Tag Archives: friendship

Nipples – Wanna Kawee

After the male bit some time ago, the female fad. Beyond the seriously anguishing problem of nipples turned black [ha! ha!] which shows how ignorant a woman can be of her own condition, what is at stake here is a break away from normative morality and self-deception through still deceitful rationalisation of moods and needs. MB

หัวนม

NIPPLES

lactating breast

วรรณะ กวี

WANNA KAWEE

TRANSLATOR’S KITCHEN
เมื่อได้ยินเสียงลูกร้อง ฉันอุ้มแกไว้ในอ้อมกอด ปลดกระดุมเสื้อช่วงบน ก้มลงมองทรวงอกของตัวเอง ฉันรู้สึกขยะแขยงหัวนมที่ดำเหมือนถูกป้ายด้วยยาฝาด แต่ฉันรู้อยู่แก่ใจว่าไม่ได้ป้ายยา เพราะลูกยังไม่หย่านม When I hear my child cry, I take him into my arms, unbutton the top of my blouse and lower my head to look at my breasts. I feel repulsed by my nipples which are black as if smeared with tannin but I know in my heart that they haven’t been smeared with any medicine because my son has yet to be weaned. A question often asked: how do you decide to translate in the present or past tense? Here the answer is obvious with the change of narrative pace from the first (present) to the second paragraph (recent past, marked by ‘since’).
ตั้งแต่มีลูก สภาพต่างๆ ในร่างกายของฉันได้เปลี่ยนแปลงไป หัวนมดำขึ้น ตัวอ้วนขึ้น ผมยาวรุงรัง มีผดผื่นขึ้นเต็มหลัง เขามักมองฉันด้วยสายตาเย็นชา ดวงตาแห้งแล้งว่างเปล่าของเขาทิ่มแทงใจฉันให้ปวดปร่า เขากำลังเปลี่ยนไปพร้อมสภาพร่างกายของฉัน Since I gave birth many things in my body have changed. My nip- ples have darkened, my breasts have swollen, my hair has grown longer and messy, my back is covered with rashes from prickly heat. He looks at me mostly with indifference. His dry empty eyes pierce my heart and it hurts. He’s changing with the changes in my body.
หลังจากฉันแต่งงานกับเขาได้สองเดือน หมอบอกว่าฉันตั้งครรภ์ได้สามเดือนแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าฉันมีอะไรกับเขาก่อนแต่งงาน ฉันไม่เคยเล่าให้ใครฟัง แม้แต่พิมพ์แก้วเพื่อนสนิทที่สุดของฉัน ฉันมักยืนยันกับเธอว่าฉันเป็นผู้หญิงรักนวลสงวนตัว ฉันไม่อยากให้ใครรู้ว่าแท้ที่จริงแล้วฉันก็ไม่ได้แตกต่างไปจากคนอื่นๆ Two months after we got mar- ried, the doctor told me I was three months’ pregnant – nobody knew I’d been sleeping with him before marriage. I never told anyone, not even Phimkaeo, my closest friend. I always insisted with her that I was chaste. I didn’t want anyone to know that in fact I was no different from anyone else.
“ผู้หญิงที่ยอมเสียตัวง่ายๆ เป็นผู้หญิงที่อ่อนแอ” ‘Women who give in easily are weak.’
“ฉันว่าเราไม่น่าจะตัดสินใครอย่างนั้น ฉันไม่รู้หรอกนะว่าอารมณ์ขณะนั้นเป็นยังไง เพราะฉันไม่เคยมีใคร แต่ฉันคิดว่าฉันจะไม่ยอมผู้ชายคนไหนง่ายๆ หรอก” ‘I think we shouldn’t judge anyone like that. I don’t know how it feels when the mood strikes because I’ve never had anybody, but I think I’ll never give in easily to any man.’
พิมพ์แก้วเพื่อนของฉันมักกล่าวย้ำเช่นนี้เสมอ เธอทำให้ฉันต้องกลายเป็นมนุษย์ลวงโลก เธอทำให้ฉันเสียดายความภาคภูมิที่ฉันเพิ่งสูญเสียไป Phimkaeo, my friend, was always stating this. She made a deceiver of me. She made me regret the pride I had just lost.
ฉันเป็นของเขาในค่ำคืนที่ฉันไปหาเขาที่คอนโดมิเนียม นั่นเป็นห้องของเขา เตียงของเขา ฉันต่างหากที่เข้าไปก้าวก่ายโลกส่วนตัวของเขา ฉันไปหาเขาด้วยความเร่าร้อนในใจ ทุกอาทิตย์ฉันจะต้องพบหน้าเขา ถ้าเขาไม่มาหาฉัน ฉันก็ต้องไปหาเขา ความต้องการใกล้ชิดเรียกร้องให้ฉันกล้า ไม่ว่าฉันจะเคยคิดว่า … ผู้หญิงที่ไปหาผู้ชายก่อนเป็นผู้หญิงที่ไร้ศักดิ์ศรี I became his on the night I went to see him at his block of flats. That was his room, his bed. It was I who broke into his privacy. I went to see him out of excitement. Every week I had to see him. If he didn’t come to see me I had to go and see him. The need for intimacy made me daring, for all my previous thinking that women who went to see men had no dignity.
“อย่าเพิ่งไปตัดสินอะไรง่ายๆ อย่างนั้นเลย บางทีเธอเองก็ยังไม่รู้ภาวะอารมณ์ของผู้หญิงกับผู้ชายที่ใกล้ชิดกัน แต่ถ้าเป็นฉัน ฉันก็คงไม่ไปหาผู้ชายก่อน เพราะฉันรู้ว่ามันอันตราย” ‘Don’t be so judgmental. Maybe you don’t know the power of the mood of a woman with a man when they are close. But if it were me, I wouldn’t be the one to go and see a man, because I know it’s dangerous.’
พิมพ์แก้วพยายามทำให้ฉันดูถูกตัวเองตามความคิดเก่าๆ ที่ฉันได้รับอิทธิพลมาจากครอบครัว ฉันกำลังจะกลายเป็นผู้หญิงที่ไร้ศักดิ์ศรีและอ่อนแอ ในส่วนลึกฉันรู้ว่าฉันผิดต่อค่านิยมและประเพณี ผิดต่อความรู้สึกของตนเอง ผิดต่อวิสัยทัศน์ที่ตนเองพยายามคิดสร้าง และผิดต่อภาพสวยงามที่ฉันวาดไว้อำพรางตัวตน ฉันยังย้ำเสียงแข็งต่อหน้าพิมพ์แก้วว่า “ฉันจะเป็นผู้หญิงบริสุทธิ์จนถึงวันแต่งงาน” Phimkaeo was trying to make me despise myself according to the old beliefs instilled in me by my family. I was becoming a woman without dignity and weak. Deep down I knew I was going against social values and tradition, against my own feelings, against the ideas I was trying to uphold and against the beautiful image I had of myself. Before Phimkaeo, I still insisted, raising my voice, that ‘I’ll stay chaste until my wedding.’
“ก็ดีนะ ฉันภูมิใจที่มีเพื่อนอย่างเธอ” ‘That’s good. I’m proud to have a friend like you.’
ใบหน้าของฉันร้อนผ่าว รู้สึกเสียววาบในใจเมื่อรู้ทั้งรู้ว่าสิ่งที่พูดไปนั้นไม่จริง… My face flushed hot, a thrill of pain seared through my heart, knowing full well that what I said was not true.
พิมพ์แก้วทำให้ฉันหวาดกลัว ถ้าเธอรู้ว่าฉันไม่ได้เป็นอย่างที่พูด เธอจะยังภูมิใจที่มีเพื่อน อย่างฉันอยู่ไหม บางทีฉันอาจจะเป็นสัตว์ตัวเมียที่ไร้ศักดิ์ศรีไปเลยก็ได้ ใครจะรู้ว่ากรง- กรอบความคิดของผู้หญิงที่มีแบบแผนของความเป็นผู้หญิงจะรู้สึกอย่างไรกับการกระทำของฉัน I was scared of Phimkaeo. If she knew I wasn’t as I said, would she still be proud to have a friend like that? I might become a female in heat devoid of dignity. Who would know what a woman who had a certain idea of woman would feel about what I had done? =

=

สัตว์ตัวเมีย: literally, ‘a female animal’.

