s hand to smell it’!
“ยังค่ะ” ‘Not yet.’
“พ่อแม่ว่ายังไงบ้าง” ‘Did your parents tell you off?’
“ว่านิดหน่อย” ‘A little.’
“ครูถามแค่นี้แหละไปได้” ‘That’s all for now. You can go.’
วิภายกมือไหว้แล้ววิ่งไปนั่งเข้าแถวกับเพื่อนๆ ผมเดินตามไปสมทบกับครูวิชัย Wipha raised her joined hands, bowed and then ran out and went to sit in the row of her classmates. I walked over to join Teacher Wichai.
“ใครเอาเมโลเดียนของวิภาไปบ้าง” ครูวิชัยถามเสียงดังฟังชัด ไม่มีรอยยิ้ม สอดส่ายสายตาไปมาเหมือนเหยี่ยวร่อนหาเหยื่อ แล้วไปหยุดสายตานิ่งไว้ที่กลุ่มของเด็กชายภูชา ปล่อยให้ความเงียบถามแทนอีกหลายสิบครั้ง แต่ก็ไม่มีใครยกมือ ‘Who took Wipha’s Melodian,’ Teacher Wichai asked in a loud and clear voice. Unsmiling, his eyes swept from side to side like a hawk in search of a prey and then they came to a stop where Phoocha and his friends sat, letting silence ask the question again tenfold, but nobody raised their hand.
“ใครแกล้งเพื่อนก็เอามาคืนเสีย จะได้กลับบ้านกันเร็วๆ ครูไม่เอาผิดหรอก” ผมเล่นจิตวิทยา จ้องมองหน้าเด็กเกือบทุกคน และพยายามสังเกตพฤติกรรมของเด็กชายกลุ่มภูชา และเด็กชายชั้นปอห้าบางคนที่อยู่ในกลุ่มเป้าหมาย ‘Whoever took it to annoy her must return it so we can all go back home. No one will be punished.’ I tried the psycho- logical approach, staring at almost all the faces and trying to notice how the Phoocha group behaved as well as some of the boys in fifth form that were under suspicion.
เงียบ Silence.
“มีใครเห็นบ้าง” ครูวิชัยทำลายความเงียบขึ้น “เราอยู่ในสังคมเดียวกัน ต้องช่วยกันดูแล เห็นคนทำชั่วแล้วนั่งไว้ก็เหมือนกับทำชั่วเสียเอง ใครเห็นก็ให้บอกมาตามตรง ไม่ต้องกลัว ครูจะปกป้องอย่างเต็มที่” ‘Did anyone see anything?’ Teacher Wichai broke the silence. ‘We live to- gether; we must help each other take care of things. If we see someone doing something wrong and do nothing it’s as if we were doing wrong too. Whoever saw something must say so, there’s nothing to fear, I’ll protect you entirely.’
ผมเดินไปกระซิบกับครูวิชัย “ผมว่าเด็กไม่กล้ายกมือแน่ เพราะเขากลัวจะถูกทำร้ายระหว่างทาง” I went up to Teacher Wichai and whispered to him, ‘I think no one will dare raise their hand because they’re afraid of being attacked on the way back.’
“แล้วทำอย่างไร” ‘So what can we do?’
“ผมว่าเราแจกกระดาษให้เด็กคนละแผ่นแล้วให้เขียนชื่อคนที่ขโมยเมโลเดียนโดยไม่ต้องลงชื่อผู้เขียน ดีไหม” ผมเสนอ ‘I suggest we give out a slip of paper to each child to have them write down the name of who stole the Melodian without having to write their own name. How is that?’ ==

Alternative translation: ‘What do you think?’

