Tag Archives: Wutisant Chantwiboon

Love game in four acts – Wutisant Chantwiboon

ooo
An unusual approach to lopsided lovemaking when love goes begging. MB
ooo

เกมรักสี่บท    

LOVE GAME IN FOUR ACTS

วุฐิศานติ์ จันทร์วิบูล

WUTISANT    CHANTWIBOON

Pronounced ‘wu.ti.san jan.wi.boon’
TRANSLATOR’S KITCHEN
= =
1 – เพื่อนสนิท 1 – Close friends
ถ้าหากเธอเป็นเพื่อนฉัน เธอจะเป็นเพื่อนของฉันได้ไหม แก้วพูด ฉันจะลองคิดว่าเธอเป็นเพื่อนของฉัน เป็นเพื่อนสนิทที่สุดที่ฉันมี เราอาศัยอยู่ห้องเดียวกันเหมือนที่เราอยู่ด้วยกันอย่างนี้ นั่นควรเป็นที่นอนของเธอ เธอชี้ไปที่มุมหนึ่งของห้อง บริเวณหน้าชั้นหนังสือที่ยึดผนังด้านนั้น ฉันจะเอาที่นอนปูให้เธอตรงนั้นในตอนกลางคืน ส่วนฉันจะนอนบนเตียงนี้ เธอว่ายุติธรรมดีไหม เธอหันมาถามความเห็น แต่ถ้าหากเธอว่ามันไม่ยุติธรรม ฉันจะให้เธอมานอนบนเตียง ส่วนฉันไปนอนหน้าชั้นหนังสือ หรือว่าเราน่าจะนอนบนเตียงเดียวกัน เตียงก็ออกจะกว้างใหญ่ขนาดนี้ เธอเห็นด้วยไหม If you were my friend – will you be my friend? Kaeo says. Let me try to think you’re my friend, the closest friend I have. We stay in the same room as we are now. That should be your sleeping space. She points to one corner of the room, next to the bookshelf against the wall on that side. I’ll unroll your bedding right there for the night. As for me I’ll sleep on the bed. Is this fair, she turns round to ask for my opinion. But if you think it’s not fair, I’ll let you sleep on the bed and I’ll sleep in front of the bookshelf, or else we should sleep on the same bed, large as it is. What do you think?
เธอลองมานอนบนเตียงนี่ดูสิ ฉันคิดว่าเตียงคงกว้างพอสำหรับเพื่อนสนิทอย่างเรา เอาล่ะลองนอนดูสิ ฉันจะนอนข้างๆ เธอเอง เธอล้มตัวลงนอนบนเตียง ขยับร่างให้สบายตัว พยายามผ่อนคลายด้วยเสียงทอดถอนหายใจและพริ้มตาหลับ แสงจากประตูด้านหลังห้องเลือนสลัวลงด้วยเมฆฝน สายลมพราวพรูต้นโพธิ์ใหญ่เกรียวกราวราวเสียงคลื่นน้ำจากทะเล Let’s see: come and lie down on the bed. I think the bed is large enough for close friends like us. All right, lie down now. I’ll lie down beside you. She lets herself down on the bed, moves about to feel at ease, tries to relax by taking deep breaths and closing her eyes. The light from the door at the back of the room is dimmed by rainclouds. The wind makes the big Bodhi tree bristle as loud as waves in the sea. ลอง…ดูสิ: literally, ‘(let’s) try and see’, need not always be translated.
ผมมองดูหญิงสาวที่นอนอยู่เคียงข้างด้วยความรู้สึกยุ่งยากใจ เธอไม่ใช่ผู้หญิงสวยมากนัก แต่เธอก็น่ารัก และมีความดีงามมากมายที่เปล่งประกายอยู่ในตัว แต่ความดีงามเหล่านั้นกลับทำให้เธอกลายเป็นคนจุกจิกขี้ระแวงสงสัยอยู่ตลอดเวลา และมันทำให้ผมรู้สึกหงุดหงิดรำคาญอยู่เสมอ I look at the young woman lying by my side with a feeling of unease. She isn’t exactly pretty, but she’s lovely and has much goodness that sparkles in her, but that goodness makes her fussy and suspicious all the time and makes me feel annoyed all the time.
มองดูอะไร หลับตาสิ อย่ากังวลไปเลย เราเป็นเพื่อนกันอยู่นะ เธอลืมตาขึ้นมองดูผม เพื่อนมองดูเพื่อนเวลาหลับมันไม่ดีหรอกเธอรู้ใช่ไหม เพราะเพื่อนไม่ควรที่จะหลงรักเพื่อนด้วยกัน หลับตาซะ หลับให้สบาย What are you looking at? Close your eyes. Don’t worry. We’re friends, right? She opens her eyes and looks at me. A friend looking at a friend who is sleeping, that’s not good, you know that, don’t you? Because a friend shouldn’t fall in love with a friend. Close your eyes. Relax.
แก้วหลับตาลงอีกครั้ง ผมนอนมองดูท้องฟ้าผ่านปลายเท้า เมฆฝนมืดครึ้มเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันก็รวมตัวกันหนาแน่น ผมรู้สึกง่วงนอนอย่างประหลาด อาจเป็นเพราะคืนที่ผ่านมาเราแทบไม่ได้นอนกันเลย เราทะเลาะกันอย่างรุนแรง แต่กลับเป็นการทะเลาะที่เงียบงันที่สุดเท่าที่เคยมี เธอคงรู้เหมือนที่ผมรู้ว่า สายใยที่ร้อยรัดเราไว้ด้วยกันนั้น พร้อมที่จะขาดผึงได้ทุกขณะ Kaeo closes her eyes once again. I lie watching the sky through my feet. Dark rainclouds move rapidly, gathering and thickening at the same time. I feel oddly drowsy, maybe because the night before we hardly slept at all. We quarrelled violently, but it turned out to be the quietest row we’d ever had. She’s aware as I’m aware that the bonds that tie us together are ready to snap at any moment.
ผมหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ รู้สึกตัวอีกทีเมื่อได้ยินเสียงสายฝนโปรยปรายแผ่วเบา แก้วนอนคว่ำอยู่ข้างกาย เธอเฝ้ามองดูผมมานานเท่าไหร่แล้วไม่รู้ เธอยิ้มเมื่อเห็นผมตื่น เธอนอนหลับอย่างกะเด็กๆ เลยนะรู้ไหม เหมือนกับเด็กๆ ที่บริสุทธิ์ แต่พอตื่นเธอจะกลายเป็นอีกคน ผมเตือนเธอว่า เพื่อนไม่ควรเฝ้ามองเพื่อนอย่างนี้ เธอเอ่ยคำขอโทษ ฉันลืมตัวไป When I fell asleep I have no idea. I come to when I hear a spatter of rain. Kaeo lies prone beside me. How long she’s been watching me I don’t know. She smiles when she sees I’m awake. You slept like a child, you know, like an innocent child, but as soon as you’re awake you become someone else. I warned you: a friend shouldn’t look at a friend like this. She apologises. I forgot myself, she says. ==

=

=

‘she says’ is added to make it clear that it’s the woman talking, not the narrator.

เธอลุกขึ้นเดินออกไปยังระเบียงหลังห้อง แนบหน้ากับลูกกรงเหล็ก เฝ้ามองดูฝนโปรยสายผ่านท้องฟ้าค่ำ ครู่หนึ่งมีแสงวาบผ่านเป็นรอยหยักบนท้องฟ้า ดูราวกับรากไม้ที่พยายามหยั่งลึกลงสู่บางสิ่งบางอย่างที่ลึกสุดหยั่ง เธอเอามืออุดหูก่อนที่จะมีเสียงเปรี้ยงปร้างตามมา แสงฟ้าวาบผ่านความมืดหลายหน ห้วงฟ้าสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นอย่างน่ากลัว ทำให้ผมนึกถึงรามสูรผู้เกรี้ยวกราดขว้างขวานใส่นางเมขลา แต่นางก็ยังเริงเล่นอยู่กับยักษ์ตนนั้น ผมมองดูแก้ว เธอดูโดดเดี่ยวราวกับเธอเป็นภาพที่ห่างไกลออกไปเกินกว่าจะโอบกอด เป็นภาพของหญิงสาวยืนเพียงลำพังโดดเดี่ยวท่ามกลางสายฝนที่ตกหนาหนัก เรือนร่างของเธอเปียกโชก เนื้อตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว ในขณะที่ท้องฟ้าคึกคะนองด้วยเสียงลั่นคำรามอย่างบ้าคลั่ง  เพียงชั่วกะพริบตา ร่างของหญิงสาวล่องลอยเข้ามาด้วยแรงอัดอะไรสักอย่าง โถมเข้ามาหาผมด้วยกายสั่นสะท้าน She gets up and walks to the balcony at the back of the room, sticks her face against the iron baluster, watches the light rain falling from the evening sky. A moment later a flash of lightning zigzags across the sky, looking like tree roots digging deep to reach something even deeper. She puts her hands on her ears before deafening thunder follows. Lightning courses through the darkness several times. The whole expanse of sky shakes and vibrates in a terrifying way, making me think of Ramasura, the wrathful demon thunder god hurling his axe at sea goddess Mekhala who still has fun playing with the giant. I observe Kaeo. She looks lonely as if she were a vision too far away to be drawn into a hug, the vision of a young woman standing all alone under heavy rain. Her body is drenched. Her flesh is quivering with fear while the sky roars on with mad peals of thunder. In the twinkling of an eye the young woman, propelled by a power of some kind, is lifted and hurtled towards me, her body all shivering. ==

=

=

=

=

=

=

‘demon thunder god’ and ‘sea goddess’ are added for those readers that are not familiar with Indic mythology.