พิมพ์แก้วไม่เคยมีคนรัก เธอจึงไม่รู้ว่ากลิ่นไอของผู้ชายมีพลังดึงดูดเพียงใด ฉันพยายามแล้ว … ฉันไม่อยากให้อารมณ์ปรารถนากระตุ้นเร้า ขณะนั้น … ฉันถ่วงเวลาด้วยการดูวิดีโอตอนแรกเขาเลือกหนังการ์ตูนที่ฉันดูไม่รู้เรื่อง ฉันไม่ชอบหนังการ์ตูนญี่ปุ่นที่มีหลายร้อยตอนจบ ฉันเป็นคนเปลี่ยนม้วนวิดีโอ ฉันเลือกหยิบหนังเอ๊กซ์… Phimkaeo has never had a boyfriend, so she doesn’t know how strong the power of attraction of a man can be. I tried … I didn’t want desire to carry me away to that extent … I played for time by watching a video. At first he chose a cartoon, to which I understood nothing. I don’t like Japanese animation films that go on for hundreds of frames. I was the one who changed the video. I picked up an X-rated movie.
=
ลูกร้องอีกแล้ว … ฉันบีบหัวนมเพื่อเร่งให้น้ำนมไหลแรง ปากเล็กๆ ดูดอย่างหื่นกระหาย เป็นสัมผัสที่แตกต่าง ระหว่างสัมผัสของเด็กและสัมผัสของผู้ชาย สัมผัสของเขามากกว่าที่เป็นต้นเหตุทำให้หัวนมของฉันดำ คงไม่ใช่สัมผัสของลูก ปากเล็กขนาดนี้ แรงกระจ้อยร่อยแค่นี้ จะทำให้หัวนมฉันไม่น่าดูได้หรือ ฉันนึกไปถึงคำพูดของพิมพ์แก้ว “หัวนมเธอน่าเกลียดจัง เพราะมีผัวหรือมีลูกกันแน่” My son is crying again … I squeeze my nipple to increase the flow of milk. The little mouth sucks with obvious hunger. The contact of the mouth of a child feels different from that of a man. The contact of his mouth is more likely to have caused my nipples to turn black, not the child’s suction. How could a small mouth like that with such feeble sucking power turn my nipples unsightly? I recall Phimkaeo saying, ‘Your nipples look awful. Is that because of your husband or because of your child?’ [I won’t vouch for the veracity of man’s saliva or enzymes as darkening agent, but I can vouch that there are far too many สัมผัส (contacts) here.]
ฉันลองพยายามนึก ผัวหรือลูกที่ทำให้หัวนมของฉันดำเมี่ยม ฉันนึกไม่ออก ฉันไม่รู้ว่าหัวนมของฉันดำเมี่ยมตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ฉันเชื่อแน่ว่าก่อนหน้านั้นสองปีหัวนมฉันยังเป็นสีชมพู ฉันภูมิใจกับทรวงอกที่แน่นเต่งตึงและไม่เคยถูกใช้งาน จนกระทั่งพบกับเขา… I try to think which of the two turned my nipples black like that. I can’t figure it out. I don’t know since when my nipples have been this black, but I’m certain that in the two years before that my nipples were pink. I was proud of my firm and ample chest that had never been used until I met him.
=
หนังมีบทแจ่มชัดทางเพศทำให้ฉันรู้สึกสยิวที่หน้าท้องจนไปถึงช่วงขา เขาเองก็หายใจแรงและลุกไปเข้าห้องน้ำ ฉันไม่อาจทนดูฉากที่เร่งเร้ามากไปกว่านี้ได้อีกแล้ว ฉันปิดวิดีโอและนอนหงายลงบนเตียง ผ่อนลมหายใจออกมาเสียงดัง The film with its explicit sex scenes made me feel thrills down there. As for him, he was breathing hard and he got up to go to the bathroom. I couldn’t bear watching any more exciting scenes than this. I stopped the video and lay down on my back on the bed, taking deep loud breaths. ที่หน้าท้องจนไปถึงช่วงขา: literally, ‘from the front of the belly to the spread of the legs’.
เขาเดินออกจากห้องน้ำ มองดูฉันด้วยดวงตาเปี่ยมชีวิตชีวา มันมีพลังปลุกเร้าและมีอำนาจน่าพิศวง จากดวงตาคู่นั้นฉันรู้ว่าเขากำลังตั้งคำถามกับฉันมากมาย He walked out of the bathroom, looked at me with eyes overflow-ing with life. They had an amaz-ingly rousing power. With those eyes I knew he was asking me many questions.
แล้วฉันเล่า ฉันมีคำถามในใจที่อยากหาคำตอบ ฉันอยากรู้ว่าเขาดูหนังแล้วรู้สึกอย่างไร เขาเข้าห้องน้ำไปทำอะไร ฉันอยากถามเขาหรือ … ไม่หรอก ฉันไม่กล้าพอจะฟังคำตอบ ถ้าเขาตอบว่าเขารู้สึกวาบหวิวที่ช่วงขาเช่นเดียวกับฉันเล่า ฉันจะว่าอย่างไร นี่ฉันคาดเดาในเรื่องที่กุลสตรีไม่ควรแม้แต่จะคิด And I too had questions in my mind I wanted answers to. I wanted to know how he felt watching that movie, what he had gone into the bathroom for. Was I going to ask him this? Of course not. I wasn’t daring enough to listen to the answers. If he answered that he felt aroused in the crotch as I was, what would I say? I was speculating on what a proper young woman shouldn’t even be thinking about.
=
ลูกเลิกดูดหัวนมดำเมี่ยมแล้ว แกหลับปุ๋ยด้วยความอิ่มเอม ปากกระจิริดยังค้างคาอยู่ที่หัวนม ฉันปลดปากเด็กออกจากหัวนม ช่างง่ายดายเหลือเกิน เด็กไม่ดื้อดึงเหนี่ยวรั้ง แต่ผู้ชายเล่า… My son has stopped suckling my dark nipple. He is deeply asleep now that he is full. His tiny mouth is still around the nipple. I pull him out. It’s so very easy. The child doesn’t resist. But a man…
=
หนังปิดแล้ว แต่อารมณ์ที่เร่าร้อนยังคุกรุ่นอยู่ เขามองฉันด้วยแววตาที่ไม่ต่างจากพระเอกในเรื่อง ฉันอยากรู้ว่าถ้าฉันพลิกตัว เขาจะทำอย่างไร บางทีเขาอาจจะไม่พอใจที่ฉันหลบสายตาของเขา The movie had stopped, but the hot mood kept smouldering. He was looking at me with eyes no different from the lead character in the movie. I wanted to know what he would do if I turned round. Maybe he wouldn’t be pleased when I averted my eyes.
“คุณอยากรู้ไหมว่าฉากต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น” เสียงของเขาดังที่ข้างหู ปลุกให้ฉันตกใจ ฉันไม่ได้ตอบด้วยคำพูด แต่ตอบด้วยการกระทำ… ‘Don’t you want to know what happens in the next scene?’ His voice was against my ear, startling me. I didn’t answer with words but answered with deeds…
=
ฉันใช้มือประคองศีรษะลูกค่อยๆ วางแกลงบนเบาะนอน ปล่อยให้เสื้อเปิดอ้าไว้โดยไม่ได้ใส่ใจจะติดกระดุม เวลานี้ฉันไม่จำเป็นต้องอายเขาอีก เขามองทรวงอกฉันด้วยสายตาเย็นชา ไม่เหมือนครั้งนั้น สายตาของเขาทิ่มแทงความรู้สึกของฉัน ร่างกายของฉันเวลานี้ไม่มีส่วนไหนที่จะเร้าความรู้สึกของเขาได้อีก โดยเฉพาะที่หัวนม With my hand cupping his head I gently lay my child down on his sleeping pad. I leave my blouse open as I don’t feel like doing it up. I no longer need to feel embar- rassed in front of him. He looks at my breasts with indifference – unlike that time. His eyes pierce me to the quick. No part of my body these days excites him any longer, especially not the nipples.
ฉันเก็บเอาคำพูดของพิมพ์แก้วมาครุ่นคิด เธอมักพูดเสมอว่า “ผู้ชายอาจจะไม่ชอบผู้หญิงที่ได้มาง่ายเกินไป” I’m still mulling Phimkaeo’s words. She’s always saying, ‘Men probably don’t like women that are too easy.’
พิมพ์แก้วไม่มีเจตนาจะพูดกระทบปมในใจของฉัน เพราะเธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฉันเป็นอย่างไร ฉันปรุงแต่งให้ตัวเองเป็นผู้หญิงในแบบแผนที่ผู้หญิงด้วยกันวาดหวัง ฉันพยายามเก็บซ่อนความคิดที่ขัดต่อมโนสำนึก Phimkaeo doesn’t intend to hurt me through my weak point, because she doesn’t know what it is. I’ve talked myself into the model woman women hope to be. I try to keep the offending truth hidden.
ฉันไม่รู้ว่าพิมพ์แก้วจะรู้สึกอย่างไร เมื่อเธอเห็นการเปลี่ยนแปลงทางสรีระของฉัน ฉันเห็นเธอมองที่หัวนมของฉัน จึงรีบติดกระดุมเสื้อเพราะไม่อยากให้เธอเห็นความลับบางอย่างที่ฉันพยายามซ่อนเร้น ฉันเผลอคิดไปว่าพิมพ์แก้วเองก็อาจไม่ต่างจากฉัน เธออาจจะเที่ยววาดฝันให้ตัวเองเป็นผู้หญิงบริสุทธิ์ผุดผ่อง แต่แท้ที่จริงแล้วเธอก็พ่ายแพ้ต่อธรรมชาติ I didn’t know how Phimkaeo would feel when she saw the changes in my body. I saw her looking at my nipples so I hastened to button up my blouse, I didn’t want her to see what I was trying to keep secret. I thought idly that she was no different from me: she went about fancying herself chaste and pure but actually had already given in to nature.
“ฉันขอดูหัวนมของเธอหน่อยได้ไหม” ฉันกล่าวขึ้นในวันหนึ่งที่เธอมาเยี่ยมฉันและลูก ฉันเลือกเอาวันนั้นเพราะสามีของฉันไม่อยู่บ้าน ออกไปหางานทำ ฉันต้องการพิสูจน์ความคิดบางอย่างเพื่อความสบายใจของตัวเอง ‘Do you mind if I have a look at your nipples,’ I asked her one day she had come to see me and the baby. I chose that day because my husband wasn’t home: he had gone out to look for work. I wanted to check some thoughts for my peace of mind. [This gives a new meaning to the expression ‘bosom friends’.]
พิมพ์แก้วซ่อนรอยยิ้มไว้ในดวงตา เป็นรอยยิ้มที่เสียดแทงความรู้สึกของลูกผู้หญิง และคำพูดของเธอก็เชือดเฉือนหัวใจของฉันตามประสาผู้หญิงที่รู้ทันกัน Phimkaeo hid a smile in her eyes, the smile of a woman whose feelings are being pricked, and her words pierced my heart as a woman who could see through her as well.
“เธออยากดูหัวนมของฉันเพื่อเธอจะได้รู้ว่าฉันเคยมีอะไรกับผู้ชายมาแล้วหรือยัง เธอไม่คิดว่าบทพิสูจน์ของเธอจะมีข้อผิดพลาดบ้างหรือ ผู้หญิงบางคนอาจจะมีหัวนมดำตั้งแต่กำเนิด เธอจะสรุปว่าเป็นเพราะหล่อนถูกเอ็นไซม์จากน้ำลายผู้ชายเข้าให้แล้วอย่างนั้นหรือ ถ้าสมมุติหัวนมฉันดำ เธอก็จะสรุปว่าฉันเป็นผู้หญิงไม่บริสุทธิ์ เป็นผู้หญิงประเภทเดียวกับที่เธอเคยประณามว่าอ่อนแอและไร้ศักดิ์ศรี เธอจะเอาธรรมชาติในตัวเธอมากำหนดพฤติกรรมของฉัน เธอคิดว่ามันน่าเชื่อถือหรือ” ‘You want to see my nipples to find out if I’ve been with a man yet. Don’t you think that your test is biased? Some women may have black nipples since they were born. Will you conclude they’ve been affected by the enzymes in a man’s saliva like that? Suppose my nipples are black: you’ll decide that I’m not a virgin, that I’m the same kind of woman you used to denounce as weak and without dignity. You’ll take your nature as standard to measure my behaviour: do you think that’s reliable?’
“เปล่า ฉันไม่เคยคิดว่าการที่เธอเคยมีอะไรกับผู้ชายเป็นเรื่องเลวร้าย เวลานี้ฉันกลับคิดว่าผู้หญิงที่ผ่านการมีเพศสัมพันธ์มาแล้วเป็นผู้หญิงที่สมบูรณ์ ผู้หญิงที่ไม่ผ่านตรงนี้ต่างหากที่ขาดส่วนหนึ่งในชีวิตไปอย่างน่าเสียดาย ‘Not at all. I never thought of your going out with men as something bad. But now I’ve come to think that women who have sexual relations are complete women. Those that don’t miss something in life that is regret- table.’ =

=

=

=
อย่างน่าเสียดาย: ‘and that’s a shame’ as alternative translation.