“ดีมาก” ครูวิชัยหลุดยิ้มออกมาได้ แล้ววิ่งกลับไปที่ห้องพักครู เอากระดาษตัดเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมขนาดสองตารางนิ้วมาแจกให้เด็กทุกคน ‘Very good.’ Teacher Wichai finally let out a smile then ran back to the teacher’s room and took two-inch-wide square pieces of paper to distribute to all the pupils. สองตารางนิ้ว (two square inches) is absurd. Obviously, the author means ‘four square inches’.
ผมมองไปที่เด็กในกลุ่มเป้าหมาย ดูสีหน้าไม่ค่อยดี ผมคิดว่าอย่างไรเสีย วิธีนี้ได้ผลแน่ ผมนัดแนะกับครูวิชัยถึงวิธีการล้วงความลับจากเด็กๆ I looked at the children in the group under suspicion. They didn’t look at ease. I thought no matter what this method was going to work. I arranged with Teacher Wichai how to proceed.
“เอาละ” ครูวิชัยพูดหลังเดินไปอยู่หน้าแถว “ใครรู้ว่าใครเป็นคนขโมยเมโลเดียนของวิภาก็ให้เขียนชื่อลงในกระดาษ ไม่ต้องลงชื่อผู้เขียน เสร็จแล้วม้วนให้มิดชิดแล้วครูจะไปเก็บเอง ส่วนใครที่ไม่เห็นก็ให้เขียนอะไรก็ได้ลงในกระดาษแล้วม้วนให้มิดชิดเช่นกัน ใครยังไม่เข้าใจบ้าง” ‘Well now,’ Teacher Wichai said after walking back to stand in front of the rows of children. ‘If you know who stole Wipha’s Melodian, write down the name on the paper, but don’t write your own name. Then fold it tightly and we’ll collect it. For those who haven’t seen anything, write down something and fold the paper tightly in the same way. Is there anyone who doesn’t understand?’
เด็กหญิงคนหนึ่งยกมือขึ้นถาม “ไม่เห็นแล้วเขียนทำไมคะ” A girl raised her hand and asked, ‘If we didn’t see anything, why should we write something?’
“เพื่อไม้ให้คนขโมยสังเกตคนที่รู้ความลับของเขาน่ะซี เข้าใจไหม” ‘So that the thief doesn’t suspect who knows his secret. Do you understand now?’
“เข้าใจค่ะ” ‘Yes, I do.’
“ใครยังไม่เข้าใจอีกบ้าง” ครูวิชัยถามซ้ำอีกครั้ง ไม่มีใครยกมือ ครูวิชัยสั่ง “เขียนเลย” ‘Anyone else who doesn’t understand,’ Teacher Wichai asked once again. No hands were raised. Teacher Wichai ordered, ‘Go ahead and write.’
เด็กทุกคนเปิดกระเป๋าหนังสือที่วางอยู่ข้างตัว หยิบดินสอปากกาขึ้นมาเขียน All the children opened their school- bags placed beside them and picked up a pencil or a pen to write.
“ปิดให้ดี อย่าให้เพื่อนเห็นนะ” ผมเตือนด้วยความหวังดี อยากให้ทุกคนรอบครอบไว้ก่อน ‘Fold it well, don’t let your friends see anything,’ I warned them out of goodwill, wanting everyone to pay full attention.
จากนั้นทั้งผมและครูวิชัยก็เดินไปเก็บกระดาษที่เด็กเขียนทีละคน เพราะไม่อยากให้เกิดความวุ่นวายขึ้น เก็บแล้วผมเอาไปเปิดดูที่ห้องพักครู ขอช่วยให้เพื่อนครูที่ยังอยู่ในห้องพักช่วยเปิด แล้วในที่สุดผมก็ได้ชื่อเจ้าเด็กตัวการ ผมเอารายชื่อไปให้ครูวิชัยดู พร้อมกับเสนอแนะวิธีดำเนินการในขั้นต่อไป After that I and Teacher Wichai collect- ed the slips of paper from the children because we didn’t want to create confu- sion. This done, I went to examine them in the teachers’ room, I asked the fellow teachers still in the room to help open them, and then finally I had the name of the culprit. I took his name to Teacher Wichai and suggested how to proceed further.
“เอาละตอนนี้ครูได้ตัวผู้ที่น่าสงสัยแล้ว ให้ทุกคนแยกย้ายกันกลับบ้านได้ ยกเว้นเด็กชายภูชามาพบครูก่อน ครูมีเรื่องจะปรึกษาสักเล็กน้อย” ‘All right, now we have the name of the suspect. Everyone can go home except you, Phoocha, come and see me first. There’s a little something that needs to be cleared.’
ครูวิชัยไม่พูดตรงๆ เพราะไม่อยากทำร้ายน้ำใจของเด็กเกินไป เด็กๆ แตกฮือวิ่งไปหาผู้ปกครองของตนเสียงเจี๊ยวจ๊าวลั่นสนาม ส่วนเด็กชายภูชาเดินเหงาๆ ตามหลังผมกับครูวิชัยเข้าในห้องพักครู ผมกับครูวิชัยขอใช้ห้องอาจารย์ใหญ่สอบสวน เพราะมิดชิดดีและติดแอร์เย็นสบายด้วย Teacher Wichai didn’t speak straight to the point because he didn’t want to hurt the child’s feelings too much. The children ran to their parents in a racket of shouts that shook the yard. As for Phoocha, he walked forlornly behind Teacher Wichai and me to the teachers’ room. We asked the principal to let us use his office for the investigation because it was small and nicely air-conditioned.
ครูวิชัยได้โอกาสยัดเยียนให้ผมเป็นคนสอบสวน เขาขอตัวกลับบ้านก่อน เพราะจะไปร่วมกินเลี้ยงงานมงคลสมรสของเพื่อน Teacher Wichai took the opportunity to press me to be the investigator and asked for permission to go back home because he had to attend a dinner party for the wedding of a friend.
ผมให้ภูชานั่งพับเพียบกับพื้น ส่วนผมนั่งบนโซฟา รู้สึกว่าภูชาจะเล็กลงกว่าเดิมเยอะ ภูชานั่งก้มหน้านิ่ง เหงื่อผุดตามไรหนวดนุ่มบาง I had Phoocha sit with his legs folded to one side on the floor. As for me, I sat on the sofa. I felt that Phoocha was much smaller than usual. He sat still, head hung, sweat oozing around his budding moustache.
“มีคนเห็นเธอเอาเมโลเดียนของวิภาไปจะว่าอย่างไร” ผมเริ่มสอบสวนหลังจากจ้องตาข่มขวัญภูชาอยู่นานพอสมควร ‘Someone saw you take Wipha’s Melodian. What have you got to say?’ I began to interrogate after glaring at him to intimidate him for quite some time.
“ผมไม่ได้เอา” ภูชาเสียงสั่น ‘I didn’t take it.’ His voice shook.
“แล้วใครเอา” ผมรุกทันควัน เสียงดังข่มขวัญ ‘Then who did?’ I retorted at once in a loud, frightening voice.
“นายนุกเป็นคนเอา” ภูชาป้ายความผิดไปให้เพื่อนในกลุ่มเดียวกัน พลางยกมือปาดเหงื่อที่หนวดบาง ‘It was Nuke who took it.’ Phoocha shifted the blame to a friend in the same group after raising his hand to wipe the sweat off his upper lip.
“แต่เขาบอกว่าเธอเป็นคนเอา ยอมรับมาดีกว่า ครูอาจจะลดโทษให้บ้าง” ผมล่อให้เขาฮุบเหยื่อ ‘But he said it’s you who took it! You’d better admit it. I’ll reduce your punish- ment,’ I lured him to swallow the bait.
ภูชาไม่พูด นั่งนิ่งเหมือนจอมปลวก ถามอย่างไรก็พูดอยู่คำเดียวว่า “ผมไม่ได้เอาจริงๆ” ท่าเดียว ผมชักร้อนใจ กลัวว่าเมโลเดียนจะหายไปด้วยมือที่สามแล้วจะยุ่ง Phoocha didn’t speak and sat still like a mega termite. No matter how I asked he’d only answer ‘Really, I didn’t take it’. I got hot under the collar, afraid a third hand would make the Melodian disappear, which would complicate things.
“งั้นพอจะบอกได้ไหมว่านุกเอาเมโลเดียนไปไว้ที่ไหน” ‘Then tell me where Nuke got rid of the Melodian.’
“เขาโยนไว้นอกกำแพงครับ” ‘He threw it over the wall, sir.’
“โยนตรงไหน” ‘Where exactly?’
“นอกกำแพงหลังส้วมครับ” ‘Over the wall behind the toilets.’
“พาครูไปหาเดี๋ยวนี้เลย” ผมบอก ภูชาลุกขึ้นทันที ท่าทางกระปรี้กระเปร่าขึ้น นำผมเดินไปทางประตูหลัง เมื่อไปถึงกำแพงตรงหลังส้วม ซึ่งเป็นป่าละเมาะสูงถึงสะเอว ภูชาก็เดินบุกป่ารกเข้าไปหยิบเมโลเดียนออกมาทันที แทบไม่ต้องหาเลย ผมยิ้ม ดีใจที่ได้เมโลเดียนคืน และพาภูชามาที่ห้องพักครูอีกครั้ง ‘Take me there right now,’ I told him. Phoocha got up at once, looking livelier, and took me to the back gate. When he reached the wall right behind the toilets, through wild grass that reached the waist, he walked straight to the Melodian he held up at once almost without having to look for it. I smiled, happy to have the Melodian back, and took Phoocha back to the teachers’ room once again.
“เธอไม่ขโมยแน่นะ ภูชา” ผมถามย้ำอีกครั้งทั้งที่มั่นใจเต็มที่ว่าเขาเป็นคนขโมยเมโลเดียนแน่นอน เพราะพฤติกรรมของเขาบอกเช่นนั้น ‘You sure you didn’t steal it, Phoocha,’ I asked once more although I was absolu- tely certain he was the one who had stolen it because his behaviour said so.
“ครับ” ภูชาพูดเสียงไม่ค่อยหลุดจากปาก ‘Yes sir,’ Phoocha said diffidently.
“งั้นกลับบ้านได้” ‘Then you can go back home.’
ผมส่ายหน้าตามหลังภูชา เอือมระอากับพฤติกรรมแบบนี้ของเขาเต็มทน แก้อย่างไรไม่หาย จับไม่ได้คาหนังคาเขาแล้วไม่มีวันรับ ไม่รู้จะเอาเขาไปไว้ตรงไหนในประเทศนี้ แน่นอนเรื่องนี้ยังไม่จบ พรุ่งนี้โน่นแหละจึงอวสาน I shook my head in his back, disgusted with this behaviour of his, incorrigible, unable to be caught red-handed and refusing to confess. Where in this country he should be shelved away I had no idea. For sure this wasn’t over. The end would come sometime tomorrow.
