Members of the family – Chakhrit Phocharueang

I chose this story because 1) it’s short; 2) it breaks the rules of short-story writing in terms of composition and ending (please define and comment); and 3) I’m running out of quality material. MB

สมาชิกในครอบครัว

Members of the family

International_Symbol_for_Deafness rev International_Symbol_for_Deafness

ชาคริต โภชะเรือง

Chakhrit Phocharueang

TRANSLATOR’S KITCHEN
= = =
พิทักษ์นั่งอ่านหนังสืออยู่ใต้ร่มไม้ มีเด็กหญิงคนหนึ่งเดินเข้ามา Phithak sits reading a book in the shade of a tree. A girl walks up to him.
น้า น้า หนูนั่งด้วยคนได้ไหม Uncle, uncle, may I sit with you?
เขาละสายตาจากหนังสือ มองหน้าเด็กหญิงร่างผอมเกร็งที่ยืนตาแป๋วอยู่ตรงหน้า ตอบไปว่า ได้สิ He takes his eyes off the book, stares at the thin girl who stands with sparkling eyes before him and answers, sure.
เงียบไปครู่หนึ่งเธอร้องถาม น้า น้า น้าอ่านอะไรอยู่ Silent for a moment, she then asks, uncle, uncle, what are you reading?
พิทักษ์ไม่ตอบ สอดที่คั่นหนังสือเอาไว้ วางลงข้างตัว ขยับเปิดที่ว่างให้เธอขยับมานั่งใกล้ Phithak doesn’t answer, inserts the bookmark, puts the book down by his side, makes room for her to sit closer.
หนูชื่ออะไรล่ะ เขาหันไปถาม What’s your name, he turns round to ask.
อุษา เธอตอบ Utsa, she answers.
=
เด็กหญิงอายุราวๆ 5 ขวบ ผมสั้น ผิวดำแดง ตาหรี่ปรือ มีแววขวยเขินที่พร้อมจะเปลี่ยนเป็นใคร่ครวญ และริมฝีปากจิ้มลิ้มรับกับพวงแก้มแดงระเรื่อ พร้อมจะหล่นคำพูดกระแทกใจคนฟังได้ง่ายๆ มือของเธอถือตุ๊กตาผ้าไร้หน้าที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน The girl is about five years old – short hair, coppery skin, half-closed eyes with a glint of embarrassment ready to turn into introspection, and lovely lips compatible with slightly flushed cheeks ready to drop words that might upset listeners easily. Her hands hold a cloth doll with no face as he has never seen.
วันนั้นตรงกับช่วงปิดเทอม ผมกับเพื่อนๆเราไปสำรวจแผนที่สายคลองของป่าต้นน้ำอันศักดิ์สิทธิ์ พิทักษ์เล่าให้ผมฟังในวันหนึ่ง แดดรวยระรินซ่อนอายร้อนอันอุ่นอ้าวไว้บนฟ้ากว้าง เรานั่งรวมอยู่ในห้องเรียนวิชาประวัติศาสตร์ที่ถูกดัดแปลงเป็นที่นั่งเล่น อาคารเรียนหลังเดียวเผยตัวเด่นอยู่บนเนิน เงาไม้ใหญ่แผ่คลุม เธอนั่งอยู่ท่ามกลางเด็กผู้หญิงอีกนับสิบ  แต่แยกตัวออกมาอยู่กับเด็กหญิงร่างผอมสูง อายุราวสิบสองสิบสามขวบ ทั้งคู่สนุกอยู่กับการเติมแต่งจินตนาการของตัวลงบนแผ่นกระดาษ ขณะที่คนอื่นๆ ทยอยกันลุกไปทานมื้อเที่ยงในโรงอาหารของโรงเรียน That day was the start of the school year. My friends and I went to survey the waterways in the jungle that are precious sources of water, Phithak told me one day. Gentle sunshine hid heat in the width of the sultry sky. We sat together in the History classroom turned sitting room. The school building stood on the top of a hill, with extensive shade from big trees. She sat in the middle of a dozen other girls but apart from them, by a tall lean girl aged twelve or thirteen. The two of them had fun expressing their imaginations on a sheet of paper while the others got up and went to have lunch in the school refectory. =

=

=

=

=

=

It’s the usual permutation, be it Thai or French: นับสิบ (count ten; une dizaine) becomes ‘a dozen’ in English.