พิมพ์แก้วจ้องฉันเขม็ง แววตาของเธอทะลวงเข้าไปถึงหัวใจของฉัน เป็นครั้งแรกที่เธอมีสายตาก้าวร้าวและชิงชัง Phimkaeo stared at me fixedly. Her eyes bore through me to my very heart. It was the first time they were aggressive and hateful.
“ความคิดของเธอเปลี่ยนไปตามการกระทำ เธอทนอยู่กับการประณามตัวเองไม่ได้ และเธอก็เปลี่ยนจากการประณามผู้หญิงที่เสียตัวก่อนแต่งงานมาประณามผู้หญิงที่เคยผ่านผู้ชายแทน ฉันก็อยากรู้เหมือนกันว่าเธอจะตัดสินจากความคิดในอดีตของเธอหรือความคิดในปัจจุบันของเธอ เธออยากเห็นหัวนมของฉันจริงๆ หรือ” ‘Your thinking has changed according to your behaviour. You couldn’t stand blaming yourself, so you’ve changed from belittling women who made love before they got married to belittling those that have never slept with a man instead. Well, I’d like to know if it’s your former or your present frame of mind making you decide. Do you really want to see my nipples?’
พิมพ์แก้วค่อยๆ ปลดกระดุมเสื้อของเธอ ฉันถามตัวเองว่าแน่ใจแล้วหรือที่อยากเห็นหัวนมของพิมพ์แก้ว ถ้าหัวนมเธอดำเมี่ยมเหมือนอย่างฉัน ฉันจะสรุปทันทีว่าเธอเคยเสียตัวแล้วหรือ อาจจะไม่ใช่อย่างนั้นก็ได้ ผู้หญิงบางคนมีหัวนมดำมาตั้งแต่เกิด โดยที่มันไม่เคยสัมผัสน้ำลายของผู้ชาย น่าเสียดายที่ฉันไม่เคยสังเกตหัวนมของพิมพ์แก้วมาก่อน เราเคยอาบน้ำห้องเดียวกันในสมัยอยู่มหาวิทยาลัยช่วงไปเที่ยวทะเล ตอนนั้นฉันไม่เคยสนใจปัญหาเรื่องหัวนมดำเลย แต่ทำไมเวลานี้ฉันจะต้องคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิตลูกผู้หญิง ฉันกลายเป็นแม่ลูกอ่อนที่เอาแต่เสียดายความสาวบริสุทธิ์ Phimkaeo slowly undid her blouse. I asked myself if I was certain I wanted to see her nipples. If they were black like mine, would I conclude there and then that she was no longer a virgin? Maybe that wasn’t the case. Some women have black nipples from birth without ever being in contact with man’s saliva. Too bad I had never noticed Phimkaeo’s nipples before. We had showered in the same room in our university years when we went to the seaside. At the time I wasn’t interested in the colour of nipples, but how was it that now I thought this was of utmost importance in the life of a woman? I had become a mother who regretted the chastity of youth.
อาจเป็นเพราะเขา… Maybe it was because of him…
เขาทำลายความมั่นใจทุกสิ่งที่ฉันมี เขาทำให้ฉันต้องเปลี่ยนความคิด และหาข้อแก้ตัวให้กับความผิดพลาด ฉันกลายเป็นผู้หญิงที่ล้มเหลวในชีวิต มีลูกในขณะที่ยังไม่พร้อม ช่วงเวลาก่อนหน้าที่เขากับฉันจะแต่งงานกัน เขากำลังตกงาน ฉันจึงมีเวลาอยู่กับเขาโดยไม่สนใจว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร เขาบอกว่ารักฉัน และฉันก็รู้สึกว่ารักเขา การมีเพศสัมพันธ์กับเขาเป็นความสุขที่ฉันไม่อาจปฏิเสธ He had destroyed every bit of self-confidence I used to have. He had made me change my mind and look for excuses for my mistake. I’d become a failure in life as a woman, having a child at a time when I wasn’t ready. Before we got married, he lost his job, so I had time to be with him without giving a thought to what the future would be like. He told me he loved me and I felt I loved him. Having sexual relations with him was hap- piness I cannot deny.
ฉันกับเขามีอะไรเกินเลยในคอนโดมิเนียมของเขาอยู่หลายครั้ง เขาพอใจและฉันก็พอใจ แล้วฉันยังยืนยันเสียงแข็งกับพิมพ์แก้วว่าฉันยังบริสุทธิ์ เพราะฉันยังไม่พร้อมที่จะสูญเสียความมั่นใจ ฉันจะตีสีหน้าอย่างไร ถ้าพิมพ์แก้วรู้ว่าฉันทำในสิ่งที่ฉันเคยประณาม ฉันคิดว่าจะปิดเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ จนกระทั่ง … ฉันท้อง He and I thus went beyond bounds in his block of flats many times. He enjoyed it and I enjoyed it too, and I was still adamant with Phimkaeo that I was a virgin because I wasn’t ready yet to lose my self-esteem. How would I behave if she knew I was doing what I used to hold in contempt? I thought I’d keep this a secret … until I fell pregnant.
“เธอคลอดก่อนกำหนดหรือ” พิมพ์แก้วถามด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด ฉันรู้ว่าเธอต้องการคำอธิบายมากกว่านั้น ฉันรู้สึกหงุดหงิด กระวนกระวายและอารมณ์เสีย ‘Isn’t the birth premature,’ Phimkaeo asked in a strained tone of voice. I knew she wanted some sort of explanation from me. I felt irritated, anxious and cranky. =