=
เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อนุกกับภูชามาถึงโรงเรียน ผมเรียกพบที่ห้องอาจารย์ใหญ่ทันที อาจารย์ใหญ่ยังไม่มา ปกติจะมาสายๆ หรือไม่ก็ไม่มาเลย ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของที่นี่ คราวนี้ผมไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น เพียงเปิดฉากให้เด็กทั้งสองตกลงกันต่อหน้าผมเท่านั้น The next morning, as soon as Nuke and Phoocha came to school, I called them over to the principal’s office. The principal hadn’t arrived yet. Usually he came in late morning or, more likely, not at all. This time I had nothing to do, merely open the curtain for the two children to perform in front of me.
“นุก ภูชาบอกว่าเธอเป็นคนขโมยเมโลเดียนของวิภา” ผมเปิดเกมแยกมิตร ‘Nuke, Phoocha told me you were the one who stole Wipha’s Melodian,’ I said as an opening gambit to drive a wedge between the two friends.
“ผมไม่ได้ขโมยนะครู นายภูชานั่นแหละขโมยเอง” นุกพูด ทำตาลุกวาวใส่ภูชา ‘I didn’t steal it, teacher. It’s Phoocha who did,’ Nuke said, glaring at Phoocha.
“แต่เขาบอกว่าเธอเป็นคนขโมย” ผมยืนยัน ‘But he says the thief is you,’ I insisted.
“เขาโกหก” นุกเสียงดัง ท่าทางไม่พอใจภูชามาก ‘He’s lying,’ Nuke said loudly, looking incensed at Phoocha.
“ครูไม่รู้ ตกลงกันเองว่าใครเป็นคนขโมย” ‘I don’t know. I leave it to you two to decide who the thief is.’
แล้วการโต้เถียงก็เกิดขึ้น ต่างคนต่างไม่ยอมรับและโยนกลองใส่กันเป็นพัลวัน ผมนั่งฟังอย่างใจเย็น คอสังเกตพฤติการณ์และตรวจสอบความรู้สึกของทั้งสองคนอย่างตั้งใจ เมื่อเห็นว่าเรื่องทำท่าจะบานปลายกลายเป็นการทะเลาะกันแล้ว แต่ภูชาก็ยังไม่ยอม สารภาพ And then a slanging match arose, each side refusing to confess and accusing the other disorderly. I sat listening coolly, observing the behaviour and checking the feelings of both sides deliberately when I saw that the story was likely to expand into a full-fledged quarrel, yet with Phoocha still unwilling to confess.
“หยุดได้แล้ว” ผมห้ามทัพเพราะเห็นช่องโหว่พอที่จะน็อคเจ้าลูกศิษย์ปากแข็งให้อยู่หมัดได้แล้ว ‘Enough!’ I ordered, because I could see a way to knock down that stubborn son-of-a-gun. Usually a ลูกศิษย์ is a disciple. Here, coupled with เจ้า, it is used derisively.
ภูชากับนุกยืนนิ่ง หันมองตากันปริบๆ Phoocha and Nuke stood still, turned to look at each other with blinking eyes.
“ต่างคนต่างบอกว่าเป็นคนดูต้นทางใช่ไหม” ผมถามพลางจ้องหน้าเด็กทั้งสอง จ้องลึกลงในดวงตาของเขาทีละคน ‘You both said you could see how it was taken, didn’t you,’ I asked as I stared at both children, boring deep into the eyes of each.
“ครับ” ภูชากับนุกรับคำเกือบพร้อมกัน นุกสบตาผมทุกครั้งที่ผมจ้อง ส่วนภูชาก้มมองพื้นตลอดเวลา ‘Yes sir,’ Phoocha and Nuke answered almost at the same time. Nuke held my stare whereas Phoocha, head down, kept looking at the floor.
“ภูชา เธอบอกว่าเธอคอยดูต้นทางอยู่ด้านหน้าอาคารใช่มั้ย” ผมถาภูชาเน้นทีละคำช้าๆ และหนักแน่น ‘Phoocha, you said you were at the front of the building when you witnessed the theft, didn’t you,’ I asked Phoocha, speaking slowly and insisting on every word.
“ครับ” ภูชาพูดเบาแผ่วแทบไม่ได้ยิน ‘Yes sir,’ Phoocha said, speaking so low it was almost inaudible.
“แล้วเธอรู้ได้อย่างไรว่าเมโลเดียนอยู่ในป่ารกหลังส้วม” ผมใช้คำถามที่เป็นไม้ตาย ภูชาไม่ตอบ ยืนนิ่งเหมือนหมีควายโดนยาสลบ เม็ดเหงื่อผุดเต็มจมูก ‘Then how do you know the Melodian was in the undergrowth at the back of the toilets?’ This was my trump card. Phoo- cha didn’t answer. He stood still like a bufflebear under anaesthetic, his nose covered with blobs of sweat.
“ว่าไงละ เธอเป็นคนขโมยเมโลเดียนของวิภาใช่มั้ย” ‘What do you say? You’re the one who stole Wipha’s Melodian, aren’t you?’
“ครับ” ภูชาพยักหน้าจำนน ‘Yes sir.’ Phoocha nodded in surrender.
ผมโบกมือให้นุกออกไปก่อน เขายกมือไหว้สวยๆ ก่อนจากไปอย่างโล่งอก I motioned to Nuke to leave first. He raised his hands, bowed beautifully and then left, relieved.
“แล้วรองเท้าของวิภาก็เป็นฝีมือเธอใช่ไหม” ผมสาวต่อไปอีกคดี เพราะเชื่อว่าภูชาเป็นคนขโมยไป เด็กหลายคนให้การพาดพิงเขาไว้ เพียงแต่ไม่สามารถหาหลักฐานมามัดตัวเขาได้เท่านั้น ‘And Wipha’s shoes, it’s you too, isn’t it,’ I went on asking because I believed Phoocha had stolen them. Several chil- dren had accused him, but no evidence had been found that would have incriminated him.
ภูชาทำท่าลังเล “เมื่อวานครูไปสืบมาแล้ว” Phoocha seemed to show reluctance. ‘You already investigated that the other day.’
ผมขู่ทันที เพราะเห็นภูชากำลังหวั่นไหวสุดขีดและเสียหลัก นับเป็นโอกาสเหมาะที่หาไม่ได้ง่ายๆ I threatened him at once, because I saw he was extremely shaken and unsettled, an opportunity that was hard to come by.
“ผมไม่ได้เจตนาจะเอาหรอกครับ” ภูชายอมเปิดปาก ‘I didn’t intend to take them,’ Phoocha finally confessed.
“รวมทั้งเมโลเดียนด้วยหรือเปล่า” ผมถามเพราะเห็นว่าน่าจะมีอะไรแอบแฝงอยู่ในการกระทำของเจ้าหมีควายของเพื่อนๆ ‘Including the Melodian or not,’ I asked, because I thought there must be some- thing behind his behaviour with his friend.
“ครับ” ‘Yes sir.’
“เธออยากเล่นเมโลเดียนหรือ” ผมคิดว่าเขาอยากเล่นดนตรีไม่มีเงินซื้อ เพราะฐานะทางบ้านของเขาไม่ดีนัก ‘You wanted to play the Melodian, did you?’ I thought he wanted to play music but had no money to buy one, because the status of his family wasn’t good.
“เปล่า” ภูชาส่ายหน้า ‘No sir.’ Phoocha shook his head.
“เธอมีน้องสาวหรือเปล่า” ‘Do you have a little sister?’
“ไม่มีครับ” ‘No I don’t.’
“อ้าว แล้วเธอขโมยรองเท้าของวิภาไปทำไมล่ะ” ผมสงสัยเต็มที ‘Oh? Then why did you steal Wipha’s shoes?’ I was totally puzzled.
“ผมชอบวิภาครับ” ภูชาตอบพลางหลบตา ‘I like Wipha, sir,’ Phoocha answered as he looked away.
ผมนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง I was speechless for a moment.
“ชอบแล้วไปขโมยของเขาทำไม” ‘If you like her, why do you steal her things?’
“เขาไม่รักผมครับ” ภูชาสารภาพ ‘She doesn’t love me, sir!’ Phoocha confessed.
“งั้นเธอคงขโมยข้าวของวิภาไปหลายชิ้นสิ” ผมแกล้งถามไปอย่างนั้นเอง ‘Then you must have stolen many of Wipha’s things,’ I remarked teasingly just like that.
“ครับ” ‘Yes sir.’
“มีอะไรบ้าง” ผมอยากรู้ ‘Such as?’ I wanted to know.
“ยางลบ ไม้บรรทัด ดินสอ…” ภูชาระบายออกมายาวเหยียด ผมนั่งฟังตาค้าง คาดไม่ถึงจริงๆ และเชื่อว่าไม่มีครูคนไหนคาดถึงด้วย ‘Her eraser, her ruler, her pencil…’ Phoocha let go of a long, detailed list. I sat listening with bulging eyes, I never would have thought it possible and I thought no teacher would believe it either.
“แล้วตอนนี้ของพวกนั้นอยู่ไหน” ‘And where are those things now?’
“อยู่ที่บ้านครับ” ‘I have them at home.’
ภูชาพูดเสียงสั่นตลอดเวลา น้ำตาคลอหน่วย น่าสงสาร มาถึงตรงนี้ผมมองเรื่องราวทั้งหมดทะลุปรุโปร่งเหมือนมองผ่านแก้วใส ม่านมืดแห่งความขุ่นเคืองใจพังทลายลงในบัดดล รู้สึกเหมือนโดนหมัดของเขาทรายเข้าเต็มคาง มึนตึบไปเลย มือไม้อ่อนปวกเปียกเอาดื้อๆ ไม่รู้จะลงโทษเขาอย่างไรดี วานผู้อ่านช่วยลงโทษเจ้าหมีควายของเพื่อนๆ แทนผมด้วยก็แล้วกันนะครับ Phoocha spoke loudly all the time, tears filling his eyes. How pitiful! At this point, I could see the whole story thoroughly as if I was looking through transparent glass. The dark curtain of resentment had dissipated instantly. I felt as if I had been punched in the chin and was groggy and limp. I didn’t know how I would punish him. Well then, reader, go ahead and punish that bufflebear for me.
= ‘Wan Kha Jao Mee Khwai Hai Noi’ in Sakunthai Magazine XXXxxx
Korn Siriwatthano, born in 1956 in the south of Thailand, used to teach there and has kept collecting prizes for his short stories. He is also
the author of a couple of novels. His ‘The lookers-on’ was published in 9 Thai short stories – 2009,
‘Chain reaction’ in 13 Thai short stories – 2013
and ‘Briefs’ in this blog on 26 December 2013.
=korn siri