เธอร้องไห้สะอึกสะอื้น ซุกใบหน้ากับแผ่นอกของผมราวนักเล่นสกีผู้พลัดหลงจากเส้นทางและพยายามค้นหาร่องรอยความอบอุ่นคุ้นเคยของมนุษย์อยู่เพียงลำพังกลางภูเขาหิมะ แม้จะเป็นเพียงความอบอุ่นคุ้นเคยอันเล็กน้อยก็ตาม ผมถามว่าเป็นอะไร เธอยิ่งสะอึกสะอื้น ไม่มีเสียงตอบ กอดรัดผมแน่นราวกับมันเป็นการกอดครั้งสุดท้าย หรือว่ามันเป็นการกอดลาครั้งสุดท้าย ผมยังไม่ลืมเตือนเธออีกครั้ง เพื่อนจะหลงรักเพื่อนได้อย่างไร มันไม่ดีหรอกนะรู้ไหม พลางเอามือลูบเส้นผมราวแพรไหมของเธออยู่ไปมา She cries and sobs, buries her face in my chest like a skier gone off track trying to find familiar traces of human warmth, content with only small traces of human presence. I ask her what the matter is. She sobs even more. There’s no answer. She hugs me tight as if I were her last hug or a last goodbye hug. I’m careful to warn her once again: how can a friend fall in love with a friend? This isn’t good, you know, while I stroke her silky hair. กลางภูเขาหิมะ: in the middle of a mountain of snow – left untranslated as redundant, and the rest of the sentence is slightly rewritten to make it lighter.
แก้วเงยใบหน้าขึ้นมองผมทั้งน้ำตา เธอพยายามยิ้มและหัวเราะ ไม่เป็นไรหรอก ถึงแม้ว่าเราเป็นเพื่อนกัน แต่ก็ขอให้เพื่อนอย่างฉันได้รักเพื่อนอย่างเธอ ขอให้เพื่อนอย่างเธอมอบความรักให้เพื่อนอย่างฉันจะได้ไหม กอดฉันให้แน่นๆ เหมือนที่ฉันกอดเธอ เหมือนเพื่อนที่จากกันไปนานแล้วกลับมาพบเจอกันใหม่ หรือเหมือนกับเพื่อนที่กำลังจะจากกันไปไกล เป็นการกอดลาครั้งสุดท้ายของเพื่อน จะได้ไหม เธอมองดูใบหน้าของผม มองดูแววตาของผมและยิ้ม จูบแก้มของผม จูบดวงตาของผม จูบริมฝีปากของผม กลิ่นและรสของมันช่างคุ้นเคยจริงๆ Kaeo raises her face and looks at me through her tears. She tries to smile and laugh. Never mind. Even though we’re friends, let a friend like me love a friend like you. May I ask a friend like you to provide a friend like me with love? Hold me tight, as tight as I hold you, as with a friend who’s going far away, the last hug of a friend, won’t you? She stares at me, stares into my eyes and smiles, kisses me on the cheek, kisses me on the eyelids, kisses me on the lips, the smell and taste of it so truly familiar. =I fancy one cheek and two eyelids, but it could be both cheeks, or just one eyelid: how enterprising she is right then isn’t actually spelled out in the text. (Eyelids? Or eyes. Preferable to ‘eyeballs’, which is the exact translation of ดวงตา.)
ฉันจะจูบเธออย่างที่เพื่อนจูบกัน ฉันจะกอดเธออย่างเพื่อนกอดกัน โอ้…เพื่อนรักของฉัน มือไม้ของเธอลูบไล้เปะปะราวกับนักแสวงหาผู้ออกเดินทางค้นหาดินแดนใหม่ I’ll kiss you as friends kiss each other. I’ll hug you as friends hug each other. Oh … my dear friend. Her hands stroke me tentatively like an explorer starting on a journey in search of a new land.
เอาล่ะ สำหรับเพื่อนพอแค่นี้เถอะ เธอพูดอย่างจริงจัง All right, for a friend that’s enough, she says earnestly.
= =
2 – พี่สาวและน้องชาย 2 – Elder sister and younger brother
ถ้าหากเราเป็นพี่น้องกัน เธอคงต้องเป็นน้องชายของฉัน เพราะเธออายุน้อยกว่าฉัน หรือเธออยากจะเป็นพี่ชายของฉัน คงไม่ได้แน่ ยังไงฉันก็มีอายุมากกว่าเธอ ฉันจึงควรจะเป็นพี่สาวเธอ เอาล่ะน้องชาย ทำตัวดีๆ หน่อยนะ แกต้องเชื่อฟังฉัน เพราะว่าน้องชายต้องเชื่อฟังพี่ แล้วฉันจะรักแกมากๆ ทีนี้แกนอนได้แล้ว If we were brother and sister, you’d be my little brother, because you’re younger than me. Now, if you wanted to be my elder brother, well, that’s impossible. In any case I’m older than you, so I should be your elder sister. All right, little brother, behave your- self. You must obey me because the younger must obey the older, and then I’ll love you very much. Now you can lie down.
เธอทำเสียงขู่ผม ลุกขึ้นจัดแขนจัดขาผมให้อยู่ในที่ทางอันถูกควร และเฝ้ามองดูผลงานของตนราวกับผมเป็นประติมากรรมที่เธอเสกสรรปั้นแต่งขึ้นมา ทีนี้ก็หลับตาได้แล้ว หลับตาปี๋เลย ไม่อย่างนั้นฉันจะเรียกตุ๊กแกมากินตับ ยังไม่หลับตาอีก นี่แน่จะหลับหรือไม่หลับ เธอหวดมือลงบนสีข้างของผม จนผมต้องรีบหลับตา ดีแล้วหลับตาซะ ไม่อย่างนั้นฉันจะเรียกคนบ้ามาจับตัวแก แต่ถ้ายังไม่รีบหลับละก็พี่จะทำอะไรฉัน ผมลืมตาถาม เธอหวดตีผมอีก ก็จะตีแกให้ตายน่ะสิ แล้วฉันก็จะเรียกตำรวจมาจับแก ตำรวจต้องจับพี่ต่างหาก ถ้าพี่ตีฉันจนตาย นี่แน่ะ ยังไม่หยุดพูดอีก หลับตาซะ เธอตีผมอีกหลายครั้ง ผมหลับตาและนอนนิ่ง She makes her voice sound threatening, gets up, arranges my arms and legs into a suitable position and examines the result as if I were a sculpture she had created. Now close your eyes, close your eyes tight, otherwise I’ll call the gecko to come and eat your liver. You haven’t closed your eyes yet. Are you going to or not? She slaps my ribs with her hand so I hasten to close my eyes. Good, keep your eyes closed, or else I’ll call the madman to deal with you. But if I don’t close my eyes, what will you do to me, I open my eyes and ask. She strikes me again. I’ll beat you to death, that’s what, and then I’ll call the police to arrest you. It’s you they’ll arrest if you beat me to death. Well now! And you won’t even stop speaking! Close your eyes. She strikes me again, several times. I close my eyes and lie still.
ดีแล้ว ต้องอย่างนี้สิ ถึงจะเป็นน้องชายที่น่ารัก น้องชายที่น่ารักของพี่ เธอพูดพึมพำแผ่วเบา เอามือค่อยๆ ลูบไล้เนื้อตัวของผม สางเส้นผมให้เรียบร้อย ไล้ใบหน้าผมอย่างอ่อนโยน ดึงผ้าขึ้นคลุมหน้าอก และดูเหมือนเธอจะเบียดร่างลงนอนข้างๆ ผม แขนข้างหนึ่งโอบผ่านหน้าอกของผมไล้ฝ่ามือไปมาราวกับต้องการให้ผมเคลิ้มหลับ เธอก้มลงจูบแก้มของผมหลายครั้ง พึมพำแผ่วเบา หลับซะนะคนดีของพี่ That’s good. That’s how it should be as my lovely little brother, my lovely little brother, she mumbles in a low voice. Her hand slowly strokes my flesh, rakes through my hair to put it into place, strokes my face tenderly, pulls the sheet to cover my chest and it feels as if she’s twisting her body to lie down beside me. One of her arms hugs my chest, the palm of her hand stroking back and forth as if she wants me to fall asleep. She bends over and kisses my cheek repeatedly, mumbling softly, Sleep, sweetheart.
ถ้าพี่ทำอย่างนี้ น้องชายคงนอนไม่หลับหรอก ผมบอกกับเธอไปอย่างนั้น ลืมตาขึ้นเห็นใบหน้าดุของเธอ ทำไม ทำไมแกจะนอนไม่หลับ ก็พี่ปลุกน้องชายอีกคนของฉันให้ตื่นขึ้นมาน่ะสิ นั่นเห็นไหม เธอเหลือบมองดูส่วนกลางของผม และทุบท้องผมจนตัวงอ ดีสมน้ำหน้า อยากคิดลามกกับพี่สาวก็ต้องเจออย่างนี้ ผมพยายามเถียงว่าเธอต่างหากที่ทำให้น้องชายผมตื่น เธอทุบหน้าอกผมอย่างปั้นปึง ไม่เป็นไรหรอก ไหนๆ ก็ตื่นแล้ว พี่จะสอนอะไรน้องสักอย่าง เธอมองดูผมอย่างเจ้าเล่ห์ If you keep doing this, I won’t sleep, I tell her. Opening my eyes I see her fierce face. Why? Why won’t you sleep? Well, you’re waking up my own little brother. See? She casts a sideways glance at my midriff and slaps my tummy, making me double up. You deserve this. Thinking obscenely of your big sister, that’s what you deserve. I try to object that she’s the one who wakes up my little brother. She gives my chest a mighty slap. Never mind, it’s already awake anyway. Let me teach you some- thing. She looks at me with mischief in her eyes. น้องชายคงนอนไม่หลับ: bawdy allusion lost in translation: the น้องชาย (little brother) here is not the narrator but his phallus; the girl misunderstands, hence her ‘fierce face’.
ถ้ามีหญิงสาวมานอนอยู่ข้างๆ แกจะทำยังไง เธอถาม ผมส่ายหน้าไปมา ถ้าหญิงสาวคนนั้นรักแก เขาก็คงยอมเป็นของแก และถ้ายิ่งแกรักเขา แกก็ต้องละมุนละไมกับเขา อ่อนโยนกับเขา โอบกอดเขาไว้และคอยปลอบโยนเขา แล้วหลังจากนั้นน่ะหรือ ฉันรู้ว่าแกอยากจะทำอะไรกับเขา แต่สำหรับผู้หญิง ในฐานะที่ฉันเป็นผู้หญิง ฉันก็คงอยากให้คนรักสัมผัสร่างกายของฉันทุกส่วน และพี่อยากให้ฉันสัมผัสร่างกายทุกส่วนไหม เธอมองดูผมนิ่งนาน If a young woman comes and sleeps beside you, what will you do, she asks. I shake my head. If that woman loves you, she must be willing to be yours, and if you love her all the more you must be soft with her, tender with her, hug her to comfort her and after that, well now, I know what it is you want to do with her, but for a woman, given that I am a woman, I’d want my lover to touch every part of my body. And you want me to touch every part of your body, don’t you? She looks at me without blinking for a long time.
แกอยากลองสัมผัสดูหรือ ลองดูสิ ฉันไม่ว่าอะไรหรอก แต่แกต้องเบาๆ และอ่อนโยนนะ Do you want to try? Then try. I won’t say anything. But you must be light and gentle.
ผมกอดเธอ ปลอบโยน สอดสองมือเข้าใต้เสื้อยืดของเธอ สัมผัสหน้าท้องของเธออย่างแผ่วเบา และเริ่มเอาจริงเอาจังมากขึ้น ถอยร่นเสื้อของเธอขึ้นเหนือทรวงอก ปลดตะขอเสื้อใน เผยให้เห็นเนินถันเล็กกระทัดรัดและกลมกลึง มือผมลูบไล้ ริมฝีปากผมเริ่มทำงานจนร่างของเธอเกร็งบิดรองรับการสัมผัส ดวงตาหรี่ปรือ แล้วในทันใดนั้น เธอเอามือตบหัวผมอย่างแรง ผลักใบหน้าออกห่าง I hug her, comfort her, slip both my hands under her t-shirt, touch her tummy lightly and become increasingly eager, raise the rim of her shirt above her breasts, undo the hook of her blouse, revealing the small, well-formed and round mounds. My hands glide. My lips begin to work until her body stiffens and twists under the contact, her eyes turn languorous, and right then she slaps me on the head hard and pushes my face away.
แกมันจะมากเกินไปแล้วน้องชาย แกคิดว่าฉันเป็นอะไร That’s too much, little brother. What do you take me for?
= =
3 – แม่และลูกชาย 3 – Mother and son
ผมยืนอยู่บนระเบียงหลังห้อง เหม่อมองดูสายฝนที่ตกอยู่เบื้องนอกอย่างแผ่วเบา ความอึดอัดหนักหนาเริ่มผ่อนคลาย ทั้งภายนอกและภายใน ด้วยผมชักไม่สนุกกับเกมที่เธอเล่น ซึ่งมันคงทำให้เธอรู้สึกผิดเช่นกัน เธอนอนเงียบอยู่บนเตียง ราวกับไม้ตายซากแน่นิ่งอยู่ตรงนั้น I stand on the balcony at the back of the room, gazing absently at the rain that falls outside lightly. My tense unease is beginning to abate outside as well as inside as I don’t find the game she plays funny, which must make her feel guilty too. She lies quietly on the bed as a dead log would lie there.