=

===อารมณ์เสีย = in a bad mood, upset, cranky

“เธอคิดว่าฉันท้องก่อนแต่งอย่างนั้นสิ” ฉันแดกดันพิมพ์แก้วไปอย่างขาดสติ เธอมีสีหน้างงงันและไม่กล้าแตะต้องฉันอีก ฉันไม่รู้ว่าเธอคิดอย่างไร ฉันเฝ้ารอว่าเธอจะพูดอะไรขึ้นมาอีก แล้วเธอก็พูดขึ้นว่า “ก็ไม่เห็นเป็นไรเลย เป็นเรื่องที่เรากำหนดไม่ได้ ใครจะกำหนดได้เป๊ะๆ” ‘You must be thinking I got preg- nant before marriage,’ I taunted her, taking leave of my senses. She was taken aback and didn’t dare to touch me again. I didn’t know what she thought. I waited to see what she would say. And then she spoke, saying ‘It’s no big deal. It’s something we can’t schedule. Who could make it happen right on the dot?’
เหมือนฟ้าผ่าเปรี้ยงที่ก้อนสมองของฉัน ความคิดในสมองทั้งหมดรั่วไหล As that thunderbolt struck my head, all thoughts shattered in my brain.
“เธอรู้ใช่ไหมว่าฉันท้องกับเขาก่อนแต่งงาน” ‘You always knew, didn’t you, I’d fallen pregnant before marriage?’
ฉันไม่รู้และฉันก็ไม่เคยแน่ใจ ตลอดเวลาฉันเชื่อคำพูดของเธอ” ‘I didn’t, not for sure anyway. I’ve always believed what you said to me.’ ฉันไม่รู้และฉันก็ไม่เคยแน่ใจ: literally, ‘I didn’t know and I was never sure’.
ฉันพยายามต่อสู้กับความคิดเก่าๆ ผู้หญิงที่ยอมเสียตัวง่ายๆ เป็นผู้หญิงที่อ่อนแอ ผู้หญิงที่ไปหาผู้ชายก่อนเป็นผู้หญิงที่ไร้ศักดิ์ศรี ฉันอยากจะกรีดร้องว่าไม่ ฉันเข้มแข็งและฉันก็มีศักดิ์ศรี I tried to fight with the old thinking. Women who were easy were weak. Women who went to see men first were women without dignity. I wanted to shout no, I was strong and I had dignity.
=
พิมพ์แก้วกำลังปลดตะขอเสื้อชั้นในออกแล้ว ฉันหันหน้าไปอีกทาง เวลานี้ฉันหวาดกลัวต่อความเป็นจริง ฉันกำลังต้องการพิสูจน์ความเข้มแข็งและศักดิ์ศรีของผู้หญิงอีกคนด้วยการขอดูหัวนม เท่านี้เองหรือที่จะช่วยฉันเรียกร้องความมั่นใจกลับคืนมา แล้วถ้าหัวนมของพิมพ์แก้วยังเป็นสีชมพูบริสุทธิ์อยู่เล่า Phimkaeo had unhooked her brassiere. I looked away. By now I was afraid of the truth. I wanted to assess the strength and dignity of another woman by looking at her nipples. Was that enough to help me recover my confidence? And then what if her nipples were still a pure pink?
ฉันรีบเอามือปิดตาตัวเอง ร้องขึ้นเหมือนกำลังถูกข่มขู่ให้ดูเหตุการณ์สยองขวัญ “ไม่ ฉันไม่อยากรู้แล้วว่าหัวนมเธอจะดำหรือเปล่า ไม่ว่าหัวนมเธอจะมีดำหรือไม่ มันก็ไม่ได้เป็นข้อพิสูจน์เสมอไปว่าเธอเคยผ่านผู้ชายมาแล้ว” I hastily covered my eyes with my hands, shouted out as if I was being forced to watch something horrifying, ‘No, I don’t want to know whether your nipples are black or not! It isn’t a good enough proof to know whether you’ve slept with a man or not.’
“ถ้าเธอไม่หักหลังตัวเอง เธอจะเชื่อมั่นคนอื่นง่ายกว่านี้ ความจริงเธอไม่ต้องขอฉันดูหัวนมหรอก ถามฉันก็ได้ว่าฉันเคยมีอะไรกับผู้ชายหรือเปล่า ฉันไม่เหมือนเธอหรอก ถ้าฉันเคยมีอะไรกับใคร ฉันจะไม่ปฏิเสธความจริงด้วยการหลอกตัวเอง แต่ความจริงก็คือฉันไม่เคย…ทั้งๆ ที่อยาก” ‘If you weren’t deceiving your- self, you’d believe others more easily than this. Actually, you didn’t have to ask to see my nipples, simply asking me if I’d slept with a man or not was enough. I’m not like you. I don’t mind. If I’d been with someone I wouldn’t deny the truth by deceiving myself, but the truth is I never have … even though I’d like to.’
“เธอยอมรับว่าเธออยากหรือ” ฉันถามพิมพ์แก้วด้วยน้ำเสียงที่ขาดความมั่นใจ แต่เธอโต้กลับด้วยน้ำเสียงตรงกันข้าม “ฉันอาจจะยอมรับมันด้วยคำพูด แต่ไม่เคยยอมรับด้วยการกระทำ” ‘You admit you’d like to, then,’ I asked Phimkaeo in a voice devoid of confidence, but she, on the other hand, answered back with-out hesitation, ‘I admit it in words but I don’t admit it in deeds.’
“บางครั้งคำพูดกับการกระทำของมนุษย์อาจจะสวนทางกันโดยสิ้นเชิง” ‘Sometimes human words and human deeds are radically dif- ferent.’
ฉันสรุปปรัชญาง่ายๆ นี้ให้พิมพ์แก้วพิจารณา เธอจ้องมองฉันนิ่งและนาน ก่อนจะพูดว่า “เธอไม่เหมือนฉันเลย ปรัชญาในการดำรงชีวิตง่ายๆ ของฉันก็คือ เชื่อในสิ่งที่ตัวเองกระทำ แต่ไม่ควรเชื่อในสิ่งที่ตัวเองคิด เราอาจจะคิดดีแค่ไหนก็ได้ แต่ถ้าเรายังไม่ได้กระทำ นั่นก็ไม่ใช่ความจริง เธอเคยมีอะไรกับผู้ชาย แต่เธอไม่กล้ายอมรับ เธอปกปิด ตื่นกลัว หวาดระแวง เธอวาดตัวตนที่เธอไม่ได้เป็นขึ้นมาหลอกตัวเองและหลอกฉัน เพียงเพราะเธอไม่เชื่อในสิ่งที่ตัวเองกระทำ แต่เธอเชื่อในสิ่งที่เธอคิด ผู้หญิงทุกคนอยากมีอะไรกับผู้ชายทั้งนั้น มันเป็นกฎธรรมชาติ ประเพณี ค่านิยม ศีลธรรม เป็นเพียงกลไกเพื่อป้องกันความขัดแย้ง หลายคนพยายามอำพรางตัวเองว่าอยู่ในประเพณี ค่านิยม ศีลธรรม แต่การกระทำจริงๆ กลับสวนทางโดยสิ้นเชิง ฉันคิดว่าฉันกำลังหาจังหวะที่จะมีอะไรกับผู้ชายอยู่ แต่ยังไม่ถึงเวลา และบางทีก็ไม่ต้องแต่งงานทั้งก่อนและหลัง” I dropped this commonplace for her consideration. She stared at me without moving for quite a while before saying, ‘You’re not at all like me. The philosophy of my life is simply to believe in what I do but not necessarily in what I think. No matter how right we think, as long as we don’t act the way we think it isn’t true. You slept with a man but you wouldn’t accept it, you hid it away, you were afraid, suspicious. You clung to what you were not to deceive yourself and to deceive me, simply because you didn’t believe in what you were doing but in what you were thinking. All women want to get involved with men; it’s a law of nature, a custom, part of social and moral values; it’s simply a way of avoiding rebuke. Many try to deceive themselves by thinking that they abide by custom, social norms and morality, but their behaviour is the exact opposite. I think I’m on the lookout for an opportunity to go out with a man but the time hasn’t come yet and maybe I won’t have to get married before or after, either.’
ฉันมองลึกเข้าไปในแววตาของพิมพ์แก้ว ในม่านตาที่กำลังขยายกว้างได้เปิดตัวตนของเธออย่างแจ้งชัด และเธอก็ไม่ต้องปลดตะขอเสื้อให้เห็นหัวนม I looked deep into Phimkaeo’s eyes. Her widening irises were explicit and she didn’t have to show me her nipples.
=
เสียงร้องของลูกดังกลบความคิดทั้งหมด ฉันอุ้มลูกขึ้นมากอด บางทีฉันไม่จำเป็นต้องคิดถึงเรื่องหัวนมอีกแล้วถ้าฉันยึดปรัชญาง่ายๆ ของพิมพ์แก้วมาใช้บ้าง ฉันอาจจะเชื่อในสิ่งที่ฉันกระทำนี้ทั้งหมดโดยไม่ต้องอำพรางเอาไว้ด้วยกรงกรอบดั้งเดิมที่ทำให้ฉันสูญเสียความมั่นใจ My son’s cries banish all thoughts. I take him into my arms. I don’t have to think about my nipples any longer. If I extend Phimkaeo’s easy wisdom to myself, I’ll believe in all that I am doing without deceiving myself with the old frame of thought that made me lose confidence.
ฉันอาจเป็นผู้หญิงหัวนมดำที่ไม่ต้องการเรียกร้องความบริสุทธิ์กลับคืนอีกแล้ว และฉันควรจะเชื่อในสิ่งที่ฉันได้กระทำ จนกระทั่งได้มีเจ้าตัวเล็กขึ้นมารับช่วงใช้หัวนมนี้ต่อจากคนเป็นพ่อ I’m a woman with black nipples who doesn’t want a return to chastity anymore and I should believe in what I do, as long as the little one helps himself to these nipples when the man that is his father is done with them.
= ‘Hua nom’ in Chor Karrakeit 38, 1998
Wanna Kawee is the pen name
for ‘grownup books’ of a prolific
and precocious writer of children’s literature she signs Wanthanee Wiboonkeerati (another pen name). She says she had her first story published at 8!
.wantani