The season between us – Wiwat Lertwiwatwongsa

Pederasty, the sexual love of an adult for a child, is a sensitive, controversial topic seldom tackled by writers. It takes courage to do so and talent to bring it off. In his exploration of the margins of sexuality, Wiwat Lertwiwatwongsa handles the theme with laudable restraint and empathy in a language unmistakably his own. MB

ฤดูกาลระหว่างเรา

The season between us

 
girl silhouette girl silhouette  

วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา

Wiwat Lertwiwatwongsa

 
    TRANSLATOR’S KITCHEN
  Dedicated to Yasujiro Ozu
and Yasunari Kawabata
 
ตอนที่คุณกับเธอพบกันครั้งแรก เธอเกาะขาแม่ของเธอแน่นและไม่ยอมสบตาคุณที่นั่งยองๆคุยกับเธอ เก็บซ่อนอาการหื่นอยากไว้ในส่วนที่ลึกที่สุด นั่นเป็นปลายฤดูร้อนเกือบยี่สิบปีที่แล้ว When you and she met for the first time, she was clutching hard her mother’s dress and refusing to meet your eyes as you crouched talking to her and hiding your craving for her in the deepest recess. That was at the end of the hot season almost twenty years ago.  
คุณรับเอาโนรีแม่ของเธอมาเป็นลูกจ้างเพราะเธอ แต่คุณไม่ได้บอกเรื่องนี้กับโนรี แม้จนคุณตัดสินใจแต่งงานกับโนรี หรือแม้แต่ตอนที่โนรีจากคุณไปพร้อมกับเธอ ตอนที่โนรีค่อยๆกลายเป็นบ้าหรือหลังจากนั้นอีกหลายต่อหลายปีเมื่อโนรีตายลง You took Nori, her mother, as an employee because of her but you didn’t tell Nori this, even when you decided to marry Nori or even when Nori left you taking her away, or when Nori slowly became mad or many years later when Nori died.  
การจบสิ้นของฤดูร้อนเป็นไปอย่างงดงามราวการเต้นรำของความตาย ดอกหางนกยูงสีแดงส้มปลิดขั้วร่วงหล่นเต็มพื้นลาน สายฝนชะความโสมมลงจากหลังคาบ้านมากองรวมอยู่ที่ลานปูน เด็กหญิงเติบโตเป็นสาวทีละน้อย และความขมขื่นถูกฝังกลบลงในบ่อลึกวันแล้ววันเล่า The end of the hot season went by with the beauty of a dance of death. The red-orange flowers of the flames-of-the-forest parted and fell carpeting the lawn. The rain washed the house roof clean and the dirt layered the cement ground. The girl gradually grew up into a young woman and rape lay buried in a deep well day after day.  
คุณได้รับมรดกตกทอดจากบิดาเป็นร้านหนังสือเล็กๆในตัวอำเภอเล็กๆห่างไกล หลังจากบิดาของคุณตายลงอย่างกระทันหันด้วยอาการหลอดเลือดอุดตัน ร้านนี้ก็ตกเป็นของคุณ กล่าวให้ถูกต้องคุณเลื่อนขั้นจากเด็กขายหนังสือมาเป็นเจ้าของร้าน ด้วยอาการนั้นเองคุณจึงได้พบกับเธอและมารดาของเธอ You inherited from your father a small bookshop in a little provincial town. After your father was struck down by a heart attack, this shop became yours or, to put the record straight, your status shifted from being a book-selling child to shop owner, and it was because of that that you met her and her mother. ห่างไกล = distant – distant from what? Sign of provincialism from the author. Better left untranslated.
โนรีอายุยังไม่เต็มยี่สิบในตอนนั้น สาวสะพรั่งอย่างชวนให้เจ็บปวดรวดร้าว เมื่อได้รู้ว่าห้าปีก่อนเธอถูกให้ออกจากโรงเรียนหลังจากตั้งท้อง บุตรสาวใจแตกของบิดาชาวสวนและมารดาแม่ค้าผัก ว่ากันว่าแม่ของเธอเป็นบุตรสาวคนแรกที่รอดพ้นจากอาการกลายเป็นบ้าของเด็กสาวทุกคนในสายตระกูล กระนั้นก็ตาม พวกคนอื่นๆก็ยังมองแม่ของเธอในฐานะผู้หญิงที่เพียงแต่ยังไม่ได้เป็นบ้าและรอเวลาที่จะเป็นเช่นนั้นอยู่เงียบๆ นานหลายสิบปีจนแม่ขอเธอแต่งงานและมีลูกคือเธอ จนเมื่อเธออุ้มท้องลูกสาวไว้โดยไม่มีใครรู้และถูกให้ออกจากโรงเรียนนั่นเอง มารดาของเธอจึงค่อยๆเป็นบ้าไปตามคำทำนาย ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับสายโลหิตจริงหรือไม่ หรือเป็นเพราะเธอนั่นแหละที่ทำให้แม่เธอกลายเป็นบ้า ไม่มีใครสำนึกเสียใจ หลังคลอดลูกเธอยังคงตระเวนไปกับเด็กหนุ่มๆ ห่างไกลจากภาพของบุตรีแห่งความบ้าคลั่งหลายล้านปีแสง ผิดกับมารดาของเธอซึ่งซูบซีดร่วงโรย ราวกับภายในของนางค่อยๆเปื่อยยุ่ย เลือดเนื้อตับไตไส้พุงค่อยๆกลายเป็นเยื่อเหลว ระเหยหายเชื่องช้า ไขกระดูกปลิดปลิวในสายลม ไม่ถึงสามปีนางผ่ายผอมเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก ตายไปราวกับสายลมหอบเอาร่างนางที่กลายเป็นผุยผงล่องลอยไป ทิ้งไว้เพียงรอยเลือดเน่ากรังจากแผลกดทับของการนอนอยู่กับที่ยาวนานเกินไป ว่ากันว่ามีเสียงฉีกขาดของเนื้อที่เชื่อมติดกับเสื่อเมื่อยกซากร่างเบาหวิวของนางขึ้น Nori wasn’t even twenty then, a budding woman that invited pain when you learned that five years earlier she had had to leave school because she was pregnant, the spoilt daughter of an orchard owner and his vegetable-selling wife. It was said that her mother was the first to escape from the fate of madness of all the girls in the family line. For all that, everyone else still looked at her mother as a woman who wasn’t mad yet and quietly waited for the time when she would be like that for dozens of years until her mother got married and gave birth to her. And when she was secretly pregnant with that very daughter and was expelled from school, her mother slowly went mad as expected. Whether it had to do with blood ties or not or whether it was because of her that her mother became mad, nobody felt sorry. After she gave birth she still went out with young men, millions of light years away from the image of a daughter of stark madness, unlike her mother who was haggard, wan and worn-out as if she was rotten inside, her flesh and organs slowly liquefying and evaporating, marrow evaporating in the wind. In less than three years she was so gaunt only skin covered her bones, she died as if a gust of wind had whisked away her body which was nothing but floating dust, leaving behind but crusty traces of putrid blood from bedsores. It was said that when her ultralight body was lifted off the bed there was a sound of tearing of the flesh stuck to the mat.  
เด็กหญิงเติบโตภายใต้การพิทักษ์ของคุณตา ผู้ซึ่งถูกรถชนตายไปอย่างเงียบเชียบปลายฤดูหนาวที่แล้ว จนเมื่อถึงตอนนั้นนี่เอง ที่โนรีเพิ่งตระหนักตื่นจากความฝันแสนหวานของเยาว์วัยและหันมองใบหน้าธิดาของตนเอง The young girl grew up under the protection of her maternal grandfather, who was run over by a car and died quietly at the end of the last cold season, and it was then that Nori finally woke up from the sweet dream of youth and turned round to look at her own daughter’s face.  
ทุกครั้งที่คุณวางศีรษะลงบนหน้าท้องของโนรี คุณจะคิดถึงอีกเรือนกายหนึ่ง ท้องที่อ่อนยวบนุ่มนวลเหมือนผิวของเด็กๆ คุณชอบที่จะได้ลูบไล้หน้าท้องของโนรี ควานหาครรภ์ที่เธอถือกำเนิดออกมา คุณคิดถึงเรือนร่างซึ่งย่อส่วนสรรพสิ่งของความเป็นผู้ใหญ่เอาไว้ หน้าอกที่เป็นเหมือนกับเด็กเพศชาย เรือนร่างที่ไร้ขน นุ่มนิ่ม ยืดหยุ่น อบอุ่น ป้อมสั้น สิ่งที่ถูกวางภาพในฐานะของความบริสุทธิ์ที่คุณฝันจะเป็นส่วนหนึ่งของมัน หน้าท้องของโนรีทำให้ภายในของคุณเร่าร้อนชูชัน คุณร่วมรักกับโนรีอย่างรุนแรง เริ่มจากอาการของการกึ่งการข่มขืนกึ่งการสมยอมจนเลื่อนไหลไปสู่อาการของการเลยตามเลยและพึงพอใจตามลำดับ จนในที่สุดโนรีย้ายเข้ามาอยู่กับคุณบนชั้นสองของร้านหนังสือ ย้ายมาพร้อมกับเธอและข้าวของไม่กี่ชิ้น ตอนนี้คุณร่วมรักกับโนรี เฝ้าฝันว่าได้กอดรัดกับต้นแบบ แม่พิมพ์ จุดเริ่มต้นในการมายังโลกนี้ของเธอ Every time you placed your head on Nori’s belly, you thought of another body, a belly with the supple softness of a child’s skin. You liked to caress Nori’s belly, grope for the womb that gave birth. You thought of a body which was in everything the scale model of an adult’s, a chest flat as a boy’s, a hairless body, soft, pliant, warm, plump, something pictured in a state of purity of which you dreamt of being a part. Nori’s belly made you torrid and aroused inside. You made violent love with Nori, starting with semi-consensual rape and then letting things take their course to gradual satisfaction, until finally Nori moved in with you on the second floor of the bookshop, moved in together with her and only a few possessions. Now you made love with Nori, dreaming you were hugging the matrix, the mould, the origin of the world for her.  
การจบสิ้นของฤดูร้อนเริ่มต้นเงียบๆ โนรีเริ่มทำงานวันแรกในวันฝนตก หลังขี่มอเตอร์ไซคล์ไปส่งลูกสาวที่เนอรส์เซอรี่ คุณแปลกใจที่เธอไม่เอาเด็กมาด้วย กล่าวให้ถูกต้อง เรียกได้ว่าผิดหวัง แต่คุณก็ไม่เอ่ยปาก บรรยากาศในร้านเป็นไปอย่างเงียบเชียบ หนังสือซึมเอาละอองฝนเข้าไปจนอืดบวมน้อยๆ โนรีแทบไม่พูดกับคุณ คุณก็ไม่ได้พูดกับเธอ รอคอยเวลาเลิกเรียนเงียบเชียบ The end of the hot season began quietly. It was raining when Nori started work the first day after taking her daughter to the nursery on motorcycle. You were surprised that she didn’t take the child with her. To set the record straight, you were disappointed but you didn’t say anything. The atmosphere in the bookshop was one of quiet, the books absorbed particles of rain to the point of swelling a little. Nori hardly talked to you at all, you didn’t talk to her, waited for the end of the school day quietly.  