=
 เด็กหญิงวางตุ๊กตาผ้า หยิบสีเทียนขึ้นแล้วบรรจงวาดรูปพ่อ แม่ พี่สาวกับตัวแก ผมชะโงกดูก็เห็นว่าตรงกึ่งกลางหน้ากระดาษปรากฏบ้านหลังน้อยโดยที่มีสมาชิกของครอบครัวยืนอยู่ตรงมุมทั้ง 4 ของกระดาษ The girl puts down the cloth doll, picks up a crayon and then draws pictures of dad, mum, sister and herself. I lean out and see that right in the middle of the page is a little house with the four family members standing in the four corners of the page.
เด็กหญิงซึ่งต่อไปนี้ผมจะขอเรียกว่าอุษา วาดรูปหัวใจดวงสวยลงตรงมุมทั้ง 4 ดวงเข้าหากัน เธอชี้ไปที่หัวใจสื่อถึงความรักของคนในครอบครัวที่เชื่อมโยงถึงกัน หัวใจมีสีแดงสดสวยงามมาก The girl, whom I shall from now on call Utsa, draws a beautifully shaped heart in each corner, each turned towards the others. She points to the hearts meaning love of family members linked to one another. The hearts are a vivid red and very beautiful.
=
แววตาจริงจังของอุษาทำให้ผมนึกอยากจะบันทึกภาพของเธอไว้ ผมคว้าดินสอมาจรดสายเส้นลากไล้ใบหน้าของเด็กหญิงลงบนแผ่นกระดาษอันเปล่าเปลือย Utsa’s earnest eyes make me think I’d like to draw a picture of her. I pick up a pencil and a sheet of paper and sketch the outline of the girl’s face.
พอเดาได้ว่าผมกำลังวาดรูปของเธอ อุษาก็ยิ้มอายๆ เธอกระถดตัวเข้ามาหาผม เมียงๆ ขอดูภาพของเธอ As soon as she guesses I’m drawing her, Utsa smiles shyly. She moves closer to me, all side glances, wanting to see her portrait.
น้าวาดรูปหนูเหรอ เธอถาม Are you drawing me, uncle, she asks.
=
เด็กนักเรียนคนอื่นๆ ทยอยเดินกลับมา บ้างวิ่งเล่น บ้างนั่งล้อมวงนั่งคุย ตอนนั้นผมเบื่อๆ ก็เลยเดินออกมานั่งยืดเส้นยืดสาย แล้วก็อ่านหนังสือรวมเรื่องสั้น “ชายผู้มีเทวดาประจำตัว” ที่พกติดตัวมา ใต้ร่มมะขามต้นเตี้ยลมพัดเย็นชื่น ผมนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้เงยหน้าขึ้นมาก็เห็นอุษาเดินหน้ามุ่ยเข้ามาหา The other pupils come back one after the other, some running, others chatting in groups. By now I’ve had enough so I walk outside to stretch and then look at the map of the jungle waterways we are surveying and take notes in the shade of a diminutive tamarind tree. The wind is refreshing. I’m on a wooden chair, look up and see a frowning Utsa walking towards me. ==ยืดเส้นยืดสาย = to stretch one’s limbs to relieve stiffness
เธอนั่งลงบนเก้าอี้ทันทีที่ผมเอ่ยชวนมือทั้งสองยืดขอบเก้าอี้ ยื่นปลายเท้าเขี่ยไปยังพื้นทราย She sits down on a chair as soon as I invite her to. Her hands hold the edge of the seat; the tips of her feet scratch the sandy ground.
ไม่ไปเล่นกับเพื่อนๆ เหรอ  ผมถามเธอ อุษาส่ายหน้า ดวงตาเหม่อลอย เหมือนคิดอะไรอยู่ในใจ Won’t you play with your friends, I ask her. She shakes her head, gazes into space as if she’s mulling over something.
หิวมั้ย ผมถามอีก Aren’t you hungry, I ask further.
อุษาส่ายหน้า Utsa shakes her head.
เธอโยกตัวไปมานั่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง แกจึงพูด ไม่อยากวาดรูปแล้ว She sways as she sits silent for a moment and then says I don’t want to draw a picture any longer.