ครู่ใหญ่ผมเดินเข้ามาในห้อง เปิดตู้เย็น ดื่มน้ำแก้วใหญ่ หันไปถามเธอว่าต้องการน้ำไหม แล้วรินน้ำใส่แก้วเอาไปให้เธอ หญิงสาวรับน้ำไปดื่ม ส่งแก้วคืนและเฝ้ามองดูผม After a long while I walk back into the room, open the fridge, drink a large glass of water, turn round to ask her if she wants any, then fill up the glass and take it to her. The young woman takes the water and drinks, returns the glass and watches me.
ฉันรู้ว่าฉันเอาแต่ใจตัวเอง ฉันขอโทษ I know I’m selfish, she apologises. ฉันขอโทษ = I’m sorry.
เธอก็รู้ ทุกครั้งที่ฉันอยู่ใกล้ เธอทำให้ฉันมีความสุข ฉันรู้สึกว่าเธอเป็นเหมือนเพื่อนของฉัน เธอเหมือนพี่น้องของฉัน แต่กระนั้นเธอก็เป็นคนที่ฉันรัก ถึงแม้เธอจะไม่ได้รักฉัน จนบางครั้งฉันยังรู้สึกว่าเธอเป็นเหมือนลูกชายของฉัน เธอมองดูผม ฉันอยากให้เธอเป็นเหมือนเพื่อน พี่น้อง คนรักและลูกชาย You know that every time I’m near you, you make me happy. I feel as if you’re my friend, you’re like a brother, but for all that you’re the one I love, even though you don’t love me, so that sometimes I also feel you’re my son. She looks at me. I’d like you to be like my friend, my little brother, my lover and my son.
แต่ถ้าเธอเป็นลูกของฉันจริงๆ โถ…เด็กน้อยผู้น่าสงสาร มานอนใกล้ๆ แม่นี่สิ เธอขยับพื้นที่ให้ผมนอน หนาวมั้ย มานอนใกล้ๆ แม่สิ น้ำเสียงของเธออ่อนโยนจนผมต้องเบียดร่างเข้าใกล้ทรวงอกของเธอ เธอกอดผมไว้และร้องเพลงกล่อม ลูบหัวให้ผมและกอดผมแน่นจนแทบหายใจไม่ออก มันทำให้ผมนึกถึงแม่ ผมแทบไม่เคยได้กอดแม่เลยในชีวิตที่ผ่านมา ผมเป็นเด็กน้อยที่น่าสงสาร โหยหาอ้อมกอดของแม่ นั่นแหละที่ทำให้ผมกอดเธอแน่นขึ้น But if you’re really my son, goodness … Poor little child, come and lie down close to mummy. She moves to give me room to lie down. Are you cold? Come and lie down close to mummy. Her tone of voice is so soft I draw closer and twist my body to be near her bosom. She hugs me and sings a lullaby, strokes my head and hugs me so tight I can hardly breathe. It makes me think of Mum. I’ve hardly ever hugged Mum in the life that has been. I’m a poor little child, craving for my mother’s arms. That’s what makes me hug her tighter.
โถ…ดูสิ รักแม่มากไหม แม่จะดูแลเจ้าเอง เธอขยับร่างเพื่อกอดผมได้ถนัดขึ้น ใบหน้าผมซุกอยู่กับทรวงอกเล็กๆ ของเธออย่างแนบชิด อยากกินนมของแม่ไหม เธอถามพลางถลกเสื้อขึ้น ปลดตะขอยกทรงออก เผยให้เห็นทรวงอกทั้งสองข้าง และเบียดเข้าหาผม นมของแม่ไง อยากกินนมของแม่ไหม My goodness … Look at you. Do you like mummy very much? I’ll take care of you. She moves to hug me even more comfortably. My face is nested in her small breasts tightly. Do you want to suckle, she asks while hitching up her shirt and undoing her bra, freeing both her breasts and twisting to get closer. Here, mummy’s breasts. Do you want to suckle?
มือของผมลูบไล้เนินถันแผ่วเบา ริมฝีปากผมซุกไซ้หาความอบอุ่นที่อยู่ตรงหน้า หรือมันคือความฝันอันไกลโพ้นกันแน่ แต่ผมไม่สนใจ เธอมองดูผมด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ โอบกอดผมไว้ ปล่อยให้ผมดูดดื่มจากทรวงอกตามความต้องการ มันทำให้ผมรู้สึกเหมือนตัวเองได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง My hands stroke her breasts lightly. My lips pluck in search of warmth ahead or is it a distant dream? But I don’t care. She looks at me with a contented smile, hugs me, lets me suck at her bosom as I wish. It makes me feel as if I’d become a child once again.
อย่ากัดแม่สิจ๊ะ แม่เจ็บรู้ไหม เธอพูด แต่ยังปล่อยให้ลูกน้อยดื่มดูดอย่างอิสระ ร่างของเธอเกร็งพลิกหงายเผยทรวงอกทั้งสองข้าง ส่งเสียงครางเล็ดลอดแผ่วเบาอย่างพึงใจ มือของเธอจับหัวของผมไว้และมิได้พยายามผลักไส แต่กดมันไว้แน่นแนบทรวงอก Don’t bite me. You hurt me, you know, she says but still lets her little child suckle freely. Her body stiffens and turns over, exposing her breasts. She lets out a low moan of satisfaction. Her hands grab my head and don’t try to push it back, but press it tighter against her chest.
= =
4 – คนรักที่ไม่ได้รัก 4 – Lover without love
ได้โปรดเถิดที่รัก เป็นคนรักของฉัน เป็นคนรักของฉัน เธอครวญครางด้วยเสียงกระเส่าเร่าร้อน บิดเบือนเรือนร่างราวกับเกลียวเชือก ผมแก้สายกางเกงเลและปลดมันออกพร้อมกับผ้าชิ้นสุดท้ายอย่างง่ายดาย ร่างของเธอเปล่าเปลือยอยู่ในความสลัวรางของห้อง เส้นร่างของเธอเด่นชัดในความมืด ผมจ้องมองดวงตาพริ้มหลับ ผมสยายเต็มหมอนสีขาวนวล และเริ่มออกเดินเรือสำรวจเพื่อค้นหาดินแดนใหม่ ท่ามกลางท้องทะเลครืนคลั่งบิดรวนครวญครางโยกโยนเรือน้อยตามลูกคลื่นถาโถม Please, darling, be my lover, she moans in a sultry voice that quavers, coiling her body like a twisted rope. I untie the fisherman pants and take that last garment off her easily. Her body is naked in the dimness of the room, its contours clear in the darkness. I stare at the tightly closed eyes, at the hair sprayed all over the creamy white pillow, and set sail in search of a new land in the middle of a wildly groaning sea that tosses the little boat about with every wave breaking in. [Note the inevitable lapse into the Eastern age-old imagery of lovemaking after a straightforward enough description of foreplay … and use your imagination if you must.]
ครั้นพอเห็นภูมิประเทศแห่งใหม่อยู่เบื้องหน้า หวังจะเอาเรือเข้าหลบในอ่าวลึก แต่ก่อนที่เรือจะหันหัวเขาสู่ปากอ่าว พายุร้ายเร่งโหมตามเข้ามาหวังจมเรือต่างถิ่น ปัดป่ายไปมาราวกับมีมือยักษ์โยนเรือออกไป ปากอ่าวถูกปิด เปล่งเสียงร้องสะอึกสะอื้นครวญครางปฏิเสธ When a new territory comes in sight ahead, I hope to have the boat enter the shelter of a deep bay, but before it can set course to the entrance to the bay, a violent storm ensues that seeks to capsize the alien boat, buffeting it as if a giant hand kept flicking it away. The entrance to the bay is closed down with cries and sobs and groans of refusal.
>อย่า…ไม่…ไม่…ฉันทำไม่ได้ เธอไม่ได้รักฉัน เสียงร้องร่ำด้วยความสิ้นหวัง ผมตัวแข็งชาราวกับถูกตึงอยู่กับที่ ก่อนพลิกร่างลงนอนข้างๆ อย่างหมดอาลัย ‘Don’t … no … no … I can’t do it. You don’t love me, the voice keeps pleading in hopelessness. I’m stiff and numb as though held back to a stop before I turn over to lie by her side in despair.
มันเป็นความจริงที่ผมไม่ได้รักเธอ จะมีบ้างก็คงเพียงเยื่อไยอันบางเบาแห่งความสงสาร จนบางครั้งให้นึกสมเพชเวทนา ในเมื่อเธอสามารถเลือกที่จะใช้ชีวิตของตัวเอง เลือกที่จะไปพ้นจากความเจ็บปวด แต่เธอกลับไม่เลือก ทั้งที่รู้ว่า ไม่ว่าจะอย่างไรผมก็ไม่อาจรักเธอได้ แม้ผมจะใช้ความพยายามมากแค่ไหนก็ตาม It’s true that I don’t love her. The little there is is a thin thread of pity, even of occasional compassion if only she was able to choose to live differently, to choose to get rid of her pain, but instead she doesn’t, even though she knows that, no matter what, I don’t love her, however much I try to.
เสียงร้องไห้เงียบลงแล้ว เธอค่อยๆ ซุกตัวเข้าหาผม กอดผมไว้ ฉันขอโทษ ฉันยังไม่พร้อม ฉันไม่รู้ว่าเธอรู้สึกกับฉันยังไงกันแน่ บอกฉันสิ บอกฉันได้ไหมว่าเธอรู้สึกกับฉันยังไง อย่าเงียบสิ อย่านอนเงียบอย่างนี้ เธอทำให้ฉันกลัวรู้ไหม เธอก็รู้ว่าฉันรักเธอมากแค่ไหน แต่เธอไม่เคยบอกฉันเลย เธอกระซิบอยู่ข้างหู และจูบแก้มของผม The sound of crying has stopped. She slowly draws closer and hugs me. I’m sorry, I’m still not ready, I don’t know how you feel about me for sure. Tell me, will you? Can you tell me how you feel about me? Don’t be silent. Don’t stay silent like this. You frighten me, you know that? You know how much I love you, but you’ve never told me. She whispers in my ear and kisses my cheek.
เธอคงไม่รักฉันใช่ไหม เหมือนที่เธอเคยบอก ไม่เป็นไรหรอก ไม่รักก็ไม่เป็นไร ขอให้ฉันรักเธอคนเดียวก็พอแล้ว นะ…พูดอะไรหน่อยสิ อย่าเงียบอยู่อย่างนี้ นะ…ให้ฉันทำอะไรก็ได้ ฉันยอมเธอทุกอย่าง เธอจ้องมองดูผมเต็มตา แต่ผมแทบจะไร้ความรู้สึก เหมือนมีอะไรบางอย่างมาขวางกั้นเอาไว้ You don’t love me, do you? As you used to tell me. It doesn’t matter. It doesn’t matter if you don’t love me. Let me love you alone, loving you alone is enough … Say something. Don’t be silent like this … Make me do whatever you want. I’ll let you do anything. She stares at me insistently but I’m almost without any feeling, as if there were some sort of partition between us.
ไม่รักก็ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรหรอก ขอหอมให้ชื่นใจหน่อยนะ เธอจูบแก้มสองข้างของผม และเลื่อนมาจูบปากของผม เคลื่อนตัวเข้าหาผม มือของเธอเริ่มสำรวจเนื้อตัวของผม พูดกับฉันหน่อย แล้วฉันจะยอมเธอทุกอย่าง พูดกับฉันหน่อย ผมยังคงเงียบ ไม่รู้สึกอยากพูดอะไร นั่นเป็นเพราะผมได้พูดไปหมดแล้ว ผมไม่ชอบการพูดอะไรซ้ำซาก If you don’t love me, never mind, it doesn’t matter. Let me kiss you to feel a little better. She kisses me on both cheeks and moves to kiss me on the mouth, draws closer to me. Her hand begins to roam over my flesh. Talk to me and I’ll let you do anything. Talk to me a little. I’m still silent. I don’t feel like saying anything. That’s because I’ve said everything already. I don’t like to repeat myself.
เธอจูบปากผมเนิ่นนาน แต่ผมไม่มีความรู้สึกอะไรเลย เนื้อตัวของผม ร่างกายของผมราวกับถูกแช่แข็ง หรือไม่ผมก็กลายเป็นหินไปเสียแล้ว จนเธอค่อยๆรับรู้ได้ถึงความแข็งกระด้างเย็นชา เธอค่อยๆถอนกายออก เลื่อนตัวไหลลงจากเตียงนอนราวกับขี้ผึ้งที่กำลังหลอมละลาย ร่างของเธอดูเหมือนจะหลอมละลายไปเสียแล้ว เปล่งเสียงร้องครวญครางร่ำไห้ราวกับแผ่นเสียงตกร่อง ดังซ้ำซากอยู่เช่นนั้น ไม่รู้จบ She kisses me on the mouth and lingers there but I don’t feel anything at all. My flesh, my body are like deep-frozen or else I’ve turned into stone, until she slowly perceives the stiff numbness and slowly withdraws her body, slides out of bed like melting honey. Her body seems about to melt, issuing a pleading moan like a scratched record going over the same track like that endlessly.
เมื่อไหร่จะจบสักที ผมได้แต่ทอดถอนหายใจ… When will it be over? I merely exhale a long sigh…
= =
พิมพ์ครั้งแรก นิตยสารช่อการะเกด 48, 2552 ‘Keim rak see bot’ in Chor Karrakeit 48, 2009
Wutisant Chantwiboon, born 1973
in Ayutthaya in a trading family,
is the author of two collections
of short stories and of two novels
for young readers. His ‘Marlee’s
second death
’ was published here
on 18/5/2012.