โดดเดี่ยวชั่วชีวิต คุณมีความรักแต่ความรักคือคำสาปและการโดดเดี่ยวชั่วชีวิต คุณกดข่มความรักใดๆไว้ภายในร่างอันทุกข์ระทมในทุกโมงยาม เวลาที่คุณขายหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นให้กับเด็กๆ เวลาที่คุณสัมผัสใกล้ชิดกับพวกเขา รอยยิ้มเป็นมิตรของคุณน้าใจดีเป็นฉากหน้าเศร้าสร้อยที่คลี่ลงคลุมทับความทุกข์ ความหิวกระหาย ปรารถนาต้องห้ามที่ไม่อาจเติมเต็ม   ชูชันอย่างเศร้าสร้อยต่อหน้าชุดนักเรียนไม่รู้อิโหน่อิเหน่ Alone all your life, you have love but love is a curse of lifelong loneliness. You press down any love within your permanently grieving body, when you sell Japanese cartoons to children, when you come into contact with them, the friendly smile of the kindly uncle is the melancholy veil that covers your sorrow, your craving, the forbidden wish that can’t be fulfilled, aroused discon- solate in front of a bunch of pupils who haven’t a clue.  
หลังจากฝึกฝนตัวเองอย่างยาวนานและทุกข์ทรมาน คุณซ่อนตัวมิดชิดในบ่อลึก เจ้าของร้านหนังสือที่น่ารักเป็นมิตร และเป็นส่วนหนึ่งของเมืองเล็กๆที่มีดวงตาเป็นจำนวนมาก มีหูเป็นจำนวนมาก เมืองที่เสียงกระซิบลอยอยู่ในสายลม วันแล้ววันเล่า คุณฝึกฝนตัวเองให้ค่อยๆกลายเป็นน้ำแข็งเชื่องช้า พอถึงจุดหนึ่งคุณก็ค้นพบว่าไม่ใช่คุณหรอกที่ถูกสูบเลือดออกไปจนหมดตัว จนเยือกเย็นเหมือนก้อนน้ำแข็ง ไอ้พวกที่มีหัวใจอบอุ่นต่างหากที่ตอแหล การค้นพบนี้ทำให้คุณทุกข์เศร้ากว่าเดิม เพราะคุณพบว่าคุณไม่อาจเลิกโบยตีตัวเองแม้จะไม่มีความผิดได้ After training yourself over time in great distress, you hid yourself thoroughly in a deep well, the adorable and friendly bookshop owner who is a part of this small town of very many eyes, of very many ears, a town where the wind carries whispers. Day after day you slowly trained yourself to turn into a block of ice. At one point you found out that it wasn’t you who had been sucked out of all blood so that you felt cold like a block of ice. It was those with warm hearts that told lies. That discovery made you sadder than before because you found that you couldn’t stop blaming yourself even though it wasn’t your fault.  
คุณไม่เคยมีคนรัก หนุ่มโสดหน้าซื่อ ครึ่งหนึ่งของคนรู้จักเข้าใจว่าคุณเป็นตุ๊ด แต่คนที่รู้จักคุณดีคิดว่าคุณเป็นแค่ชายหนุ่มซีดเศร้าบ้างานที่ถ้าหากได้รักใครสักคนคงจะมีความสุข แต่ทั้งหมดล้วนตกตะลึง ไม่ก็ไม่เห็นด้วย ไม่เข้าใจ หรืออาจจะต่อต้านเล็กน้อยเมื่อคุณตัดสินใจแต่งงานกับโนรี ลูกจ้างในร้านที่เพิ่งมาทำงานได้สามเดือน แม่หม้ายลูกติดที่ไม่รู้ว่าใครเป็นพ่อ ต้นแบบเด็กใจแตกของเมืองเล็กๆ You’d never had a lover. A young bachelor with an honest face, half of those who knew you understood you were gay but those who knew you well thought you were just a young, sad, sallow workaholic who if he loved some- one would be happy, but they were all taken aback, or else disapproved, didn’t understand or were even slightly critical, when you decided to marry Nori, the employee in the bookshop who’d only been working for three months, a widow with child no one knew who the father was, a prime example of a spoilt brat in a small town.  
ครั้งแรกของคุณกับโนรีเกิดขึ้นในยามบ่ายของวันที่ฝนเทกระหน่ำ เธอหลับอยู่ชั้นบน คุณอนุญาติให้โนรีพาเธอมาที่ร้านได้ หลังจากเล่นจนเหนื่อยอ่อน เธอก็ม่อยหลับไป สวมเสื้อชุดกระโปรงติดกันสีขาวลายจุดสีแดง เด็กน้อยตะแคงกอดหมอนข้าง ชายกระโปรงพะเยิบไหวตามแรงของพัดลม เปิดเผยช่วงขาสูงลึกไปถึงกางเกงชั้นในลายการ์ตูน คุณทุกข์เศร้าขื่นขม ความหื่นอยากคลานขึ้นมากระทุ้งฝาบ่อที่คุณคิดว่าปิดไว้แน่นหนา มือข้างหนึ่งของคุณค้างคาแข็งเกร็ง ลูบไล้อากาศเหนือต้นขาของเธอก่อนจะกำแน่น วางมือลงบนหน้าผากของเด็กน้อย ลูบหัวเธอแผ่วเบา The first time for you and Nori hap- pened on the afternoon of a day when rain fell in buckets. Her daughter was sleeping upstairs. You had allowed Nori to take her to the shop. After playing until she was tired, she drifted into sleep. She wore a skirt white with red dots. The little child lay on her side a leg over the pillow she hugged. The hem of her skirt flapped from the strength of the fan, revealing the top of her legs up to the cartoon-printed pants. You felt bitterly tormented. Craving crept onto the lid of the well you thought was closed tight. One of your hands was left to hang frozen, stroking the air above her thighs before turning into a fist and then coming down onto the forehead of the little girl and stroking her head lightly.  
ด้วยฝนที่เทลงมา ด้วยความปรารถนาอันหม่นหมอง และด้วยความกล้าได้กล้าเสียของโนรี คุณเบียดร่างกับเธอระหว่างชั้นหนังสือ จักรวาลในลมพายุป่วนปั่น หนังสือลอยละล่องโบกบิน คุณจูบ เธอจูบตอบ คุณดันร่างของเธอเข้าไปหลังร้าน ร่วมรักกันในห้องสต๊อกหนังสือ สามเดือนต่อมา คุณประกาศจะแต่งงานกับโนรีที่ย้ายเข้ามาในห้องชั้นสองของร้าน เพียงไม่นานนักคุณกลายเป็นสองผัวเมียขยันขันแข็ง มีลูกสาวเล็กน่ารัก ที่คุณเป็นคนขี่มอเตอร์ไซค์ไปส่งเธอที่โรงเรียนทุกวัน ร่างเล็กๆโอบกอดเอวของคุณแน่นหนา หน้าอกแบนราบเบียดชิดแผ่นหลัง ความรู้สึกอุ่นซ่านน้อยๆที่แผ่จางๆไปในระยะทางห้ากิโลเมตรจากบ้านถึงโรงเรียน วันละสองครั้งเช้าเย็น เธออยอมรับคุณในฐานะบิดา มอบความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งจะโบยตีคุณต่อเนื่องยาวนาน อาจจะชั่วชีวิต คู่รักแสนรันทดของรักที่ไม่มีทางจะสมหวัง ไม่แม้แต่ว่าความไม่สมหวังจะทำให้มันเรื่อเรืองเป็นเรื่องโรแมนติก With the rain falling, with those dismal wishes and with Nori’s willingness to take risks, your body jostled with hers between the bookshelves, a universe of stormy winds, books floated and flew about, you kissed, she kissed back, you pushed her body inside the rear of the shop, made love in the room where you stocked books. Three months later, you announced you were going to marry Nori who had moved into the second- floor room of the shop. Before long you were hardworking husband and wife with a lovely little daughter you hoisted onto your motorcycle to take to school every day, the little body hugging your waist tightly, her chest flat against your back. A light feeling of warmth perme- ated faintly throughout the five kilo- metres between house and school, twice a day, morning and late afternoon. She accepted you as her father, gave you all of her trust which would flail you constantly for long, maybe all of your life, the all-too-sad partner of a love that could never be consumed, even though such lack of consumption gave it a romantic aura.  
เป็นไปตามที่ใครต่อใครคาดหมาย โนรีไปจากคุณในเวลาไม่นานนัก สองปีครึ่งหลังจากพวกคุณแต่งงานกัน สองปีครึ่งอันแสนสุขสงบ สองปีครึ่งที่คุณคิดยืนอยู่บนขอบผาของความมั่นคงในฐานะครอบครัว และความรักซ่อนเร้นของคุณกับเด็กหญิงอายุห้าขวบ As everyone expected, it wasn’t long before Nori left you. Two and a half years after you two got married, two and a half years of utter peaceful happiness, two and a half years you thought you stood on the very grounds of stability as a family and with your concealed love for the five-year-old girl.  
ครบรอบวันเกิดปีที่แปดของเธอ โนรีไปจากคุณ เรื่องราวเรียบง่ายว่าเธอพบกับเด็กหนุ่มคนใหม่ซึ่งวนเวียนมาซื้อหนังสือทุกวัน วันแล้ววันเล่า วันหนึ่งทั้งคู่ก็หนีไปด้วยกัน และคุณไม่อาจทนรับได้ คุณไม่สนใจหรอกว่าโนรีไปไหนไปกับใคร หรือนอนหงายจะอ้าขารับใครเข้ามาถ้าโนรีไม่เอาเธอไปด้วย On her eighth birthday, Nori left you. It simply turned out that she had met a new young man who came and bought books every day, day after day. One day the two of them left together and you couldn’t accept it. You wouldn’t have cared where Nori had gone with whom or lain with her back legs open to whomever had Nori not taken her with her.  
คุณไปตามโนรี ไปอย่างคนสิ้นหวังที่ไขว่คว้าอากาศจากฟางเส้นสุดท้าย โนรีไปจากเมือง คุณปิดร้านหนังสือนั่งรถทัวร์ตามหาเธอ สามีที่ถูกทรยศหักหลังยังคงพร้อมจะให้อภัยภรรยาทุกอย่าง คุณตามไปจนพบเธอ อ้อนวอนขอให้เธอกลับมาหาคุณมาอยู่กับคุณ และเรื่องมันง่ายเข้าเมื่อเด็กหนุ่มที่เธอหนีตามมันมา พยายามจะข่มขืนเธอ คุณโกรธจัดเมื่อรู้เรื่อง   ยืนอยู่ในฐานะของสามีและพ่อที่ถูกทำร้าย คุณตามหามันจนพบและต่อยตีกับมันอย่างเอาเป็นเอาตาย ใบหน้าของคุณยับเยินไม่มีชิ้นดี โนรีพยาบาลคุณวันแล้ววันเล่า เด็กหญิงตัวเล็กนอนหลับข้างเตียงอนาถาในโรงพยาบาลคุณลูบหัวเธอ สงบอบอุ่นจนพร้อมที่จะตาย You went after Nori, went as someone hopeless who grapples at the air for the last straw. Nori had left town. You closed down the bookshop, took a coach to go in search of her, a betrayed husband still ready to forgive his wife everything, you went after her until you found her, beseeched her to come back to you, to live with you, and things became easy when the young man she had fled with tried to rape her daughter. You were very angry when you learnt about it, stood as a husband and father that has been wronged. You went after him, found him and grappled with him with all you’d got. Your face turned into pulp. Nori nursed you day in day out. The little girl slept by your destitute bed in the hospital, you stroked her head, safe and warm and ready to die.

===

=

=

=

=

=

เธอ (she/her) in this story always refers to the daughter. In English, it is at times necessary, as here, to specify ‘the daughter’.

โนรีรู้ว่าคุณไม่รักหล่อน คุณร่วมรักกับเธอทุกคืนแต่คุณไม่รักหล่อน คุณเยือกเย็นทุกข์เศร้า คุณรักสิ่งอื่นซึ่งหล่อนไม่รู้ว่าอะไร ความรักกัดกินหล่อนจากข้างใน หล่อนติดค้างคุณครั้งแล้วครั้งเล่า ได้รับความช่วยเหลือจากคุณครั้งแล้วครั้งเล่า แต่หล่อนไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้โดยไม่ได้รับความรัก ราวดอกไม้ร่านสายฝน หรือนกร่านลม ร้อนทุรนอยู่ในร้านหนังสือสงบเงียบซึ่งกลายเป็นจักรวาลของการกดข่มความปรารถนา เธอเรียนรู้อย่างช้าๆว่าที่คุณรัก ที่คุณตกหลุมรัก ไม่ใช่หล่อน แต่เป็นลูกสาวตัวน้อยของหล่อนต่างหาก โนรีเริ่มทุบตีเด็กหญิง เริ่มจากรอยหยิกเขียวๆที่แขนขวา โนรีถลำลึกลงไปในความรู้สึกนั้น ความรู้สึกของแม่ที่ทุกข์เศร้าเพราะลูกสาวมีแต่ความเจ็บปวดป่วยไข้ เมื่อคุณให้ไม่ได้ หล่อนก็เรียกหาเอาจากคนอื่นๆ ความรักสงสารเอาใจแก่แม่ผู้ซีดเซียว คุณไม่รู้เรื่องนี้ในทีแรก ก่อนจะค่อยๆสังเกตว่าร่องรอยบนเรือนร่างของเธอมาจากภรรยาของคุณ คนที่ค่อยๆโบยตีตัวเองจากการทำร้ายลูกในไส้ บ่ายวันนั้นคุณเห็นกับตาว่าโนรีหยิกเด็กหญิงที่ขา หลังจาคุณขลุกอยู่กับเธอ นอนดูรายการการ์ตูนตลอดครึ่งเช้าวันเสาร์โดยไม่ออกจากห้องมากินข้าว เด็กหญิงตัวน้อยหลับอยู่บนอก หัวใจของคุณเต้นแรง บางสิ่งแข็งเกร็งอยู่เบื้องล่าง เด็กหญิงหลับไปกับอก หลับแบบที่เด็กหญิงคนหนึ่งจะหลับเมื่อเธอแน่ใจว่านี่คือสถานที่ปลอดภัย คุณดุโนรีที่ทำให้เธอตื่น เหตการณ์ลุกลามราวกับขอบเขตของผื่นผิวหนังที่แผ่ลาม เซลล์อักเสบบวมเป่งปริแตก หนองสกปรกปรี่ไหล เธอเก็บความเคียดแค้นไว้ในใจ เมื่อคุณลุกไปอาบน้ำ แล้วกลับมาเอาผ้าเช็ดตัว คุณก็ได้เห็นว่าเกิดอะไรขึ้น Nori knew you didn’t love her. You made love with her every night but you didn’t love her. You were standoffish and sorrowful. You loved something else and she didn’t know what it was. Love gnawed at her from the inside. She was your debtor time and time again, she was getting help from you time and time again, but she was unable to live her life without receiving love, like a flower flirting with the rain or a bird with the wind, at sixes and sevens in a quiet bookshop which had become a universe of repressed desires. She learned slowly that what you loved, what you had fallen in love with, wasn’t her but her little daughter. Nori began to beat the little girl, began with dark blue pinch-marks on the right arm. Nori became deeply involved in that feeling, the feeling of a mother who’s tormented because her daughter is always ailing. What you didn’t give her she searched from others, love, pity, concern for her wan mother. You weren’t aware of this at first until you came to realise that the marks on her body came from your wife, she who flailed herself for harming her very child. That afternoon you saw with your own eyes Nori pinch her leg after you had been busy with her, lay down looking at cartoons for half of the morning that Saturday without coming out of the room to eat. The little girl was asleep on your chest, your heart beat hard, something had grown hard down below, the little girl slept on your chest, slept as a girl sleeps when she’s sure she’s in a safe place. You looked at Nori who woke her up. The event spread like the limits of a skin that spreads, the infected cells blowing and breaking, dirty pus oozing out. She kept her spirit of revenge in her heart. When you got up to go and take a shower and then came back to take a towel, you saw what had happened.  
ลุกไหม้ ร่างกายของคุณลุกไหม้จากความเคียดแค้น ร่างกายของโนรีก็ลุกไหม้ หล่อนตะโกนด่าคุณว่าไอ้โรคจิต คุณด่าหล่อนว่าอีบ้า กากบาทลงกลางศีรษะ ทิ่มแทงลงในบาดแผลที่ลึกที่สุดของหล่อน โนรีกรีดร้องทุบตีคุณ สติขาดผึงดังเช่นแม่ของหล่อน แม่ของแม่ของหล่อน แม่ของแม่ของแม่ของหล่อน ตระกูลที่ถูกความบ้าเข้าครอบครองแล้วเขียนประวัติศาสตร์ขึ้นทับส่วนที่เหลือ ฝาบ่อของหล่อนถูกเปิดออก แหลกละเอียดร่วงหล่น หล่อนจะไม่กลับมาอีกแล้ว Aflame, your body was aflame with resentment. Nori’s body too was flaring up. She shouted at you calling you a degenerate, you shouted at her calling her mad, drew a cross on her forehead, wounding her to the core. Nori shrieked and fought you, turning mad like her mother, like her mother’s mother, like her mother’s mother’s mother, a family which had taken madness as its ruler and then written history over what remained. The lid of her well fell off, the broken pieces tumbled inside, she wouldn’t be back again.  
โนรีลงเอยในโรงพยาบาลบ้า ไม่มีใครเชื่ออะไรเรื่องที่หล่อนบริภาษคุณแต่ทุกคนเชื่ออย่างหมดจิตหมดใจมาตั้งเนิ่นนานก่อนที่จะเป็นไปจริงๆว่าหล่อนจะต้องเป็นบ้า ราวกับนิยายที่วางโครงเรื่องไว้ล่วงหน้า คำทำนายที่ผุดขึ้นช่วงต้นเพื่อจะยืนหยัดยืนยันคุณค่าความหมายของมันในท้ายเรื่อง หลังจากเข้าออกโรงพยาบาลได้อยู่ปีครึ่ง โนรีแขวนคอตายในห้องครัวของร้าน คุณเป็นคนพบศพคนแรก เด็กหญิงไม่ได้เห็นศพแม่ของตัวเองจนกระทั่งสิ้นงานศพ ตลอดงานศพ เธอหลบอยู่ข้างหลังคุณ กุมมือของคุณจนชื้นเหงื่อ คุณทุกข์เศร้าเจ็บปวด เพราะลึกๆคุณรู้ว่าคุณทำให้โนรีตาย แต่ก็รู้สึกสงบอบอุ่น นับจากนี้บ้านทั้งหลังจะมีเพียงหนังสือจำนวนมาก และคุณกับเธอ จากนี้เราสองคนจะมีเพียงกันและกันต่อสู้กับโลกทั้งใบ Nori ended up in a lunatic asylum. Nobody believed what she mouthed about you but everyone had been absolutely convinced long before she was that she must be mad, like a novel whose plot is outlined from the start, the initial predictions coming to fruition by the end of the story. After she had been out of the asylum for a year and a half, Nori hanged herself in the kitchen of the shop. You were the one who found her body. The little girl didn’t see the body of her mother until the end of the cremation. During the entire funeral she hid behind you, holding your hand until both of yours grew sweaty. You were sad, tormented and in pain because deep down you knew you had instrumented Nori’s death yet felt secure and warm. From then on the whole house would only have a great number of books and you and her. From now on there will be only the two of us fighting the world.  
เวลาคืบเคลื่อนเชื่องช้าราวกับเป็นนิรันดร์ ความรักของคุณคือพรจากสวรรค์และการลงทัณฑ์ที่เหี้ยมโหดที่สุด จักรวาลเงียบสงบของคุณอึงคะนึงอยู่ด้วยเสียงของความยับยั้งชั่งใจ ความใคร่ที่ไม่ได้รับการตอบสนอง ทุกคืนค่ำ คุณช่วยตัวเองด้วยการจินตนาการถึงภาพของลูกสาวในห้องน้ำ ในห้องนอนรกร้าง เด็กสาวอายุแปดขวบตอนที่คุณล่วงล้ำเธอ ครั้งแรกและครั้งเดียว เด็กหญิงไข้ขึ้นสูง นอนเพ้อตลอดคืน คุณไม่เป็นอันหลับนอน เฝ้าพยาบาลเธอ คุณเช็ดตัวเธอ แกะกระดุมเสื้อชุดนอน ทาบผ้าขนหนูหมาดเข้ากับผิวหนังหยุ่นนุ่ม คืบเคลื่อนเชื่องช้าลงบนแผ่นหลัง ลำแขน ใบหน้า หน้าอกแบนราบ ราวกับติดไข้มาจากเธอ ใบหน้าคุณร้อนผ่าว แดงเรื่อ รู้สึกเหมือนกำลังข่มขืนเธอ บิดผ้าขนหนูใหม่หมาดเช็ดขาสองข้างของเธอ เลื่อนลึกลงไปในท้องน้อย แตะสัมผัสส่วนที่คุณไม่ควรยุ่งเกี่ยว ปีศาจเคาะฝาบ่อปริแตก ริมผีปากของเธอสุกแดงเพราะพิษไข้ โดยไม่อาจควบคุม คุณถะถั่งหลั่งล้นราดรดกางเกงนอนของคุณเอง Time crept on ever so slowly. Your love was a blessing from heaven and a most cruel punishment. Your quiet and secure universe was humming with the sound of self-restraint, longings that remained unfulfilled. Every night you masturbated picturing your daughter in the bathroom, in the messy bedroom, a girl who was eight years old when you trespassed on her, the first and only time, the girl having high fever lay raving all night long, you couldn’t sleep, watched and nursed her, you wiped her body, unbuttoned her pyjamas, ran a towel over her soft pliant skin, languidly drew it over her back, her arms, her face, her flat chest. As if catching fever from her, your face was flushed a deep red, you felt as if you were raping her, wrung the towel anew and wiped her legs, slid deep down her lower belly and touched what you should have nothing to do with. A devil knocked the lid of the well off and it broke. Her lips were a ripe red due to the fever. Unable to control yourself, you came all over your pyjama trousers.

===

=

=

ช่วยตัวเอง = to masturbate, literally to help oneself; expression used four times here. For the sake of diversity, I also use the more colloquial to wank and to jerk off.

เด็กหญิงลืมเหตุการ์ณนั้นไปหมดแล้ว กล่าวให้ถูกต้องมันไม่เคยเกิดอะไรขึ้นเสียด้วยซ้ำ มีก็แต่คุณที่จดจำฝังแน่น เหตุการณ์ที่เป็นรอยเปื้อนลบไม่ออกในความสัมพันธ์ของคุณกับลูกสาว คราบไคลที่ไม่อาจเอาออกจากกางเกงนอน คุณร้องไห้ลำพังในห้องมืด คืนแล้วคืนเล่า คิดถึงโนรีแทบขาดใจ คุณพยายามอย่างถึงที่สุดที่จะเป็นคนดี แต่ความรักทำลายความยับยั้งชั่งใจของคุณจนสาบสูญหมดสิ้น ความรักกัดกินคุณจากข้างใน ทำลายคุณจนถึงเยื่อกระดูก คุณได้ยินเสียงของการกร่อนสลายนั้น วินาทีหนึ่งคุณรู้ว่ามันจะเป็นเสียงที่จะดังไปชั่วนิรันดร์ The young girl totally forgot that event. To set the record straight, nothing happened actually. Only you have a deep memory of it, an event that’s an indelible stain in your relationship with your daughter, a film of scruff that won’t come off your pyjama trousers. You cried alone in the dark room night after night, missing Nori so much your heart could break, you tried your very best to be a good man but love reduced your self-restraint to nothing. Love gnawed at you from the inside, hurt you to the marrow of your bones. You heard the sound of that wearing away. For a second you knew that that sound would resound forever.  
เด็กหญิงตัวน้อยเติบโตเป็นสาวสะพรั่ง ใบหน้าที่ได้ข้างแม่มาผุดผาดฝาดเลือดสาว คุณมองไม่เห็นความบ้าในตาของเธอเหมือนที่เคยเห็นในโนรี คุณเลี้ยงเธอมาอย่างดีที่สุดเท่าที่คุณจะทำได้ หลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัย เธอกลับมาทำงานออฟฟิศในเมือง ตกเย็นช่วยคุณขายหนังสือ คุณยังคงช่วยตัวเองกับเรือนร่างเก่าของเธอทุกค่ำคืน   เรือนร่างของเด็กห้าถึงแปดขวบที่คุณถวิลหาอย่างถึงที่สุด เรือนร่างที่จางหายไปจากวัยสาวหมดสิ้น เธอจะไม่รู้เรื่องนี้ไปจนคุณตาย คุณยังคงชอบที่จะขายการ์ตูนให้เด็กเล็กๆ หาโอกาสเล็กๆน้อยๆในการแตะต้องเนื้อตัว ผ้าเช็ดตัวของเธอยังซุกอยุ่ในมุมหนึ่งของตู้เสื้อผ้า รวมอยู่กับเสื้อผ้าจากวัยเด็กที่คุณไม่ยอมทิ้ง บางครั้งในคืนความกระสันเกินควบคุม คุณจะหยิบเสื้อผ้าพวกนั้นมากองบนเตียง แล้วเริ่มต้นช่วยตัวเอง จนเปลือยเปล่าหลับไป เด็กสาวยังคงชอบที่จะคลอเคลียกับคุณ ความสัมพันธ์ของคุณกับเธอคาบเส้นระหว่างบิดากับบุตรและชู้รัก เธอสวมกางเกงขาสั้นและเสื้อกล้ามตอนที่อยู่บ้าน ความสาวสะพรั่งนำพา อารมณ์เร่าร้อนมาสู่เธอเอง มีอยู่สักสามปีที่เธอพบว่าเธอตกหลุมรักบิดาของตัวเอง และโดยไม่รู้ตัวเธอมองหาเขาในเพื่อนชายของเธอ ทุกค่ำคืน เธอกลับบ้าน ยั่วยวนเขาโดยไม่ตั้งใจ เธอรู้ว่าเธอไม่ใช่ลูกที่แท้ และเฝ้าฝันเงียบเชียบถึงวันหนึ่งที่เขาจะพาเธอไปเมืองอื่น และเริ่มต้นใช้ชีวิตใหม่ในฐานะสามีภรรยา   เด็กสาวเฝ้าฝันถึงบ้านสงบเงียบเชียบ พ่อนั่งอ่านหนังสือ และเธอทำกับข้าวอยู่ในครัว ยามค่ำคืนทั้งคู่จะดื่มชา และหลับไหลไปพร้อมๆกัน มุมเดิมนิ่งตรงคงที่ รอยของเบาะที่ยุบลงเรื่อยผ่าปีเดือนเคลื่อนคล้อย ร้านหนังสือของเธอกับพ่อจะเต็มไปด้วยหนังสือคัดสรร เงียบสงบในอุ่นไอแสงของแดดบ่าย ความฝันแสนงามที่พังพินาศลงอย่างเชื่องช้าเพราะความไม่อาจเป็นไปได้ ไม่อาจใฝ่ฝันถึง ทีละเล่มหนังสือหลุดร่วงลงสู่ทะเล ตามด้วยชั้นหนังสือ เบาะรองนั่งไร้รอยบุ๋มและบ้านของเธอ รวมไปถึงแสงแดดยามบ่าย ร่วงหล่นลงไประหว่างการเพริดไปกับชีวิต The little girl grew into a shapely young woman. The face which took from her mother now glowed with youthful blood. You didn’t see any madness in her eyes as you had in Nori’s. You were bringing her up her as best you could. After graduating from the university, she had come back to take an office job in town. In the evening she helped you sell books. You still wanked with her former body every night, the body of a five to eight year old child you craved to the utmost, a body that had totally disappeared in her teens. She wouldn’t know about this as long as you lived. You still liked to sell cartoons to little children, which gave you the odd opportunity to touch their flesh. That towel was still put away in a corner of the wardrobe together with her childhood clothes you refused to throw away. Sometimes on nights when the craving was too strong to be kept under control, you’d take those clothes out and pile them up on the bed and then jerk off until you fell asleep naked. The young girl still liked to snuggle against you. The relationship between you and her towed the line between lovers and father and daughter. She wore shorts and tank tops when she was at home. As a woman in bloom, she was given to fiery moods. For three years now she had known she had fallen in love with her father and unwittingly looked for him in her male friends. Every night, she came home and tempted him without being aware of it. She knew he wasn’t truly her father and kept dreaming quietly of the day he’d take her to some other town and they’d begin a new life as husband and wife. The young girl kept dreaming of a safe and quiet house, dad sitting reading a book and she cooking in the kitchen, in the evening both of them would drink tea and fall asleep together in the same silent, steady corner, the marks on the cushions would settle in the course of time, their bookshop would be full of se- lected books, quiet and safe in the warm air of the afternoon light – a beautiful dream destroyed slowly because of its impossibility, because it couldn’t be held, each book getting loose and falling into the sea, followed by the book shelves, the sitting cushions devoid of dents, and her house, including the afternoon light that fell with the drift of life.  
  =  
คุณปอกแอปเปิ้ลเงียบเชียบในห้องน้อย เด็กสาวร้องไห้ซบบนตักคุณเป็นครั้งสุดท้าย เธอร้องให้จนเหนื่อยล้า หลังจากสารภาพกับคุณว่าเธอไม่อยากแต่งงาน เธออยากอยู่กับคุณไปจนแก่ เธออยากดูแลคุณเพื่อตอบแทนที่คุณเลี้ยงเธอมาจนโต เธอจะอยู่กับคุณ มันเป็นเช่นนี้ก็ดีอยู่แล้ว คุณนิ่งเงียบไม่ตอบคำ ปล่อยให้เธอพูดทุกอย่างออกมา โดยไม่พูดอะไรเลย คุณบอกแต่เพียงว่า เขาคือคนที่ลูกรัก และลูกจะต้องก้าวเดินต่อไปในชีวิตที่ไม่มีพ่อ ลูกจะต้องมีชีวิตสืบต่อไป ทดแทนการสะดุดหยุดลงของชีวิตของแม่ของลูก มาถึงจุดนี้พ่อมั่นใจถึงที่สุดว่าคำสาปของแม่ได้จบสิ้นลงแล้ว ลูกออกจากหล่มหลุมแห่งความไม่เอาไหนนี้ไปเสียเถิด ไปสู่ท้องฟ้าที่กว้างกว่าเมืองนี้ You peel an apple quietly in the little room. The young woman cries nestled in your lap for the last time. She cries herself exhausted after admitting to you that she doesn’t want to get married, she wants to be with you into old age, she wants to take care of you to repay you for having reared her, she will stay with you, just as we are now. You keep silent, don’t utter a word, let her pour it all out without you speaking at all, you only tell her he’s the one you love and you must step further into life without me, you must get on with your life, to make up for your mother shortening hers, at this point, I’m absolutely certain your mother’s curse is over, get out of this feckless pit, go for horizons wider than this town.  
คุณนั่งปอกแอปเปิ้ลในห้องน้อย เจ็บปวดอย่างเหลือประมาณราวกับคำสาปทั้งหมดของโนรี ของเด็กสาวได้ถ่ายเทมาอยู่ที่ตัวคุณ เธอไปจากร้านหนังสือเน่าเหม็นทุกข์เศร้าของคุณแล้ว ปลายฤดูใบไม้ผลิที่ร้าวเศร้า คุณหลับและฝันเห็นเธอตอนที่ยังเป็นเด็ก คลานขึ้นมาบนร่างของคุณและจับสัมผัสส่วนเร้นลับนั้นด้วยริมฝีปากบางเฉียบ ขยับเคลื่อนแผ่วเบา คุณก็เป็นคนดีคนหนึ่งเหมือนกัน คุณคิดในวันที่เธอแต่งงาน แต่พอคุณตื่นขึ้นคุณก็รู้ว่าคุณจะต้องช่วยตัวเองกับเรือนร่างเก่าของเธอไปจนตาย คุณปอกแอปเปิ้ลเชื่องช้า กินแอปเปิ้ลโดดเดี่ยวลำพังในห้องว่างเปล่า You sit peeling the apple in the little room, in unbearable pain as if all the curses of Nori and of the young woman had been transferred to you. She left that sad, stinky, putrid bookshop of yours at the end of a melancholic autumn. You sleep and dream you see her as she was as a child, crawling onto your body and seizing that secret part of you between her thin lips and shaking it softly. You are a good man, you thought on her wedding day. But as soon as you wake up you know you must masturbate with her old body until you die. You peel the apple slowly and then eat the apple all alone in the empty room.  
= Received from the author
in August 2012
 
  Wiwat Lertwiwatwongsa lives on Phuket Island, where he works as a civil servant. A graduate in Pharmacy, he is well known as a film critic (under the pen name Filmsick). He is the author of
A damaged utopia and Alphaville Hotel, and several of his short stories
have been translated here.
=wiwat

Into small pieces – Jadet Kamjorndet

I chose this story because Im on holidays, shorter than this there isnt, and I like Saki. MB

เป็นชิ้นเล็กๆ

Into small pieces

weird_dorstenia_gigasR weird_dorstenia_gigas

จเด็จ กำจรเดช

Jadet Kamjorndet

TRANSLATOR’S KITCHEN
เรารับซากเด็กชายมากจากชายแดน เราถกเถียงกันพอสมควรในตอนที่รถวิ่งผ่าน อากาศร้อน ทางดินก็คลุ้งไปด้วยฝุ่น เพื่อนบางคนคิดว่าเขาเป็นซากกิ่งไม้แห้งข้างทาง เมื่อเราลงไปอุ้มเขา จึงเห็นว่าเขามีแขน ลีบเล็กและมีขนยาวรุงรังไปทั้งตัว บางคนคิดว่าเป็นสัตว์พื้นเมืองที่เราไม่คุ้นตา บางคนบอกว่าไม่มีทางที่เราจะ พาเขาข้ามแดนไปได้ จึงมีการพนันกันขึ้น We brought the body of the boy from the border. We had quite an argument while the pickup went past. It was hot, the dirt track was full of dust, some of us thought it was a dry tree stump by the wayside. When we got out to pick him up, we saw he had small, atrophied arms and long, unkempt hairs all over. Some thought it was a local animal unfamiliar to us; others said there was no way we’d get him across the border, and so some betting took place.
เมื่อถึงด่านตรวจ เจ้าหน้าที่ไม่ยอมให้ผ่าน เด็กคนนี้ไม่มีพาสปอร์ต When we reached the checkpoint, the official wouldn’t let us through: this child didn’t have a passport.
พวกเราจึงบอกว่านั่นไม่ใช่คนหรอก เป็นแค่สัตว์ซึ่งเราจะพาไปเลี้ยง ตอนนั้นตะวันตรงหัวพอดี เราให้เขานอนที่กระบะหลัง และใช้กระสอบป่านคลุมร่างเขา So we told him it wasn’t a person, it was only an animal we were going to keep. By then the sun was right above our heads. We laid him down at the back of the pickup and used a gunny bag to cover him with.
เจ้าหน้าที่บอกว่านั่นยิ่งผิดเข้าไปใหญ่ สัตว์อาจมีเชื้อโรคประหลาดติดไปแพร่ในประเทศ The official said it’d be an even worse breach of the law. The animal might have unknown germs that might spread in the country.
เรามองตราหน่วยงานที่สะท้อนแดดตรงอกเขา แล้วพยายามพูดจาด้วยความสุภาพ พวกเราต่อรอง อย่างไรเขาก็ไม่ยอม เราเสนอเงินให้ เขาไม่พูดด้วย We looked at the badge of his unit reflecting the sun on his chest and endeav- oured to speak courteously. No matter how we pleaded, he wouldn’t accept. We suggested money. He didn’t say anything.
=
แดดเลยหัวไปเล็กน้อย เราตัดสินใจรวบรวมเงินทั้งหมดที่เรามียื่นให้ และบอกเจ้าหน้าที่ว่าขอนำสมุนไพร เข้าประเทศหน่อย กิ่งไม้แห้งกองนี้เป็นยารักษาโรคหลงลืม มีคนที่บ้านเราเป็นโรคนี้เยอะ The sun had shifted a little at a slant above our heads. We decided to pool all the money we had and hand it over and asked said official for permission to have medical herbs enter the country. That bunch of dry wood was a forgotten medicine to treat a disease many in our homeland suffered from.
เจ้าหน้าที่ปรึกษากับหัวหน้าและพรรคพวกที่นั่งหลบแดดอยู่ในอาคาร เราสุบบุหรี่รอจนหมดมวน เขาก็เดินกลับมา ก่อนจะรับเงินและยอมให้เราพาเด็กชาย ไม่ใช่สิ สัตว์ป่า กิ่งไม้แห้ง หรือสมุนไพรพวกนี้ ผ่านแดน หลังจากพวกเราได้ทำตามข้อเสนอของเขา The official went to consult his chief and the others who sat out of the sun in the building. We smoked as we waited and we had just finished our cigarettes when he walked back to us, took the money and allowed us to take the boy, uh, no, the wild animal, the dry branch, the herbs or whatever it was across the border after we had done as he suggested.
นั่นคือตัดแยกเขาเป็นชิ้นเล็กๆ Which was to cut him into small pieces.
= ‘Pen Chin Lek Lek’ in No sea in Melaka, PajonPhai Publishing, April 2014
Jadet Kamjorndet, born in 1975 in Surat Thani, is an artist and a song writer
as well as a writer. His first collection
of short stories, It is too hot this morning to sit sipping coffee in the sun, won him
the SEA Write Award in 2011
(see ‘This morning the sun is out
and ‘How many other rivers are there in this world?’ previously posted here).
=jadet