อุษามองหน้าผม ซึ่งทำท่าว่าจะถาม แต่เธอชิงตอบ แม่ให้หนูอยู่เป็นเพื่อนพี่นุ่น … เธอพูดถึงพี่สาวขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย พี่นุ่นคนที่ผอมๆ ใส่เสื้อสายๆ นั่นแหละ แกเป็นพี่สาวของหนู เป็นคนแปลกๆ… She stares at me and then answers the question I was about to ask. Mum wants me to stay with Nun … She talks about her sister out of the blue. Nun is the lean one with the striped blouse over there. She’s my big sister, she’s not normal… อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย: literally, ‘without oboe or flute’; without warning, unexpectedly
เธอพูดทิ้งท้ายไว้เหมือนจะให้ผมถามต่อ ท่าทางที่เป็นผู้ใหญ่เกินตัว ทำให้ผมนึกสนใจ ขณะเดียวกันก็ร้องอ๋ออยู่ในใจ ที่แท้เด็กหญิงร่างผอมสูงที่นั่งถลึงตาเงียบๆ ไม่พูดกับใครคนนั้นเป็นพี่สาวของเธอ She leaves her sentence hanging as if she expects me to ask further. Her acting beyond her age triggers my interest. At the same time I exclaim in my mind, Ah! So the tall lean girl who sits still and stares without saying a word to anyone is her elder sister.
แปลกยังไงล่ะ ผมถาม Not normal how, I ask.
พี่หนูไม่พูด แกเป็นใบ้ เธอตอบ She can’t speak, she’s mute, she answers.
=
ผมมองผ่านฉากอาคารเรียนที่ตั้งตระหง่านอยู่บนเนื้อที่หลายสิบไร่ของโรงเรียนชื่อดัง แม้ว่าเวลานี้จะว่างโล่งด้วยเป็นวันหยุด นึกไปถึงเด็กนักเรียนนับร้อยที่ยืนเข้าแถวหน้าเสาธงในยามเช้า พลันเห็นแววตาใสบริสุทธิ์ของเด็กหญิงเด็กชายตัวน้อยๆ ที่เพิ่งจากอ้อมอกพ่อแม่มาเข้าสู่รั้วโรงเรียนอันเป็นโลกภายนอก อดนึกไม่ได้ว่าในท่ามกลางแววตาสดใสไร้มายาเหล่านั้น อาจมีดวงตาถมึงทึงแปลกๆ กำลังจดจ้องมา I look through the backdrop of the building standing conspicuously over the several hectares of land of this famous school. Even though it’s now deserted as this is a holiday, thinking of the hundreds of pupils that stand in line before the flagpole in the morning and picturing the innocent eyes of little boys and girls just out of their parents’ arms to enter the outside world of the school precinct, I can’t help thinking that within those clear eyes devoid of deception there may be strange fierce eyes staring irresolutely.
ผมเงียบไปครู่หนึ่ง I keep silent for a while.
น้าเชื่อไหมหนูงี้อยากรู้เหลือเกินว่าพี่นุ่นแกคิดอะไรอยู่ เวลาที่หนูเห็นพี่นุ่นนั่งอยู่คนเดียวหรือเวลาที่หนูตื่นขึ้นมาแล้วก็เห็นพี่นุ่นนอนลืมตาอยู่ข้างๆ … หนูงี้ปวดหัวจะตายอยู่แล้ว มีอยู่คืนหนึ่งพี่นุ่นนอนไม่หลับ จู่ๆ แกก็ลุกขึ้นมานั่งแล้วก็เอามือมาจับที่คอแล้วก็ทำหน้าอย่างนี้ นี่น้าคอยดูนะ … ส้มแป้นทำหน้าเหมือนกำลังเจ็บปวดเสียเต็มประดา  กว่าจะรู้ว่าเจ็บคอไม่สบายก็นั่งส่งภาษาใบ้กันตั้งนาน Would you believe, uncle, I’m dying to know what Nun is thinking when I see her sitting alone or when I wake up and see her lying beside me with her eyes open … It’s such a headache for me. One night, Nun couldn’t sleep. She suddenly sat up and then with her hand grabbed her throat and made a wry face like this, look, uncle … Utsa grimaces as if in great pain. Before I knew her throat hurt we sat talking and gesturing for a long time.
ผมเงียบไปอีก นึกภาพว่าครอบครัวนี้ สื่อสาร กันอย่างไร I’m silent again, trying to figure how this family communicates.
แล้วเวลาที่หนูอยู่บ้านกับพี่ หนูพูดกับพี่สาวยังไง? ผมถามเหมือนไม่มีอะไรจะถาม When you’re at home with your sister, how do you talk to her?