The famous boxer – Kajohnrit Ragsa

I chose this story because it holds well against ‘Fifty Grand’. MB

นักมวยดัง

THE FAMOUS BOXER

ขจรฤทธิ์ รักษา

KAJOHNRIT RAGSA

TRANSLATOR’S KITCHEN
= =
เย็นแล้ว เบื้องบนฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี แดดอ่อนแทงลงมาใต้หลังคามุงจาก บางแห่งเป็นรูกว้าง สู่สนามเล็กๆ โรยด้วยขี้เลื่อยหนา ปูทับด้วยกระสอบป่านเย็บติดกัน มีเชือกขึงตึงมัดกับโคนเสาทั้งสี่ด้าน นักมวยดังสองสามคนเท่านั้นที่ได้เข้าไปซ้อมในนั้น ส่วนพวกเราซ้อมกันบนลานดินแข็งและร้อนตีน Late afternoon already. The sky above was beginning to change colour. The softening sun was beaming through the nipa-palm roof with wide holes in it and it reached the small platform padded with a thick layer of sawdust covered with jute bags sewn together. Taut ropes were bound to the pillars on all four sides. Only a few boxers of renown went and trained in there. As for the rest of us, we trained on the earth outside, hard and hot to the feet. นักมวยดังดัง literally means ‘loud’; note the double translation, ‘famous boxer’ in the title, ‘boxers of renown’ here. Actually, there are dozens of alternative adjectives to choose from.
มีข่าวจากหัวหน้าค่ายเมื่ออาทิตย์ที่แล้วว่า ค่ายมวยของเราจะได้ต้อนรับนักมวยจากกรุงเทพฯ เขากลับมาเยี่ยมบ้านและจะมาทำการฝึกซ้อมที่ค่ายไม่น้อยกว่าสองอาทิตย์ บางทีถ้าโชคดีเขาอาจฝึกสอนพวกเราด้วย ผมรู้จักนักมวยคนนั้นดีจึงไม่ตื่นเต้นนัก บ้านเขาอยู่ใกล้บ้านผม We heard from the boss last week that our boxing camp would welcome a boxer from Bangkok. He was coming back home and would train in the camp for at least two weeks. Maybe if we were lucky he’d train us too. I knew him well, so I wasn’t very excited. His house was close to mine. [Strange wording: as if that ‘boxer from Bangkok’ was unknown in his home village. If his name wasn’t mentioned, how could the narrator say he knew him well?]
เมื่อสองปีก่อน พี่นงค์เดินทางขึ้นกรุงเทพฯ หลังจากตระเวนชกตามงานต่างๆ จนทั่ว เขาไม่เคยแพ้ใครเลย ผมเป็นเด็กคนเดียวที่ได้ตามไปทุกแห่ง เขาเป็นผู้จุดประกายให้ผมอยากเป็นนักมวย พี่นงค์มีหมัดหนัก มีเข่ารุนแรง ลูกเตะแต่ละดอกที่ประเคนใส่คู่ต่อสู้นั้นดังสนั่นน่ากลัว เหมือนกับว่าเขาถูกส่งให้เกิดมาเพื่อเป็นนักมวย พี่นงค์ไม่มีค่าย เขาซ้อมอยู่บริเวณใต้ถุนบ้าน โดยมีกระสอบทรายเล็กๆ ใบหนึ่ง คนฝึกสอนคือพ่อของเขา มีคนเล่าว่าพ่อของเขาเคยเป็นนักมวยเก่าค่อนข้างมีฝีมือเมื่อสิบกว่าปีมาแล้ว เคยตะคู่ต่อสู้ชักตาตั้งคาเวทีมาหลายคน ตำนานนี้ไม่มีใครภูมิใจมากไปกว่าพี่นงค์ Two years ago, Nong had travelled up to Bangkok after boxing in local fairs all around. He had never been defeated. I was the only kid to follow him everywhere. It was he who triggered in me the wish to be a boxer. Nong had powerful fists and hard knees. Each of the kicks he bestowed on his opponent thudded frightfully as if he had been born to be a boxer. He didn’t belong to a boxing camp. He trained under his house with the help of a little sandbag. His coach was his father. Some said his father had been a fairly gifted boxer over ten years ago; he had knocked down many opponents with his kicks. No one was prouder of that reputation than Nong. ตำนาน is usually translated as ‘chronicle’, ‘legend’ or ‘traditional history’. None of these words fit here.
หลังเลิกเรียน ผมมักจะไปป้วนเปี้ยนอยู่ที่บ้านเขา คอยรับใช้เล็กๆ น้อยๆ แล้วแต่เขาจะสั่ง ตั้งแต่นวดตัวให้ในระหว่างพักยก ตักน้ำให้กิน หรือไม่ก็นั่งจับเวลาตามที่เขาบอก ซ้อมสามนาทีและพักสอง เขาเริ่มด้วยการซ้อมลมเบาๆ สิบยก จากนั้นเป็นเตะกระสอบอีกสี่ยก บางทีก็มีคู่ปล้ำเป็นเด็กหนุ่มรุ่นเดียวกัน ตัวใหญ่กว่าเขาทั้งนั้น แต่ก็ไม่มีใครสามารถปล้ำชนะเขาสักคน After school I’d go and hang around at his house, waiting to be of help at his behest, from massaging him in between rounds to bringing him water to drink or else timing him as he told me, training for three minutes and resting two. He began with a light workout for ten rounds, followed by kicking the sandbag for another four rounds. Sometimes he had sparring partners, young guys his age, all bigger than him, but none able to beat him.
ผมยกให้เขาเป็นวีรบุรุษทุกลมหายใจเลยทีเดียว He was my hero with every breath I took.
ทุกเช้าพี่นงค์จะออกวิ่งไปตามท้องถนน เมื่อผ่านหน้าบ้านผม ก็จะแวะและส่งเสียงซู่ๆให้ผมได้ยิน พ่อมักบอกว่า ตื่นซิ อาจารย์เอ็งมาแล้ว มันเป็นความภาคภูมิใจเสียเหลือเกิน ที่ได้นุ่งกางเกงนักมวยตัวเล็กๆ สีแดง สวมเสื้อยืดสีขาว ใส่รองเท้านักเรียน และวิ่งตามหลังนักมวยดังประจำอำเภอ ใครๆ ต่างมองเราด้วยสายตาที่บ่งถึงความหมายบางอย่างซึ่งผมบอกไม่ถูก แต่เข้าใจอยู่ลึกๆ ว่า ทุกคนชอบเราสองคน Every morning Nong went out to run. When he ran past my house he’d stop by and holler ‘fight!’ ‘fight!’ for me to hear. Dad would tell me ‘Wake up, your trainer’s here.’ It was with enormous pride that I put on the red boxer shorts, the white T-shirt and school shoes and ran after the famous boxer of our sub-district. People looked at the two of us with eyes that conveyed some meaning I couldn’t put into words but understood deep down that everybody liked us.
ตอนที่พี่นงค์ขึ้นกรุงเทพฯ ผมอีกเหมือนกันที่ได้ถือกระเป๋าไปส่งถึงสถานีรถไฟในตัวจังหวัด เขาตบหัวผมเบาๆ “ค่อยกลับมารับ ตั้งใจเรียนก็แล้วกัน” เขาว่า When Nong left for Bangkok, it was I again who carried his bag and saw him off at the railway station in town. He patted me lightly on the head. ‘I’ll be back. Meanwhile, apply yourself to your studies,’ he said.
น้ำตาหยดหนึ่งไหล แต่ผมรีบหันไปทางอื่นและแอบป้ายทิ้งก่อนที่เขาจะเห็น นักมวยไม่ควรจะร้องไห้ ผมคิดในตอนนั้น แต่เมื่อกลับมาถึงบ้าน ผมร้องไห้คนเดียวอยู่ค่อนคืน พรุ่งนี้ไม่มีเสียงซู่ๆ ของพี่นงค์อีกแล้ว A tear rolled out but I hastily turned away and secretly smeared it out before he could see it. Boxers don’t cry, I thought then, but when I was back home I cried all by myself late into the night. Tomorrow there wouldn’t be his ‘fight!’ ‘fight!’ shouts any longer. นักมวยไม่ควรจะร้องไห้: literally, ‘boxers should not cry’ – ‘boxers don’t cry’ is more punchy.
ผมทนคิดถึงเขาไม่ไหว จึงไปขอซ้อมมวยที่ค่ายเกียรติกำจาย ซึ่งเป็นค่ายมวยค่ายเดียวที่มีอยู่ หัวหน้าชื่อกำจาย เคยเป็นนักมวยเก่า แกไว้หนวดหนาปื้น ลงพุง ท่าทางดุร้าย พูดเสียงดัง แกถามผมหลายคำในทำนองว่า เป็นนักมวยต้องเหนื่อยและอดทน เจ็บตัวด้วย ผมจะทนได้ไหม แต่เมื่อผมตอบว่า ผมต้องเป็นนักมวยให้ได้ แกก็ยินดีที่จะให้ผมเข้ามาซ้อม โดยแกคอยฝึกสอนให้ตั้งแต่เริ่มชกหมัดหนึ่งสอง หมัดซ้ายออกก่อน หมัดขวาตามหลัง พื้นฐานเหล่านี้ผมเรียนรู้มาจากพี่นงค์หมดแล้ว จึงเป็นที่พอใจของแกมาก ซ้อมอยู่เพียงสองเดือน ผมก็ได้ขึ้นเวทีทดสอบที่งานวัดประจำอำเภอ และชนะอย่างไม่ยากเย็นนัก ผมอยากให้พี่นงค์เห็นตอนที่ผมเตะคู่ต่อสู้กระเด็นติดเชือก และโผเข้าอัดเข่าอีกชุดหนึ่งจนล้มลงไปกอง กรรมการชูมือให้ผมโดยไม่ต้องนับ I couldn’t help missing him, so I went to apply for training at the Kiatkamjai boxing camp, the only boxing camp there was. The boss was named Kamjai, a former boxer with a thick beard and a paunch. His face looked fierce and he spoke with a loud voice. He asked me, with many words as to how a boxer must get tired, must have stamina and must hurt too, whether I could put up with it. When I answered I had to be a boxer he was happy to have me join the training, with him as coach, starting with the one-two punches, left punch first followed by right punch. I had learned all those basic moves from Nong already, which pleased him very much. After only two months of training I entered the ring as a test at a local temple fair and won without much difficulty. I would have liked Nong to see me as I kicked my opponent and sent him flying into the ropes and then leapt to knee him until he fell in a heap. The referee raised my hand without having to count. เกียรติกำจาย: literally, ‘Kamjai’s pride’.
ข่าวของพี่นงค์ซึ่งเป็นนักมวยบ้านนอก ได้รับการกล่าวขวัญบ้างตามหน้าหนังสือพิมพ์ เขาเขียนว่าพี่นงค์มีอนาคตไกล ชกที่เวทีราชดำเนินสองครั้ง และคว้าชัยชนะทั้งสองครั้ง ผมตัดข่าวไว้ทุกๆ ครั้ง ใฝ่ฝันว่าเมื่อเขากลับมา ผมจะต้องตามเขาขึ้นไปชกเวทีใหญ่บ้าง ข่าวไหนที่บอกว่าเขาแพ้ มันทำให้ผมนอนไม่หลับเป็นคืนๆ ยิ่งข่าวลือเรื่องพี่นงค์จ้างนักมวยในค่ายล้มแล้วโดนไล่ออก ผมยิ่งไม่เชื่อ แต่ข่าวนี้มันทำให้ผมกลุ้มอย่างบอกไม่ถูก News of Nong the upcountry boxer occasionally made the newspapers. They wrote that Nong would go far; he had fought on the Ratchadamnoen stage twice and won each time. I kept the clippings every time, dreaming that when he came back home, I’d follow him and fight on big rings. News of his defeats would prevent me from sleeping throughout the night every time and the rumour that he had paid a boxer in the stable to go down and had been expelled, of course I didn’t believe that, but it depressed me dreadfully. ค่าย: ‘(boxing) stable’ is preferable here to ‘(boxing) camp’.
อย่างไรก็ดี ในค่ายเกียรติกำจาย ผมยังคงเป็นนักมวยประเภทที่ต้องซ้อมบนลานดิน อีกนานกว่าจะได้เขยิบชั้นขึ้นไปขยับแข้งขยับขาบนพื้นอัดขี้เลื่อย ในนั้นมันนุ่มตีนและมีศักดิ์ศรี ผู้ใหญ่ในตัวจังหวัดที่บ้ามวยมักจะมายืนจ้องนักมวยสองสามคนซ้อมอยู่ในนั้น ส่วนพวกเราเขาเพียงปรายตามาดู Anyhow, in the Kiatkamjai camp, I was still a boxer of the kind that must train on trodden earth. It would be a long time before I moved up to shake my legs on sawdust-padded burlap. In there it was soft to the feet and it had prestige. The toffs in the province that were mad about boxing would come and stand watching the few boxers training in there. As for us, they just gave us a passing glance. เขยิบชั้นขึ้นไปขยับแข้งขยับขา: too bad I couldn’t match the grace of เขยิบ (khayeup: move, budge) and ขยับ (khayap: move, move over, shift, edge)! Instead, I introduce a note of derision by translating ผู้ใหญ่ as ‘toffs’, real or would-be members of the upper class.
เราเริ่มซ้อมกันตั้งแต่สี่โมงเย็นทุกวัน เริ่มต้นจากการเล่นกายบริหาร ซ้อมลมจนเหงื่อโชก แล้วจึงทยอยเข้าไปเตะกระสอบ จากนั้นจับคู่ปล้ำกันหรือไม่ก็ถูกจับให้ลงนวมหันหน้าเข้าชกกัน คนดูมัน แต่เราบอบช้ำทุกครั้ง ผิดกับสามคนที่อยู่ในหลังคามุงจาก พวกเขาต่อยกันเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แม้จะดูเหมือนว่าการซ้อมของเขานั้นดุเดือดและรุนแรง แต่เมื่อพักยก ทุกอย่างก็เหมือนเดิม ผมอยากเป็นอย่างพวกเขา แต่น้ากำจายบอกว่าอีกนาน We began training at four every afternoon, at first with warming-up exercises, punching the air until we dripped with sweat and then taking turns to kick the sandbag. After that we formed couples to grapple with each other or else were made to put on gloves and face each other. It looked great but we were bruised every time, unlike the three champs who were under the nipa-palm roof. They fought as if nothing was the matter. However intense and harsh their training looked, when they rested between rounds there was nothing to tell. I wanted to be like them, but Uncle Kamjai told me it would take time. คนดูมัน: literally ‘people (who) look enjoy (it)’, hence ‘It looks great/exciting’. ทุกอย่างก็เหมือนเดิม: everything was like before/it was as if nothing had happened.
ที่ป้ายกระดานเก่าๆ แขวนตรงมุมเสาด้านใน จะมีรายชื่อของนักมวยที่จะขึ้นชกตามเวทีต่างๆ ปรากฏบนนั้น ก็อย่างเคย สามคนดัง : สุดเดชน้อย, ทลายโลก และมรณะเดช เกียรติกำจาย ขึ้นป้ายไม่เคยขาด เหมือนพระช่วย พวกเขาชนะมากกว่าแพ้ เล่นเอาหัวหน้าค่ายหน้าบานทั้งปี เพราะนอกจากมวยชนะ แกยังได้เดิมพันเป็นเงินก้อนใหญ่ พวกเราพลอยมีหน้ามีตาไปด้วย On the old board hung up on a corner pillar inside there were the names of the boxers who would fight on the various stages. The same three famous names – Sutdet Noi, Thalai Loak and Moranadet Kiatkamjai* – were always on the board as if by divine right. They won more often than they lost and the camp boss had a beaming face all year round because besides the winnings he also earned large sums from the betting and it gave us all face. * It is the custom for Thai boxers to adopt the name of their boxing camp as surname. Here, loosely translated: Almighty Jr, World Collapse and Deadly Might of the Kamjai’s Pride stable. As for our narrator, Sutkhet seems to imply dominance far and wide.
แสงแดดหุบลง หัวหน้าค่ายเรียกผมไปเตะเป้า ไม่บ่อยครั้งนักที่แกจะเป็นคนล่อเป้าเอง ผมทั้งตื่นเต้นและดีใจ นักดูมวยลือกันว่า เด็กในค่ายคนไหนที่น้ากำจายล่อเป้าให้ คนนั้นแพ้ยาก และดูเหมือนจะเป็นจริงเสียแทบทุกครั้ง The sun was closing up. The camp boss called me to practise pad kicking. It wasn’t often that he held the pad himself. I was both excited and delighted. The rumour among boxers was that whichever kid Uncle Kamjai held the pad for, that kid would be hard to defeat, and it seemed to be true almost every time. Thai boxing pad or mitt used for punching and kicking. Often, much bigger ones are used.
ในเย็นวันนั้น ชื่อของสุดเขต เกียรติกำจาย ขึ้นไปเด่นหราอยู่บนป้ายต่อจากทลายโลก คู่ชกของผมเป็นนักมวยมาจากต่างจังหวัด ชกกันในงานฉลองตรุษจีนประจำอำเภอ อีกไม่ถึงยี่สิบวันผมจะได้ขึ้นเวทีอีกแล้ว มันทั้งกล้าและกลัวในอัตราที่พอๆ กัน ผมบอกได้เลยว่า ไม่มีนักมวยคนไหนที่ไม่กลัวแพ้ That early evening, the name of Sutkhet Kiatkamjai appeared in its splendour on the board after that of Thalai Loak. My opponent was a boxer from another province. We were to fight in the subdistrict celebration of the Chinese New Year. In less than twenty days I would enter the ring again. It was daring and frightening in equal measure. I can tell you that not one boxer isn’t afraid of defeat.
หลังซ้อมเสร็จ เรานั่งคุยกันที่หน้าค่ายถึงเรื่องของพี่นงค์ ผมเก็บความลับไว้เงียบสนิท ไม่เอ่ยถึงความสัมพันธ์ที่สนิทแน่น เกรงว่าพวกเขาจะหาว่าผมขี้คุย ปกติแล้วนักมวยเขาไม่ค่อยคุยทับคนอื่น นักมวยที่ดีต้องพูดน้อยและต่อยหนัก พี่นงค์เคยสอนว่าอย่างนี้และผมจำขึ้นใจ After the training was over, we sat talking in front of the camp about Nong. I kept secret my close ties with him, afraid I’d be accused of bragging. Boxers don’t usually boast at the expense of others. Good boxers must speak little and punch hard, that’s what Nong used to teach me and I hadn’t forgotten.
หัวหน้าค่ายเดินตามออกมา แกมองหน้าผม “เอ็งกลับไปพักผ่อนได้แล้ว พรุ่งนี้จะได้ตื่นเช้า วิ่งให้มากกว่าทุกวันนะ The camp boss came out. He stared at me. ‘Go back and rest. Tomorrow wake up early and run longer than usual, you hear.’ Although it’s stronger than นะ, ‘you hear’ goes well with the sour face.
ผมรับปาก นึกอยากถามว่านักมวยจากกรุงเทพฯ จะมาเมื่อไร แต่เมื่อเห็นหน้าเหี้ยมของแกก็เลยหยุดคำถามไว้ ไม่อยากให้แกรู้ด้วยว่า ผมกำลังตั้งตารอ I promised, was tempted to ask when the boxer from Bangkok would arrive, but when I saw his fierce face I kept the question to myself. I didn’t want him to know that I was looking forward to it.
= =
นาฬิกาปลุกดังลั่นบ้าน อากาศค่อนรุ่งหนาวเยือก เสียงพ่อไออยู่ข้างห้อง สักครู่แกเดินออกมาเปิดไฟ และกรอกเสียงถามเข้ามาว่า ตื่นแล้วยัง ผมตอบว่า ตื่นแล้ว ได้ยินเสียงแกเดินเข้าห้องน้ำ ปิดประตู สักครู่ก็ออกมา เจอผมกำลังล้างหน้าอยู่ที่อ่าง The bell of the alarm clock shook the house. Before dawn the air was biting cold. Dad coughed in the next room. After a while he walked out and switched on the lights and his voice came to me asking ‘You awake yet?’ I answered I was, heard him walk into the bathroom. After a moment he came out and found me washing my face at the sink.
“เอ็งชกกับใคร” พ่อถาม ‘Who’s your opponent,’ dad asked.
“ก็นักมวยต่างจังหวัด” ผมตอบงงๆ “น้ากำจายเขาบอกว่ามาจากพัทลุง” ‘Some boxer from the South,’ I answered, puzzled. ‘Uncle Kamjai told me he came from Phatthalung.’
“ขยันวิ่งหน่อย เอากำลังขา แพ้เขาไม่ดีหรอก” พ่อว่า ‘Run hard to toughen your legs. It wouldn’t do to be defeated by him,’ dad said.
ทั้งที่หนาวเหน็บ ผมก็เอาน้ำตบหัวจนโชก สะบัดๆ แล้วหิ้รองเท้าออกมา Even though the cold was numbing, I splashed water over my head until I was dripping wet. I shook my head, grabbed my shoes and went out. [What difference a misprint can make! See Comments above. Thanks, Khun Kalaya.]
ผมวิ่งเหยาะๆ ออกสู่ถนนใหญ่ นึกถึงพี่นงค์ขึ้นมาอีก “มาแน่แต่เมื่อไรไม่รู้” ใครๆ มักจะบอกผมอย่างนี้ ถนนข้างหน้าดูมืดทึบ ไฟบนเสาข้างถนนบางดวงดับมืดเป็นช่วงๆ หมาในบ้านหลังใหญ่เห่าเสียงดังน่ากลัว I trotted to the main road, thinking of Nong again. ‘He’s definitely coming but I don’t know when’ was what I was being told. The road ahead looked dim. Some lights on the roadside poles were out. The loud barking of a dog in a big house was scary.
เหงื่อเริ่มซึมออกมาแล้ว ผมเร่งฝีเท้าแรงขึ้น ผ่อนลมหายใจยาวเป็นจังหวะ นานๆ รถจะสวนมาสักคัน บางคันบีบแตรทักทาย ผมรู้สึกอุ่นใจที่ทุกคนในอำเภอเป็นห่วงและคอยให้กำลังใจสนับสนุนอยู่ตลอดเวลา แม่ค้าในตลาดมักจะเอาของกินที่เขาคิดว่ามีประโยชน์สำหรับนักมวยมาให้ผมเสมอ ทั้งไข่ นม น้ำเต้าหู้ บางคนก็หาว่านมาให้ อธิบายสรรพคุณเสร็จสรรพ ผมไม่เคยกินสักครั้ง แต่พอชนะเขาจะมาแสดงความดีใจ ถามว่ากินว่านไปหรือเปล่า ผมก็ต้องบอกว่ากิน เพื่อไม่ให้เสียน้ำใจ จากนั้นเขาก็เอาไปคุยเสียทั่วว่า ผมโดนศอกกระแทกหน้าเข้าอย่างจัง แต่ไม่แตก นั่นเป็นเพราะสรรพคุณของว่านแท้ๆ As I began to sweat, I increased my speed, taking deep breaths in rhythm. Once in a while a car would pass me. Some honked to greet me. It felt good that everyone in the area was concerned and gave me encouragement and support all the time. Female vendors at the market would always give me foodstuffs they thought would be good for a boxer – eggs, milk, soymilk… Some offered me herbs and explained their properties in detail. I never used them, but when I won they came over to express their delight and asked me if I had taken the herbs or not. Not to disappoint them I had to tell them I had. After that they’d go everywhere saying that when that elbow  smashed into my face and it didn’t burst, that was truly thanks to the herbs.
ฟ้าสางเริ่มเห็นนิ้วตัวเองได้ชัดขึ้น เหงื่อออกมาโชกหลัง แต่ผมยังคงวิ่งต่อไปด้วยฝีเท้าคงที่ คิดว่าไปอีกสองกิโลแล้วค่อยกลับ ที่โค้งข้างหน้า ผมเห็นคนวิ่งสวนมาแต่ไกล นานแล้วที่ผมไม่ค่อยได้เห็นคนวิ่งลักษณะเข้มแข็งอย่างนั้น ฉับพลันหัวใจผมก็เต้นราวกับจะกระดอนออกมานอกอก With dawn I began to see my own fingers. Sweat ran down my back but I kept running at an even pace. I thought another two clicks and I’d go back. At the bend ahead, I saw someone running towards me but still far off. I hadn’t seen anyone running with such determination in a long time. All of a sudden my heart beat as if it was about to bounce out of my chest. ‘click’ is slang for ‘kilometre’. Here the Thai uses the English abbreviation ‘kilo’.
‘พี่นงค์’ ‘Nong!’
ผมเร่งฝีเท้าเร็วขึ้น กลัวว่าตาจะฝาด I increased my speed, afraid my eyes were deceiving me.
“เฮ้ย เอ็งนั่นแหละ พี่นึกว่าใคร” พี่นงค์ทัก ‘Hey, it’s you! I was wondering,’ Nong greeted me.
“พี่มาเมื่อไร” ผมถาม เขาอัดท้องผมตุ้บหนึ่งแทนคำตอบ เขาหัวเราะและผมก็หัวเราะด้วย ‘When did you arrive,’ I asked. He punched me in the stomach instead of answering. He laughed and I laughed too.
“เป็นไงนักมวยดัง พ่อพี่บอกว่าเอ็งไม่แพ้ใคร” ‘How are you, champ? Your dad told me you’ve never been defeated. ‘champ’ as another translation of นักมวยดัง, here used in jest.
“เมื่อไรจะได้ต่อยกับพี่” เขายังเย้าพร้อมทั้งตั้งการ์ดขึ้นสูงและฟุตเวิร์ครอบๆ ตัวผม ‘When will you fight with me?’ he went on teasing as he raised his guard and foot-worked around me.
“ไม่เอาน่าพี่นงค์ คุยกันก่อน” ‘Stop it, Nong. Let’s talk first.’
“นักมวยต้องต่อยกันก่อนสิถึงจะคุยกัน” ว่าแล้วแกก็ก้มตัวลงตุ้ยท้องผมเบาะๆ อีกหนหนึ่ง ผมจุกจนจำต้องยกการ์ดขึ้นบ้าง ‘Boxers must box before they talk.’ This being said, he ducked and punched my stomach lightly once again. I doubled up in pain and was compelled to raise my guard.
พวกขับสามล้อชะลอรถและหยุดมองเราสองคน พวกเขาตบมือเมื่อผมอัดพี่นงค์เข้าให้บ้าง แล้วข่าวของเราสองเสือประจำอำเภอก็ดังไปทั่วตลาดในเช้าตรู่ของวันนั้น Tricycle drivers slowed down and stopped to look at us. They applauded when I managed to punch Nong and the news of us two local tigers spread all over the market that morning at dawn.
พี่นงค์มาถึงเมื่อเช้าวาน และไม่มีกำหนดว่าจะขึ้นกรุงเทพฯ อีกเมื่อไร เขาเล่าว่ามีปัญหานิดหน่อยที่กรุงเทพฯ อาจจะพักผ่อนสักพักจนกว่าทุกอย่างจะคลี่คลาย ผมเองไม่เข้าใจอะไรนัก อยากถามถึงข่าวลือเรื่องที่แกจ้างนักมวยล้มแล้วโดนจับได้ แต่ก็ไม่กล้า Nong had come the morning before and he didn’t know how long he’d stay. He told me he had a bit of a problem in Bangkok and would rest for a while until everything quietened down. I didn’t quite understand, wanted to ask him about the rumour he’d bribed a boxer to go down and had been caught out, but I didn’t dare. จะขึ้นกรุงเทพฯ: ‘would travel up to Bangkok’ implies that the story takes place in the South – this much is lost in translation, as I rewrote the sentence to avoid repeating ‘Bangkok’.
เช้านั้นพี่นงค์ไปที่บ้าน พ่อดีใจไม่แพ้ผม แกบอกว่า ได้พี่นงค์มาคนศึกที่จะถึงในวันตรุษจีนนี้คงเบาแรงไปเยอะ ก่อนกลับบ้าน พี่นงค์ตกปากรับคำว่าเย็นนี้จะไปดูผมซ้อมที่ค่าย That morning, Nong came to my house. Dad was no less glad than I was. He said with him here the coming fight on Chinese New Year Day would be a walk in the park. Before going back home, Nong promised he’d come and see me train at the camp that afternoon. คงเบาแรงไป  = would (demand) less strength – presumably in training. I opted instead for the colloquial ‘walk in the park’ in the spirit of the piece.
ผมซ้อมหนักขึ้นทุกวันๆ โดยมีพี่นงค์มายืนคุมและร่วมซ้อมด้วยอย่างใกล้ชิด น้ากำจายจะเกรงใจพี่นงค์หรือเห็นว่าผมเก่งเหมาะที่จะเข้าไปซ้อมบนพื้นกระสอบก็ไม่รู้ แต่หลังจากพี่นงค์ไปคุมอยู่ไม่กี่วัน แกบอกว่าให้ผมเข้าไปซ้อมข้างในได้แล้ว ทุกคนโหมซ้อมกันเต็มที่ อีกไม่นานจะมีงานใหญ่อีกงานหนึ่ง ข่าวออกมาจากหัวหน้าว่า นักมวยในค่ายของเราอาจจะได้ชกยกทีม I trained harder and harder every day, with Nong supervising and joining in the training closely. By deference to him or because he thought I was good enough to train on the burlap floor, a few days after Nong had taken over Uncle Kamjai told him to have me train inside. Everybody endeavoured to train to the utmost. Before long there would be another big fair. The news came from the boss that the boxers in our stable would fight as a team.
แม้พี่นงค์จะแต่งตัวด้วยชุดวอร์มใหม่เอี่ยม แต่เขาก็ดูแลและสอนเด็กๆ ทุกคน ไม่รังเกียจว่าจะเป็นเด็กใหม่หรือเก่า ทุกคนรักเขาทั้งนั้น น้ากำจายก็พอใจ บอกว่าจะหาคู่ชกที่เหมาะสมให้พี่นงค์ชกเป็นคู่เอก บางทีแกจะจัดเอง คงเรียกแฟนมวยได้ทั่วภาคกันเลยทีเดียว ชื่อเสียงของพี่นงค์นั้นสามารถยืนยันคำพูดของน้ากำจายได้ Even though Nong was dressed in a brand-new tracksuit, he watched over and trained all the juniors and didn’t discriminate between new and old ones. Everybody loved him. Uncle Kamjai was happy. He told us he’d find a worthy opponent for Nong for the main bout, maybe he’d set it up himself, calling on boxing fans all over the area. Nong’s fame would give weight to his word.
ใครๆ ก็พูดกันเป็นเสียงเดียวว่าผมแข็งแกร่งขึ้นผิดปกติ ชกครั้งนี้คงผ่านไปได้ไม่ยาก น้ากำจายเริ่มตั้งราคาเอาผมเป็นต่อไว้ตั้งห้า–สี่ ทั้งๆ ที่แกยังไม่เห็นคู่ชก คนในอำเภอไม่มีใครกล้ารอง แต่มีบ้างที่รองไว้เล่นๆ ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการในตัวจังหวัด ซึ่งไม่เคยมาดูการซ้อมของพวกเรา Everyone said with the same voice that I was tougher than usual; the fight this time wouldn’t be difficult to win. Uncle Kamjai began to price the odds at five to four in my favour, even though he had yet to see my opponent. No one among the locals dared to wager, but some did for fun, mostly provincial government officials who had never come to see us train.
ใกล้ถึงวันชก ผมกับพี่นงค์เป็นเหมือนเงาของกันและกัน ทั้งซ้อม กินนอน เราอยู่ด้วยกันตลอด พี่นงค์สอนวิธีแก้การบุกเข้ามาชก ด้วยการเตะซ้ายสกัด แล้วเบี่ยงตัวห่างออกไป เตะซ้ายให้หนักที่สุด นักมวยคู่ต่อสู้ของผมมีคนไปสืบมา และบอกว่าเป็นมวยพันธุ์ดุ บุกตลอดห้ายก หมัดหนัก แต่พี่นงค์ฟังแล้วยิ้ม บอกว่าไม่ยาก As the day of the fight approached, Nong and I were like shadows of each other. Training, eating, sleeping, we were together all the time. Nong told me how to parry an offensive by left-kicking hard to head it off and then twisting to disengage, only to left-kick again as hard as possible. Some who had tracked down my opponent reported that he was fierce, kept attacking all five rounds and had a hard punch, but hearing this Nong smiled and said no problem. o
ทุกวันผมจะได้ยินพี่นงค์สั่งเตะซ้าย เตะซ้าย เตะให้หนักอีก บอกว่าอย่าเตะขวา เตะซ้ายเลย เตะซ้าย นั่น อย่างนั้นดีแล้ว เตะเบิ้ลแล้ววนออกมา เตะซ้ายอัดอีกที Every day I’d hear Nong telling me to left-kick, left-kick, kick harder, telling me don’t right-kick, always left-kick, kick with your left foot, that’s it, double the kick and disengage, left-kick once more.
ความหนักหน่วงดูเหมือนจะเพิ่มมากขึ้น แค่สิบกว่าวันที่พี่นงค์ควบคุมผมเตะซ้ายเป็นหมื่นครั้ง เท้าข้างขวาแทบไม่ได้ยก แกบอกว่าขืนเตะขวาเป็นอันต้องถูกชกคางหลุด ฟังแล้วใจหาย ผมยิ่งเตะซ้ายมากขึ้น หลับกลางคืนเป็นต้องได้ยินเสียงสั่งให้เตะซ้ายในความฝัน The intensity of the training seemed to increase. In just ten days that Nong had supervised me, I must have left-kicked ten thousand times. My right leg hardly left the floor. He told me right-kicking would have my chin disjointed by an uppercut. That was disheartening. I left-kicked all the more. When I slept at night I’d hear a voice ordering me to left-kick in my dream. เท้าข้างขวาแทบไม่ได้ยก: literally, ‘my right foot almost never went up’.
= =
เสียงปี่กลองข้างเวทีดังก้องไปทั่วงาน มันดึงดูดผู้ชายแทบทุกคนที่มาให้เข้าไปข้างใน แม่ค้าบางคนรู้จักผม เดินเข้าไปเหมือนเวทีเป็นร้านทำผม โฆษกโฆษณาเสียเกินจริง ไอ้เคี่ยมพันธุ์ดุเดินหน้าฆ่าตาย พบจอมเตะมหากาฬ พี่นงค์หันมายิ้มปลอบใจ The sound of flutes and drums by the ring resounded all over the fair. It prompted almost all of the men there to go inside. Some female vendors who knew me entered as well as if the venue was a hairdresser’s salon. The announcer presented in surreal terms Khiam the Ferocious Pressing for the Kill versus Mega Kicker. Nong turned to smile at me in encouragement. เวที: ‘stage’ or ‘ring’, but ‘venue’, rather, in the next sentence to make the comparison fair.
ผมนั่งอยู่ด้านหลัง ดูมวยก่อนเวลาชกไปพลางๆ หัวใจเต้นตึ๊กๆ ผู้คนล้นเวที ผมรู้ว่าเขาตั้งใจจะมาดูผม I sat at the back, looking at the sparring before it was time for me to box while my heart beat wildly. People spilled over the ring. I knew it was me they had come to see.
จนบัดนี้ผมยังไม่เห็นคู่ชกจริงๆ พี่นงค์ดอดไปดูมาและบอกว่า ตัวเตี้ยกว่าเยอะ แต่ล่ำกว่ามาก ผิวดำเป็นมันเลื่อม ตอนนี้กำลังพันมือและนวดตัวอยู่ เสียงโฆษกประกาศว่า ใครอยากดูก็ขอเชิญ มีที่ให้ยืนอีกไม่มากนัก Even then I had yet to see my opponent. Nong had sauntered over to have a look at him and told me he was much shorter but much more muscular, his skin dark and oily. Now he was bandaging his hands and putting on his gloves. The voice of the announcer invited those who wanted to watch to get in; there was little standing room left.
“ไอ้เคี่ยมพันธุ์ดุเดินหน้าฆ่าตายจากเมืองพัทลุง ประกาศก้องจะซัดจอมเตะมหากาฬเจ้าถิ่นให้หมอบเวที” โฆษกย้ำอยู่ตรงนี้ ผมยิ่งใจไม่ดี อยากให้เขาเปลี่ยนถ้อยคำเสียใหม่ว่าจอมเตะมหากาฬจะซัดไอ้เคี่ยมให้คอหักคาเวที แต่นั่นคงจะเป็นถ้อยคำเชิญชวนที่ดีที่สุดก็ได้ ใครได้ยินก็อยากเข้ามาให้กำลังใจนักมวยเจ้าถิ่น ‘Khiam the Ferocious Pressing for the Kill from Phatthalung has clamoured he’ll make our local Mega Kicker bite the dust,’ the announcer reiterated. I felt even worse. I wanted him to change his wording to Mega Kicker will have Khiam fall off the ring and break his neck, but his was probably the best formulation: whoever heard him would want to come and cheer the local boxer. หมอบเวที = lie flat on the ring.
ผมเริ่มพันมือ มีพี่นงค์คอยนวดเนื้อตัว ปลอบใจว่าไม่ต้องเครียด ชกตามสบาย แพ้ชนะไม่สำคัญ ขอให้ใช้ฝีมือและสู้เต็มที่ I began to bandage my hands, with Nong massaging me, soothing me, advising me not to be tense, to box at ease, winning or losing’s not important, just use your talent and give it all you have.
เมื่อถึงคู่ผม ดูเหมือนคนทั้งสนามเงียบกริบ คู่ชกของผมอยู่ฝ่ายน้ำเงินขึ้นเวทีก่อน ผมขึ้นตามหลังทางมุมแดง เสียงปรบมือโห่ก้อง When it was our turn to fight, the whole enclosure went silent. My opponent was in the blue corner of the ring. I followed him to the red corner. There was a burst of applause. สนาม could also be translated as ‘stadium’.
พี่นงค์บอกว่าราคาผมเป็นต่อถึงห้า–สาม Nong told me the odds were now five to three in my favour.
ยกหนึ่งผมเตะซ้ายหนักหน่วงทั้งยก เขาไม่สามารถต่อยผมได้จังๆ สักที วืดไปวืดมา ถูกผมเตะซะแดงเป็นปื้นทั่วชายโครงด้านขวา During the first round I left-kicked hard throughout. He was unable to punch me, brushing against me in and out at times, while I pummelled his ribs which turned red all over his right side.
หมดยกราคาตกวูบ ผมเป็นต่อห้า-หนึ่ง At the end of the round, the odds plunged five to one in my favour.
“ห้า–หนึ่ง” เสียงเซียนพนันต่อรองดังลั่น ‘Five to one,’ punters exclaimed all around.
พี่นงค์หายไปจากขอบเวที ผมมองหาขณะที่พี่เลี้ยงกำลังให้น้ำ เห็นแต่น้ากำจายจดราคาต่อรองอยู่ขมีขมัน แกคงเล่นผมชนิดฉีกกระเป๋า Nong disappeared from the ringside. I searched for him while my second gave me water, could only see Uncle Kamjai jotting down the bets briskly. He must have betted every farthing on me. ฉีกกระเป๋า: literally, ‘tear up his purse’.
ยกสองยังเหมือนเดิม ผมเตะซ้ายลูกเดียว เตะแล้วหนี หนักหน่วงเสียงดังแต่ละทีเหมือนทุบหยวก แต่เหมือนคำร่ำลือ เขาดุจริงๆ ไม่ถอยแม้แต่ก้าวเดียว The second round was as before. I only left-kicked, left-kicked and disengaged, hard and loud each time as if punching a banana bole, but as the rumour had it he was really fierce, he didn’t take even one step back.
พี่นงค์กลับมาแล้ว ขึ้นมาเป็นพี่เลี้ยงเอง ทั้งบีบทั้งนวด แต่ตาที่จ้องหน้าผมนั้นมีแววกังวล ตอนที่เป่าหูก่อนที่ผมจะลุกขึ้น ถ้าหูไม่เฝื่อน เขาสั่งเสียงเข้ม “มึงนอนซะ นอนยกนี้แหละ” Nong came back, as my second this time, squeezing and massaging me, but there was worry in the eyes that stared at me. As he blew on my ears before I stood up, if I heard him well he ordered with a harsh voice, ‘Go down for the count. Go down this round.’
ผมมองอย่างไม่เชื่อ แต่พี่นงค์พยักหน้าเป็นเชิงบังคับว่าต้องทำตามคำสั่ง ยกสามผมชกแบบสะเปะสะปะ สมองมึนงงอย่างบอกไม่ถูก ได้แต่ประคองตัวหนีไปรอบๆ จวนตัวขึ้นมาก็เตะสกัดออกไปบ้าง แต่ไม่หนักเหมือนยกก่อน I stared at him in disbelief but he nodded to force me to do as he ordered. In the third round I sort of kicked, my brain muddled unspeakably, just protecting myself by fleeing this way and that until the next clash when I kicked rather unsteadily and not as hard as before.
หมดยก พี่นงค์ตบหน้าผมฉาดใหญ่ คนอื่นคงนึกว่าเป็นการลงโทษที่ผมชกได้ไม่เต็มที่ แต่ไม่ใช่ เขาก้มลง ทำเหมือนกับจะเป่าลมออกจากหูซึ่งพี่เลี้ยงนักมวยส่วนใหญ่ถือปฏิบัติ “มึงล้มยกนี้นะ ไม่งั้นกูตาย” แกสั่ง พี่นงค์ไม่เคยพูดกูกับผมเลยตั้งแต่จำได้ At the end of the round, Nong gave me mighty slaps on the face. Others must have thought I was being punished for not fighting to the utmost, but that wasn’t it. He leaned over and made as if to blow into my ear as most seconds did. ‘Go down this round, you bastard, or I’m dead,’ he ordered. Nong had never called me a bastard for as long as I could remember. Since กู and มึง are untranslatable, an alternative has to be found with the same charge of ‘endearment’: hence, ‘bastard’.
คนดูโห่ทั้งเวที ตะโกนบอกให้สู้เขาๆ แต่ผมหมดหัวใจเสียแล้ว เริ่มต้นยกสี่ได้ไม่ถึงนาที ผมถูกไล่ต้อนไปติดมุม ไอ้เคี่ยมรัวหมัดใส่ไม่ยั้ง ชุดแล้วชุดเล่า ผมร้องไห้ แล้วรูดตัวลงให้กรรมการนับ ทั่วทั้งเวทีเงียบกริบ จากนั้นความวุ่นวายก็เกิดขึ้น น้ากำจายหน้าซีด The whole enclosure was booing, shouting at me to fight, but my heart was no longer in it. Not even one minute into the fourth round I was chased into a corner. Khiang doused me with a cataract of punches. I cried and then collapsed for the count. The whole ring was dead quiet. And then pandemonium. Uncle Kamjai was livid.
กรรมการชูมือให้ฝ่ายน้ำเงินในขณะที่ผมคลานลงจากเวที พี่นงค์เป็นคนเข้ามารับและประคองไว้อย่างเห็นใจ The referee raised the hand of the blue side as I crept out of the ring. Nong was the one to grab and support me in sympathy.
ผมถอยหนีและรู้สึกเหมือนถูกเตะซ้ำ I recoiled from him, feeling as if I had been kicked all over again.
First published in Lalana magazine, 1990.
Kajohnrit Ragsa, born in 1963
in Trang, southern Thailand,
is a literary editor (notably
of a previous formula of Writer Magazine) as well as
a writer of novels
and short stories.
o