Marlee’s second death – Wutisant Chantwiboon

oo
All the ingredients not to say tics of self-reflective, self-questioning, ambivalent and layered post-modern writing are in this short story, with of course the lure of the return to consciousness if not life of the dead.
All told, another ghost story with a difference. MB
oo

มาลีกับความตายครั้งที่สอง

Marlee’s second death

foulard-en-soie-vert

วุฐิศานติ์ จันทร์วิบูล

Wutisant Chantwiboon

TRANSLATOR’S KITCHEN
บ่ายวันหนึ่งเมื่อกลับมาถึงสำนักงาน วิภาพบจดหมายฉบับหนึ่งอยู่บนโต๊ะทำงาน เธอหยิบซองสีขาวไร้ลวดลาย มองดูรอยหมึกจางๆ พิมพ์ชื่อและที่อยู่ของเธอ นอกจากนั้นไม่มีข้อความอื่นใดที่อาจบ่งบอกถึงที่มานอกจากตราไปรษณีย์ เพียงแค่นี้เธอก็รู้ได้ว่าเป็นจดหมายของใคร เธอสอดซองจดหมายไว้ในกระเป๋าถือ จัดการกับเอกสารบนโต๊ะอยู่จนกระทั่งเลิกงาน One afternoon, when she returned to the office Wipha found a letter on her worktable. She picked up the plain white envelope, looked at her faintly typed name and address, with no indication of source apart from the post office stamp. Just this and she knew who it was from. She slipped the envelope into her bag and dealt with the documents on her table until the end of office hours. ไร้ลวดลาย: literally, ‘without decorative design; thus, ‘plain.
เธอเดินออกมารอรถเมล์ที่อนุสาวรีย์ชัยฯ ขึ้นรถปรับอากาศคันหนึ่งจากต้นสาย เลือกที่นั่งเดี่ยวด้านเดียวกับคนขับ วิภาเปิดกระเป๋าดึงซองจดหมายออกมา ใช้ปลายคัตเตอร์บรรจงกรีดบนซองด้านหนึ่ง เก็บคัตเตอร์แล้วคลี่จดหมายออกดู มีชื่อของเธออยู่มุมบนด้านซ้ายมือ ตามด้วยจุดไข่ปลาสามจุด ไม่มีวันที่หรือถ้อยคำอื่นใดนอกจากตัวพิมพ์ดีดด้วยหมึกจางๆ เป็นพืดเต็มหลายหน้ากระดาษ เธออ่านเงียบๆ สลับการเหม่อมองภาพความสับสนภายนอกรถ She walked over to the bus stop at the Victory Monument, got on an air- conditioned bus at start of line and took the only seat available on the driver’s side. She opened her bag and pulled out the envelope, used a cutter to carefully slice it open on one side, put the cutter back and pulled the letter out. On the left top corner, her name was followed by three sus- pension points. There was no date or other words above the text typed in pale ink over many pages. She read quietly in between gazing at the confused scenes outside.
วิภาแวะหาอะไรกินก่อนกลับมายังห้องพัก เธออาบน้ำจนรู้สึกเย็นชื่น สวมชุดนอนสีน้ำเงินเดินมาหน้าโต๊ะเขียนหนังสือ คลี่ผ้าโพกศีรษะออกขยี้ผม และเช็ดอย่างบรรจง ขณะสายตาจับจ้องอยู่ที่จดหมาย วิภาหย่อนร่างบนเก้าอี้ หยิบจดหมายขึ้นมาเปิดอ่านอีกครั้ง She sought something to eat before returning to her boarding room. She took a shower and felt refreshed, put on a blue nightgown, walked over to the desk, undid the terry cloth around her head and shook her hair then dried it with care while her eyes stayed on the letter. She let herself down on the chair, picked up the letter, unfolded it and read it once again.
=
วิภา… Wipha…
หลายวันมานี้มีเรื่องราวเกิดขึ้นกับฉันมากมายเหลือเกิน จนอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงกลับมาอีกครั้ง ความมืดโรยตัวลงมา สายลมแผ่วพัดหอบไอเย็นเข้ามาภายในกระท่อม ขณะฉันกำลังเขียนจดหมายฉบับนี้ ฉันยังไม่สามารถสลัดภาพของมาลีออกไปได้ ราวกับหล่อน พยายามติดตามฉันอยู่ตลอดเวลา ไม่สินะ ฉันต่างหากที่พยายามติดตามหล่อนไป วิภาจำมาลีได้ไหม ผู้หญิงจากบ้านโสเภณีคนหนึ่งที่ฉันพยายามเล่าให้ฟัง ในขณะที่ฉันกำลังเขียนถึงเรื่องราวของศรีฬา ตอนหนึ่งฉันเล่าถึงมาลี วันนั้นเป็นวันที่ศรีฬาและเพื่อนๆ หนีโรงเรียนไปเที่ยวที่บ้านโสเภณี จึงทำให้เขาได้รู้จักมาลี ฉันเคยบอกเธอแล้วไม่ใช่หรือว่า มาลีเป็นตัวละครที่มีชีวิตชีวามากที่สุดในฉากนั้น แต่มันก็น่าจะจบลงเพียงเท่านั้น เธอจำมาลีได้ไหม… Lately so many things have happened to me that my splitting headaches are back. Darkness has fallen around me. A light wind is blowing cold air into the cabin. As I write this, I’m still unable to shake off the vision of Marlee as if she was trying to follow me all the time. Actually, no: it’s I trying to follow her. Wipha, you remember Marlee, don’t you? That girl from the brothel I’ve tried to tell you about. While I was writing the story of Seela, at one point I told you about Marlee. That was the day Seela and his friends played truant to go to the brothel, and thus met Marlee. I’ve told you, haven’t I, that Marlee was the liveliest character in that scene, but it should have ended there. You remember Marlee, don’t you? … The use of the formal หล่อน (she) in the letter is worth noticing. Ironically it applies to Marlee, ‘the girl from the brothel, while the more familiar เธอ (you, he, she) addresses Wipha.
= = =
วิภานึกถึงมาลี จำได้ว่าเขาเขียนเล่าถึงเรื่องนี้เสียยืดยาวเชียว นี่เขาคิดจะเล่าเรื่องของมาลีอีกงั้นรึ วิภาครุ่นคิดขณะที่ผ้าขนหนูยังคลุมศีรษะ เธอลูบเส้นผมอยู่ไปมา Wipha thought of Marlee, remem- bered that he had written about this at great length. Was he thinking of telling her about Marlee all over again, Wipha pondered, the terry cloth still loosely tied around her head. She kept stroking her hair.
=
ก่อนที่ฉันจะเล่าเรื่องของมาลี ฉันอยากแนะนำให้เธอรู้จักศรีฬาเสียก่อน ศรีฬาเขามีอะไรหลายอย่างคล้ายกับฉันมากเหลือเกิน แต่ความจริงแล้วฉันมีอะไรที่คล้ายเขามากกว่า เพราะเขาเกิดก่อนฉันหนึ่งปี และมันไม่ได้มีเพียงเราเท่านั้นที่คล้ายกัน แต่รวมถึงครอบครัวของเราทั้งสอง เราจึงกลายเป็นครอบครัวชาวเรือที่คล้ายกันมากที่สุด พ่อของเรามาจากหมู่บ้านเดียวกัน และเป็นเพื่อนรักกัน ในขณะที่แม่ของเรามีเชื้อสายจีนเช่นเดียวกัน Before telling you about Marlee, I’d like to introduce Seela to you first. Seela is almost alike me in many ways, but actually I have even more things in common with him, because he was born one year before me and it’s not just us who are alike but also our two families, so that we are boat-faring families that are most alike. Our fathers come from the same village and are bosom friends while our mothers both have Chinese blood.
ในส่วนที่ต่างกันระหว่างเราคือ ตรงที่ฉันมีลักษณะด้อยกว่าเขาในด้านกายภาพ เขามีร่างกายแข็งแรงสมส่วน ในขณะที่ฉันเป็นเหมือนเด็กอมโรค และที่สำคัญที่สุดคือเขามีน้องสาวที่น่ารักคนหนึ่ง ในขณะที่ฉันมีน้องชาย The differences between us are that I’m more of a weakling, he has a strong and well-proportioned body while I’m like a sickly child, and, most important, he has a lovely younger sister while I have a younger brother.
ด้วยเหตุว่าครอบครัวเรามีความละม้ายคล้ายคลึงกันมากจนยากที่จะแยกแยะความแตกต่าง มันจึงเป็นเสมือนกระจกสะท้อนซึ่งสามารถมองเห็นตัวเองได้จากอีกฝ่ายหนึ่ง และนี่เป็นสาเหตุเบื้องต้นทำให้ฉันคิดที่จะเขียนเรื่องราวของเขาออกมา เพราะครึ่งหนึ่งในเรื่องราวของเขานั้นมีฉันรวมอยู่ด้วย และมันง่ายที่จะเล่าเรื่องราวอย่างตรงไปตรงมา… Because our families are so much alike that it’s difficult to spot the differences, it’s like a mirror in which one side is able to see itself in the opposite side, and this is the first reason why I want to write about him, because half of what concerns him involves me and writing about it forthrightly is easy…
=
วิภาขมวดคิ้วเข้าหากัน ครุ่นคิดถึงศรีฬา เธอเริ่มไม่แน่ใจเสียแล้ว ครั้งแรกเธอคิดว่าศรีฬาเป็นเพียงแค่ตัวละครที่เกิดขึ้นจากจินตนาการของเขาเสียอีก แต่นี่เขากลับมีตัวตนอยู่จริง หรืออาจเคยมีตัวตนอยู่จริง ถ้าอย่างนั้นแล้วมาลีล่ะ ความใคร่อยากรู้เข้าครอบงำเธอเสียแล้ว Wipha frowned, thinking about Seela. She was no longer sure. At first she thought Seela was merely a character born out of his imagination, but now it turned out he existed or might have existed for real. In that case, what about Marlee? Wipha was already overtaken with curiosity.
=
แต่แล้วในเช้าวันรุ่งขึ้น เธอรู้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นกับฉัน ขณะที่สายลมหนาวพัดผ่านเข้ามาทางหน้าต่างกระท่อมด้านทิศเหนือ ฉันตกอยู่ในภวังค์กึ่งหลับกึ่งตื่นคล้ายอยู่ในความฝัน มาลีมานั่งจ้องมองฉันอยู่ข้างๆ หล่อนคงเฝ้าดูอยู่เงียบๆ เหมือนที่หล่อนเคยเฝ้ามองศรีฬายามที่เขาหลับ หล่อนไม่ได้พยายามปลุกฉันเลย นอกจากเสียงเรียกแผ่วเบาที่คล้ายกับเสียงของสายลมหนาว But then the next morning, do you know what happened to me? While a cold wind entered my cabin through the window from the north, I fell into a state of somnolence as if I was in a dream. Marlee had come and sat staring at me by my side. She was watching me quietly as she had watched Seela while he slept. She didn’t try to wake me, but called me as soundlessly as does the cold wind:
“ถึงเวลาตื่นของเธอแล้วล่ะ” ‘It’s time for you to wake up.’
ฉันลืมตาตื่นขึ้นมาพบใบหน้ายิ้มระรื่น แล้วหลับตาลงอีกครั้ง พยายามขับไล่ภาพในความคิดฝันออกไป ฉันคิดว่าตัวเองคงหมกมุ่นอยู่กับงานมากเกินไปจนฟุ้งซ่าน หล่อนช่างมีชีวิตชีวาเหลือเกินในฉากนั้น แต่เมื่อฉันลืมตาขึ้นอีกครั้ง ปากของฉันต้องอ้าค้าง ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองใบหน้ายิ้มละไมของหล่อน I opened my eyes on a face smiling gaily and then closed my eyes again, trying to chase the vision from my dream. I thought I’d been absorbed in work to the point of distraction. She was exceedingly alive in that scene, but when I opened my eyes again, my mouth simply gaped and my eyes opened wide and stared at her smiling face.
“จำฉันไม่ได้หรือ ฉันอยากเห็นเธอเล่าเรื่องของฉัน” หล่อนพูด แตะนิ้วชี้กับริมฝีปากของตัวเอง แล้วเอามาแตะริมฝีปากของฉัน ก่อนที่ฉันจะแหกปากร้องลั่น เพียงเท่านั้นเอง ทำเอาฉันนิ่งงัน เงียบเชียบ ราวกับเข้าใจเรื่องราวได้ทั้งหมด ‘Do you remember me? I’d like you to tell my story,’ she said, putting her index finger to her lips and then to mine before I could utter a shout. This was enough to keep me quiet, dead still, as if I understood the whole story.
“ลุกขึ้นมาเถอะ ช่วยเล่าเรื่องของฉันให้จบ” ใบหน้ายิ้มแย้มของหล่อนช่างสดกระจ่างราวกับดวงจันทร์ในคืนเพ็ญ หล่อนดูต่างไปจากเมื่อก่อนมาก ฉันจำได้ดี แต่ยามนี้ หล่อนกลับดูงดงามราวกับดอกไม้ กลิ่นหอมอ่อนๆ รวยรินสดชื่น ทำให้ฉันต้องยอมแพ้ ลุกขึ้นแต่โดยดี… ‘Get up, will you. Tell me how my story ends.’ Her smiling face was so very bright, like a full moon. She looked very different from before. I remember- ed it well, but at that moment she looked as beautiful as a flower. I had to give in to her faint perfume, subtle and fresh, and I got up willingly…
=
วิภาขมวดคิ้วเข้าหากันอีกครั้ง แตะนิ้วชี้กับริมฝีปากตัวเองราวกับมันจะช่วยให้เธอเข้าใจเรื่องราวได้ทั้งหมด หรือว่ามันเป็นเรื่องจริงกันนะ ตอนอยู่บนรถเมล์ เธอคิดว่ามันเป็นเพียงเรื่องสั้น เพราะการอ่านจดหมายของเขาแต่ละฉบับนั้นเหมือนกับได้อ่านเรื่องสั้นสักเรื่องหนึ่ง เขาเป็นคนเงียบดูแปลกแยกและโดดเดี่ยว เธอเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า เรื่องที่เขาเล่าอยู่นี้เป็นเรื่องจริง หรือเป็นเรื่องที่อยู่ในจินตนาการอันเพ้อฝันของเขากันแน่ บางทีมาลีอาจเคยมีตัวตนอยู่จริงก็ได้ แต่เธอไม่เชื่อเรื่องผีสางนางไม้หรือวิญญาณเหลวไหลอะไรที่เขาพยายามเล่าอยู่นี้เลย นี่มันศตวรรษไหนกันแล้ว Wipha frowned again, put her index finger to her lips as if this would help her understand the whole story. Or was it a real story? On the bus, she had thought it was only a short story because reading his letters each time was like reading a short story. He was quiet, looked alienated and lonely. She was beginning to wonder whether what he was telling her here was true or something out of his delirious imagination. Maybe Marlee had really existed, but she didn’t believe in this nonsense of ghosts or souls he was trying to tell her here. Which century was this?
=
ขณะที่ฉันออกไปทำธุระยามเช้า และกลับมาพร้อมแก้วกาแฟ นั่งลงหน้าเครื่องพิมพ์ดีด ฉันพยายามคิดว่าหล่อนเป็นอะไรกันแน่นะ คล้ายกับว่ามีตัวตนอยู่จริง หล่อนนั่งทับส้นเท้าอยู่ข้างๆ เฝ้ามองฉันอ่านทวนต้นฉบับ แสงเช้าสาดเข้ามาตกต้องอยู่หน้าประตูก่อนถึงร่างของมาลี ฉันมองดูใบหน้าแย้มยิ้มของหล่อน While I went out to do my morning chores and came back with a cup of coffee and sat down before my typewriter, I tried to think what the matter with her was, almost as if she really existed. She sat on her heels beside me, watching me going over the text. Morning sunshine entered and spread in front of the door without quite reaching Marlee’s body. I looked at her smiling face. ‘without quite reaching Marlee’s body seems to me more vivid than ‘before reaching, as the Thai has it. The problem here is one of formulation: ‘sunshine spread in front of the door before reaching her body sounds weird.
“ศรีฬาต้องคืนดีกับน้องสาวก่อน” ฉันพูด หล่อนพยักหน้าน้อยๆ ยิ้มให้กำลังใจ ‘Seela must make it up with his sister first,’ I said. She nodded a little, with a smile of encouragement.
หลังจากฉันพาน้องสาวมาคืนดีกับศรีฬาแล้ว ฉันเริ่มอารัมภบทถึงงานวัดในฤดูหนาว ค่ำคืนหนึ่งเมื่อศรีฬาทะเลาะกับเพื่อนหญิงที่เขาพามาเที่ยวงาน เขาจึงปล่อยหล่อนไว้ในวงล้อมแห่งแสงสีอันเร่าร้อนของสตริงวงดัง เขาเดินออกมารับไอเย็นของฤดูหนาว และได้พบมาลีโดยบังเอิญ ทั้งสองจึงชวนกันเดินเที่ยวงานวัด ไหว้พระ ยิงปืน ดูหนังกลางแปลงด้วยกัน มาลีพยายามเบียดเรือนกายกับร่างของเขา หล่อนเฝ้ากระซิบบอกเขาว่า หล่อนชอบเขา After I took his sister to make up with Seela, I began to picture in a temple fair in the cold season. One night when Seela quarrelled with the friend he had brought to the fair, he left her surrounded by the sultry coloured lights of a famous string band. He walked out to enjoy the fresh air of the cold season and met Marlee by accident. The two of them thus strolled about the fair, calling on the monks, playing in the shooting gallery, watching an open-air movie together. Marlee kept trying to press her body against his. She whispered to him that she liked him.
พอหนังจบ พวกเขาเดินออกมาภายนอก ร้านรวงปิดกันหมดแล้ว มาลีพาเขาเข้าไปในซุ้มไม้ริมกำแพงด้านหนึ่ง When the movie was over, they walked out of the fair. All the stalls had closed by then. Marlee took him to a grove by a wall on one side.
ฉันเหลือบสายตาดูนาฬิกา และหันมองดูรอยยิ้มของมาลี I looked up to glance at the clock and turned to look at Marlee’s smile.
“เลยเวลาทำงานของฉันแล้ว พรุ่งนี้ฉันจะต่อฉากนี้ให้จบ” หล่อนยิ้ม พยักหน้าด้วยความพอใจ โน้มร่างเข้ามาจูบแผ่วเบาที่แก้มของฉัน พลางกระซิบคำขอบคุณ หล่อนยืนขึ้น ร่างนั้นเริ่มโปร่งแสงและเลือนหายไปตรงหน้า ฉันรู้สึกถึงความสั่นสะท้านของตัวเองเมื่อนึกถึงริมฝีปากของหล่อน มันเย็นเยือกราวกับน้ำแข็ง… ‘It’s past my working time. I’ll finish this scene tomorrow.’ She smiled, nodded with satisfaction, bent over to kiss me lightly on the cheek as she whispered ‘Thank you’. She stood up. Her body turned translucent and faded out before my eyes. I felt my own shivering when I thought of her lips. They were as cold as ice!
=
วิภาเงยหน้าขึ้นจากจดหมายด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดใจ เธอเริ่มไม่เข้าใจว่าเหตุใดเขาจึงพยายามเล่าเรื่องนี้ให้เธอฟัง เขาต้องการอะไรกันแน่ บางทีเขาอาจว่างมากเกินไป หรือเขาอาจเครียดเพราะหมกมุ่นอยู่กับงานเขียนของเขา จึงพยายามที่จะระบายมันออกมา แต่ทำไมเขาต้องระบายใส่เธอด้วย วิภาก้มมองดูจดหมายในมือ เธอลุกขึ้นเดินเอาผ้าขนหนูไปแขวนตากบนราวเหล็ก นั่งลงบนเตียงนอน มองมายังโต๊ะหนังสือ เธอเดินกลับมาหย่อนร่างบนเก้าอี้อีกครั้ง หยิบจดหมายขึ้นมาถือค้างไว้ตรงหน้า Wipha looked up from the letter with a peculiar feeling. She was beginning to wonder why he was telling her this. What did he want? Maybe he was too idle, or he was under tension from excessive absorption in his writing and was trying to let it out. But why let it out on her? Wipha looked at the letter in her hand. She got up and went to put the terry cloth to dry on the iron clothes pole, sat down on her bed, looked at the writing desk. She walked back to ease herself onto the chair again, picked up the letter and held it in front of her. I take โต๊ะหนังสือ to mean โต๊ะเขียนหนังสือ, that is ‘writing desk rather than ‘bookcase (ตู้หนังสือ, further down).
=
รุ่งเช้าวันต่อมา มาลีมานั่งมองฉันอยู่เช่นเดิม ท้องฟ้าเพิ่งจะเริ่มสาง ลมหนาวผ่านเข้ามาแผ่วเบา หล่อนคงเฝ้าดูใบหน้าฉันอยู่เงียบๆ เมื่อฉันลืมตาตื่น ใบหน้าของหล่อนเรื่อแดง เผยรอยยิ้มสดกระจ่าง The next morning, Marlee came to sit and look at me as before. It was getting light; a cold breeze was blowing in. She kept staring at me quietly. When I opened my eyes, her face was flushed, beaming a fresh bright smile.
“ตื่นได้แล้วพ่อคนขี้เซา” หล่อนหยอกเย้าแก้ขวย ฉันเฝ้ามองดวงตาคู่นั้นจนหล่อนเบือนหน้าหนี มันทำให้ฉันพบความงามบางอย่าง มันอาจเป็นความงามที่ทำให้    ศรีฬาหลงรักหล่อนก็เป็นได้ คงไม่ใช่เรื่องแปลกหากเขาจะหลงรักมาลี เพราะมันกำลังทำให้ฉันหลงรักหล่อนด้วยอีกคนไม่ได้ ฉันพยายามบอกตัวเอง พยายามหักห้ามใจไม่ให้อ่อนไหวเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา วิภาจำบัวตองได้ไหม เด็กสาวแสนหวานคนนั้น ทำไมฉันจะไม่หลงรักหล่อน ในเมื่อหล่อนเหมือนนางฟ้าออกเช่นนั้น ‘Wake up, sleepyhead,’ she teased to hide her embarrassment. I stared into her eyes and she turned away. This made me find a beauty of some kind, perhaps the beauty that had Seela fall in love with her. There was nothing strange in his falling in love with Marlee, because it was making me fall in love with her too. No way, I tried to tell myself, trying to suppress my feelings as every time in the past. You remember Buatong, don’t you, Wipha, that sweet young girl? Why shouldn’t I fall in love with her when she was so much like a fairy?
=
วิภาจำบัวตอง ตัวละครในเรื่องสั้นของเขาได้ เธอเคยอ่านมัน แต่เธอไม่รู้ว่ามันจะมีความพิเศษอะไร เพราะหล่อนก็แค่ตัวละครที่ไม่อาจสัมผัสได้ นอกจากมโนภาพที่เกิดขึ้นในจินตนาการ นี่เขาหลงรักตัวละครเหล่านี้จริงหรือ เขาอ่อนไหวง่ายเพียงนี้เชียวหรือ หรืออาจบางทีเขาคงจะหลงรักผู้หญิงทุกคนที่พบตามท้องถนนก็เป็นได้ เธอพยายามสะบัดศีรษะไปมา ราวกับมันสามารถทำให้ความนึกคิดเหล่านี้หลุดออกไปจากสมองได้ Wipha remembered Buatong, a character in a short story of his. She had read it, but she didn’t know if it had anything special, because Buatong was only a character that could not be visualised except in the imagination. Had he really fallen in love with this character? Was he so easily carried away? Or maybe he fell in love with every woman he met in the street. She shook her head as if this would dislodge those thoughts from her brain. มโนภาพ: literally, mental picture; vision; imagination.พยายาม (try) is best left untranslated: unless youre trussed up, either you shake your head or you dont, even if in doing so you try to… The rest of the sentence would be shot.
=
ฉันรีบลุกขึ้น มาลีช่วยเก็บที่นอนเอาวางไว้บนตู้หนังสือ ฉันหยิบผ้าพันคอมัดย้อมสีเขียวอ่อนมาคล้องคอหล่อน I scrambled to get up. Marlee helped tidy the bedding and put it on top of the bookcase. I took a pale green scarf and folded it around her neck.
“เธอจะได้รู้สึกอุ่น” ฉันพูดเมื่อนึกถึงริมฝีปากเย็นเยือกราวน้ำแข็งของหล่อน ‘It’ll keep you warm,’ I said as I thought of her icy-cold lips.
มาลีจับมือฉันไว้ รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นในอุ้งมือนั้น อบอุ่นและนุ่มนวล ฉันยิ้มให้และรีบออกไปทำธุระ กลับมายังกระท่อมอีกครั้งพร้อมด้วยถ้วยกาแฟและกระติกน้ำร้อน ฉันชงชาเขียวญี่ปุ่น กลิ่นของใบชาระเหยหอม Marlee took my hands. I could feel the warmth of her palms, the warmth and the softness. I smiled at her and hurried out to do my business. I returned to the cabin with a cup of coffee and a hot water bottle. I made Japanese green tea. The vapour of the tea leaves was fragrant.
“เผื่อเธอจะรู้สึกดีขึ้น” ฉันรินน้ำชาใส่ถ้วยใบน้อย วางไว้ตรงหน้าหล่อน ‘To make you feel better.’ I poured the tea in a small cup I placed in front of her.
“มันไม่จำเป็นสำหรับฉันหรอก” มาลียิ้ม ขบขันความคิดของฉัน ‘That’s not necessary for me.’ Mar- lee smiled, amused by my reflection.
“แต่เธอหนาวไม่ใช่หรือ ลองดูหน่อยสิ” ฉันคะยั้นคะยอ หล่อนยกถ้วยชาขึ้นจิบ แล้ววางลงดังเดิม ‘But you’re cold, aren’t you? Try it,’ I insisted. She raised the cup and took a sip then put the cup down.
“เธอไม่รู้หรอกว่า ที่ที่ฉันจากมามันหนาวขนาดไหน กลางคืนที่มืดมิด” น้ำเสียงของหล่อนเศร้าสร้อย ดวงตาคู่นั้นฉายแววหม่นเพียงเล็กน้อยแล้วเปลี่ยนเป็นสุกใส ระบายยิ้มเต็มใบหน้า ‘You’ve no idea how cold it is where I come from, and pitch black at night.’ Her voice was sad. Her eyes had a fleeting dull gleam and then were back to brightness, a contented smile all over her face.
“เล่าเรื่องของฉันต่อเถอะ” ‘Get on with my story.’
ฉันจัดกระดาษม้วนเข้าแท่นพิมพ์ดีด มองดูหมึกจางๆ เริ่มอ่านที่เขียนค้างไว้เมื่อวาน ฉันรู้ดีถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น คล้ายกับมันเคยเกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่ง มาลีมองดูฉันพลางยิ้มน้อยๆ มันอาจเป็นช่วงชีวิตที่หล่อนมีความสุขก็ได้ I introduced a sheet of paper into the typewriter, looked at the pale ink, began to read what I had written the day before. I knew what was going to happen, similar to what had happened once. Marlee looked at me, smiling lightly. Maybe it was a time of her life when she was happy.
ฉันเริ่มเรื่องของมาลีต่อจากเมื่อวาน ทั้งสองกอดจูบกัน ศรีฬาปฏิเสธสิ่งที่เกินเลยไปกว่านั้น ใช่ว่าเขานึกรังเกียจ แต่เป็นเพราะเหตุผลบางอย่าง ฉันไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไร แต่มองเห็นความบริสุทธิ์บางอย่างในการแสดงออกอันละมุนละไมของพวกเขา I resumed Marlee’s story from the day before. They hugged and kissed. Seela refused anything beyond that. Not that he was averse to it, but for some other reasons. I don’t know what they were, but I could see innocence of some kind in their tender performance.
มาลีเล่าให้เขาฟังถึงวันแรกที่ได้พบกัน เขาทำให้หล่อนนึกถึงน้องชาย ทั้งที่ความจริงแล้วมาลีไม่เคยมีน้องชาย หล่อนเพียงฝันอยากมีน้องชายสักคน และเขาเหมือนน้องชายในความฝันของหล่อน แต่มาลีไม่ได้บอกความจริงกับเขาในข้อนี้ Marlee told him about the day they met. He had made her think of her younger brother, even though in truth Marlee didn’t have a younger brother. She merely dreamt of having one and he was like the younger brother in her dreams, but she didn’t let on about this. น้องชาย:  because of the formal language in use, Ive opted for ‘younger brother rather than ‘little brother, which is the usual transla- tion (used in dialogue further down).
ฉันหยุดเขียนและหันมองมาลี หล่อนยิ้มและเริ่มเล่าให้ฟังว่า ตั้งแต่หล่อนได้พบเด็กหนุ่มคนนี้ ทำให้หล่อนได้พบความฝันในวัยเด็ก หล่อนรู้สึกละอายกับอาชีพของตน หล่อนอยากหนีไปจากมัน และใช้ชีวิตเหมือนผู้หญิงธรรมดาคนอื่นๆ หล่อนเอ่ยเล่า มองดูฉันด้วยแววตาอ่อนโยน I stopped writing and turned towards Marlee. She smiled and began to tell me that since she had met this young man she had met the dream of her childhood. She felt ashamed of her job. She wanted to flee from it and spend her life like any ordinary woman, she claimed, looking at me with gentleness in her eyes.
ฉันเริ่มฉากตอนที่มาลีมารอพบศรีฬาหน้าโรงเรียนในเย็นวันหนึ่ง ขอร้องให้เขาช่วยหาที่ซ่อนให้ หล่อนเล่าแผนการหนีให้เขาฟัง ร้องขอให้เขาไปรอที่ปั๊มน้ำมันหลอดก่อนถึงโรงพยาบาล เมื่อทั้งสองไปพบกัน เขาพาหล่อนมาค้างที่บ้านพี่ชาย เย็นวันต่อมา เพื่อนมาบอกข่าวการหนีไปจากซ่องของมาลี ทำให้เขารู้ว่า เรื่องที่น่าหวาดกลัวกำลังจะเกิดขึ้น I began the scene when Marlee went to wait for Seela in front of the school early one evening, to beg him to find a hiding place for her. She told him of her plan to escape, beseeched him to go and wait at the small petrol station a little before the hospital. When the two of them met, he took her to stay overnight at his elder brother’s house. In the evening of the next day, a friend came to tell him that Marlee had escaped from the brothel, which made him realise that something dreadful was about to happen. oปั๊มน้ำมันหลอด 
มาลียิ้มอย่างพอใจเมื่อฉันบอกว่า พรุ่งนี้จะเขียนเรื่องของหล่อนให้จบ มาลีโน้มร่างเข้ามาจูบที่แก้มของฉันเหมือนวันวาน เอ่ยคำขอบคุณ ร่างของมาลีค่อยๆ โปร่งแสง ก่อนเลือนหายไปพร้อมด้วยรอยยิ้มของมวลดอกไม้ ฉันมองเห็นชายเสื้อแขนยาวสีฟ้าพลิ้วไหวในสายลม... Marlee smiled with satisfaction when I told her I’d finish her story tomorrow. She bent over to kiss me on the cheek like the day before, uttering the words ‘Thank you’. Her body gradually turned translucent before fading away along with the smile of all the flowers. I saw the tails of her light blue long- sleeved shirt floating away in the wind…
=
วิภาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยความรู้สึกอ่อนล้า ราวกับว่าเธอได้เข้าไปเผชิญกับเรื่องเล่าของเขาด้วยตัวเอง แต่เธอก็ยังไม่อยากเชื่ออยู่ดีเรื่องที่มาลีมาหาเขาทุกเช้า มันอาจเป็นส่วนที่เขาจินตนาการหล่อนขึ้นมาเองและอาจหลงเพริดอยู่กับมันมากเสียจนเกิดสับสนและแยกแยะไม่ออกว่าอันไหนเป็นเรื่องจริง อันไหนเป็นเรื่องลวงที่เขาพยายามทำให้มันเป็นจริง บางทีเขาอาจเป็นเหมือนพวกวิกลจริต แต่คงไม่ใช่ เธอเคยพบเขาสองสามครั้ง เขาดูเศร้าๆ เงียบและโดดเดี่ยวมากเกินไป เธอคิดว่าควรอยู่ห่างเขาไว้หน่อยคงดี และรักษาระยะห่างตรงนั้นเอาไว้ เพราะเขาอาจทำให้เธอเป็นโรคประสาทไปด้วยก็ได้ Wipha reclined against the back of the chair with a feeling of lassitude as if she had herself gone through the story he was telling. But she still didn’t want to believe that Marlee came to see him every morning. He must have made her up and gaily indulged in it so much it gave rise to confusion and the inability to distinguish what was true and what was delusive that he tried to make true. Maybe he was slightly deranged, but maybe not. She had met him a few times. He looked excessively sad, quiet and lonely. She had thought it would be better to back away from him and keep him at a distance because he might make her neurotic too.
วิภาถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน ก้มมองดูจดหมาย เธอรู้สึกคล้ายกับมีอะไรบางอย่างดึงดูดให้เธออ่านต่อ ทั้งที่เธออยากถอนตัวเองจากเรื่องราวเหล่านี้ให้เร็วที่สุด ทว่าสิ่งเดียวที่ทำได้ก็คือการอ่านให้มันจบๆ เสียที Wipha heaved a sigh of exhaustion, lowered her head to look at the letter. She felt as if something was compelling her to keep reading, even though she wanted to withdraw from the story as fast as possible. But the only thing she did was to read it through.
=
แล้วเช้าวันนั้นก็มาถึง หล่อนนอนลงข้างกายของฉัน และคงเฝ้ามองดวงตาพริ้มหลับของฉันอยู่เนิ่นนานราวกับหล่อนปรารถนาเฝ้ามองอยู่เช่นนั้นจนฉันรู้สึกได้ถึงการจ้องมองของหล่อนได้กลิ่นหอมของดอกไม้ผสานกับลมหนาวจางๆ เมื่อลืมตาขึ้น ฉันพบใบหน้าของหล่อนลอยอยู่ตรงหน้า ใกล้เสียจนฉันตกใจ มาลียังคงเฝ้าเพ่งพิศต่อไปโดยไม่สนใจว่าฉันตื่นแล้วหรือยัง หล่อนมองดูดวงตาของฉันอย่างอ่อนโยนราวกับฉันเป็นเด็กน้อยคนหนึ่ง Then the morning of that day came. She lay beside me and must have watched my eyes closed in sleep for a long time as if she was determined to watch like that until I became aware of her watching and of the fragrance of flowers in the cold breeze. When I opened my eyes, I found her face floating before me, so close I started. Marlee kept on looking intently without paying attention to whether I was awake or not. She gazed at my eyes with tenderness as if I was a little child.
“ฉันเหมือนน้องชายของเธอด้วยหรือ” ‘So I’m like your little brother, am I?’
หล่อนยิ้ม ส่ายหน้า She smiled, shook her head.
“ไม่ใช่หรอก เธอก็รู้ว่าฉันไม่เคยมีน้องชาย” ‘Of course not. You know I don’t have a brother.’
ฉันชันร่างขึ้นนั่งพิงตู้หนังสือ เฝ้ามองดวงตาคู่งาม I sat up, my back to the bookcase, staring at those beautiful eyes.
“ศรีฬาเขาก็รู้ว่าเธอไม่เคยมีน้องชาย” ‘Seela knows you never had a brother.’
หล่อนพยักหน้ารับรู้ She nodded in acknowledgment.
“เธอเหมือนกับเขามากนะ เหมือนเป็นคนคนเดียวกัน” ‘You’re very much like him, as if you were one and the same person.’
หล่อนยิ้ม She smiled.
“ใช่แล้ว เราเหมือนกัน เพียงแต่ฉันไม่มีน้องสาว” ‘That’s right. We’re alike, except I don’t have a sister.’
“เธออยากมีน้องสาวรึ” ‘Would you like to have one?’
ฉันยิ้ม I smiled.
“เหมือนเธออยากมีน้องชายนั่นแหละ” ‘Just as you’d like to have a brother.’
เราต่างหัวเราะให้กัน We laughed at each other.
“เธอไม่รู้รึว่าเขาอยู่ที่ไหน” ‘Don’t you know where he is?’
หล่อนส่ายหน้า She shook her head.
“แต่เธอรู้ว่าฉันอยู่ที่นี่” ‘But you know I’m here.’
“เป็นเพราะเธอคิดถึงฉันนะซี ฉันจึงรู้ว่าเธออยู่ที่นี่” หล่อนพูด ‘It’s because you’re thinking about me that I know you’re here,’ she said.
“ฉันคงต้องคิดถึงเธอบ่อยๆ แล้วล่ะ” ‘Then I must think about you often.’
หล่อนเผยรอยยิ้มเศร้า She gave a sad smile.
“ฉันมาอีกไม่ได้แล้ว ฉันจะหายไปเมื่อเรื่องของฉัน  เมื่อฉันได้ตายเป็นครั้งที่สอง ฉันมาลาเธอ” ‘I can’t come any longer. I’ll disappear when my story – when I die for the second time. I’ve come to say goodbye to you.’
“เธอจะไปไหน” ‘Where will you go?’
ฉันรู้สึกคล้ายถูกจู่โจมโดยไม่ทันได้ตั้งตัว I felt like being assaulted without warning and with no time to react.
ฉันยังเล่าเรื่องของเธอไม่จบเลย ‘I haven’t finished your story yet.’
“ฉันต้องไปแล้วล่ะ ไกลแสนไกลเชียว พวกเขาจะตามมา พบฉัน และจับฉัน” ดวงตาของหล่อนหวาดสะทก ‘I must go, very far away. They’re after me; they’ll find me and catch me.’ Her eyes were fearful.
“ศรีฬาต้องช่วยเธอได้ เขาต้องช่วยเธอได้แน่” ‘Seela must help you. He must help you for sure.’
แต่ดูเหมือนหล่อนรู้ดีว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น  But it seemed she knew very well what would happen.
“ไม่หรอก เธออย่าหลอกตัวเองอยู่เลย พวกเขาจะจับฉัน เด็กหนุ่มคนนั้นช่วยฉันไม่ได้หรอก สุดท้ายเขาต้องเจ็บตัวเพราะฉัน ฉันจดจำค่ำคืนนั้นได้ดี ฉันอยากขอโทษเขาเหลือเกิน แต่ไม่เคยได้มีโอกาส…เธอว่าไหม เขาเป็นคนที่น่ารักนะ…ฉันรักเขา” หล่อนมองดูฉัน พูดด้วยเสียงสั่นสะท้านไม่ปะติดปะต่อ หยาดน้ำรื้นไหลจากดวงตา ‘No. Don’t fool yourself. They’ll catch me. That young man can’t help me. In the end he’ll have to suffer because of me. I remember that night very well. I’d so much want to apologise to him but I’ve never had a chance to … He’s such a lovely man, don’t you think? … I love him.’ She looked at me, speaking in a staccato, shaking voice, with tears in her eyes.
“ฉันช่วยอะไรเธอไม่ได้เลยหรือ” ‘Isn’t there anything I can do to help you?’
“ไม่หรอก ขอบใจเธอมาก เพียงแค่เธอยอมเล่าเรื่องของฉัน” มาลีพูดหอบหายใจแรงพยายามเช็ดดวงตาของตัวเอง  ‘No. Thanks very much for being willing to tell my story,’ Marlee said, gasping for breath, trying to dry out her eyes.
“ฉันจะไม่เล่าเรื่องของเธอ ฉันไม่…” ฉันพูดราวกับพยายามหน่วงเหนี่ยวลูกโป่งที่กำลังจะหลุดลอยสู่ฟากฟ้ายามค่ำคืนเอาไว้ ‘I won’t tell your story. I won’t…’ I said as if trying to prevent a balloon from escaping into the sky at night.
“ไม่ได้นะ เธอต้องเล่ามันออกมาให้จบ จริงอย่างที่เป็นจริงเท่านั้น เธอรับปากฉันแล้ว” ‘No! You must finish it, tell it as it is. You promised.’
“ไม่มีวิธีใดเลยหรือ” ‘Is there no other way?’
มาลีส่ายหน้า Marlee shook her head.
“ขอโทษนะที่ทำให้เธอไม่สบายใจ ฉันไม่เป็นไรแล้ว” หล่อนฝืนยิ้ม “ฉันต้องไปแล้วล่ะ ฉันอยู่เหมือนทุกวันไม่ได้ ฉันคงไม่ได้พบเธออีก” ‘I’m sorry for making you unhappy. Never mind me.’ She forced a smile. ‘I have to go. I can’t stay like every day. I won’t meet you again.’
“เธอจะไม่มาอีก?” ‘You won’t come again?’
มาลีส่ายหน้า ยิ้มเศร้า เอื้อมมือปลดผ้าพันคอออก ฉันจับมันไว้ที่เดิม Marlee shook her head, smiled sadly, raised her hand to take out her scarf. I stopped her gesture.
“ฉันให้เธอ ที่นั่นหนาวมิใช่หรือ” น้ำตาหล่อนรื้นไหลลงอาบแก้ม หล่อนกอดฉันไว้แน่น ร่างของหล่อนอบอุ่นด้วยเลือดเนื้อเช่นเดียวกับมนุษย์ และแล้วความรู้สึกนั้นค่อยๆ คลายออกร่างของหล่อนค่อยๆ เลือนจางลง ดวงตาคู่เศร้าของฉัน จนกระทั่งร่างของหล่อนเลือนหายไป น้ำตาของฉันไหลอาบแก้ม หล่อนจะไม่กลับมาอีกแล้ว… ‘Keep it. It’s cold over there, isn’t it?’ Her tears ran down her cheeks. She hugged me tightly. Her body was warm with blood like any human being’s and then that feeling slowly left her body, slowly faded. The sad eyes looked at me until her body vanished. Tears ran down my cheeks. She wouldn’t come back again…
=
วิภาเอามือเช็ดดวงตาเปียกชื้น พลิกจดหมายไปหน้าสุดท้าย เธอมีความรู้สึกอย่างแปลกประหลาด ราวกับถูกจ้องมองด้วยดวงตาที่ไม่มีอยู่จริง บางครั้งจากเบื้องหลัง บางครั้งอยู่ตรงหน้าเธอเอง เธอรับรู้ได้ถึงความเศร้าของมาลีราวกับว่าเธอเป็นมาลีเสียเอง ภาพของหล่อนจึงชัดเจนราวกับมาลีต่างหากที่เป็นคนเล่าเรื่องทั้งหมดให้เธอฟัง Wipha wiped her moist eyes with her hand, turned the letter to its last page. She had a strange feeling as if she was being watched by eyes that didn’t exist, sometimes from behind, sometimes right in front of her. She felt Marlee’s sadness as if she was Marlee herself. Her image was thus clear as if it was Marlee who was telling her the whole story.
=
มันเป็นวันที่ฉันทุกข์ทรมานมากที่สุดในชีวิตของการเขียนหนังสือ มากกว่าวันที่ฉันไม่สามารถเขียนอะไรได้เลย เพราะฉันจำต้องเขียนในสิ่งที่ไม่อยากเขียน และไม่เคยปรารถนาให้มันเกิดขึ้น แต่มันก็เกิดขึ้นจนได้ ใช่สิ ไม่มีใครช่วยหล่อนได้เลย มาลีถูกจับได้ขณะพยายามหนีเพื่อนๆ ตามมาพบศรีฬานอนสลบไสลอยู่ริมถนน พวกเขามาช้าเกินไป อีกไม่กี่วันต่อมา หลังจากศรีฬากลับมาเรียนได้ตามปกติ เขาได้ข่าวว่ามาลีผูกคอตาย This is the most tormenting day in my life as a writer, more than on those days when I’m unable to write anything, because I’m forcing myself to write what I don’t want to write, what I never wished to happen but which has happened. That’s right, no one could help her. Marlee was caught while trying to escape. Friends looking for Seela found him lying unconscious by the roadside. They had come too late. A few days later, after Seela had gone back to school as usual, he received the news that Marlee had hanged herself.
ฉันทิ้งศรีฬาไว้ตรงนั้น กับความทรงจำครั้งสุดท้ายก่อนที่วัยเยาว์จะพรากไปจากเขา ในขณะที่ฉันยังไม่อาจลืมมาลีได้ ทุกเช้าฉันเฝ้ารอที่จะได้พบหล่อนอีก แต่ก็ไม่มีแม้แต่ร่างโปร่งแสงของมาลี…ทำไมหนอ หล่อนถึงได้มาเหมือนกับความฝันและจากไปไม่ต่างจากความฝัน… I give up Seela at that point bearing one last memory before youth deserted him, while I still can’t forget Marlee. Every morning I wait for her to come again, but there isn’t even her translucent body. Why did Marlee come like a dream and leave as in a dream?
วิภา เธอจะให้ฉันทำอย่างไร ในเมื่อฉันไม่พบผ้าพันคอสีเขียวอ่อนผืนนั้น แม้ว่าฉันพยายามหามันจากทุกซอกทุกมุมของกระท่อมโทรมๆ หลังนี้ มาลีคงรับมันไปเพื่อเป็นของขวัญชิ้นสุดท้าย Wipha, what do you expect me to do when I can’t find that pale green scarf even though I’ve looked for it in every corner of this rundown cabin? Marlee must have taken it as a last gift.
เรื่องราวของศรีฬายังไม่จบเพียงเท่านี้ แต่ฉันไม่รู้จะเขียนอะไรอีกแล้ว เพราะหลังจากนั้นไม่นานเขาได้จากลาพวกเราไป แต่เชื่อฉันเถอะว่า เขาจะกลับมาอีกครั้งหนึ่งในเวลาอันใกล้นี้ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวหลายปีที่สูญหายไป ฉันอยากรู้ว่า เขาจะทนต่อเสียงหลากไหลของสายน้ำที่พร่ำเพรียกอยู่ในจิตใจของเขาได้อีกนานแค่ไหน และเมื่อเขากลับมา ฉันจะบอกในสิ่งที่เขาไม่เคยรู้มาตลอดชีวิต เขาไม่เคยรู้หรอกว่า มาลีรักเขามากขนาดไหน การได้พบเขาทำให้ทั้งชีวิตของหล่อนเปลี่ยนแปลงไป แต่บางทีเขาอาจลืมมาลีไปแล้ว The story of Seela doesn’t stop here but I don’t know what to write further, because not long after that he took leave of us. But believe me: it won’t be long before he comes back again to tell the story of those many years that have vanished. I’d like to know how long he’ll be able to withstand the multitude of voices of the currents that continuously call out in his conscience, and when he is back, I’ll tell him what he has never known in his life. He has never known how much Marlee loved him. Meeting him changed her entire life, but maybe he has already forgotten her.
=
จดหมายจบเพียงเท่านี้ มีคำลงท้ายคำเดียวว่า เสมอ และไม่ลงชื่อเหมือนทุกครั้ง ราวกับเขาไม่เคยให้ความสำคัญกับมันเลย The letter ended there. There was one last word – ‘Always’ – and no signature, as every time, as if he didn’t attach any importance to it.
วิภาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ภาพต่างๆ ยังหมุนเวียนอยู่ในความคิดคำนึง โดยเฉพาะภาพของมาลี เธอมองเห็นภาพได้ชัดเจนราวกับว่าเธอเคยรู้จักหล่อนมาก่อน Wipha reclined against the back of the chair. The various pictures were still revolving in her mind, especially pictures of Marlee. She saw them clearly as if she had known her before.
วิภาลุกขึ้นจากโต๊ะ หันมาทางเตียงนอน ฉับพลันร่างของเธอเย็นวาบด้วยความตระหนกใจเมื่อมองเห็นภาพรางๆ ของหญิงสาวในชุดสีฟ้านั่งอยู่บนเตียง หล่อนส่งยิ้มให้เธอ วิภารู้ได้ทันใดเลยว่า หล่อนคือมาลี! หล่อนช่างเหมือนกับภาพในความคิดของเธอเสียจริง เธออ้าปากค้างโดยไม่มีเสียงใดเล็ดลอดจากริมฝีปาก เอามือขยี้ตาตัวเอง เมื่อเอามือออก เธอพบแต่ความว่างเปล่า เธอพยายามขยี้ตาอีกครั้งด้วยความไม่แน่ใจ เดินช้าๆ มายังเตียงนอน พลันเหลียวมองไปรอบๆ ห้องอย่างนึกหวาด พบเห็นเพียงความว่างเปล่า หากทว่าภาพของมาลียังติดตรึงอยู่ในใจของเธอ She got up from the table, turned towards the bed. Suddenly her body froze in fright when she saw the faint picture of a young woman dressed in light blue sitting on the bed and smiling at her. Wipha knew at once it was Marlee. She was so much like the picture in her mind. Her mouth opened wide without a sound passing her lips; her hands rubbed her eyes. When she took her hands off them she saw only emptiness. She tried to rub her eyes again in doubt, walked slowly to the bed while looking around the room fearfully, met nothing but emptiness, but with the picture of Marlee still in her mind. The second and third sentences need to be translated as one. หล่อนส่งยิ้มให้เธอ: ‘She smiled at her would be confusing.
วิภานั่งลงบนเตียงนอน ร่างของเธอยังเย็นเฉียบ แต่แล้วเธอเหลือบไปเห็นผ้าพันคอสีเขียวอ่อนตกอยู่ เธอหยิบมันขึ้นมาดูและพลันนึกถึงผ้าพันคอสีเขียวที่เขาให้มาลีเป็นของขวัญ แต่มันมาอยู่ในห้องของเธอได้อย่างไรกัน Wipha sat down on the bed. Her body was still icy cold but then she glanced down and saw the pale green scarf on the floor. She picked it up and looked at it while thinking of the green scarf he had given Marlee. But how had it come into her room?
วิภาเหลียวมองไปรอบๆ ห้องอีกครั้ง… She looked around the room once again…
=

‘Marlee kap khwamtai khrang thee song’ in Chor Karrakeit 44, 2008.

Wutisant Chantwiboon,
born 1973 in Ayutthaya
in a trading family,
is the author of two collections
of short stories and, lately,
of two novels for young readers,
The old man’s tales
and The return of the seagulls.
o