หนูก็พูดภาษาใบ้ By sign language.
เก่งจัง หนูพูดอะไรได้บ้างล่ะ สอนให้น้าพูดภาษาใบ้บ้างได้ไหม How clever! Let’s see what you can say. Can you teach me sign language?
น้าจะให้หนูสอนอะไรล่ะ  What do you want me to teach you?
….. …..
นั่งดูเด็กหญิงวัย 5 ขวบสาธิตภาษาใบ้แล้วก็ลองทำตามไปทีละคำ เป็นคำพูดง่ายๆ เท่าที่ผมจะนึกได้อย่างเช่นคำว่า พ่อ แม่ หิวข้าว อะไรทำนองนั้น I sit watching a five-year-old girl demonstrating sign language and then try to imitate her one word at a time, easy words as I can come up with, such as ‘father’, ‘mother’, ‘hungry’, words like that.
ครอบครัวของเราย้ายมาจากระนอง พ่อของหนูเป็นคนพม่า ส่วนแม่ของหนูเป็นคนไทย พวกเราหนีสึนามิมาจากฝั่งอันดามัน พูดถึงแม่ น้ารู้ไหม แม่หนูเขาพูดถึงพี่นุ่นว่าไง? อุษาหันมามองหน้า ผมส่ายหน้า  แม่ว่าแม่เบื่อเต็มทีไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะสิ้นเวรสิ้นกรรมกันเสียที แม่ว่าพี่นุ่นไม่รู้เป็นอะไรถึงได้ไม่สบายบ่อย ประเดี๋ยวเป็นโน่นเป็นนี่ เข้าออกๆ โรงพยาบาลเป็นว่าเล่น แม่หมดเงินไปเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้… We moved from Ranong. My dad is Burmese. As for mum, she’s Thai. We fled the tsunami from the Andaman coast. Oh, talking about mum, you know, uncle, what my mum says about Nun? Utsa turns around to stare at me. I shake my head. Mum says she’s fed up to the back teeth, she doesn’t know when we’ll be rid of her. She says she doesn’t know what’s wrong with Nun that she’s so often unwell, catches this and that, always in and out of hospital. How much she’s spent on her she doesn’t know…
 ประโยคหลังๆ ผมแทบไม่ได้ยินแล้ว ในห้วงนึกปรากฏภาพใบหน้าซูบเซียว ดวงตาถมึงทึงของเด็กหญิงแวบผ่านเข้ามาอีก This last sentence I hardly even hear. In my mind appears the emaciated face and strange fierce eyes of the girl once again.
เด็กๆ เริ่มออกมาวิ่งเล่นตรงสนามส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวไปทั่ว ผมหลับตานึกวาดภาพโรงเรียนเล็กๆแห่งนี้ มีเด็กหญิงคนหนึ่งที่อยู่รายล้อมไปด้วยเพื่อนๆ แปลกหน้า แต่ตัวเองก็คนแปลกประหลาดไม่เข้าพวกกับใคร The children are starting to come out to romp in the schoolyard and their din resounds all over. I close my eyes to draw in my mind a picture of this small school. There is a girl surrounded by estranged friends but she herself is too peculiar to cope with anyone.
นึกถึงแรงกดดันที่อยู่เบื้องหลังครอบครัวนี้ I think of the pressure that is behind this family.
=
ในห้วงลึกของความครุ่นคำนึงยังมีภาพของเด็กหญิงอุษาไม่เสื่อมคลาย In the depths of my reflection there is a vivid picture still of the girl named Utsa.
= ‘Samachik Nai Khropkrua’ in Chai Phoo Mee Thewada Prajam Tua (The man with his personal god), Kuan Partee Publishing, 2013
Chakhrit Phocharueang, 46, is a native of the South,
born in a bookish family (his father was a teacher).
Besides early poems, he has published several
collections of short stories and feature stories,
a novella and a novel, while exercising various jobs
in design and public relations.
=ชาคริต โภชะเรือง

Tagged: , , , ,

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: