Tag Archives: eroticism

Ceasefire – Kanthorn Aksornnam

This naughty tale by Ms Anais Nam is contraindicated for the straight-laced, the under-aged and the clean old men. I’m sure it’s in no way autobiographical and it has no bearing on actual happenings in the Land of the Free: the story harks back to ancient India and the setting is obviously Indonesia, the land of kretek. MB

พักรบ

CEASEFIRE*

2women 2women

กันต์ธร อักษรนำ

Kanthorn Aksornnam

TRANSLATOR’S KITCHEN

*แรงดาลใจและที่มาของเรื่องเล่าจากเรื่อง
“ไม่มีเวลาสำหรับการทะเลาะ” จาก “โลกียนิยาย”
แปลโดย ปรีชา ช่อปทุมมา (พิมพ์ครั้งแรก
ธันวาคม 2523: สำนักพิมพ์ต้นหมาก)

* Story inspired by ‘No time to quarrel’,
one story in the collection Lokiyaniyai
(Lewd tales) translated by Preecha Chorpathumma, published by Ton Mak in 1980.

ดูเหมือนว่าหญิงสาวทั้งสองคนจะพร้อมใจกันเห็นกรีฑาเป็นอากาศธาตุ หลังจากศึกสงครามตั้งแต่เย็นวานสงบลง เมื่อเสียงนกดุเหว่าเริ่มขับขาน จากนั้นสายฝนก็โปรยปรายลงมาอย่างไม่คาดฝัน หนักหน่วงราวกับต้องการลบล้างเรื่องราวต่างๆ บนพื้นโลกให้หมดสิ้น ขณะที่หญ้าวัยเยาว์กำลังแทงยอดอ่อนๆ ขึ้นมาจากผืนดิน ส่งกลิ่นหอมไปทั่วท้องทุ่ง It seemed the two girls agreed to see Krita as thin air, now that the war fought since last evening had quietened down when the blackbird began to sing. After that the rain unexpectedly came pelting down as if meaning to erase everything from the surface of the earth, while youthful grass sprouted up, exhaling a heady fragrance all over the fields.
กรีฑายังคงหลับใหลบนสมรภูมิสีขาวอันไร้ขอบเขต ขณะที่หญิงสาวเริ่มต้นพูดคุยกันถึงเรื่องราวระทึกใจ กลิ่นบุหรี่กานพลูอบอวลไปทั่วห้อง พวกใบไม้นอกหน้าต่างกระจกพากันสั่นสะทกไปกับแรงกระทบจากน้ำ ดูเหมือนว่าสภาพอากาศและธรรมชาติรอบกายจะพากันสะทกสะท้านไปกับเรื่องราวอันน่าอภิรมย์ที่เพิ่งจบลง… Krita was still sleeping on the white battlefield without borders while the girls began to chat about what excited them. The smell of clove cigarette pervaded the room. The leaves beyond the window panes shook under the lashing of raindrops. It looked as though the air and nature around meant to make them tremble with fear over the delightful event that had just ended.
ฉันไม่ใคร่ชอบเรื่องของอนาอิส นิน* นิลภัทรเอ่ยขึ้น มันเหมือนเรื่องที่จงใจประดิษฐ์ขึ้นอย่างไรชอบกล มีแต่คำทำนองว่า ศิลปะชั้นสูง ศิลปะชั้นสูง ล่องลอยเกลื่อนกลาดอยู่เต็มไปหมดในอากาศ หรือที่จริงแล้วหากจะยุติธรรมกับเธอสักหน่อย มันแทบเข้าไม่ถึงอารมณ์ทำนองนั้นของฉันมากกว่า ฉันกลับชอบเรื่องของอินเดีย มันได้อารมณ์ดิบๆ แต่ก็มีกลิ่นหอมหวานลี้ลับของดอกไม้ที่เราสัมผัสได้ ส่วนใหญ่มักเป็นเรื่องราวเก่าแก่ เล่าสู่กันฟังมาหลายร้อยปี ฉันจึงรู้สึกกับมันอย่างลึกซึ้ง ถึงกับมองเห็นภาพเร้นลับในห้องหับโบราณเหล่านั้นเลยทีเดียว… I don’t quite like Anais Nin’s stories**, Ninlaphat said. They look overly fab- ricated, sort of. There’s nothing but the words high-class art, high-class art floating all around in the air or rather, to be fair to her, let’s say it doesn’t quite suit my mood. I prefer stories from India. They can bring out the raw in you, but they also have the sweet scent of mysterious flowers you can touch. Mostly they are old tales told over hundreds of years, so I feel them deeply, to the point of seeing intimate scenes in those ancient rooms… ** The Franco-Cuban erotic writer Anais Nin (1903–1977) who was notably involved in a relationship with Henry Miller and his second wife June in the early thirties. In 1986 Henry and June: From the Unexpurgated Diary of Anais Nin shed some light on that relation- ship; a loose film ver- sion, Henry and June, came out four years later. 
นิลภัทรหลับตา นิ่งฟังเสียงสายฝนนอกหน้าต่าง ก่อนเอ่ยขึ้นว่า ฉันจะเล่าเรื่องหนึ่งให้เธอฟัง Ninlaphat closed her eyes and was still, listening to the rain out of the window, before saying, I’ll tell you a story.
เล่าสิที่รัก อยากฟังแทบตายเลยล่ะ ชฎาพริ้มตาหลับ ใบหน้าแนบหมอน ร่างเหยียดยาวนอนคว่ำอยู่บนโซฟาสีขาว ฉันชอบกลิ่นแบบนี้จัง…น้ำเสียงแผ่วเบาแสดงถึงความพึงพอใจ เธอดูราวกับลูกแมวจอมซนที่กำลังนอนพักเอาแรงเพื่อออกไปวิ่งเล่นซุกซนต่อ นอกจากกลิ่นกานพลูแล้ว อากาศในห้องยังมีกลิ่นกาแฟ และกลิ่นอับชื้นของบ้านไม้ยามต้องฝนอวลอยู่ด้วย ราวกับมีเมฆหมอกไร้รูปคลี่คลุมอยู่… Please do, darling. I’m dying to hear it. Chada sweetly closed her eyes, her face against the pillow, her body stretched out prone on the yellow sofa. I love this sort of smell … The low tone of voice expressed satisfaction. She looked like a naughty kitten resting before going out to play mischievously again. Besides the smell of clove, the air in the room also had a smell of coffee and the odour a wooden house gives off when exposed to the rain, as if there was a shapeless cloud of fog unfurling…
=
นานมาแล้วที่หมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งในอินเดีย นิลภัทรเริ่มเล่า มีช่างทองฝีมือดีและแสนขยันขันแข็งคนหนึ่งชื่อ วิทิศ เขามีอายุห้าสิบปี แม้ผมยาวสลวยนั้นจะขาวโพลน ทว่าร่างกายยังแข็งแกร่งกำยำ วิทิศมีเมียสวยอย่างร้ายกาจ ทั้งความสวยของใบหน้าและเรือนร่างอันน่าหลงใหล เป็นเหมือนอาวุธที่ผู้ชายทุกคนในโลกใฝ่ฝันจะครอบครอง เธอชื่อคีตา อายุเพียงสิบเจ็ดปี แต่งงานกับวิทิศมาได้ห้าปีแล้ว แต่ยังไม่มีลูก คีตาเป็นคนแข็งแรงชอบเกมกีฬาที่ทำให้เลือดในกายร้อนรุ่มคึกคัก ห้าปีที่ผ่านมาความเร่าร้อนระหว่างวิทิศกับหล่อนค่อยๆ กลายเป็นความอบอุ่น แต่ด้วยวัยสาวคีตาจึงยังมองหาเกมกีฬาใหม่ๆ ที่จะสร้างความเพลิดเพลินให้ทั้งคู่ และแล้ววันหนึ่งราวกับเทวดาบนสรวงสวรรค์ประทานของขวัญมาให้ คีตาก็ได้พบกับหนุ่มรูปงามราวสตรีผู้หนึ่ง เขามาที่บ้านเพื่อสั่งวิทิศให้ทำแหวนวงหนึ่ง แต่บังเอิญว่าวันนั้นวิทิศไม่อยู่บ้าน เพราะต้องเข้าไปในเมืองเพื่อส่งเครื่องทองให้ลูกค้า A long time ago in a small village in India, Ninlaphat began her tale, there was a talented and diligent goldsmith by the name of Withit. He was fifty years old. His long wavy hair had turned white but his body was still sturdy. Withit had an astoundingly pretty wife. Her face and body were of a beauty to die for, were like weapons all men in the world dreamt to handle. Her name was Gita. She was only seventeen. She had been married with Withit for five years but had yet to have a child. Gita was strong; she liked sports games that made the blood boil. In the past five years the fire between Withit and her had slowly dwindled to embers, but given her youth Gita still looked for new sports that would bring pleasure to their couple. And then one day it was as if a deity in heaven had sent her a present: Gita met a young man with the beauty of a woman. He came to the house to have Withit make a ring for him but as it happened that day Withit wasn’t at home because he had had to go into town to deliver gold ornaments to a client.
ทำไมต้องเป็นแบบนั้นเรื่อยเลยนะที่รัก ในวันที่สามีไม่อยู่บ้าน…ชฎาสอดแทรกขึ้น พร้อมเสียงหัวเราะเบาๆ  Why does it always have to be like this, darling, on the day the husband isn’t home? Chada interrupted, giggling.
เพราะว่ามันต้องเป็นวันเช่นนั้นน่ะสิที่รัก ฉันว่าเธอคลำทางเรื่องนี้ไม่ถูกแน่ ฟังต่อไปเถอะ นิลภัทรเริ่มลูบไล้ร่างไร้อาภรณ์ของชฎาด้วยน้ำมันหอมกลิ่นกุหลาบ ชฎาจึงหลับตา นิ่งฟังเรื่องราวต่อไป Because it must be on such a day, darling. I think you don’t quite get the gist of it yet. Listen first. Ninlaphat began to anoint Chada’s bare body with rose-scented oil, so Chada closed her eyes and listened quietly to the story.
=
เมื่อคีตาพบกับหนุ่มรูปงามเรือนร่างสูง และบอบบางราวสตรี ดวงตาคมขำคู่นั้นจึงเผลอสำรวจเขาอย่างตั้งใจ ผมของเขาสลวยดุจเส้นไหมยาวจรดบั้นเอว ดวงตากลมโตดำขลับราวค่ำคืน ทว่าดูหวานซึ้งเหมือนนัยน์ตาอิสตรี ดูเหมือนว่าหนุ่มรูปงามของเราจะมองเห็นความปรารถนาลี้ลับที่ซุกซ่อนอยู่ในอาภรณ์ของคีตา เขามีชื่อว่าปานี คีตาบอกว่า สามีนางไม่อยู่บ้านคงกลับมาถึงค่ำๆ รอสักหน่อยได้ไหม หรือว่าจะมาอีกวันหลังก็ตามใจ ทว่า ดวงตายังเพ่งมองปานีอย่างลึกซึ้ง ปานีพลันขยับกายเข้าใกล้ ใกล้พอจนได้กลิ่นหอมเชิญชวนของน้ำมันดอกกุหลาบจากเรือนผมของคีตา ดูเหมือนว่าคลื่นปรารถนาอันเร่าร้อนของคนทั้งคู่จะตรงกัน คีตาจูงมือปานีหนุ่มเข้าไปในห้อง จากนั้น เสียงเพลงจากคีตาก็บรรเลงขับขานไปกับมานพหนุ่มจนเย็นย่ำ When Gita met the handsome young man tall and lean like a woman, those charming round eyes of hers couldn’t help surveying him deliberately. His hair had the sleekness of silk threads down to his waist, his big round black eyes shone like the night but had the sweetness of a woman’s. It seemed that our handsome young man could see the secret wish that hid under Gita’s garments. His name was Pani. Gita told him that her husband wasn’t home and wouldn’t return before nightfall. Could he wait or come back some other day? It was up to him. But those eyes still stared probingly at Pani, who suddenly moved closer, close enough to smell the enticing perfume of the rose-smelling oil on Gita’s hairdo. The waves of fiery desire between the two of them seemed to meet. Gita took the young man by the hand and led him into the room. After that Gita sang her song in a duo with Pani until dusk.
=
เธอคงน่ากินชะมัด ชฎารำพึง ขณะที่นิลภัทรประทับรอยจูบเบาๆ ตรงสะโพกด้านซ้าย ซึ่งเป็นที่ประทับของรอยสลักรูปโล่เขน อันเป็นศาสตราวุธโบราณ แล้วค่อยๆ ลากนิ้วไปตามกิ่งก้านคดโค้งของเถากุหลาบเลื้อย ซึ่งช่างฝีมือดีจำหลักลวดลายอันวิจิตรไว้บนแผ่นหลัง เจ้าของรอยสลักส่งเสียงครางเบาๆ ในลำคอ She must have been awfully succulent, Chada mused as Ninlaphat dropped a soft kiss on her left hip where was etched a forearm shield, an ancient weapon, and then slowly dragged a finger along the curved branches of the rose creeper a gifted craftsman had tattooed on her back. The owner of the tattoo sent out a throaty groan. Forearm shield (โล่เขน)loe_khen
=
ได้เวลาสามีกลับมาแล้ว…นิลภัทรหยุดหายใจชั่วครู่ ก่อนเริ่มเล่าต่อ…ทว่าคีตายังไม่อยากพรากจากเปลวไฟที่กำลังคุโชนเช่นนี้ จึงบอกปานีให้หลบซ่อนอยู่ในบ้าน แล้วนำอาภรณ์ของสตรีมาให้ปานีสวมใส่ ซึ่งทำให้ชายหนุ่มดูไม่ต่างจากหญิงสาวผู้งดงามราวเทพธิดา จากนั้นคีตาบอกปานีให้ไปทำงานในครัว เธอวางแผนจะบอกวิทิศว่า รับสาวใช้มาทำความสะอาดบ้านตอนกลางคืนเพราะค่าแรงถูกกว่าเป็นไหนๆ เมื่อวิทิศกลับมาได้ยินถ้อยความดังนั้น จึงชื่นชมภรรยาสาวยิ่งนักว่าฉลาดเฉลียว รู้จักการใช้ทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เขาหอมแก้มคีตาทั้งสองข้างด้วยความรักใคร่ จากนั้นก็กลับเข้าห้องไปทำงานต่อ ส่วนคีตาเดินเข้าครัวและทำอะไรต่อมิอะไรอยู่กับปานีหนุ่มในอาภรณ์ของสตรีจนแทบสิ้นเรี่ยวแรง It was time for the husband to come back – Ninlaphat paused to breathe for a moment before resuming her tale – but Gita still didn’t want to part from the flames that were blazing like this so she told Pani to hide in the house and then gave him woman’s clothes to put on, which made him look no different from a young woman with the beauty of a god- dess. After that Gita told Pani to go and work in the kitchen. She planned to tell Withit she had hired a maid to clean the house at night because it was so much cheaper. When Withit came back and heard those words he praised his young wife highly for her cleverness, for knowing how to make the best of wealth. He kissed Gita on both cheeks with affection. After that he went into his room to get on with his work. As for Gita she walked into the kitchen and with Pani in lady’s wear indulged in a slew of loving tricks until almost all her strength was spent. ==

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

Of course, he doesn’t kiss her on the cheeks but sniffs them, as flat-nosed people are wont to do to show affection.

=
น่าตื่นเต้นจังที่รัก สามีหล่อนช่างโง่จนน่าสงสารเสียจริง ทั้งคู่คงระเริงรักกันอย่างนี้ไปได้เรื่อยๆ สินะ โดยที่สามีหล่อน…ชฎาส่งเสียงร้องเมื่อนิลภัทรเริ่มไล้เลื่อนมือจากเถากุหลาบสีเพลิงกลางแผ่นหลังลงมาสู่ร่องลึกและสาละวนอยู่ตรงนั้น ร่างไหวสะท้านเมื่อนิ้วไล้ลูบอยู่ในซอกหลืบอันน่าอภิรมย์ How exciting, darling! Her husband is so stupid it’s pathetic, really. The two of them must have kept on pleasuring themselves like this on and on while her husband … Chada sent out a shout when Ninlaphat’s hand began to abandon the fire-coloured creeper on her back to enter the deeper grove below and busied itself there. The body shivered when a finger slid into the delightful narrow opening.
=
และเมื่อคีตากลับเข้าห้อง นิลภัทรเล่าต่อ ขณะที่นิ้วยังเคลื่อนไหวช้าๆ …ช่างทองแสนขยันของเราก็ออกมาจากห้องทำงานอันเป็นเวลาเลิกงานปกติ กำลังจะเดินเข้าห้องนอน พลันได้ยินเสียงจานชามกระทบกันอยู่ในครัว จึงเดินเข้าไป และได้เห็นสาวน้อยคนหนึ่งรูปร่างสูงสะโอดสะองในชุดส่าหรี สาวน้อยกำลังยืนล้างจานอยู่ แค่เห็นจากด้านหลังเพียงเท่านั้น ความกำหนัดของวิทิศพลันบังเกิดขึ้นจนสุดระงับ เขาเดินเข้าหาร่างนั้นอย่างไม่อาจควบคุม ส่วนหนุ่มน้อยในส่าหรีก็ตกใจและไม่ทันได้ระมัดระวังตัว ร่างแบบบางนั้นก็ตกอยู่ในอ้อมกอดอันแข็งแกร่งของวิทิศเสียแล้ว วิทิศโอบกอดสาวน้อยจากด้านหลัง บรรจงจูบเบาๆ ที่ต้นคอไล่มาถึงผิวอันนวลเนียนของแก้ม ค่อยๆ คลายมวยผม แล้วพรมจูบไปทั่วร่าง ส่วนปานีหนุ่มนั้นกายสั่นสะท้านและไม่อาจต่อต้านขัดขืน วิทิศอารมณ์กำลังคุโชน แม้จะแปลกใจที่สัมผัสพบที่ราบไม่ใช่เนิน แต่ผิวที่เนียนนุ่มชวนหลงใหลทำให้เขายังรุดหน้าต่อไปด้วยความรู้สึกแปลกใหม่ ทว่าพลันนั้นเองแทนที่มือจะพบกับตาน้ำอันชุ่มฉ่ำในป่าทึบกลับเป็นพฤกษายืนต้นเด่นกลางพุ่มไม้ วิทิศล่วงรู้ในทันทีว่าภรรยาสาวสวมเขาเข้าให้แล้ว ด้วยความโกรธอันสุดระงับ และอยากแก้แค้นชายชู้ให้สาสม ด้วยพละกำลังที่เหนือกว่าและแรงราคะที่กำลังพลุ่งพล่าน เขาจับปานีในร่างสาวน้อยพลิกคว่ำอย่างง่ายดาย กระชากส่าหรีทิ้งแล้วบรรจงสอดใส่ประสบการณ์ครั้งแรกให้ปานีหนุ่ม ขณะที่ตัวเองก็พบกับความมหัศจรรย์ไม่แพ้กัน คนทั้งสองอยู่ในครัวจนกระทั่งเช้า… And when Gita came back to her room – Ninlaphat went on while her finger still moved slowly – our industrious goldsmith came out of his workroom at the usual time he stopped work. He was walking to the bedroom when he heard a clinking of cutlery in the kitchen, so he walked in and saw a young girl with a willowy body in a sari who stood washing the dishes. Just seeing her from behind, Withit’s lust sprang at once irrepressibly. Unable to control himself, he walked over to that body. The young man in a sari was startled and before he could protect himself, the slim body fell into the strong arms of Withit. Withit hugged the young girl from behind, sprinkled her neck with light kisses and then the soft skin of her cheek, slowly loosened her bun and then kissed her all over. As for young man Pani he was shivering and didn’t fight Withit. In his fiery mood, even though he wondered at meeting flatness where mounds should be, the smoothness of the skin enraptured Withit and made him proceed with a feeling that was new and strange, but then suddenly, instead of finding a wet spring hidden in a forest, his hand found an upright tree amid bushes. Withit understood at once that his young wife had cheated on him. In irrepressible anger and desire of revenge on the lover with interest, with his superior strength and the force of lust bursting out, he grabbed Pani in his female body and easily flipped him over, tore off his sari and then inserted experience for the first time into the young man Pani, and as they fell into similar wonder, the two of them stayed in the kitchen until morning… ==

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

Yes, you read that right: ‘experience’ (ประสบการณ์) is what the text says. Cute, no?

=
ชฎาครางเสียงดัง นึกไม่ถึงว่าเรื่องราวจะลงเอยเช่นนี้ ขณะที่นิ้วของนิลภัทรยังขยับขับขานต่อไป กระชั้นขึ้น กระชั้นขึ้น ในพื้นที่ชุ่มน้ำแห่งนั้น Chada moaned loudly. She hadn’t thought the story would turn out like this, while Ninlaphat’s finger went on tinkling closer and closer in that spring.
ใกล้จบแล้วที่รัก…จากนั้นเมื่อทุกอย่างเปิดเผย คีตาร่ำไห้กราบกรานแทบเท้าสามีปานจะขาดใจ หลังจากโต้แย้งกันด้วยเหตุผลต่างๆ นานา วิทิศยอมให้ปานีอยู่ในบ้านต่อไป รับใช้ทั้งคีตาและวิทิศ กระทั่งวันเวลาผ่านไป ปานีกลายเป็นผู้มีชื่อเสียงในฐานะมนุษย์คนแรกในอาณาจักร ผู้กลายเป็นที่รักของเพศทั้งสอง ว่ากันว่าแม้ในปัจจุบันนี้ บนดินแดนห่างไกลในชนบทของอินเดีย ยังมีรูปปั้นของปานีซึ่งมีสองใบหน้า และบนใบหน้าทั้งสองนั้นต่างก็มีรอยยิ้มพึงพอใจ… It’s almost finished, darling. After that, when everything was revealed, Gita wept and wailed and prostrated herself at her husband’s feet as if she was about to die. After a rancorous exchange of argu- ments, Withit allowed Pani to stay in the house to serve both Gita and him. As time passed, Pani became famous as the first man in the realm to be the lover of two sexes. It is said that to this day, in a distant part of the Indian countryside, there is still an image of Pani with two faces and on both these faces there is a satisfied smile.
ชฎาส่งเสียงร้องด้วยความพึงพอใจอย่างสุดระงับ กรีฑาค่อยๆ ลืมตาขึ้น เขาได้กลิ่นหอมของดอกไม้ชนิดหนึ่งอบอวลไปทั่วห้อง จากเตียงนอนเขาเห็นภาพงดงามน่าอัศจรรย์ของสองสาวที่โซฟาปลายเตียง ชฎากำลังแอ่นกายรับความสุขสมจากสัมผัสนิ้ว เธอหลับตาพริ้ม กัดริมฝีปากล่าง ส่วนนิลภัทรมองไปที่กรีฑาด้วยแววตาเชิญชวน กรีฑาไม่อาจต้านทานภาพอันท้าทายนี้ เขาลุกเดินมาที่โซฟา ขณะที่ชฎายังพริ้มตาหลับ แล้วค่อยๆ สอดกายเข้าไปในร่างชฎาจากด้านหลัง เธอส่งเสียงร้องอีกครั้ง อย่างยาวนาน ก่อนเงียบเสียงลง และหลับใหลไปในที่สุด จากนั้นกรีฑาจึงช้อนร่างอุ้มนิลภัทรมาที่เตียง… Chada let out irrepressible cries of gratification. Krita slowly opened his eyes. He perceived the sweet scent of some flower that pervaded the room. From the bed he saw the marvellous picture of the two girls on the sofa at the bottom of the bed. Chada was bent backwards being finger-pleasured. Her eyes were closed tight as she bit her lower lip. As for Ninlaphat, she was looking at Krita with invitation in her eyes. Krita couldn’t resist that challenging vision. He got up and walked over to the sofa while Chada still kept her eyes tightly shut, and then he slowly inserted his body into the body of Chada from behind. She cried out once again, a persistent cry, before falling silent and finally drifting into sleep. After that, Krita scooped up Ninlaphat’s warm body and carried it to the bed…
สงครามกำลังจะดำเนินต่อไปบนสมรภูมิสีขาวอันไร้ขอบเขต…กลิ่นกุหลาบยังกรุ่นอยู่ในลมหายใจ ทุกกลิ่นสอดประสานกันอย่างลงตัว ในวันหยุดที่สายฝนโปรยปราย เรื่องราวบางเรื่องกำลังเลือนหายไป และเรื่องราวใหม่ๆ กำลังจะเริ่มขึ้นราวกับไม่มีวันจบสิ้น… War resumed on the white borderless battlefield … the smell of roses was still exhaled with each breath. The smells blended harmoniously on a rest day of pelting rain. Some stories were ending and new ones were starting as if there was no end…
=Kanthorn Aksornnam
is the pen name
of Sivadee Aksornnam,
a poet, short story
and features writer
in her mid thirties.
=kanthorn1

Find my glasses, please – Vachara Sajasarasin

Chart Korbjitti was here before (‘October’, 1976) but this new impish take on politics in times of trouble is always welcome when handled with talent – and a comparison of the two stories would be most instructive in terms of literary treatment as well as of the evolution of social values over a forty-year period. MB

หาแว่นให้หน่อย

Find my glasses, please

glasses glasses1

วัชระ
สัจจะสารสิน

VACHARA SAJASARASIN

TRANSLATOR’S KITCHEN
= ==
“ตายแล้ว! ทีวีเป็นบ้าอะไรขึ้นมาล่ะนี่ ละครกำลังสนุกเชียว” เสียงแนนลั่นขึ้น เขาสะดุ้งตื่นหลังเผลองีบไปพักใหญ่ ขยี้ตา ปากร้องถาม “ทำไมเหรอ” ‘Oh no! What’s the matter with the telly? So much for the play!’ Naen’s voice startles him awake from a long nap. He rubs his eyes and asks, ‘What’s wrong?’ ละครกำลังสนุกเชียว: literally, ‘The play is real fun now.’
แนนนั่งจ้องทีวี เขาคลำหาแว่น Naen sits staring at the TV. He fumbles for his glasses.
“เห็นแว่นผมไหม” แนนยังเงียบเหมือนไม่ได้ยิน เขานึกฉุน จำไม่ได้ว่าวางแว่นตาไว้ตรงไหน ‘Have you seen my glasses?’ Naen is still silent as if she hasn’t heard. He feels annoyed, can’t remember where he left his glasses.
“แนน! เห็นแว่นผมไหม ช่วยหาให้หน่อยสิ” หล่อนยังเงียบ เขายกตัวขึ้นจึงรู้ว่าตัวเองนอนทับอยู่ รีบหยิบมันขึ้นมา โชคดีมันแค่บิดเบี้ยวไม่ถึงกับหัก ‘Naen! Have you seen my glasses? Help me find them, please.’ She is still silent. He raises himself and finds he was sitting on them. He picks them up in a hurry. Luckily, they are not broken, only misshapen.
“เกิดอะไรขึ้น” เขาถามขณะสวมแว่น กระเถิบเข้าใกล้แนน ‘What happened,’ he asks as he puts them on and moves closer to Naen.
“ดูสิ” แนนชี้ไปที่จอทีวี เขาเพ่งมอง ภาพละครหายไปแล้ว เขาพยายามอ่านตัวอักษรเล็กๆ บนจอสีน้ำเงิน ‘Look at that.’ Naen points at the TV screen. He squints at it. The play is no longer showing. He tries to read the small letters on the dark-blue screen. If I remember well, the ‘small letters’ in the September 2006 coup had the cheek to say ‘Sorry for the inconvenience’.
“เฮ้ย! นี่มันปฏิวัตินี่หว่า” เขาอุทานลั่น ลุกจากโซฟา ‘Hey! That’s a coup, damn it!’ he exclaims, getting up from the sofa.
“ปฏิวัติ” แนนทวนคำ ทำหน้างงๆ ‘A coup?’ Naen repeats, looking puzzled.
“ห่าเอ๊ย! ปฏิวัติจริงๆ ด้วย” เขาหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง แนนลุกเข้าห้องน้ำเหมือนไม่สบอารมณ์ ‘For fuck’s sake, it really is a coup!’ He’s no longer drowsy. Naen gets up and goes into the bathroom as if displeased.
เขาเดินไปหยิบมือถือ ตายจริง สายเข้าสิบกว่าสาย เขาไม่น่าปิดเสียงมือถือ พยายามไล่โทร.กลับทีละคน ส่วนมากเพื่อนจะแจ้งข่าวปฏิวัติเข้ามาและอยากถามถึงสาเหตุการปฏิวัติ เขาบอกไปว่าเขาไม่รู้อะไรเลย เพิ่งจะตื่นเมื่อกี้นี้เอง ยังไม่รู้เลยว่าฝ่ายไหนเป็นฝ่ายปฏิวัติ He walks over to take the remote. Damn it! All the channels. He shouldn’t have turned off his cell phone. Tries to call his friends one by one. Most of them report there has been a coup and ask about the reasons for the coup. He tells them he doesn’t know anything, he’s just woken up, doesn’t even know yet which side has made the move. สายเข้าสิบกว่าสาย: literally, ‘(all) more than ten channels’.
เขาหันมากดรีโมตไล่ไปแต่ละช่อง ไม่มีข่าวใดๆ ให้รับทราบ รู้สึกอึดอัด นึกเจ็บใจตัวเองที่ไม่ได้ติดเคเบิลทีวี เพื่อนๆ หลายคนคงอึดอัดเช่นกัน แต่ไม่รู้จะทำยังไง แนนออกมาจากห้องน้ำและถามขึ้น “ตกลงมันยังไงกันคะ” He goes back to clicking the remote, station after station. There’s no news to be learned. He feels uneasy, blaming himself for not opting for cable TV. Many of his friends must feel uneasy too, but he doesn’t know what to do. Naen comes out of the bathroom and asks, ‘So, what’s the score?’
“รู้แต่ว่าทหารปฏิวัติ แต่ไม่รู้รายละเอียดอะไรมาก” เขาเดินเข้าไปล้างหน้าในห้องน้ำ ‘We know only that there’s been a military coup d’état but we don’t have any details.’ He steps into the bathroom to wash his face.
“ทีวีเหมือนกันทุกช่องเลย” แนนตะโกนบอก ‘All the channels are the same,’ Naen shouts at him.
“สงสัยผมต้องออกไปข้างนอกแล้วล่ะ” เขาเอ่ยขึ้น “ไม่งั้นต้องอกแตกตายเป็นแน่” ‘I think I must go out,’ he says. ‘Otherwise I’ll die of frustration here.’
“คุณจะออกไปทำไม” แนนถาม ‘What do you want to go out for,’ Naen asks.
“ก็ออกไปให้รู้เรื่องน่ะสิว่าเกิดอะไรขึ้น” ‘To find out what’s happening, of course.’
“จะบ้าเรอะ สถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานยังงี้จะออกไปทำไม รอดูข่าวก่อนเถอะ เดี๋ยวก็คงรู้ว่าอะไรเป็นอะไร” ‘Are you mad? With such a dicey situation, why go out? Wait for news first. We’ll soon know what’s going on.’
“คุณคิดดู นี่ก็ตั้งนานแล้ว ไม่เห็นมีอะไรเลย เพื่อนผมมันบอกว่าซีเอ็นเอ็น บีบีซี มีข่าวตรึมไปหมด มีภาพรถถังวิ่งกันพล่านทั่วเมือง” ‘Think about it. It’s been a while already and there’s no news. My friends say CNN and the BBC are giving the coup full live coverage, with pictures of tanks speeding all over town.’
“น่ากลัวออก” แนนหน้าตาตื่น “คุณอย่าเพิ่งออกไปเลย ปล่อยให้สถานการณ์เรียบร้อยก่อนดีกว่า” ‘How dreadful!’ Naen looks un- nerved. ‘Don’t go out just yet. Wait until the situation returns to normal.’
“คงไม่มีอะไรหรอก” เขายืนจ้องทีวีอีกครั้ง “เราไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเขาสักหน่อย ทหารคงไม่กล้าทำอะไรหรอก เชื่อผมเถอะ” ‘There’s nothing to fear.’ He stares at the television once again. ‘This has nothing to do with us at all. The sold- iers won’t dare to do anything, believe me.’
“นี่ตกลงคุณจะออกไปจริงๆ เหรอ ฝนตกไม่เห็นเหรอไง” แนนทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่าง” คุณนี่มันพวกบ้าข่าวเสียเหลือเกิน ทำตัวเป็นนักข่าวไปได้” ‘So you’re determined to go out? Can’t you see it’s raining?’ Naen’s eyes are focused outside the window. ‘You are news crazy, acting like a journalist.’
“ไม่ใช่อะไรหรอก ผมอึดอัด ผมอยากรู้ข้อมูลก็เท่านั้น คุณนอนเถอะ ไม่ต้องเป็นห่วงผมหรอก” เขาเดินไปหยิบกุญแจรถและกระเป๋าเงิน ‘Not at all. I’m uneasy. I only want to have some information. You go to bed. Don’t worry about me.’ He walks over to pick up the car keys and his purse.
“ระวังตัวด้วยล่ะ ถ้าดูท่าว่าอันตรายยังไงก็กลับมาก่อน พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน” ‘Be careful. If there’s any sign of danger, come back here. Tomorrow’s another day.’
“ไม่ต้องห่วง ผมไปบ้านเพื่อนแถวนี้แหละ พอรู้อะไรเป็นอะไรเดี๋ยวก็กลับแล้ว” ‘Don’t worry. I’m going to a friend’s house nearby. When I know what’s what I’ll be back.
= =
ข้างนอกฝนยังตกพรำๆ บรรยากาศดูเงียบเชียบ ผู้คนในซอยหายไปไหนกันหมด เขาเหลือบมองนาฬิกา สี่ทุ่มกว่าแล้ว รถเลื้อยออกมาถึงถนนใหญ่ รถราด้านนอกยังวิ่งปกติ บรรยกาศโดยรวมไม่มีสิ่งใดบ่งบอกว่าเกิดการปฏิวัติ เขาขับรถช้าๆ พยายามส่ายตามองสองข้างทางว่ามีอะไรผิดปกติบ้าง รถผ่านหน้าห้างพาต้า มีคนกำลังยืนรอรถบางตา ไฟหน้าห้างปิดสนิท แท็กซี่จอดเข้าคิวรอรับผู้โดยสารเป็นแถวยาว เพื่อนบอกว่าทหารแถวราชดำเนินจะเยอะกว่าที่อื่น เขาไม่ได้ออกมาเพื่อดูทหารหรือรถถัง แต่อยากดูข่าวปฏิวัติมากกว่า เขาตัดสินใจไม่ขึ้นสะพานปิ่นเกล้าไปถนนราชดำเนิน แต่กลับเลี้ยวขวาขึ้นสะพานอรุณอมรินทร์ ผ่านศิริราช มุ่งหน้าสู่วงเวียนใหญ่ Outside it’s still drizzling. The atmo- sphere is dead quiet. There’s no one in the street. He glances at his watch. Past ten p.m. already. The car slides to the main road. The traffic there is still normal. Nothing in the air indicates that there has been a coup. He drives slow- ly, his eyes sweeping both sides of the road to see whether there’s anything unusual. The car goes past the Pata department store. A few people stand waiting for transportation. All the lights in front of the store are out. Taxis stop in a long file to take on passengers. His friends have told him that around Rat- chadamnoen there are more soldiers than anywhere else. He hasn’t come out to see soldiers or tanks but to watch the news about the coup. He decides not to take the Pinklao bridge to go to Ratchadamnoen, but turns right to go over the Arun Amarin bridge and past Siriraj hospital on the way to Wongwian Yai. =

=

=

=

The Pata department store, the Arun Amarin bridge, Siriraj Hospital and Wongwian Yai (‘large roundabout’) are landmarks of Thon Buri on the western side of the Chao Phraya river. Ratchadamnoen Avenue (below), on the opposite bank, is the Champs-Élysées of old Bangkok. ratchadamnoenavenuedemocracymonument

เขาหยิบมือถือขึ้นมากด ฝนยังโปรยพอฉ่ำเย็น เขาประคองรถช้าๆ เข้าเลนซ้าย คุยเสร็จแล้วปิดเครื่อง รู้สึกอุ่นใจ คืนนี้คงได้ดูข่าวปฏิวัติเต็มอิ่ม เขาเร่งเครื่องเร็วขึ้น หากช้าไป สถานการณ์ข้างหน้าอาจทำให้เขาไปไหนไม่ได้ หรือไม่อาจต้องย้อนกลับบ้าน He grabs the cell phone and pushes a button. It is still raining enough to keep the air cool. He handles the car gently, driving slowly and sticking to the left lane. When he has finished speak- ing he closes the phone and feels better. Tonight he’ll have his fill of coup news. He speeds up. If he is too slow maybe conditions ahead will prevent him from going anywhere or else force him to go back home.
รถบนถนนน้อยทำให้เขามาถึงวงเวียนใหญ่เร็วกว่าปกติ แวะซื้อบะหมี่เกี๊ยวแยกน้ำตรงปากซอย ผู้คนหน้าปากซอยดูเยอะเป็นพิเศษ จับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันออกรส เขาเลื้อยรถเข้าจอดในโรงรถอพาร์ตเมนต์ แวะเข้ามินิมาร์ตซื้อเบียร์กระป๋องครึ่งโหลพร้อมขนมขบเคี้ยวอีกถุงใหญ่ระหว่างรอจ่ายเงิน เขาชำเลืองไปมองทีวีในมินิมาร์ต เป็นภาพข่าวจากซีเอ็นเอ็น มีรถถังวิ่งพล่านไปหมด ตัววิ่งภาษาอังกฤษบ่งบอกสถานการณ์ปฏิวัติในเมืองไทย เขารู้สึกตื่นเต้น ยิ้มที่มุมปากคงไม่ผิดหวังที่เลือกมาที่นี่ The traffic is light and he reaches Wongwian Yai faster than usual. He stops at the entrance to the street to buy egg noodles with dumplings and separate broth. There seem to be more people there than usual, forming groups that chatter animatedly. He slithers the car into the parking lot of a block of flats, stops by the minimart to buy a six-pack and a big bag of munchies. While waiting to pay the bill, he glances at the television in the minimart broadcasting a CNN report showing tanks rushing about, the ticker at the bottom of the screen saying in English that there has been a military coup in Thailand. He feels excited, a smile flickers around his mouth. He was right to decide to come here. =

วงเวียนใหญ่
Wongwian Yai
บะหมี่เกี๊ยวแยกน้ำ

Egg noodles with broth

เขาเคาะประตู มีสายตาแนบตรงตาแมว สักครู่ประตูเปิดออก แอร์เย็นฉ่ำวาบเข้าสัมผัสหน้า พร้อมกลิ่นน้ำหอมอวลเข้าจมูก He knocks on the door. An eye comes to the peephole. A moment later, the door opens. Cold air and a heady perfume blast his face and nostrils.
หล่อนยิ้มกว้างโผเข้ากอด เขาดันร่างหล่อนเข้าห้อง ยื่นของให้ หล่อนรับแล้วไปวางไว้บนโต๊ะตัวเล็กหลังห้อง ยัดเบียร์เข้าตู้เย็น ทีวีปิดสนิท หล่อนกลับมาโผกอดเขาอีกครั้ง พยายามไซ้ซอกคอ เขาก้มลงไซ้กลับบ้าง กลิ่นน้ำหอมกรุ่นอยู่ปลายจมูก She grins as she rushes into his arms. Pushing her forward he enters the room, hands over what he has brought. She takes the bags of food and puts them on a small table at the back of the room, stuffs the beer into the fridge. The TV isn’t on. She comes back to hug him once again, nuzzles the nook of his neck. He lowers himself to nestle in hers in turn, her powerful perfume at the tip of his nose. =

ยื่นของให้ หล่อนรับ (he hands things over | she receives): note how English has to be more specific than the Thai in this context.

“ใจเย็นๆ สิ” เขากระซิบปรามเมื่อริมฝีปากหล่อนไล้มาถึงติ่งหู หล่อนผละออก หัวเราะขึ้น เขาถอยมานั่งบนเตียงสีชมพูสะอาดสะอ้าน ‘Take it easy,’ he whispers when her lips slide to the tip of his ear. She pulls out and laughs. He steps back and goes to sit on the impeccably clean pink bed.
“เอารีโมตมาให้หน่อยสิ” เขาร้องสั่ง หล่อนยื่นให้แล้วโผกอดเขาอีก เขากดรีโมตเปิดทีวีช่องปกติยังไม่มีข่าวใดๆ เขาไล่กดไปยังเคเบิลทีวีเมืองนอก แช่ไว้ตรงช่องบีบีซี หล่อนยังคงสนุกอยู่ตรงซอกคอ ‘Give me the remote, will you,’ he orders. She hands it over and then hugs him anew. He clicks on the remote to switch the television on. The national channels still have no news. He switches to the foreign cable TV channels, settles on the BBC. She’s still having fun with the nook of his neck.
“คืนนี้ไม่ทำงานเหรอ” เขาถาม ตายังจ้องทีวี ‘Aren’t you working tonight,’ she asks, staring at the screen.
“ไม่รู้เป็นไร เฮียไล่ให้กลับแต่หัววัน” เขาเอนหลังลงบนหมอนนุ่มๆ รู้สึกขำสำเนียงพูดไทยไม่ชัดของหล่อน หล่อนคงมาจากดอยที่ไหนสักแห่ง เขาเองก็จำชื่อไม่ได้เสียที ‘I don’t know why, the boss drove us out before dark.’ He leans his back on a soft pillow. He’s amused by her funny accent in Thai. She must be from some distant mountain whose name he wouldn’t remember anyway.+ =

=

+ An awkward remark: as if he has never asked her where she is from. The rest of the story says otherwise.

“ผมยังไม่อาบน้ำเลยนะ” เขาปลดกระดุมเม็ดบน เปลี่ยนช่องไปยังซีเอ็นเอ็น ‘I haven’t showered yet, you know.’ He undoes the top button, changes to CNN.
“เดี๋ยวจัดการให้” หล่อนผงกหัวขึ้นมายิ้ม เขาหันมาสบตาหล่อนจังๆ แล้วเหลือบไปจ้องอกคู่งามที่ผงาดอยู่ในเสื้อสายเดี่ยวตัวน้อย หล่อยหลบตาแล้วฟุบลงไปกับอกเขา เขาลากมือลูบไล้โคนขาขาวผ่องที่โผล่พ้นขอบกางเกงขาสั้นสีเขียว หากตัดสำเนียงพูดออกไป คงไม่มีใครรู้ว่าหล่อนเป็นชาวเขาชาวดอย รูปร่างหล่อนสมส่วน สะโพกเต่งตึง หน้าอกได้รูปกลมกลืน ผิวขาวเนียนละเอียด ‘Let me do it.’ She nods and raises her head with a smile. He turns and his eyes meet hers briefly then shift to her beautiful breasts stretching her spaghetti string blouse. She looks away and then flops down on his chest. His hand creeps across her white thighs emerging from her green shorts. Other than the accent, there is no way of knowing she is a mountain girl. She’s well-proportioned, with ample hips, well-rounded breasts and fine white skin.
เขาปล่อยให้หล่อนซุกซนอยู่บนร่างเขาไปเรื่อยๆ มือข้างหนึ่งกำรีโมตแน่น ตามองไปหน้าจอทีวี กดรีโมตสลับไปมาระหว่างช่องเคเบิลในประเทศและต่างประเทศ เปิดเสียงดังลั่นเมื่อมีข่าวสถานการณ์ใหม่ๆ เข้ามา เขาฟังออกบ้างไม่ออกบ้าง แต่ภาพข่าวที่ออกมาทำให้เขาเข้าใจสถานการณ์ในบ้านเมืองดีขึ้น รู้สึกผ่อนคลายลงเมื่อเห็นความจริงว่าเกิดอะไรขึ้น บางครั้งเขาสลับไปดูทีวีช่องปกติ ทุกอย่างยังเหมือนเดิม ไม่มีภาพข่าวใดๆ ให้รับรู้ หากมีอยู่บ้างก็เป็นแถลงการณ์ของคณะปฏิวัติที่ปรากฏออกมาเป็นระยะๆ นานๆ ครั้ง He lets her play tricks on his body at length, one hand firmly holding the remote, his eyes on the TV screen. He keeps switching between domestic and foreign cable channels, turns up the sound whenever there is news of new developments. He doesn’t always listen, but the pictures that come out make him understand the political situation better. He feels relieved when he sees the reality of what has happened. At times he goes back to look at the national channels: everything is as before, there are no pictures to look at, only proclamations from the ‘revolutionary council’ which appear at long intervals. (การ)ปฏิวัติ: strictly speaking, ‘revolution’ (hence คณะปฏิวัติ, ‘revolutionary council’); in common parlance, however, it means a military coup d’état.
“ถอดเสื้อผ้าให้หน่อย” เขาบอกหล่อนแล้วนอนนิ่งอยู่อย่างนั้น ‘Undress me,’ he tells her and then lies still like that.
หล่อนแกะกระดุมเสื้ออย่างชำนาญ ดึงเข็มขัดกางเกงออก ปลดตะขอกางเกงแล้วลากถอดออกจากเขา เขาแค่เผยอตัวขึ้น ไม่นานก็เหลือแค่ลิงตัวน้อย หล่อนเอาเสื้อกางเกงไปแขวนไว้อย่างดี แล้วกลับมาฟุบกับอกเขาอีก She unbuttons his shirt expertly, un- fastens his belt, unhooks his trousers and peels them off his legs. He simply props himself up a little. Before long only his little monkey is left. She takes the shirt and trousers and hangs them up properly and then comes back and drops down onto his chest again.
“ผมยังไม่อาบน้ำนะ ไม่เหม็นเหรอ” หล่อนส่ายหน้า เอามือลูบไล้แผ่นอกเขาไปมา ซุกหน้าไปที่ใบหู ‘I still haven’t showered, you know. Don’t I stink?’ She shakes her head, strokes his chest back and forth with her hand, pressing her face against his ear.
“เดี๋ยวทำความสะอาดให้” เขายิ้ม หล่อนลากมือลงไปตรงลานหน้าท้อง วนปลายเล็บเล่นรอบๆ สะดือ คืบคลานแผ่วเบาเข้าไปในลิงน้อยตัวนั้น เค้นคลึงไปมา เขาหลับตาพริ้ม แทบลืมเลือนทุกสิ่งอย่าง มือเริ่มคลายจากรีโมต มือหล่อนยังซุกซนอยู่ในลิงตัวน้อย ริมฝีปากลากละไปบนแผ่นอก ไล้ลิ้นทั่วร่าง หล่อนเริ่มไต่วนลงข้างล่าง ผ่านลานหน้าท้อง ไต่วนเวียนอยู่แถวขอบลิงตัวน้อย เขาหายใจไม่เป็นจังหวะ ละจากหน้าจอทีวี รีโมตโดนทิ้งไว้ข้างๆ เสียงรายงานข่าวภาษาอังกฤษยังลั่นมาให้ได้ยิน ‘I’ll wash you.’ He smiles. She draws her hand to the flat of his belly, circles his navel with the tip of her fingers, lightly crawls to the little monkey, presses it back and forth. He closes his eyes, almost forgets everything. His hand begins to let go of the remote. Her hands are still naughty with the little monkey, her lips prowl around his chest, her tongue licks him all over. She begins to wriggle down past his belly and to draw circles around his crotch. He is breathing by fits and starts, ignoring the screen, the remote abandoned to one side, the loud news report in English rambling on.
หล่อนกระชากเจ้าลิงตัวน้อยหลุดจากร่าง… She jerks the little monkey out of its nest…
ภาพข่าวในทีวียังคงเคลื่อนไหว เขาจับต้นชนปลายไม่ถูก จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว หล่อนพลิกร่างขึ้นทาบทับ ก้มลงไซ้ซอกคออีกรอบ เขาจู่โจมกลับพลิกร่างขึ้นข้างบน ซบหน้าลงแนบอกอิ่ม กอดรัดฟัดเหวี่ยงเกลือกกลิ้งไปมาบนเตียงอ่อนนุ่ม เขาไม่นึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะเริ่มต้นรวดเร็วปานนี้ ทำไมเป็นอย่างนี้เสมอนะ หล่อนมักเซอร์ไพรส์ด้วยการจู่โจมหนักหน่วงอย่างนี้เสมอ หล่อนจะเป็นอย่างนี้กับแขกทุกคนหรือเปล่า เขานึก The pictures on the screen are still moving, he can’t make heads or tails of them, his heart is no longer in it. She turns her body to straddle him, bends over to nuzzle his throat once more. He suddenly flips her over and ends up on top of her, buries his face into her full breasts, hugging, swinging, circling, wallowing back and forth on the soft bed. He hadn’t thought everything would begin so fast. Why is it always like this? She always surprises him by attacking him wildly. Is she like this with all her guests, he wonders.
หล่อนโผขึ้นบนร่างเขาอีกครั้ง เริ่มขยับตัวเนิบช้า อกอิ่มส่ายไหวกระเพื่อมตามแรงเคลื่อน เขาเอื้อมตะปบเคล้าคลึงเต็มอุ้งมือ หล่อนเริ่มขยับร่างแรงขึ้น ส่ายไหวร่อนร่ายไปมามิหยุดยั้ง เขารู้สึกเหมือนหัวใจจะวาย She reasserts herself on top once more, begins to sway slowly, her full breasts oscillating under the strength of the waves. He stretches out to caress and knead them in his paws. She begins to move her body more firmly, swerving and swaying cease- lessly. He feels as if his heart is going to explode.
“เห็นแว่นผมไหม” เขาร้องหาแว่น ป่ายมือเปะปะไปทั่ว เขาอยากเห็นร่างหล่อนชัดๆ หล่อนชะงัก พยายามหาแว่นให้เขา ‘Have you seen my glasses?’ he shouts, looking for his glasses, patting with his hands all around. He wants to see her body clearly. She is startled, tries to find his glasses.
“ไม่รู้ว่าผมทับอยู่หรือเปล่า” เขาเอี้ยวตัวแต่ไม่เจอ ‘I wonder if I’m not lying on them.’ He twists to the side but doesn’t see them.
“นี่ไง” หล่อนเอี้ยวตัวหยิบแว่นที่หมิ่นเหม่ตรงขอบเตียง “จะใส่ทำไม เกะกะ ‘They’re here.’ She twists and grabs the glasses resting precariously on the bedstead. ‘Why put them on? They’ll be in the way. =

เกะกะ: usually, ‘messy’, ‘disorderly’, ‘in a jumble’.

“อยากเห็นคุณชัดๆ” หล่อนสวมแว่นให้ เขาเผยอตัวโอบสะโพกกลมกลึงที่เริ่มขยับอีกครั้ง ร่างหล่อนบังทีวีมิด เสียงภาษาอังกฤษยังแว่วแทรกขึ้นมา เขาเอี้ยวตัวจากร่างหล่อน เหลือบมองจอทีวี ภาพข่าวเก่าเหมือนจะวนซ้ำมาอีกรอบ ‘I want to see you clearly.’ She puts them on him. He raises himself slightly to hug her haunches which begin to sway once again. Her body masks the television. The commentary in English is still going on loudly. He twists side- ways to glance at the screen. An old news sequence seems to be shown again in a loop.
หล่อนเริ่มขยับร่างหนักหน่วงขึ้น เขาสะดุ้งเสียวซ่านไปทั้งร่าง ตาเหลือบมองร่างหล่อนสลับกับหน้าจอทีวี ภาพใหม่เริ่มปรากฏขึ้น เขาเห็นรถถังวิ่งว่อนไปมากลางถนนเยอะขึ้น ริมถนนทหารถือปืนรายรอบท่ามไฟสลัวกลางฝนปรอย บางจังหวะหล่อนเล่นเอาเขาผวาสะดุ้งจิกเล็บลงบนสะโพกหล่อน She begins to move fast and hard. He is startled and thrilled through and through. His eyes look alternately at her body and at the TV screen. A new scene appears. He sees a greater number of tanks speeding through the roads. On the roadsides soldiers hold- ing weapons are moving around in the dim light under light rain. Her rhythm is such at times that she stuns him and he scratches her hips with his nails.
เขาทนไม่ไหวแล้ว หล่อนดูไม่มีทีท่าจะหมดพิษสงลงง่ายๆ หน้าจอทีวีเปลี่ยนไป ผู้ประกาศแถลงการณ์ของคณะปฏิวัติออกมาอีกแล้ว เขาเหลือบไปมอง แล้วกลับมาหาหล่อน หล่อนเหมือนรู้ เร่งเครื่องจนเขาพังพาบฟุบนิ่งไปกับอกหล่อน เขากอดหล่อนแน่นเหมือนจะหลอมละลายเข้าด้วยกัน ต่างคนต่างเหนื่อยหอบไม่แพ้กัน เขายังค้างอยู่กับร่างหล่อน แว่นบิดเบี้ยวจะหลุดมิหลุดแหล่ ผู้ประกาศยังคงอ่านแถลงการณ์ เขาจับใจความไม่ได้แม้แต่น้อย He can’t bear it any longer. She doesn’t look as though she’s about to give up her ministrations. In front of the screen the picture changes. The news- reader of the revolutionary council comes on again. He looks at him and then looks again at her. It’s as if she knew; she speeds up until he explodes and collapses on her chest. He hugs her tight as if they are going to melt together. They are each as tired and panting as the other. He still stays in her. His distorted glasses are about to slip off. The newsreader is still reading out a proclamation. He can’t under- stand what he is saying, not the slightest. พิษสง: usually, ‘dangerous’, ‘vicious’; ‘destructive power’, ‘harmful effect’.
เขาผละจากหล่อน เหยียดร่างนอนนิ่งใกล้ๆ กัน สักพักหล่อนลุกเข้าห้องน้ำ เขายังแน่นิ่งอยู่อย่างนั้น หยิบหมอนขึ้นหนุนหัว พยายามจดจ่อไปที่ผู้ประกาศ แต่ไม่ทันจะรับรู้อะไร ภาพตรงหน้ากลับหายไป เขาก้มหารีโมต กดไล่ช่องไปเรื่อยๆ ไม่มีอะไรคืบหน้ามากนัก เขาทิ้งรีโมตนอนนิ่งลงไปอีก เสียงน้ำจากฝักบัวแว่วแข่งเสียงฝนข้างนอก He comes out of her and they lie still side by side. After a while she gets up and goes to the bathroom. He still stays still like that, picks up the pillow and slips it behind his head, tries to concentrate on the newsreader, but before he can understand anything the picture in front of him disappears. He bends over looking for the remote, changes channels. Nothing much is happening. He drops the remote and lies back motionless once more. The sound of the shower competes with that of the rain outside.
เขาเพิ่งรู้จักหล่อนไม่กี่เดือนนี่เอง หล่อนทำงานในอาบอบนวดมีคลาสแห่งหนึ่ง เผอิญเขาเข้าไปเป็นลูกค้า จากนั้นเลยติดต่อเป็นการส่วนตัวเรื่อยมา หล่อนมีท่าทีโอเคกับเขา หลังๆ หากมีโอกาสเขาจะมาหาหล่อนที่ห้องเสมอ เมื่อสัมผัสลึกๆ หล่อนเป็นคนน่าสงสารคนหนึ่ง หล่อนเล่าว่าทำงานอย่างนี้มาตั้งแต่สาวๆ บ้านเดิมอยู่บนดอย ต้องลงมาทำงานในเมืองเพื่อชดใช้หนี้ให้ที่บ้าน หล่อนต้องตระเวนทำงานไปทั่วหัวเมืองใหญ่ๆ สลับกันไป จริงไม่จริงเขาไม่แน่ใจนัก เรื่องเล่าทำนองนี้มักได้ยินจากพวกหล่อนบ่อยๆ He met her only a few months ago. She worked in a classy massage par- lour which he happened to patronise. After that they started meeting pri- vately. She seems to fancy him. Lately, whenever there is an opportunity he comes and visits her here. When you know her well, she is to be pitied. She has told him she has worked like this ever since she was a young woman. Before, she lived on the mountain. She had to come down to work in town to pay for the debts at home. She had to travel for work in all the big towns, one after the other. True or not, he isn’t quite sure. This kind of tale you can always hear from women like her. =

=

=

หล่อนมีท่าทีโอเคกับเขา: alternative translation: ‘She seems OK with him,’ which is ambiguous.

เขาเดินไปเปิดตู้เย็น หยิบเบียร์กระป๋องขึ้นมาซด ความเย็นซ่านแผ่ทั่วร่าง ความเหนื่อยหอบแทบปลิดทิ้ง กำลังวังชาคล้ายกลับมาอีกครั้ง เสียงน้ำจากฝักบัวยังแว่วมา รู้สึกหล่อนอาบน้ำนานเหลือเกิน He walks over to open the fridge, picks up a can of beer he opens and drinks. Its coolness spreads all over his body. The panting is almost over, his strength is returning. He can still hear the shower, feels she’s taking a long time showering.
หลังเบียร์หมดไปครึ่งกระป๋อง หล่อนพาร่างเปลือยเปล่าออกมาจากห้องน้ำ เม็ดน้ำยังพราวร่าง หล่อนหยิบผ้าขนหนูผืนเล็กเช็ดใบหน้า ไล่ลงมาตามต้นคอ วนไปมาตรงอกอิ่ม หล่อนส่งสายตาขี้เล่นมายังเขา He has drunk half the can by the time she comes out of the bathroom naked, still studded with drops of water. She picks up a small towel to wipe her face, then her neck and back and forth across her full breasts. She looks at him with playful eyes.
“มานี่สิ” เขาเรียก “เดี๋ยวเช็ดตัวให้” ‘Come here,’ he calls. ‘Let me dry you.’
หล่อนเดินมาหา โยนผ้าขนหนูคลุมหน้าเขา เขาส่งเบียร์กระป๋องให้ หล่อนซดเบียร์อึกใหญ่นั่งลงข้างๆ เขายกตัวขึ้นนั่ง เช็ดแผ่นหลังหล่อน เขาให้หล่อนยืนขึ้น เช็ดตรงสะโพกไปมา สักครู่เขาโยนผ้าขนหนูทิ้ง She walks to him, throws the towel over his face. He hands over the can of beer to her. She takes a big swig, sits down beside him. He sits up, wipes her back. He makes her stand up, wipes her breasts from side to side. After a while he throws the towel away.
“ขี้เกียจแล้ว” เขารวบหล่อนมาไว้ในอ้อมแขน ระดมจูบพรมทั่วร่าง กรุ่นหอมไปด้วยครีมอาบน้ำที่เขาไม่คุ้นนัก คราวนี้เขาเป็นฝ่ายรุกบ้าง หล่อนทอดร่างลง ขณะไซ้อกคู่งาม หล่อนไถลตัวลง แนบปากกระซิบข้างหู “จะดูหนังไหม” ‘Fed up.’ He gathers her in his arms, kisses her all over. She is fragrant from some shower cream, a scent he isn’t quite familiar with. This time he is the one to start the round. She stretches out. As he nuzzles her beautiful breasts, she eases herself down, brings her mouth to his ear and whispers, ‘How about a movie?’
“ไม่ล่ะ จะดูข่าว” หล่อนเงียบไป ‘No, I want to watch the news.’ She is silent.
เขากับหล่อนสนุกกันอย่างคลั่งบ้าอีกครั้ง จบลงด้วยความสุขทะลักล้น เขาไม่แน่ใจว่าตัวเองเอาพลังมาจากไหน ไม่รู้สิ เขานึกแปลกใจตัวเอง หล่อนก็คงแปลกใจตัวเขาเช่นกัน ปกติเขาไม่เคยคึกคักเช่นนี้ He and she have another session of hectic fun that ends in overflowing happiness. He’s not sure where he gets his energy from. Really. He wonders about himself. She must be wondering too. Usually he isn’t that ebullient.
ระหว่างหยุดพักกินเบียร์แกล้มบะหมี่เกี๊ยว เขาหันไปสนใจข่าวปฏิวัติอีกครั้ง ทีวีช่องทั่วไปยังไม่มีรายงานปกติ เขายังพึ่งพาช่องเคเบิลจากเมืองนอก สลับฟังแถลง- การณ์ตามช่องทั่วไป ยิ่งดึกรู้สึกแถลงการณ์ยิ่งเข้มข้นขึ้น รัฐธรรมนูญถูกฉีกไปแล้ว เขารู้สึกสะเทือนใจอย่างบอกไม่ถูก กฎหมายหลายๆ ฉบับถูกตราขึ้นโดยแถลงการณ์ของคณะปฏิวัติ และเมื่อแถลง- การณ์ฉบับหนึ่งประกาศให้พรุ่งนี้เป็นวันหยุดราชการ เขารู้สึกเบียร์ลื่นคอขึ้น อาการผ่อนคลายเกิดขึ้น ครั้นเบียร์ครึ่งโหลหมดลง อาการคึกก็เริ่มซ่านขึ้นมาอีก เขาเลยสนุกกับหล่อนอีกรอบ ก่อนผล็อยหลับคาพับกับทีวีที่ยังเปิดค้างไว้ As they take a break with beer and the noodles snack, he turns his interest to news of the coup again. The Thai channels still aren’t back to normal programming. He still relies on the foreign cable channels interspersed with the proclamations broadcast by the national channels, which are increasingly harsh as the hours pass. The constitution has been torn. He feels oddly hurt. Several edicts have been issued by the revolutionary council and when one communique announces that tomorrow is decreed a public holiday, he feels the beer go easier down his throat. He can now relax. When the half-dozen cans of beer are empty, he feels high-spirited again, so he has fun with her once more before drifting into sleep right in front of the TV still switched on. =

=

=

=

=

=

=

=

กฎหมายหลายๆ ฉบับ cannot be translated as ‘several laws’ in this context: they are edicts (คำสั่ง, คำประกาศ).

=
เขาตื่นขึ้นเมื่อหล่อนเขย่าตัวปลุก เขางัวเงียเปิดเปลือกตาอย่างยากลำบาก ปวดหนึบตรงขมับ รู้สึกงวยงงว่ากำลังนอนอยู่ที่ไหน เมื่อคืนเขาเพลียเอามาก หลับฟุบเหมือนนักมวยถูกน็อก สติเขาเริ่มกลับมาแล้ว จำได้ว่าตัวเองยังนอนอยู่ห้องของหล่อน ใช่แล้ว วันนี้คณะปฏิวัติประกาศให้เป็นวันหยุดราชการ เขาเลยยังไม่ได้กลับบ้าน หล่อนเขย่าตัวเขาแรงขึ้น He wakes up when she shakes him to get him up. Drowsy, he opens his eyelids with difficulty, throbbing pain in his temples. He feels puzzled as to where he has slept. Last night he was very weak, sank into sleep like a knocked-out boxer. He’s beginning to recover his lucidity, can remember he is in her room. That’s right, the revolu- tionary council has proclaimed today a holiday, so he hasn’t gone back home yet. She shakes him more strongly.
“ตื่นเถอะ ซื้อหนังสือพิมพ์มาให้แล้ว” หล่อนวางหนังสือพิมพ์สองฉบับบนร่างเขา เขากวาดไปไว้ข้างตัว อาการงัวเงียยังไม่เปิดโอกาสให้เขาทำอะไร ได้แต่ส่งเสียงเออออออกไปอย่างพ้นไปที หล่อนช่างน่ารักเสียจริง เมื่อคืน ก่อนผล็อยหลับ เขาบอกหล่อนว่าหากตื่นก่อนช่วยออกไปซื้อหนังสือพิมพ์ให้ด้วย เชื่อแน่ วันนี้ผู้คนคงแห่กันไปซื้อหนังสือพิมพ์จนเกลี้ยงแผง เขาอุ่นใจขึ้นเมื่อได้ยินคำพูดของหล่อน ‘Wake up. I’ve bought the papers.’ She places two newspapers on his chest. He sweeps them aside. He’s still too drowsy to do anything, merely uttering a few uh-huh just like that. She’s really lovely. Last night before falling asleep he told her if she woke up first to go out and buy the newspapers. For sure, today people would scramble for newspapers and they would be sold out in no time. He feels better when he hears what she says.
“มีน้ำเต้าหู้ให้กินด้วย” เขาแว่วเสียงหล่อนก่อนหลับพับลงไปอีก ‘There’s tofu for breakfast too,’ he hears her say before he drifts into sleep again.
เขาตื่นขึ้นมาหลังงีบพักหนึ่ง สมองปลอดโปร่งขึ้น อาการงัวเงียหายไปแล้ว เขารีบหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมา กวาดสายตาอ่าน เป็นหนังสือพิมพ์หัวสีที่เขาไม่ค่อยได้อ่านนัก หยิบหมอนหนุนหัวในท่าถนัด อย่างที่คาดไว้จริงๆ คำว่า “ปฏิวัติ” ถูกพาดหัวไม้ตัวเบ้อเร่อเหมือนกันทั้งสองฉบับ และคงเหมือนกับอีกหลายๆ ฉบับอย่างไม่ต้องสงสัย He wakes up again after a while with a clearer brain. He’s no longer drowsy. He hurriedly grabs a newspaper and scans it. It’s a popular newspaper he doesn’t normally read. He takes the pillow and adjusts it behind his head to read in a comfortable position. As he expected really, the word ‘coup’ is printed in huge letters on both papers and no doubt in many others.
“ฉบับที่สั่งล่ะ” เขาถามขึ้น ‘What about the one I told you to buy,’ he asks.
“หมดแล้ว มีแค่นี้แหละ” หล่อนเดินมาหาเขา “กินนี่สิ” หล่อนยื่นแก้วให้ ‘Sold out. That’s all there was.’ She walks up to him. ‘Eat.’ She holds out a bowl.
“อะไรเหรอ” ‘What is it?’
“น้ำเต้าหู้” ‘Tofu.’
“กาแฟน่าจะดีกว่า” หล่อนเลี่ยงไปชงกาแฟ เขาวางหนังสือพิมพ์ เดินเข้าห้องน้ำ ฉี่เสร็จกดชักโครกลั่น ออกมาจุดบุหรี่สูบ กาแฟหอมกรุ่นคอยท่าอยู่แล้ว หล่อนนอนเล่นอยู่บนเตียงหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมาดู ‘Coffee would be better.’ She sneaks away to make coffee. He puts down the newspapers, goes into the bathroom, takes a leak and flushes the noisy toilet, comes out and lights up a cigarette. Fragrant coffee is already waiting. She lies down on the bed, picks up a newspaper and has a look.
“อ่านให้ฟังหน่อยสิ” เขาแกล้งแซวหล่อน เพราะรู้ว่าหล่อนอ่านหนังสือไม่ค่อยออก เวลาเขามาที่นี่ หากมีเวลาว่างเขาจะสอนให้หล่อนอ่านหนังสือเสมอ หล่อนบอก ว่าตอนอยู่บนดอยได้เรียนหนังสือน้อยมาก หากเปรียบเทียบกับการพูด ทักษะการอ่านยังเป็นรองหลายขุม เขาขำเสมอเมื่อหล่อนเปล่งเสียงอ่านหนังสือแบบผิดๆ ถูกๆ ถึงอย่างไรหล่อนก็มีความพยา- ยามเป็นเยี่ยม รักการอ่าน ไม่เคยท้อในการสะกดคำ ‘Read it out loud, will you,’ he taunts her because he knows she can’t quite read. Whenever he comes here, if he can spare the time he teaches her how to read. She has told him that when she was on the mountain she studied very little. Compared with speaking, her reading skill is much inferior. He’s always amused when she endeavours to read, making plenty of mistakes. For all that, she’s really eager, she likes to read and is never reluctant to spell.
“เอาสิ” เขากระตุ้นอีกครั้ง เหมือนหล่อนกำลังรอคำพูดนี้อยู่ หล่อนเพ่งสายตาไปบนหน้าหนังสือพิมพ์ ลากนิ้วมือไปบนแถวอักษร พยายามสะกดคำสลับไปมา แต่ไม่เป็นผล เขาพยายามลุ้น เฝ้าดูพัฒนาการของหล่อนจากที่เขาเคยสอนให้ ‘Do it,’ he prods her again. As if she was waiting for those words, she brings her eyes to the newspaper, one finger following the alignment of words, trying to spell the words back and forth but not succeeding. He tries to cheer her, observing her progress from what he has taught her.
“คำนั้นแหละ ตัวใหญ่ๆ น่ะ อ่านสิ” เขาบอกให้หล่อนอ่านคำว่า “ปฏิวัติ” ออกจะเป็นคำยากอยู่สักหน่อย หล่อนจ้องเขม็งเข้าไปอีก บางจังหวะคล้ายจะหลุดคำบางคำออกมา ในที่สุดหล่อนตัดสินใจเปล่งเสียงออกมา ‘That word, yes, that one. Read it.’ He tells her to read the word ‘patiwat’ which is rather difficult to spell and pronounce*. She peers at it again. Several times she’s on the verge of mouthing something. Finally she decides to produce a sound. =

=

* The word is spelt ‘ptiwati’ with two different letters for the ‘t’ sound.

“ติ…ติ… อ่านได้แค่นี้แหละ ยากจัง” หล่อนยอมแพ้ ส่ายหน้าไปมา เขาหัวเราะขึ้น หล่อนคงคุ้นเฉพาะตัวหลัง ‘Ti … ti … that’s all I can read. It’s so difficult!’ She acknowledges defeat, shakes her head. He laughs. She can only read the last syllable.
“ไม่ใช่อย่างนั้น นั่นมันแค่เฉพาะตัวหลัง ไม่ใช่คำทั้งหมด ลองดูใหม่ซิ” เขายังคงหัวเราะ หล่อนหัวเราะขึ้นมาเช่นกัน แล้วก้มหน้าลงไปอีก ‘It isn’t like that. That’s only the last letters, not the whole word. Try again.’ He’s still laughing. She laughs too, then lowers her head again.
เขาสูบบุหรี่จนหมดมวนแล้วเดินกลับไปที่หล่อน He smokes his cigarette entirely then walks back to her.
“เป็นไง ได้ไหม” หล่อนส่ายหน้า ‘So? How is it going?’ She shakes her head.
“ไม่เป็นไรหรอก คำนี้มันยากไปหน่อย” ‘Never mind. That word is rather difficult.’
“แล้วอ่านว่าอะไรล่ะ” ‘So how do you read it?’
“อ่านว่า ปะ-ติ-วัด” เขาลากเสียงช้าๆ หล่อนพยายามจำ ‘It reads “pa-ti-wat”.’ He pronounces each syllable slowly. She tries to remember.
“ปา-ตี-วัด” ‘Par-tee-wat.’
“ไม่ใช่ เอาใหม่ จำดีๆ นะ อ่านว่า ปะ-ติ-วัด” ‘Wrong. Try again and remember, okay? It reads “pa-ti-wat”.’
“หมายถึงอะไรล่ะ” หล่อนแทรกถามขึ้น ‘What does it mean?’ she interrupts.
“ก็…” เขาพยายามนึก “การเข้าไปยึดอำนาจจากรัฐบาลมาเป็นของตัวเอง” เขาไม่อยากอธิบายอะไรมาก เลยบอกออกไปอย่างนั้น ‘Well…’ He tries to think. ‘It means taking away the power from the government for oneself.’ He doesn’t want to explain much, so he leaves it at that.
“ใครเป็นคนยึดล่ะ” ‘Who is it that’s taking it away?’
“ก็ทหารน่ะสิ” ‘The military, of course.’
“ทหารเหรอ เมื่อกี้ก็เห็นทหารที่ปากซอย ถือปืนด้วย” ‘Soldiers, is it? Just now I saw soldiers at the entrance to the street. They had weapons too.’
“นั่นแหละ พวกปฏิวัติล่ะ” หล่อนนิ่งไป ก้มดูหนังสือพิมพ์อีกรอบ หล่อนชี้ไปที่รูปอดีตนายกรัฐมนตรี ‘That’s it. They are the coup makers.’ She’s silent, bends over for another look at the newspaper. She points to a picture of the former prime minister.
“งั้นก็คนนี้สิที่ถูก…” ‘So it’s him who was…’
“ใช่ คนนี้แหละ” เขาแทรกขึ้น หล่อนเงียบไปนาน แล้วเงยหน้าขึ้น ‘Yes, this man,’ he breaks in. She’s silent for a long while then raises her head.
“หนูชอบ คนบ้านเดียวกับหนู” เขาเงียบไปบ้าง จิบกาแฟแล้วอัดบุหรี่ ‘I like him. He’s from the same village as me.’* It’s his turn to be silent, sipping coffee and smoking. * That would be San Kamphaeng, in Chiang Mai province.
“ทำไมเขาโดนปฏิวัติล่ะ” หล่อนยังเซ้าซี้ถาม เขาชักรำคาญ ขี้เกียจยุ่งกับหล่อนอีก หันไปกดรีโมตเปิดทีวี ทีวีช่องทั่วไปยังไม่มีรายการปกติ เขากดไล่ไปตามช่องเคเบิลต่างๆ ยังไม่มีข่าวคืบหน้าอะไรมาก ส่วนใหญ่จะเป็นภาพข่าวเดิมๆ ตั้งแต่เมื่อคืน เคเบิลเมืองนอกเสนอข่าวตามปกติ ไม่เกาะติดเหมือนเมื่อคืน มีแค่ตัววิ่งสั้นๆ บอกสถานการณ์ในเมืองไทยโดยรวม ‘Why did they take his power away?’ she persists, annoying him. Fed up with her, he turns to punch the remote to turn on the TV. The national channels still don’t run their normal programmes. He switches to the cable TV channels and goes through them. They don’t have much news about new develop- ments. For the most part, they are still broadcasting newsreels from last night. The foreign cable channels are broadcasting the news as usual, with no live takes like last night, only short ticker notes on the general situation in the country.
เขากลับมาอ่านหนังสือพิมพ์ หล่อนนอนอยู่ใกล้ๆ ดึงเซกชันบันเทิงไปอ่าน เขาผล็อยหลับไปอีก ตื่นขึ้นมารู้สึกกระชุ่มกระชวยขึ้น เดินเข้าห้องน้ำ เช้ามากแล้ว เขาควรจะกลับเสียที หากเลยไปถึงเที่ยวเดี๋ยวจะยุ่งกันใหญ่ He goes back to reading the news- papers. She lies next to him, reading the entertainment sections. He drifts into sleep again, wakes up feeling energetic, goes to the bathroom. Much of the morning is gone, he should go back home. If he gets there after noon, he’ll be in trouble.
เมื่อน้ำอุ่นๆ จากฝักบัวกระทบร่าง เขาเริ่มคึกคักขึ้นมาอีก แง้มประตูเรียกหล่อนให้เข้ามาอาบน้ำด้วยกัน หล่อนทำหน้างงๆ เขาพยักหน้าคะยั้นคะยอ หล่อนยิ้มขึ้น เดินรี่เข้ามาหา พร้อมเปลื้องผ้าทีละชิ้น เขาอาบน้ำกับหล่อนอย่างสนุก ยาวนานและต่อเนื่อง ก่อนจะมาปิดเรื่องบนเตียงอ่อนนุ่ม When the warm water from the shower strikes his body, he becomes frisky again, opens the door slightly and calls her to come and shower with him. She looks puzzled. He nods eagerly. She smiles, walks straight to him, discarding her clothes one by one. He and she have fun together showering, taking their time, before ending the chapter on the soft bed.
เขาเข้าห้องน้ำอีกรอบ กลับออกมาอย่างอ่อนระโหย เช็ดเนื้อเช็ดตัว สวมเสื้อผ้าด้วยมือไม้อ่อนล้ากว่าปกติ แข้งขาชักเริ่มสั่น เขาพยายามเก็บอาการให้ดูปกติ หันไปมองกระจก เห็นหน้าตัวเองไม่ชัดนัก เขายื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆ He enters the bathroom once more, returns exhausted, towels himself, dresses with hands wearier than usual, his legs beginning to wobble. He tries to prevent his symptoms from showing, turns to look at the mirror, sees his face rather blurred, so stands closer.
“ช่วยหาแว่นให้หน่อย” เขาบอกหล่อน ตายังจ้องกระจก หน้าเขาออกจะซีด หล่อนสาละวนควานหาแว่นบนเตียง ‘Find my glasses, will you,’ he tells her, his eyes still on the mirror. His face is wan. She feverishly looks for his glasses on the bed.
“ไม่เห็นมี” ‘I can’t find them.’
“หรือหล่นใต้เตียง ลองดูในซอกเตียงสิ” หล่อนเอี้ยวตัวล้วงมือลงไป ควานไปมาก่อนชูแว่นขึ้น หล่อนเช็ดเลนส์แว่นกับเสื้อยืด ยื่นให้เขา เขารับมาสวม รู้สึกแปลกๆ ไม่ลงตัวเหมือนเดิม โครงแว่นบิดเบี้ยวไม่ได้รูป เขาดึงออกมาใหม่ ดัดโครงแว่นให้เข้ากับรูปหน้า เขาอาจเผลอทับมันตอนนอนหรือขณะสนุกอยู่กับหล่อน หรืออาจหล่นกระแทกพื้น เขาสวมกลับเข้าไปอีกครั้ง คราวนี้ดีขึ้นหน่อย แต่ยังหลวมๆ ไม่กระชับแน่นเหมือนเดิม ‘Maybe they fell under the bed. Look into the corners.’ She leans over and her stretched hand swipes underneath and eventually retrieves the glasses. She cleans them with her t-shirt, hands them over to him. He takes them and puts them on, feeling strange. They don’t fit as before. The frame is out of shape. He takes them off, bends the frame to fit the shape of his head. He must have squashed them without realising it when he was sleeping or when he was having his fling with her or they may have got out of shape when falling to the floor. He puts them back on again. This time it’s much better, but they are still loose, not as tight-fitting as before.
เขาเห็นหน้าตัวเองในกระจกชัดขึ้น หน้าซูบเซียวกว่าเดิม เขายกมือลูบหน้าไปมา พยายามปรับสีหน้าให้ปกติ ตกแต่งผมเผ้าเข้าที่เข้าทาง สลัดคอ กระดูกลั่นกรุบกรับ ทุกอย่างดูท่าจะเรียบร้อยลงตัว เขาเก็บบุหรี่ กุญแจรถ ใส่กระเป๋าเสื้อ หยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นหนีบแขน เปิดกระเป๋าเงิน หยิบเงินก้อนหนึ่งส่งให้หล่อน หล่อนยื่นมือมารับ ยิ้มพร้อมกล่าวขอบคุณ He sees his face in the mirror more clearly. His face is paler than before. He raises his hand and strokes his face back and forth, trying to make it return to its normal complexion, tidies his hair, flexes his neck, making bones crack. Everything seems to be working normally. He gathers his cigarettes and the car keys, puts them in his shirt pocket, picks up the newspapers and slips them in his armpit, opens his purse, takes out a few banknotes and gives them to her. She holds out her hand to receive the money and smiles as she says thank you.
=
เขาเคลื่อนรถออกจากอพาร์ตเมนต์ เปิดมือถือ แวะตลาดใกล้บ้าน ซื้อกับข้าวถุงติดไม้ติดมือไปฝากลูกเมีย แม่ค้าคุยกันลั่นตลาดเกี่ยวกับสถานการณ์เมื่อคืน เขาเห็นทหารยืนประจำการแถวสะพานข้ามแม่น้ำเต็มไปหมด รถฮัมวีติดปืนกลวิ่งว่อนไปวนมาชวนผวายิ่ง ผู้คนดูจะสนุกสนานกับมันมากกว่าขยาดขลาดกลัว He drives away from the block of flats, opens his cell phone, stops by the market near his house, buys bags of food to share with his wife and chil- dren. Female vendors all over the market are jabbering about last night’s events. He sees lots of soldiers stand- ing all over the bridge across the river. Humvees with automatic weapons speed back and forth in a most scary way. People seem to be having fun rather than looking horrified.
เขากลับถึงบ้านในตอนทีวีเริ่มมีรายการปกติ ทุกอย่างกลับสู่สภาวะปกติ แนนนั่งดูทีวีแต่เช้า ลูกๆ ไม่แน่ใจว่าตื่นกันหรือยัง เขาหอบข้าวของที่ซื้อมาไปไว้ในครัว เดินกลับมาที่โซฟาหน้าทีวี แนนละจากจอทีวีหันมาทางเขา When he arrives home, the tele- vision has begun to resume normal programming. Everything is getting back to normal. Naen has sat watching television all morning. He isn’t sure whether the children are up or not yet. He takes the foodstuffs he has bought to the kitchen, walks back to the sofa in front of the television. Naen’s eyes leave the screen to look at him.
“เป็นไงล่ะ ท่าจะเสียล่ะสิ” แนนทักยิ้มๆ แล้วหันกลับไปที่หน้าจอทีวี เขาผุดยิ้มขึ้นทุกอย่างเป็นไปตามคาด หล่อนเข้าใจมาโดยตลอดว่าที่เขาหายไปทั้งคืน เขาจะไม่ไปไหนไกล นอกเสียจากตั้งวงเล่นไพ่ที่บ้านเพื่อนคนใดคนหนึ่ง ‘So how was it? Did you lose much?’ she greets him with a smile and then turns back to the TV. He smiles. Everything is going as expected. She has understood all along that having disappeared all night he didn’t go very far but played cards at some friend’s house.
“แล้วลูกๆ ล่ะ” เขาเอนหลังลงนอนบนโซฟายาว หยิบหมอนหนุนหัว ถอดแว่นวางไว้ตรงหน้าอก หลับตาปริ่ม หาวหวอดใหญ่ หูแว่วเสียงจากทีวี ‘What about the kids?’ He eases himself down on the sofa, takes a pillow to support his head, takes off his glasses and places them on his chest, closes his eyes, has a mighty yawn, the noise of the TV in his ears.
“ออกไปแต่เช้าแล้ว เห็นบอกเพื่อนๆ ชวนไปดูรถถัง” ‘Oh, they left early this morning. They said their friends invited them to go and see the tanks.’
“เออ ไอ้เด็กพวกนี้ยังไม่เคยเห็นรถถังออกมาวิ่งบนถนนล่ะสิ คงตื่นเต้นบ้างเป็นเรื่องธรรมดา ไม่เหมือนรุ่นเราหรอก ชินเสียแล้ว” ‘Right. These children have never seen tanks out in the streets before, so it’s normal they’re excited, unlike us: our generation is used to them.’* * There have been some twenty coups or coup attempts in Thailand since 1932 but the previous one was fifteen years earlier.
“แล้วข้างนอกเป็นไงบ้าง” แนนหันมาถาม ‘What is it like outside,’ Naen turns to ask.
“ก็ปกติดี ไม่เห็นมีอะไร มีก็แต่ทหารรักษาความปลอดภัยตามจุดต่างๆ เต็มไปหมด ตำรวจดูท่าจะหงอยไปเลย” ‘As usual. Nothing much. Only soldiers to ensure security in various spots. As for the police, they’ve made themselves scarce.’
“เมื่อคืนฉันอดห่วงคุณไม่ได้ แต่พอหัวถึงหมอนก็หลับยาวเลยล่ะ ม้วนเดียวจบ ตื่นมาเช้าเลย” ‘Last night I couldn’t help worrying about you, but as soon as my head touched the pillow, I conked out and slept without a break until morning.’
“ก็ดี หลับง่ายๆ ไม่ต้องกังวลอะไรมาก ทุกอย่างปกติ ไม่มีอะไรหรอก” ‘Sleeping easily’s good. Nothing much to worry about. Everything’s normal. There’s nothing, really.’
เขาปิดตานิ่งกะพักสายตา แต่เผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ ตื่นขึ้นมาเกือบเที่ยง He keeps his eyes closed to rest them but somehow drifts into sleep. It’s almost midday when he wakes up.
“ตื่นแล้วเหรอ ไปอาบน้ำอาบท่าแล้วมากินข้าว” เสียงแนนลั่นขึ้นจากห้องครัว เขาสอดส่ายสายตาหาแว่น มันคงหล่นอยู่บนพื้น เขาลุกขึ้นมาหา ไม่มี มันไปหล่นอยู่ตรงไหนนะ ‘So you’re up, are you? Go and take a shower and then we’ll have lunch,’ Naen’s voice resounds from the kitchen. He looks for his glasses. They must have slipped to the floor. He gets up to find them. Nothing. Where can they have gone?
“แนน” เขาตะโกน ‘Naen!’ he shouts.
“อะไร” ‘What?’
“เห็นแว่นผมไหม” ‘Have you seen my glasses?’
“เอาอีกแล้วคุณนี่ เวลาถอดไม่เคยวางให้เป็นที่เป็นทาง วางมั่วซั่วสะเปะสะปะอยู่เรื่อย แล้วให้ฉันหาทุกที” หล่อนเดินบ่นออกมาจากครัว ตะหลิวติดมือมาด้วย ‘Again! Oh, you … When you take them you just discard them, you don’t pay attention to where you put them and you leave it to me to find them ev- ery time.’ She walks out of the kitchen complaining, a ladle still in her hand.
เขาสำรวจตามซอกมุมโซฟา เจอมันจนได้ เมื่อหยิบขึ้นมา เขาแทบเขวี้ยงออกจากบ้าน เขายื่นซากแว่นให้แนนดู He surveys the corners and folds of the sofa and finds them. When he picks them up, he almost throws them out of the house. He holds out their remains for Naen to see.
“เละเลย คราวนี้พังจริงๆ ด้วย” เขาโอดครวญ ‘Crushed! This time they’re broken for good,’ he laments.
“ฉันว่าแล้ว คุณนอนทับมันไม่รู้กี่รอบ มันทนได้ก็เก่งล่ะ สมน้ำหน้า ไม่เคยระวังเล้ย!” แนนยิ้มเยาะ เดินกลับเข้าครัว ‘What did I tell you? You’ve lain on them so many times it’s amazing they didn’t break earlier. Serves you right. You’re never careful.’ Naen, smiling mockingly, walks back into the kitchen.
“จะทำไงดีล่ะคราวนี้” เขาบ่นขึ้น “มองอะไรไม่ชัดเลย” ‘What am I going to do this time?’ he complains. ‘I can’t see anything clearly.’
เขานอนลงไปบนโซฟาอีกรอบ พยายามเพ่งมองทีวี แต่กลับพร่ามัวไปหมด อาการปวดตาเริ่มกำเริบ เขาหลับตานิ่งฟังเสียงทีวีไปเรื่อยๆ มีเสียงประกาศของคณะปฏิวัติดังแทรกรายการปกติขึ้นมา เขาลืมตาขึ้น จ้องไปที่ทีวีอีกครั้ง เห็นเพียงภาพมัวๆ ของผู้ชายที่กำลังอ่านประกาศ เขาเอื้อมไปหยิบรีโมต เปิดเสียงดังขึ้น He lies down on the sofa once more, trying to peer at the TV, but it’s all blurred. His eyes are beginning to hurt. He closes his eyes tight and listens to the television. There’s a proclamation from the revolutionary council inter- rupting the normal programme. He opens his eyes, stares at the screen once again, sees only the blurry picture of a man reading the proclamation. He stretches out to grab the remote, turns the sound on louder.
“คุณจะบ้าเหรอไง หูแตกกันพอดี!” แนนว้ากลั่นมาจากห้องครัว ‘What’s wrong? Are you mad? You’re bursting my eardrums!’ Naen yells from the kitchen.
“ก็ผมมองไม่เห็นนี่” ‘I can’t see anything!’
“แล้วมันเกี่ยวกันตรงไหน คุณนี่ท่าจะบ้า” ‘What’s that got to do with anything? You must be out of your mind.’
เขาลดเสียงลง หลับตานอนฟังนิ่ง สักพักแนนเดินออกมา He lowers the sound, closes his eyes, listens quietly. After a while Naen walks out.
“คุณไปอาบน้ำ กินข้าวกินปลาเสียก่อน เดี๋ยวฉันจะพาคุณไปตัดแว่นอันใหม่” เขารู้สึกเหมือนเสียงสวรรค์ ตัวเขาเองยังไม่รู้เลยว่าจะทำอย่างไรดี ‘Go and take a shower and after lunch I’ll take you to have a new pair of glasses made.’ To him this sounds like heaven. He himself doesn’t know yet what to do.
“ออกไปเลยไม่ได้เหรอ ปวดตาจะแย่อยู่แล้ว มองอะไรก็ไม่ชัด” เขาอ้อนเสียงอ่อน ‘I can’t go out. My eyes hurt a lot. I can’t see anything clearly,’ he pleads with a small voice.
“อย่าบ่นไปเลยน่า ก็แค่อาบน้ำ กินข้าว ไม่เห็นจะต้องใช้สายตาเลย คุณทำทุกวันอยู่แล้วนี่ ไม่ใช่อ่านหนังสือสักหน่อย แหม แค่นี้จะเป็นจะตาย ทีทำอย่างว่าไม่เห็นต้องใส่แว่นเลย ไปอาบน้ำเดี๋ยวนี้” ‘Stop complaining, will you. Just shower and eat, you don’t have to use your eyes for that, you do it every day. It’s not like reading. Gee, just that and it’s a matter of life and death! And even in bed when you perform you don’t need glasses either. Go and take a shower now.’
เขาอมยิ้มให้กับคำพูดของแนน โดยไม่ทันตั้งตัวหล่อนดึงตัวเขาขึ้นจากโซฟา เจอไม้นี้เข้าไปเขาเลยยอมทุกอย่าง คลำทางเข้าห้องน้ำอย่างทุลักทุเล He has a secret smile at Naen’s words. Before he can do anything, she pulls him out of the sofa. Being manhandled in this way, he cannot but comply, so he gropes his way to the bathroom.
จะบ้าตาย เขาต้องอาบน้ำอีกรอบหรือนี่ เขาเปิดฝักบัวทิ้งไว้ เบี่ยงตัวหลบสายน้ำรู้สึกหนาวขึ้นมาจับจิต เขาเอื้อมไปปิดฝาชักโครก นั่งลงมองสายน้ำกระทบพื้น ตาเขาพร่าไปหมด รู้สึกเหมือนตัวเองตกอยู่ในอีกโลกหนึ่ง โลกที่มีแต่ความพร่ามัว เลือนราง ไม่มีอะไรชัดเจน สัญชาตญาณเดิมๆ เท่านั้นที่ประคับประคองนำพาเขาไป เมื่อไหร่เขาจะกลับสู่โลกเดิมที่สว่างไสวและคุ้นเคยเสียที เขารำพึงขณะนั่งกุมหน้าอยู่บนฝาชักโครก Damn it, he must shower anew! He turns on the shower and lets it pour down, twisting to avoid the flush of water. He feels cold to the marrow. He stretches out to lower the lavatory seat, sits down and looks at the water splashing on the floor. His vision is totally blurry. He feels as though he has fallen into another world altogether, a world of total blur, with fuzzy forms, nothing clear. Only his former instinct guides him. When will he go back to the former world that is bright and familiar, he rambles as he sits, holding his head in his hands, on the lavatory seat.
=

‘Ha Waen Hai Noi’ in Chor Karrakeit 43, 2008

Vachara Sajasarasin is the pen name of Watchara Phetchphromsorn. Born 1975 in a district of Surat province in the South, Vachara works at the Administrative Court
in Bangkok and writes short stories
in his spare time. His first collection
of short stories, Things we forget, earned him the SEA Write Award in 2008.
=watchara

And then the two of them lived together – Chen Chomthawat

This was written twenty years ago. Of course, things like these don’t happen anymore, do they now? MB


แล้วทั้งสองก็
อยู่ด้วยกัน

And then the two
of them lived together

kissing shadows kissing shadowsx

เชน ชมธวัช

CHEN CHOMTHAWAT

TRANSLATOR’S KITCHEN
โลกส่วนตัว The personal world
ส่วนน้อยคนนี้ก็เช่นกัน เธอจากผมไปอย่างง่ายดายเช่นสาวอื่น ดูเหมือนทุกคนต้องการจะอยู่ในอ้อมกอดของผมเพียงชั่วคราว ไม่มีใครจริงจังต่อใครได้เนิ่นนาน เราคล้ายจะอึดอัดต่อการอยู่ร่วมกัน ทั้งที่ในขณะเวลาเหล่านั้นเราสามารถหาความสุขกันได้ไม่ยาก เราอาจกระซิบคำรักหวานหูให้กัน หยอกเอินกันด้วยถ้อยคำแห่งรักอย่างหวานชื่น มอบความสาวความหนุ่มให้กันบนเตียงอ่อนนุ่ม เต็มไปด้วยรสชาติการสัมผัส เสน่หาในแววตา ริมฝีปากเผยเผยอชื้นฉ่ำ พวงแก้มอบอุ่นน่ารัก รูปร่างได้สัดส่วนสวยงาม… As for this girl Noi, it’s the same. She left me as easily as the others. It seems they all want to stay in my arms only for a while. No one is serious with anyone for long. It’s as if we are uncomfortable being together, even though at such times we are able to find happiness easily, we whisper sweet words of love in each other’s ears, tease each other with honeyed words of love, give each other the gift of youth on a soft bed full of the flavours of touch, charm in the eyes, wet lips cracked open, cheeks full and lovely, and bodies beautiful. =

=

=

=

=

คำรักหวานหู: literally, ‘words of love sweet to the ear’.

=

=

ได้สัดส่วน = well proportioned; here, would only weigh down the sentence.

หลายครั้งที่ผมรู้สึกว่าเรากลัวความแก่ กลัวความจริงที่จะมาเยือนเราเร็วๆ นี้ ดูเหมือนคำรักคำสัญญาต่างๆ ไม่เคยได้ลงลึกเข้าไปในจิตวิญญาณของเราอย่างแท้จริง Many times I’ve felt the fear of being old, the fear of the truth that will soon come over. It seems that words of love, words of promise do not penetrate truly deep into our consciousness. =ความจริง: truth or reality.
เราอาจมองตากันอย่างซาบซึ้ง แต่ชั่วขณะเราสัมผัสได้ถึงการโกหกมดเท็จของกันและกัน ดวงตาของเราจะกะพริบใส่กันทันที ถ้อยคำเริ่มเบี่ยงเบนออกไปจากใจ ความรู้สึกถูกจับเหวี่ยงไปอย่างไม่น่าเชื่อ สิ่งที่เรากระทำคือร่วมรักกัน ปล่อยให้อารมณ์บรรเลงเพลงของมันไปในขณะที่ใจยังคงคับข้องและคิดถึงบทบาทของคู่รักเก่าๆในอดีต We may look into each other’s eyes with fascination but the moment we can sense each other’s fibs, our eyes blink right away, words begin to come out of our hearts twisted out of shape, feelings are caught and cast aside at an amazing rate. What we do is make love, letting the mood perform its song while the mind is still frustrated, and think of the performance of previous partners in the past. =

=

=

=

อย่างไม่น่าเชื่อ: literally, ‘incredibly’.

เรานอนกอดก่ายกันอย่างสิ้นแรง สิ้นไร้ความรู้สึกใดๆนอกจากความเหนื่อย การสัมผัสหลังจากนั้นเป็นไปด้วยความหยาบคาย ซ่อนความรุนแรงไว้ภายในอย่างน่าเกลียด We lie hugging each other as if without strength, without any sort of feeling besides exhaustion. Contact after that takes place with coarseness, hiding violence within in a distasteful way.
เราเหนื่อยหน่ายต่อสภาพเช่นนี้ และใช้เวลาอยู่ด้วยกันในความเงียบ ต่างคนต่างมีมุมส่วนตัวของตัวเอง ทอดสายตาผ่านตัวหนังสือบนหน้ากระดาษไปอย่างเชื่องช้า รอคอย นานๆจะขยับตัว ผมได้ยินเสียงลมหายใจอันอึดอัดระหว่างเราลอยเอื่อยอยู่ในห้องอุดอู้ We are weary of a situation like this and spend our time together in silence. Each has a personal corner. We cast our eyes over the characters on the page sluggishly, waiting, moving a little once in a long while. I hear the sounds of our constrained breathing between us floating in the stuffy room.
ทำไมเราไม่แยกทางกันไปเสียที Why don’t we part ways once and for all?
ไม่ เราไม่ยอมทำเช่นนั้น เรากักขังกันและกันไว้ในกรงของความคิด ใช่เล่ห์เหลี่ยมต่อกันและกัน ทำเป็นทะนุถนอมกันและกันเหมือนคนป่าพลัดหลงเข้าไปในเมืองใหญ่ จูงมือกันไปข้ามท่อระบายน้ำเน่าเหม็น กล่าวชมฟากฟ้ายามราตรีกาลและหมู่ดาวระยิบด้วยถ้อยคำพร่ำเพ้อ เราฝันไปไกลถึงโลกอนาคต โลกแห่งความฝันและจินตนาการ เหยียดหยามคนจนอย่างสนุกสนาน พอๆกับกล่าวคำร้ายกาจต่อหน้าคนรวยอย่างไม่ยี่หระ เราทั้งคู่ (หรือเราทั้งหมด) เป็นชนชั้นกลางผู้มักมากในกามคุณ สนองตัณหาบ้าบอคอแตกให้ตัวเอง และพยายามจะทำความดีหลังจากนั้นเพื่อทดแทนความรู้สึกผิดบาปภายใน สิ่งที่ตามมาคือความขุ่นเคืองใจ ความระเริงหลงในรสชาติแห่งกามราคะ คุณค่าต่างๆ สูญสลายหายไปสิ้น และเรากลับกลายเป็นตัวมายา No, we don’t want to do this. We sequester each other in the jail of thought, use tricks with each other, pretend to cherish each other like jungle dwellers erring into the capital, holding hands to walk across a drain of stinking stagnant water, expressing admiration for the sky at dusk and for the blinking stars by talking gibberish. We reach out in a dream far out into the world of the future, the world of fancy and of imagination, and have fun despising the poor just as much as making definite judgments in front of the rich without concern. The two of us (or all of us) are middle-class sensuous creatures, satisfying our own crazy cravings and trying to do good after that to make up for the feeling of sin inside. What follows is annoyance, cheerfulness addicted to the taste of sex, all values vanished, and we return to being illusions.
ลองมาดูทีซิว่าเราอยู่ในโลกส่วนตัวของเราอย่างไร Let’s have a look this once at how we are in our personal world.
=
โลกของเธอ Her world
เธอนั่งเช็ดผมอยู่หน้ากระจก เบื้องหน้าเป็นขวดกระปุกเสริมความงามให้ใบหน้าหลายชนิด ไฟในห้องจางสลัวเร้าอารมณ์ เสียงเพลงอ่อนซ่านหวานซึ้งโปรยปรายกระจายฟุ้งอยู่ในห้องปรับอากาศ ภาพชายหนุ่มติดไว้บนกำแพง นาฬิกาปลุกส่งเสียงดังติ๊กต็อก She sits drying her hair in front of the mirror. In front of her are a variety of bottles and pots of creams and lotions for her face. The light in the room is enticingly dim. The discreet sound of sweet music pervades the air- conditioned room. Picture of a young man on a wall. Loud tic-tac of the alarm clock.
เธอไม่ได้สวมเสื้อ หน้าอกได้ขนาดตั้งชูชันเพราะเพิ่งเสร็จจากการเช็ดตัวมาหมาดๆ เธอช้อนหน้าอกข้างหนึ่งขึ้น ก้มลงมองดูมัน เส้นผมย้อยลงมาคลอเคลียอยู่บนนั้น เธอสังเกตเป็นพิเศษไปที่หัวนม จากนั้นใช้มืออีกข้างประคองเต้านมข้างที่เหลือขึ้นมา มันยกตัวขึ้นนูนดูอวบขาวอิ่มมือ เธอรู้สึกพอใจใหลหลงกับหัวนมสีชมพูอมแดงเรื่อของตัวเอง She isn’t wearing a blouse. Her breasts are well-proportioned and erect as they have just been wiped dry. She raises one breast and bows her head to examine it. Her hair droops down and flops over the breast. She pays special attention to the tit. After that she uses the opposite hand to palm and lift the other breast, holding it and looking at the white plumpness filling her hand. She feels smitten with her red-pink tits.
เธอมองตัวเองในกระจก ทำหน้าทำตาเปลี่ยนไปเรื่อย ยืดอกขึ้น สันหลังลึกลงเป็นแนว เอวคอดกระชับลงมา เธอยิ้มให้ตัวเองในกระจกอีกครั้ง เสียงเพลงยังคงบรรเลงอยู่สม่ำเสมอ She looks at herself in the mirror, taking various poses and express- ions, pushing her chest up, her backbone a straight line down, her waist narrow. She smiles at herself in the mirror once again. The song is still purring on evenly.
เธอหันมองโปสเตอร์หนุ่มนักร้องบนกำแพงอีกด้าน จ้องมองไปที่เป้ากางเกงของเขา อมยิ้มน้อยๆแล้วทำท่าคิด เธอลุกขึ้นเดินไปที่แผ่นโปสเตอร์ ใช้มือลูบไปบนแผ่นโปสเตอร์ โดยเฉพาะตรงบริเวณอวัยวะเพศและแผงหน้าอก – เขาใส่เสื้อกล้าม นุ่งกางเกงหนังรัดรูปสีดำมัน เธอใช้ใบหน้าคลุกเคล้าไปที่เนื้อตัวของเขา หลับตาพริ้ม มือข้างหนึ่งล้วงนิ้วเข้าไปในอวัยวะเพศของตัวเอง … สำเร็จความใคร่ … เสียงครางดังเบาๆเป็นระยะต่อเนื่อง เสร็จแล้วเธอทรุดกองลงบนพื้นปูพรมสีแดง หอบหายใจแรงถี่ She turns to look at the poster of a young crooner on another wall, stares at his crotch, has a little smile and then takes a thoughtful pose.  She gets up and walks over to the poster, strokes it with her hand, especially the sexual organ and the chest – he’s wearing a vest and tight, shiny black leather trousers. She uses her face to touch his flesh, shuts her eyes tight, one hand pointing her fingers to enter her own sex … and come to a climax after sustained bouts of low groans. When she’s done she collapses onto the floor covered with a red carpet, breathing hard.
ผ่านไปเนิ่นนาน เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น After a long while, the phone rings.
เธอเปิดเปลือกตา ส่ายหัวคล้ายเบื่อหน่าย สูดลมหายใจเฮือกใหญ่ เดินไปที่โทรศัพท์ ยกหูโทรศัพท์ She raises her eyelids, shakes her head as if fed up, takes a deep breath, walks over to the phone, lifts the handset.
“ทำอะไรอยู่เอ่ย” เป็นเสียงของเขา ‘What are you doing?’ It’s his voice.
“เปล่านี่คะ” เธอตอบ พลางมองไปที่แผ่นโปสเตอร์ ลูบผมตัวเองอย่างไม่รู้จะทำอะไร รอคอยเสียงพูดต่อไป ‘Nothing,’ she answers while looking at the poster, stroking her hair, not knowing what else to do, waiting for his voice to say something next.
“ผมคิดถึงคุณ” ‘I miss you.’
“ฉันก็ … คิดถึงคุณเหมือนกันค่ะ” ‘I … I miss you too.’
“ออกมาเจอกันได้ไหม ให้ผมไปรับก็ได้” เขาชวนเสียงนุ่ม ‘Come out and let’s meet, okay? I’ll go and fetch you,’ he entices with a soft voice.
“ไปไหนคะ … พรุ่งนี้ได้ไหม วันนี้ฉันเหนื่อย” ‘Where to? … How about tomorrow? Today I’m tired.’
“ว้า … เหนื่อยเหรอ … ไม่เป็นไร พรุ่งนี้ก็ได้ สวัสดีครับ” ‘Oh, no! Tired? Oh well, never mind then. See you tomorrow. Goodnight.’
“สวัสดีคะ” ‘Goodnight.’
เธอวางหู ทำท่าโล่งอก เดินไปที่ตู้เสื้อผ้า หยิบชุดนอนมาใส่ เดินไปปิดวิทยุ หยิบหนังสือ พิศวาสหรรษา ขึ้นมา หรี่ไฟโคมที่หัวเตียงลงครึ่งหนึ่ง อ่านหนังสือ… She puts down the handset, looks relieved, walks over to the wardrobe, takes out her nightdress and slips it on, walks over to switch off the radio, picks up the book Tender delights, reduces by half the light of the lamp at the head of her bed and reads…
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เธอขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิด ดึงสายโทรศัพท์ออกคว่ำหนังสือลง ตาจ้องมองเพดาน สักพักตะแคงตัวหันไปดูโปสเตอร์แผ่นนั้นอีก จ้องมองเนิ่นนาน The phone rings. She frowns in irritation, unplugs the phone, puts down the book. Her eyes stare at the ceiling. After a while she lies on one side to look at the poster again and stares at it for a long time.
=
สมุดบันทึก The diary
ตีสอง … เธอหยิบสมุดบันทึกขึ้นมา Two in the morning … She picks up her diary.
นี่คือสิ่งที่เธอบันทึก This is what she writes:
ฉันรู้ว่าเขาไม่ได้รักฉันจริง ฉันรู้ตลอดเวลาว่าเขามีหญิงอื่นอยู่ในหัวใจ ยามที่เขาหลับนอนกับฉัน เขาเห็นใบหน้าฉันเป็นหญิงอื่น เขาร่วมรักกับฉันอย่างหยาบคาย ใช้ลิ้นเลียอวัยวะเพศของฉันอย่างหื่นกระหาย เขาอยากให้ฉันร้องครวญครางเพื่อให้เขามั่นใจว่าเขาเป็นผู้ชายขึ้นมาอีกนิด ฉันจะบอกให้ก็ได้ ลีลาของเขาน่ะแย่มาก สู้…ก็ไม่ได้ I know he doesn’t love me really. I’ve known all the time that he has another woman in his heart. When he sleeps with me, he sees my face as that of another woman. He makes love to me crudely, uses his tongue to lick my sex with lust. He’d like me to moan and groan to be certain he is a bit more of a man. Let me tell him, his performance is very clumsy. He can’t compare with …’
เธอปิดสมุดบันทึก She closes the diary.
=
ความฝัน The dream
คืนนั้นเธอหลับฝัน เธอฝันเห็นตัวเองถูกเขาวิ่งไล่ไปรอบภูเขาใหญ่ ในฝันนั้นหน้าตาของเธอเหมือนเขามาก เธอมาสะดุ้งอีกครั้งเมื่อดิลโด้ (เครื่องมือสั่นสะเทือนสำหรับเพศหญิง) ตามวิ่งไล่เธอมาจากที่แสนไกล มันทะลวงอวัยวะเพศของเธอจนขาดกระจุย สักพักร่างหญิงอีกคนก็ปรากฏขึ้น เป็นผู้หญิงที่เธอคิดว่าเขาฝันเห็นยามร่วมหลับนอนกับเธอ เธอจิกผมผู้หญิงคนนั้น ใช้ดิลโด้ทะลวงเข้าไปในปากผู้หญิงคนนั้น เธอรู้สึกหวาดกลัวต่อภาพของตัวเองที่ปรากฏในฝัน That night she dreams. She dreams she sees herself being chased by him around a big mountain. In that dream she looks very much like him. She is startled once again when a dildo (vibrating instrument for women) chases her from afar. It pierces through her sexual organ and tears it apart. After a moment the body of another woman appears. It’s the woman she thinks he dreams he sees when he makes love to her. She pulls that woman’s hair, uses the dildo to enter that woman’s mouth. She feels terrified by the picture of herself that appears in the dream. ===[Way back at the end of the twentieth century, it seems Thai readers still needed to be told what a dildo was. If only to have it misused in dreams.]
=
โลกของเขา His world
เธอโทรศัพท์ไปหาเขา เขาเพิ่งเสร็จจากการดูรายการโทรทัศน์ภาคดึก เธอรีบเล่าให้เขาฟังถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในความฝัน เขาซักเธอใหญ่โต ทำท่าสนอกสนใจเป็นพิเศษ เธอเล่าไปร้องไห้ไป She phones him. He has just finished looking at the late night programme on television. She hurriedly tells him what happened in her dream. He asks her many questions, pretending to look especially interested. She cries as she tells him.
“คุณเล่าให้ผมฟังใหม่ได้ไหม” เขาพูด พลางปลดกางเกงชาวเลออก ‘Can you tell me all over again?’ he says as he undoes his loose trousers.
“ทำไมหรอคะ … ฉันไม่อยากเล่าซ้ำแล้ว…” ‘Why? … I don’t want to tell you all over again…’
“เถอะนะ … ผมรู้สึกว่าเรื่องราวมันน่าสนใจ ผมคิดว่ามันเป็น…” ‘Come now … I think it’s an exciting story. I feel it’s…’
เธอเล่าให้เขาฟังอีกรอบ … ตลอดเวลานั้นเขาสำเร็จความใคร่ไปด้วย She tells him all over again … and as she does so, he masturbates.
=
โลกภายนอก The outside world
เสร็จจากการคุยโทรศัพท์ เขาหลับไปพักใหญ่ ตื่นขึ้นมาอีกทีก็ได้เวลาต้องไปทำงาน เขารีบอาบน้ำแต่งตัวเป็นการใหญ่ แล้วออกมายืนรอรถเมล์หน้าซอย สาวบ้านางหนึ่งวิ่งเปลือยกายออกมาจากซอย ผู้คนหลบกันกระเจิง ในมือสาวบ้ามีมีดเล่มหนึ่ง เขาเองหลบไปยืนอยู่หลังถังขยะเช่นกัน สาวบ้ามองหน้าเขาอย่างเคียดแค้น เขารู้สึกตกใจกลัว แต่ก็แอบมองไปที่ขนบริเวณอวัยวะเพศของเธอ เขาคิดเทียบขนาดหน้าอกของเธอกับสาวคนรัก สาวบ้าวิ่งเข้ามาเงื้อมีดจะแทงเขา เขาวิ่งหนี ผู้คนฮือฮากันใหญ่ เขาตกใจสุดขีดแข้งขาสั่น มีพลเมืองดีสองสามคนกับตำรวจอีกคนหนึ่งเข้ามาปล้ำแย่งมีดไปจากสาวบ้า เขายืนเหงื่อแตก ปลดปมเนกไทออก เฝ้าดูเหตุการณ์ต่อไป… Once the phone conversation is over, he sleeps for hours. When he wakes up it’s time for him to go to work. He showers and dresses in a hurry and then goes out to stand waiting for the bus at the head of the street. A naked mad woman runs out onto the street, scattering people in her flight. She holds a knife in her hand. He too retreats to stand behind a rubbish bin. The mad woman stares at him resentfully. He feels scared but steals a glance at her pubic hair. He thinks of comparing the size of her breasts with those of his lover. The mad woman rushes at him, raising her knife to strike him. He scampers. There’s pandemonium. He is in a panic, shaking all over. A few good citizens and a police officer jump on the woman to take the knife away from her. He stands sweating, loosens up his tie and watches what’s happening next…
=
โลกของเขาและเธอ The world of him and her
เขาและเธอเจอกันที่ทำงาน เธอกำลังนั่งร้องไห้ มีเพื่อนสาวสองสามคนนั่งปลอบอยู่ เขาเข้าไปหา เมื่อเธอเห็นเขา เธอร้องไห้ไม่หยุด เขาโอบกอดเธอไว้ เขาเล่าเรื่องที่ประสบมาเมื่อเช้าให้เธอฟัง เธอฟังบ้างไม่ฟังบ้าง เธอบอกว่าช่วงนี้เธอรู้สึกโชคไม่ดี เธอชวนเขาไปหาหมอดู แต่เขาทักท้วงว่าไร้สาระ เธอบอกว่าก็น่าจะลองดู ไม่เสียหายอะไร เขาตกลงไปกับเธอ ทั้งสองแยกย้ายกันไปทำงาน ทั้งวันเธอและเขารู้สึกไม่สบายใจ … เธอหวังพึ่งหมอดูเป็นหลัก ส่วนเขารู้สึกเบื่อ He and she meet at work. She sits crying. A few female friends sit comforting her. He goes over to her. When she sees him, she won’t stop crying. He takes her in his arms. He tells her what happened this morning. She listens distractedly. She tells him that these days she feels out of luck. She invites him to go and see a fortune teller but he protests it’s nonsense. She tells him they should try, there’s nothing to lose. He agrees to go with her. They split to do their work. All day he and she feel unhappy … She puts her trust in fortune tellers. As for him, it bores him.
เวลาเลิกงานมาถึง เขาและเธอจับรถแท็กซี่มุ่งหน้าไปที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ซึ่งหมอดูคนดังกำลังนั่งดูดวง When work is over, he and she take a taxi to go to a hotel where a well-known fortune teller sits reading the stars.
=
โชคลาง The omen
“หนูเป็นอะไรคะหมอ” เธอพูดขึ้นเมื่อเล่าเรื่องราวในฝันให้หมอฟัง ‘What’s the matter with me, master?’ she says when she has told the fortune teller her dream. หมอ: usually, ‘doctor’.
“หนูเป็นโรคอยากมีผัว” หมอดูพูดพลางยิ้ม ‘Your sickness is you want a mate,’ the fortune teller says with a smile.
เธอรู้สึกโกรธและอาย กำมือเขาแน่น She feels angry and ashamed, grabs her lover’s hand hard.
“หมอพูดดีๆนะ หมอกำลังพูดอยู่กับสุภาพสตรีนะ” เขาเตือนเสียงขุ่น ‘Please be polite, you’re talking to a lady here,’ he warns in a murky voice.
“เจ้าอย่ามาทำโอหัง … ข้าคือผู้รู้ดินฟ้ามหาสมุทร” หมอดูทำท่าคล้ายคนทรง ‘Don’t be arrogant … I’m the one who knows earth, sky and oceans.’ The seer plays it out as if he is a medium.
“แล้วจะให้ทำยังไง” เขาถาม ‘What do you want her to do,’ he asks.
“ต้องแต่งงาน … ต้องแต่งงาน แล้วทุกอย่างจะเรียบร้อยคืนสู่ปกติ” ‘Get married … She must get mar- ried and then everything will be back to normal.’
“แต่งงาน!” เธออุทาน ‘Get married,’ she exclaims.
“ใช่ … ต้องแต่งงาน” ‘Yes … you must get married.’
เขาและเธอเงียบ จ้องมองหน้ากัน ต่างคนต่างคิดว่า “เวลานี้มาถึงจนได้…” He and she are silent, staring at each other, each thinking ‘So the time has come…’
=
การแต่งงาน Getting married
ทั้งสองแต่งงานกันในอีกสามเดือนต่อมา แขกเหรื่อล้วนเป็นเพื่อนเก่าเพื่อนใหม่ของทั้งสองฝ่าย เจ้าบ่าวเจ้าสาวฉีกยิ้มต้อนรับผู้มาในงานเป็นอย่างดี The two of them get married three months later. The guests are old and new friends on both sides. The bride- groom and the bride tear off welcome smiles at those who have come to the wedding nicely.
เมื่อเลิกงานกลับเข้าเรือนหอซึ่งเป็นบ้านของเขา ตลอดเวลาที่นั่งรถกลับมา ต่างคนต่างไม่พูดอะไรกัน เธอคิดถึงดิลโด้ ส่วนเขาคิดถึงสาวบ้า ทั้งสองทุกข์ร้อนใจอยู่กับเรื่องส่วนตัวของตัวเอง ต่างคนต่างหน้าบึ้ง When the wedding is over and they return to the bridal house, which is his house, all the time they sit in the car on the way back, neither of them says anything. She thinks of the dildo. As for him, he thinks of the mad woman. Both worry about personal concerns. Each has a sullen face.
เมื่อเข้าไปในห้อง ทั้งสองดูเหนื่อยหน่าย เขาพยายามชวนเธอคุย When they enter the room they both look exhausted. He tries to make her speak.
“เป็นไงบ้างจ๊ะ … งานคืนนี้คงทำให้คุณเหนื่อยมากเลยใช่ไหม” ‘How are you, darling? The party tonight must have tired you out, mustn’t it?’
“ค่ะ … คุณก็ด้วยใช่ไหมคะ” ‘Yes … and you too, right?’
ทั้งสองพูดจาพอเป็นพิธี เขาขอตัวเข้าห้องน้ำ ขณะอาบน้ำเขาครุ่นคิดหาคำพูดที่จะใช้พูดกับเธอเมื่อออกจากห้องน้ำ เธอนั่งอยู่บนเก้าอี้หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง จ้องมองตัวเองในกระจก เหลือบมองไปที่กำแพง มีโปสเตอร์รูปดาราผู้หญิงคนหนึ่งติดอยู่ เธอถอนหายใจ Having both spoken for the sake of it, he retreats into the bathroom. As he showers he ponders what he is going to say to her when he comes out of the bathroom. She sits on the chair in front of the dressing table, staring at herself in the mirror, then glancing at the wall. There is the poster of a female star. She sighs.
อาบน้ำเสร็จ เขาออกมาจากห้องน้ำ นุ่งผ้าเช็ดตัวผืนเดียว เธอมองหน้าเขา เขามองหน้าเธอ ทั้งสองรู้สึกกระอักกระอ่วน ยิ้มแห้งๆให้กัน เขาตัดบทโดยการเดินไปที่เครื่องเล่นวิดีโอ ยัดเทปเข้าไปม้วนหนึ่ง เธอมองเขาตลอดเวลา ภาพปรากฏขึ้น… Having showered he comes out of the bathroom, a towel around his waist. She stares at him. He stares at her. They both feel awkward, smile drily at each other. He cuts things short by walking over to the video set, stuffs a tape in it. She watches him all the time. An image appears…
เขานั่งลงบนเตียง พยักหน้าให้เธอเข้าไปหา เธอลุกขึ้นอย่างว่าง่าย ทั้งสองดูวิดีโอกันเงียบๆ He sits down on the bed, nods to have her join him. She gets up obediently. Both look at the video in silence.
เขาค่อยๆ เอื้อมมือไปกอดเอวเธอ เธอซบหน้าที่ไหล่ของเขา เขาถกกระโปรงชุดแต่งงานของเธอ ล้วงมือเข้าไปในกางเกงใน เธอหลับตาแน่นกอดกระหวัดรัดตัวเขา จิกเล็บลงบนหัวไหล่ของเขา He slowly stretches his hand to hold her waist. She buries her face into his shoulder. He hitches up her wedding dress, slides his hand into her pants. She closes her eyes tightly, hugs him tightly, digs her nails into his shoulder.
เขาผลักเธอนอนลง … เขาทำท่าทางทุกอย่างเลียนแบบจากภาพบนจอ กระทั่งเสร็จจึงปิดเครื่องเล่น He pushes her to lie down … He does exactly everything in the same way as the pictures on screen until it’s over and he shuts the video.
ต่างฝ่ายต่างเงียบ Each side is silent.
“ราตรีสวัสดิ์” เขาพูด ‘Goodnight,’ he says.
“ราตรีสวัสดิ์” เธอพูด ‘Goodnight,’ she says.
เขาเอื้อมมือปิดไฟหัวเตียง ทั้งสองนอนหันหลังให้กัน ลืมตาโพลงในความมืด He reaches out to switch off the light at the head of the bed. They lie turning their backs to each other, eyes wide open in the dark.
= ‘Laeo thang song kor yoo dueikan’ in Chor Karrakeit 18, 1994
Chen Chomthawat, the son of a long retired senior police officer, writes poems and short stories
and is probably an artist (studies
at Silpakorn University).
No further information or picture
is available on the net.
.male silhouette

Love game in four acts – Wutisant Chantwiboon

ooo
An unusual approach to lopsided lovemaking when love goes begging. MB
ooo

เกมรักสี่บท    

LOVE GAME IN FOUR ACTS

วุฐิศานติ์ จันทร์วิบูล

WUTISANT    CHANTWIBOON

Pronounced ‘wu.ti.san jan.wi.boon’
TRANSLATOR’S KITCHEN
= =
1 – เพื่อนสนิท 1 – Close friends
ถ้าหากเธอเป็นเพื่อนฉัน เธอจะเป็นเพื่อนของฉันได้ไหม แก้วพูด ฉันจะลองคิดว่าเธอเป็นเพื่อนของฉัน เป็นเพื่อนสนิทที่สุดที่ฉันมี เราอาศัยอยู่ห้องเดียวกันเหมือนที่เราอยู่ด้วยกันอย่างนี้ นั่นควรเป็นที่นอนของเธอ เธอชี้ไปที่มุมหนึ่งของห้อง บริเวณหน้าชั้นหนังสือที่ยึดผนังด้านนั้น ฉันจะเอาที่นอนปูให้เธอตรงนั้นในตอนกลางคืน ส่วนฉันจะนอนบนเตียงนี้ เธอว่ายุติธรรมดีไหม เธอหันมาถามความเห็น แต่ถ้าหากเธอว่ามันไม่ยุติธรรม ฉันจะให้เธอมานอนบนเตียง ส่วนฉันไปนอนหน้าชั้นหนังสือ หรือว่าเราน่าจะนอนบนเตียงเดียวกัน เตียงก็ออกจะกว้างใหญ่ขนาดนี้ เธอเห็นด้วยไหม If you were my friend – will you be my friend? Kaeo says. Let me try to think you’re my friend, the closest friend I have. We stay in the same room as we are now. That should be your sleeping space. She points to one corner of the room, next to the bookshelf against the wall on that side. I’ll unroll your bedding right there for the night. As for me I’ll sleep on the bed. Is this fair, she turns round to ask for my opinion. But if you think it’s not fair, I’ll let you sleep on the bed and I’ll sleep in front of the bookshelf, or else we should sleep on the same bed, large as it is. What do you think?
เธอลองมานอนบนเตียงนี่ดูสิ ฉันคิดว่าเตียงคงกว้างพอสำหรับเพื่อนสนิทอย่างเรา เอาล่ะลองนอนดูสิ ฉันจะนอนข้างๆ เธอเอง เธอล้มตัวลงนอนบนเตียง ขยับร่างให้สบายตัว พยายามผ่อนคลายด้วยเสียงทอดถอนหายใจและพริ้มตาหลับ แสงจากประตูด้านหลังห้องเลือนสลัวลงด้วยเมฆฝน สายลมพราวพรูต้นโพธิ์ใหญ่เกรียวกราวราวเสียงคลื่นน้ำจากทะเล Let’s see: come and lie down on the bed. I think the bed is large enough for close friends like us. All right, lie down now. I’ll lie down beside you. She lets herself down on the bed, moves about to feel at ease, tries to relax by taking deep breaths and closing her eyes. The light from the door at the back of the room is dimmed by rainclouds. The wind makes the big Bodhi tree bristle as loud as waves in the sea. ลอง…ดูสิ: literally, ‘(let’s) try and see’, need not always be translated.
ผมมองดูหญิงสาวที่นอนอยู่เคียงข้างด้วยความรู้สึกยุ่งยากใจ เธอไม่ใช่ผู้หญิงสวยมากนัก แต่เธอก็น่ารัก และมีความดีงามมากมายที่เปล่งประกายอยู่ในตัว แต่ความดีงามเหล่านั้นกลับทำให้เธอกลายเป็นคนจุกจิกขี้ระแวงสงสัยอยู่ตลอดเวลา และมันทำให้ผมรู้สึกหงุดหงิดรำคาญอยู่เสมอ I look at the young woman lying by my side with a feeling of unease. She isn’t exactly pretty, but she’s lovely and has much goodness that sparkles in her, but that goodness makes her fussy and suspicious all the time and makes me feel annoyed all the time.
มองดูอะไร หลับตาสิ อย่ากังวลไปเลย เราเป็นเพื่อนกันอยู่นะ เธอลืมตาขึ้นมองดูผม เพื่อนมองดูเพื่อนเวลาหลับมันไม่ดีหรอกเธอรู้ใช่ไหม เพราะเพื่อนไม่ควรที่จะหลงรักเพื่อนด้วยกัน หลับตาซะ หลับให้สบาย What are you looking at? Close your eyes. Don’t worry. We’re friends, right? She opens her eyes and looks at me. A friend looking at a friend who is sleeping, that’s not good, you know that, don’t you? Because a friend shouldn’t fall in love with a friend. Close your eyes. Relax.
แก้วหลับตาลงอีกครั้ง ผมนอนมองดูท้องฟ้าผ่านปลายเท้า เมฆฝนมืดครึ้มเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันก็รวมตัวกันหนาแน่น ผมรู้สึกง่วงนอนอย่างประหลาด อาจเป็นเพราะคืนที่ผ่านมาเราแทบไม่ได้นอนกันเลย เราทะเลาะกันอย่างรุนแรง แต่กลับเป็นการทะเลาะที่เงียบงันที่สุดเท่าที่เคยมี เธอคงรู้เหมือนที่ผมรู้ว่า สายใยที่ร้อยรัดเราไว้ด้วยกันนั้น พร้อมที่จะขาดผึงได้ทุกขณะ Kaeo closes her eyes once again. I lie watching the sky through my feet. Dark rainclouds move rapidly, gathering and thickening at the same time. I feel oddly drowsy, maybe because the night before we hardly slept at all. We quarrelled violently, but it turned out to be the quietest row we’d ever had. She’s aware as I’m aware that the bonds that tie us together are ready to snap at any moment.
ผมหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ รู้สึกตัวอีกทีเมื่อได้ยินเสียงสายฝนโปรยปรายแผ่วเบา แก้วนอนคว่ำอยู่ข้างกาย เธอเฝ้ามองดูผมมานานเท่าไหร่แล้วไม่รู้ เธอยิ้มเมื่อเห็นผมตื่น เธอนอนหลับอย่างกะเด็กๆ เลยนะรู้ไหม เหมือนกับเด็กๆ ที่บริสุทธิ์ แต่พอตื่นเธอจะกลายเป็นอีกคน ผมเตือนเธอว่า เพื่อนไม่ควรเฝ้ามองเพื่อนอย่างนี้ เธอเอ่ยคำขอโทษ ฉันลืมตัวไป When I fell asleep I have no idea. I come to when I hear a spatter of rain. Kaeo lies prone beside me. How long she’s been watching me I don’t know. She smiles when she sees I’m awake. You slept like a child, you know, like an innocent child, but as soon as you’re awake you become someone else. I warned you: a friend shouldn’t look at a friend like this. She apologises. I forgot myself, she says. ==

=

=

‘she says’ is added to make it clear that it’s the woman talking, not the narrator.

เธอลุกขึ้นเดินออกไปยังระเบียงหลังห้อง แนบหน้ากับลูกกรงเหล็ก เฝ้ามองดูฝนโปรยสายผ่านท้องฟ้าค่ำ ครู่หนึ่งมีแสงวาบผ่านเป็นรอยหยักบนท้องฟ้า ดูราวกับรากไม้ที่พยายามหยั่งลึกลงสู่บางสิ่งบางอย่างที่ลึกสุดหยั่ง เธอเอามืออุดหูก่อนที่จะมีเสียงเปรี้ยงปร้างตามมา แสงฟ้าวาบผ่านความมืดหลายหน ห้วงฟ้าสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นอย่างน่ากลัว ทำให้ผมนึกถึงรามสูรผู้เกรี้ยวกราดขว้างขวานใส่นางเมขลา แต่นางก็ยังเริงเล่นอยู่กับยักษ์ตนนั้น ผมมองดูแก้ว เธอดูโดดเดี่ยวราวกับเธอเป็นภาพที่ห่างไกลออกไปเกินกว่าจะโอบกอด เป็นภาพของหญิงสาวยืนเพียงลำพังโดดเดี่ยวท่ามกลางสายฝนที่ตกหนาหนัก เรือนร่างของเธอเปียกโชก เนื้อตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว ในขณะที่ท้องฟ้าคึกคะนองด้วยเสียงลั่นคำรามอย่างบ้าคลั่ง  เพียงชั่วกะพริบตา ร่างของหญิงสาวล่องลอยเข้ามาด้วยแรงอัดอะไรสักอย่าง โถมเข้ามาหาผมด้วยกายสั่นสะท้าน She gets up and walks to the balcony at the back of the room, sticks her face against the iron baluster, watches the light rain falling from the evening sky. A moment later a flash of lightning zigzags across the sky, looking like tree roots digging deep to reach something even deeper. She puts her hands on her ears before deafening thunder follows. Lightning courses through the darkness several times. The whole expanse of sky shakes and vibrates in a terrifying way, making me think of Ramasura, the wrathful demon thunder god hurling his axe at sea goddess Mekhala who still has fun playing with the giant. I observe Kaeo. She looks lonely as if she were a vision too far away to be drawn into a hug, the vision of a young woman standing all alone under heavy rain. Her body is drenched. Her flesh is quivering with fear while the sky roars on with mad peals of thunder. In the twinkling of an eye the young woman, propelled by a power of some kind, is lifted and hurtled towards me, her body all shivering. ==

=

=

=

=

=

=

‘demon thunder god’ and ‘sea goddess’ are added for those readers that are not familiar with Indic mythology.

เธอร้องไห้สะอึกสะอื้น ซุกใบหน้ากับแผ่นอกของผมราวนักเล่นสกีผู้พลัดหลงจากเส้นทางและพยายามค้นหาร่องรอยความอบอุ่นคุ้นเคยของมนุษย์อยู่เพียงลำพังกลางภูเขาหิมะ แม้จะเป็นเพียงความอบอุ่นคุ้นเคยอันเล็กน้อยก็ตาม ผมถามว่าเป็นอะไร เธอยิ่งสะอึกสะอื้น ไม่มีเสียงตอบ กอดรัดผมแน่นราวกับมันเป็นการกอดครั้งสุดท้าย หรือว่ามันเป็นการกอดลาครั้งสุดท้าย ผมยังไม่ลืมเตือนเธออีกครั้ง เพื่อนจะหลงรักเพื่อนได้อย่างไร มันไม่ดีหรอกนะรู้ไหม พลางเอามือลูบเส้นผมราวแพรไหมของเธออยู่ไปมา She cries and sobs, buries her face in my chest like a skier gone off track trying to find familiar traces of human warmth, content with only small traces of human presence. I ask her what the matter is. She sobs even more. There’s no answer. She hugs me tight as if I were her last hug or a last goodbye hug. I’m careful to warn her once again: how can a friend fall in love with a friend? This isn’t good, you know, while I stroke her silky hair. กลางภูเขาหิมะ: in the middle of a mountain of snow – left untranslated as redundant, and the rest of the sentence is slightly rewritten to make it lighter.
แก้วเงยใบหน้าขึ้นมองผมทั้งน้ำตา เธอพยายามยิ้มและหัวเราะ ไม่เป็นไรหรอก ถึงแม้ว่าเราเป็นเพื่อนกัน แต่ก็ขอให้เพื่อนอย่างฉันได้รักเพื่อนอย่างเธอ ขอให้เพื่อนอย่างเธอมอบความรักให้เพื่อนอย่างฉันจะได้ไหม กอดฉันให้แน่นๆ เหมือนที่ฉันกอดเธอ เหมือนเพื่อนที่จากกันไปนานแล้วกลับมาพบเจอกันใหม่ หรือเหมือนกับเพื่อนที่กำลังจะจากกันไปไกล เป็นการกอดลาครั้งสุดท้ายของเพื่อน จะได้ไหม เธอมองดูใบหน้าของผม มองดูแววตาของผมและยิ้ม จูบแก้มของผม จูบดวงตาของผม จูบริมฝีปากของผม กลิ่นและรสของมันช่างคุ้นเคยจริงๆ Kaeo raises her face and looks at me through her tears. She tries to smile and laugh. Never mind. Even though we’re friends, let a friend like me love a friend like you. May I ask a friend like you to provide a friend like me with love? Hold me tight, as tight as I hold you, as with a friend who’s going far away, the last hug of a friend, won’t you? She stares at me, stares into my eyes and smiles, kisses me on the cheek, kisses me on the eyelids, kisses me on the lips, the smell and taste of it so truly familiar. =I fancy one cheek and two eyelids, but it could be both cheeks, or just one eyelid: how enterprising she is right then isn’t actually spelled out in the text. (Eyelids? Or eyes. Preferable to ‘eyeballs’, which is the exact translation of ดวงตา.)
ฉันจะจูบเธออย่างที่เพื่อนจูบกัน ฉันจะกอดเธออย่างเพื่อนกอดกัน โอ้…เพื่อนรักของฉัน มือไม้ของเธอลูบไล้เปะปะราวกับนักแสวงหาผู้ออกเดินทางค้นหาดินแดนใหม่ I’ll kiss you as friends kiss each other. I’ll hug you as friends hug each other. Oh … my dear friend. Her hands stroke me tentatively like an explorer starting on a journey in search of a new land.
เอาล่ะ สำหรับเพื่อนพอแค่นี้เถอะ เธอพูดอย่างจริงจัง All right, for a friend that’s enough, she says earnestly.
= =
2 – พี่สาวและน้องชาย 2 – Elder sister and younger brother
ถ้าหากเราเป็นพี่น้องกัน เธอคงต้องเป็นน้องชายของฉัน เพราะเธออายุน้อยกว่าฉัน หรือเธออยากจะเป็นพี่ชายของฉัน คงไม่ได้แน่ ยังไงฉันก็มีอายุมากกว่าเธอ ฉันจึงควรจะเป็นพี่สาวเธอ เอาล่ะน้องชาย ทำตัวดีๆ หน่อยนะ แกต้องเชื่อฟังฉัน เพราะว่าน้องชายต้องเชื่อฟังพี่ แล้วฉันจะรักแกมากๆ ทีนี้แกนอนได้แล้ว If we were brother and sister, you’d be my little brother, because you’re younger than me. Now, if you wanted to be my elder brother, well, that’s impossible. In any case I’m older than you, so I should be your elder sister. All right, little brother, behave your- self. You must obey me because the younger must obey the older, and then I’ll love you very much. Now you can lie down.
เธอทำเสียงขู่ผม ลุกขึ้นจัดแขนจัดขาผมให้อยู่ในที่ทางอันถูกควร และเฝ้ามองดูผลงานของตนราวกับผมเป็นประติมากรรมที่เธอเสกสรรปั้นแต่งขึ้นมา ทีนี้ก็หลับตาได้แล้ว หลับตาปี๋เลย ไม่อย่างนั้นฉันจะเรียกตุ๊กแกมากินตับ ยังไม่หลับตาอีก นี่แน่จะหลับหรือไม่หลับ เธอหวดมือลงบนสีข้างของผม จนผมต้องรีบหลับตา ดีแล้วหลับตาซะ ไม่อย่างนั้นฉันจะเรียกคนบ้ามาจับตัวแก แต่ถ้ายังไม่รีบหลับละก็พี่จะทำอะไรฉัน ผมลืมตาถาม เธอหวดตีผมอีก ก็จะตีแกให้ตายน่ะสิ แล้วฉันก็จะเรียกตำรวจมาจับแก ตำรวจต้องจับพี่ต่างหาก ถ้าพี่ตีฉันจนตาย นี่แน่ะ ยังไม่หยุดพูดอีก หลับตาซะ เธอตีผมอีกหลายครั้ง ผมหลับตาและนอนนิ่ง She makes her voice sound threatening, gets up, arranges my arms and legs into a suitable position and examines the result as if I were a sculpture she had created. Now close your eyes, close your eyes tight, otherwise I’ll call the gecko to come and eat your liver. You haven’t closed your eyes yet. Are you going to or not? She slaps my ribs with her hand so I hasten to close my eyes. Good, keep your eyes closed, or else I’ll call the madman to deal with you. But if I don’t close my eyes, what will you do to me, I open my eyes and ask. She strikes me again. I’ll beat you to death, that’s what, and then I’ll call the police to arrest you. It’s you they’ll arrest if you beat me to death. Well now! And you won’t even stop speaking! Close your eyes. She strikes me again, several times. I close my eyes and lie still.
ดีแล้ว ต้องอย่างนี้สิ ถึงจะเป็นน้องชายที่น่ารัก น้องชายที่น่ารักของพี่ เธอพูดพึมพำแผ่วเบา เอามือค่อยๆ ลูบไล้เนื้อตัวของผม สางเส้นผมให้เรียบร้อย ไล้ใบหน้าผมอย่างอ่อนโยน ดึงผ้าขึ้นคลุมหน้าอก และดูเหมือนเธอจะเบียดร่างลงนอนข้างๆ ผม แขนข้างหนึ่งโอบผ่านหน้าอกของผมไล้ฝ่ามือไปมาราวกับต้องการให้ผมเคลิ้มหลับ เธอก้มลงจูบแก้มของผมหลายครั้ง พึมพำแผ่วเบา หลับซะนะคนดีของพี่ That’s good. That’s how it should be as my lovely little brother, my lovely little brother, she mumbles in a low voice. Her hand slowly strokes my flesh, rakes through my hair to put it into place, strokes my face tenderly, pulls the sheet to cover my chest and it feels as if she’s twisting her body to lie down beside me. One of her arms hugs my chest, the palm of her hand stroking back and forth as if she wants me to fall asleep. She bends over and kisses my cheek repeatedly, mumbling softly, Sleep, sweetheart.
ถ้าพี่ทำอย่างนี้ น้องชายคงนอนไม่หลับหรอก ผมบอกกับเธอไปอย่างนั้น ลืมตาขึ้นเห็นใบหน้าดุของเธอ ทำไม ทำไมแกจะนอนไม่หลับ ก็พี่ปลุกน้องชายอีกคนของฉันให้ตื่นขึ้นมาน่ะสิ นั่นเห็นไหม เธอเหลือบมองดูส่วนกลางของผม และทุบท้องผมจนตัวงอ ดีสมน้ำหน้า อยากคิดลามกกับพี่สาวก็ต้องเจออย่างนี้ ผมพยายามเถียงว่าเธอต่างหากที่ทำให้น้องชายผมตื่น เธอทุบหน้าอกผมอย่างปั้นปึง ไม่เป็นไรหรอก ไหนๆ ก็ตื่นแล้ว พี่จะสอนอะไรน้องสักอย่าง เธอมองดูผมอย่างเจ้าเล่ห์ If you keep doing this, I won’t sleep, I tell her. Opening my eyes I see her fierce face. Why? Why won’t you sleep? Well, you’re waking up my own little brother. See? She casts a sideways glance at my midriff and slaps my tummy, making me double up. You deserve this. Thinking obscenely of your big sister, that’s what you deserve. I try to object that she’s the one who wakes up my little brother. She gives my chest a mighty slap. Never mind, it’s already awake anyway. Let me teach you some- thing. She looks at me with mischief in her eyes. น้องชายคงนอนไม่หลับ: bawdy allusion lost in translation: the น้องชาย (little brother) here is not the narrator but his phallus; the girl misunderstands, hence her ‘fierce face’.
ถ้ามีหญิงสาวมานอนอยู่ข้างๆ แกจะทำยังไง เธอถาม ผมส่ายหน้าไปมา ถ้าหญิงสาวคนนั้นรักแก เขาก็คงยอมเป็นของแก และถ้ายิ่งแกรักเขา แกก็ต้องละมุนละไมกับเขา อ่อนโยนกับเขา โอบกอดเขาไว้และคอยปลอบโยนเขา แล้วหลังจากนั้นน่ะหรือ ฉันรู้ว่าแกอยากจะทำอะไรกับเขา แต่สำหรับผู้หญิง ในฐานะที่ฉันเป็นผู้หญิง ฉันก็คงอยากให้คนรักสัมผัสร่างกายของฉันทุกส่วน และพี่อยากให้ฉันสัมผัสร่างกายทุกส่วนไหม เธอมองดูผมนิ่งนาน If a young woman comes and sleeps beside you, what will you do, she asks. I shake my head. If that woman loves you, she must be willing to be yours, and if you love her all the more you must be soft with her, tender with her, hug her to comfort her and after that, well now, I know what it is you want to do with her, but for a woman, given that I am a woman, I’d want my lover to touch every part of my body. And you want me to touch every part of your body, don’t you? She looks at me without blinking for a long time.
แกอยากลองสัมผัสดูหรือ ลองดูสิ ฉันไม่ว่าอะไรหรอก แต่แกต้องเบาๆ และอ่อนโยนนะ Do you want to try? Then try. I won’t say anything. But you must be light and gentle.
ผมกอดเธอ ปลอบโยน สอดสองมือเข้าใต้เสื้อยืดของเธอ สัมผัสหน้าท้องของเธออย่างแผ่วเบา และเริ่มเอาจริงเอาจังมากขึ้น ถอยร่นเสื้อของเธอขึ้นเหนือทรวงอก ปลดตะขอเสื้อใน เผยให้เห็นเนินถันเล็กกระทัดรัดและกลมกลึง มือผมลูบไล้ ริมฝีปากผมเริ่มทำงานจนร่างของเธอเกร็งบิดรองรับการสัมผัส ดวงตาหรี่ปรือ แล้วในทันใดนั้น เธอเอามือตบหัวผมอย่างแรง ผลักใบหน้าออกห่าง I hug her, comfort her, slip both my hands under her t-shirt, touch her tummy lightly and become increasingly eager, raise the rim of her shirt above her breasts, undo the hook of her blouse, revealing the small, well-formed and round mounds. My hands glide. My lips begin to work until her body stiffens and twists under the contact, her eyes turn languorous, and right then she slaps me on the head hard and pushes my face away.
แกมันจะมากเกินไปแล้วน้องชาย แกคิดว่าฉันเป็นอะไร That’s too much, little brother. What do you take me for?
= =
3 – แม่และลูกชาย 3 – Mother and son
ผมยืนอยู่บนระเบียงหลังห้อง เหม่อมองดูสายฝนที่ตกอยู่เบื้องนอกอย่างแผ่วเบา ความอึดอัดหนักหนาเริ่มผ่อนคลาย ทั้งภายนอกและภายใน ด้วยผมชักไม่สนุกกับเกมที่เธอเล่น ซึ่งมันคงทำให้เธอรู้สึกผิดเช่นกัน เธอนอนเงียบอยู่บนเตียง ราวกับไม้ตายซากแน่นิ่งอยู่ตรงนั้น I stand on the balcony at the back of the room, gazing absently at the rain that falls outside lightly. My tense unease is beginning to abate outside as well as inside as I don’t find the game she plays funny, which must make her feel guilty too. She lies quietly on the bed as a dead log would lie there.
ครู่ใหญ่ผมเดินเข้ามาในห้อง เปิดตู้เย็น ดื่มน้ำแก้วใหญ่ หันไปถามเธอว่าต้องการน้ำไหม แล้วรินน้ำใส่แก้วเอาไปให้เธอ หญิงสาวรับน้ำไปดื่ม ส่งแก้วคืนและเฝ้ามองดูผม After a long while I walk back into the room, open the fridge, drink a large glass of water, turn round to ask her if she wants any, then fill up the glass and take it to her. The young woman takes the water and drinks, returns the glass and watches me.
ฉันรู้ว่าฉันเอาแต่ใจตัวเอง ฉันขอโทษ I know I’m selfish, she apologises. ฉันขอโทษ = I’m sorry.
เธอก็รู้ ทุกครั้งที่ฉันอยู่ใกล้ เธอทำให้ฉันมีความสุข ฉันรู้สึกว่าเธอเป็นเหมือนเพื่อนของฉัน เธอเหมือนพี่น้องของฉัน แต่กระนั้นเธอก็เป็นคนที่ฉันรัก ถึงแม้เธอจะไม่ได้รักฉัน จนบางครั้งฉันยังรู้สึกว่าเธอเป็นเหมือนลูกชายของฉัน เธอมองดูผม ฉันอยากให้เธอเป็นเหมือนเพื่อน พี่น้อง คนรักและลูกชาย You know that every time I’m near you, you make me happy. I feel as if you’re my friend, you’re like a brother, but for all that you’re the one I love, even though you don’t love me, so that sometimes I also feel you’re my son. She looks at me. I’d like you to be like my friend, my little brother, my lover and my son.
แต่ถ้าเธอเป็นลูกของฉันจริงๆ โถ…เด็กน้อยผู้น่าสงสาร มานอนใกล้ๆ แม่นี่สิ เธอขยับพื้นที่ให้ผมนอน หนาวมั้ย มานอนใกล้ๆ แม่สิ น้ำเสียงของเธออ่อนโยนจนผมต้องเบียดร่างเข้าใกล้ทรวงอกของเธอ เธอกอดผมไว้และร้องเพลงกล่อม ลูบหัวให้ผมและกอดผมแน่นจนแทบหายใจไม่ออก มันทำให้ผมนึกถึงแม่ ผมแทบไม่เคยได้กอดแม่เลยในชีวิตที่ผ่านมา ผมเป็นเด็กน้อยที่น่าสงสาร โหยหาอ้อมกอดของแม่ นั่นแหละที่ทำให้ผมกอดเธอแน่นขึ้น But if you’re really my son, goodness … Poor little child, come and lie down close to mummy. She moves to give me room to lie down. Are you cold? Come and lie down close to mummy. Her tone of voice is so soft I draw closer and twist my body to be near her bosom. She hugs me and sings a lullaby, strokes my head and hugs me so tight I can hardly breathe. It makes me think of Mum. I’ve hardly ever hugged Mum in the life that has been. I’m a poor little child, craving for my mother’s arms. That’s what makes me hug her tighter.
โถ…ดูสิ รักแม่มากไหม แม่จะดูแลเจ้าเอง เธอขยับร่างเพื่อกอดผมได้ถนัดขึ้น ใบหน้าผมซุกอยู่กับทรวงอกเล็กๆ ของเธออย่างแนบชิด อยากกินนมของแม่ไหม เธอถามพลางถลกเสื้อขึ้น ปลดตะขอยกทรงออก เผยให้เห็นทรวงอกทั้งสองข้าง และเบียดเข้าหาผม นมของแม่ไง อยากกินนมของแม่ไหม My goodness … Look at you. Do you like mummy very much? I’ll take care of you. She moves to hug me even more comfortably. My face is nested in her small breasts tightly. Do you want to suckle, she asks while hitching up her shirt and undoing her bra, freeing both her breasts and twisting to get closer. Here, mummy’s breasts. Do you want to suckle?
มือของผมลูบไล้เนินถันแผ่วเบา ริมฝีปากผมซุกไซ้หาความอบอุ่นที่อยู่ตรงหน้า หรือมันคือความฝันอันไกลโพ้นกันแน่ แต่ผมไม่สนใจ เธอมองดูผมด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ โอบกอดผมไว้ ปล่อยให้ผมดูดดื่มจากทรวงอกตามความต้องการ มันทำให้ผมรู้สึกเหมือนตัวเองได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง My hands stroke her breasts lightly. My lips pluck in search of warmth ahead or is it a distant dream? But I don’t care. She looks at me with a contented smile, hugs me, lets me suck at her bosom as I wish. It makes me feel as if I’d become a child once again.
อย่ากัดแม่สิจ๊ะ แม่เจ็บรู้ไหม เธอพูด แต่ยังปล่อยให้ลูกน้อยดื่มดูดอย่างอิสระ ร่างของเธอเกร็งพลิกหงายเผยทรวงอกทั้งสองข้าง ส่งเสียงครางเล็ดลอดแผ่วเบาอย่างพึงใจ มือของเธอจับหัวของผมไว้และมิได้พยายามผลักไส แต่กดมันไว้แน่นแนบทรวงอก Don’t bite me. You hurt me, you know, she says but still lets her little child suckle freely. Her body stiffens and turns over, exposing her breasts. She lets out a low moan of satisfaction. Her hands grab my head and don’t try to push it back, but press it tighter against her chest.
= =
4 – คนรักที่ไม่ได้รัก 4 – Lover without love
ได้โปรดเถิดที่รัก เป็นคนรักของฉัน เป็นคนรักของฉัน เธอครวญครางด้วยเสียงกระเส่าเร่าร้อน บิดเบือนเรือนร่างราวกับเกลียวเชือก ผมแก้สายกางเกงเลและปลดมันออกพร้อมกับผ้าชิ้นสุดท้ายอย่างง่ายดาย ร่างของเธอเปล่าเปลือยอยู่ในความสลัวรางของห้อง เส้นร่างของเธอเด่นชัดในความมืด ผมจ้องมองดวงตาพริ้มหลับ ผมสยายเต็มหมอนสีขาวนวล และเริ่มออกเดินเรือสำรวจเพื่อค้นหาดินแดนใหม่ ท่ามกลางท้องทะเลครืนคลั่งบิดรวนครวญครางโยกโยนเรือน้อยตามลูกคลื่นถาโถม Please, darling, be my lover, she moans in a sultry voice that quavers, coiling her body like a twisted rope. I untie the fisherman pants and take that last garment off her easily. Her body is naked in the dimness of the room, its contours clear in the darkness. I stare at the tightly closed eyes, at the hair sprayed all over the creamy white pillow, and set sail in search of a new land in the middle of a wildly groaning sea that tosses the little boat about with every wave breaking in. [Note the inevitable lapse into the Eastern age-old imagery of lovemaking after a straightforward enough description of foreplay … and use your imagination if you must.]
ครั้นพอเห็นภูมิประเทศแห่งใหม่อยู่เบื้องหน้า หวังจะเอาเรือเข้าหลบในอ่าวลึก แต่ก่อนที่เรือจะหันหัวเขาสู่ปากอ่าว พายุร้ายเร่งโหมตามเข้ามาหวังจมเรือต่างถิ่น ปัดป่ายไปมาราวกับมีมือยักษ์โยนเรือออกไป ปากอ่าวถูกปิด เปล่งเสียงร้องสะอึกสะอื้นครวญครางปฏิเสธ When a new territory comes in sight ahead, I hope to have the boat enter the shelter of a deep bay, but before it can set course to the entrance to the bay, a violent storm ensues that seeks to capsize the alien boat, buffeting it as if a giant hand kept flicking it away. The entrance to the bay is closed down with cries and sobs and groans of refusal.
>อย่า…ไม่…ไม่…ฉันทำไม่ได้ เธอไม่ได้รักฉัน เสียงร้องร่ำด้วยความสิ้นหวัง ผมตัวแข็งชาราวกับถูกตึงอยู่กับที่ ก่อนพลิกร่างลงนอนข้างๆ อย่างหมดอาลัย ‘Don’t … no … no … I can’t do it. You don’t love me, the voice keeps pleading in hopelessness. I’m stiff and numb as though held back to a stop before I turn over to lie by her side in despair.
มันเป็นความจริงที่ผมไม่ได้รักเธอ จะมีบ้างก็คงเพียงเยื่อไยอันบางเบาแห่งความสงสาร จนบางครั้งให้นึกสมเพชเวทนา ในเมื่อเธอสามารถเลือกที่จะใช้ชีวิตของตัวเอง เลือกที่จะไปพ้นจากความเจ็บปวด แต่เธอกลับไม่เลือก ทั้งที่รู้ว่า ไม่ว่าจะอย่างไรผมก็ไม่อาจรักเธอได้ แม้ผมจะใช้ความพยายามมากแค่ไหนก็ตาม It’s true that I don’t love her. The little there is is a thin thread of pity, even of occasional compassion if only she was able to choose to live differently, to choose to get rid of her pain, but instead she doesn’t, even though she knows that, no matter what, I don’t love her, however much I try to.
เสียงร้องไห้เงียบลงแล้ว เธอค่อยๆ ซุกตัวเข้าหาผม กอดผมไว้ ฉันขอโทษ ฉันยังไม่พร้อม ฉันไม่รู้ว่าเธอรู้สึกกับฉันยังไงกันแน่ บอกฉันสิ บอกฉันได้ไหมว่าเธอรู้สึกกับฉันยังไง อย่าเงียบสิ อย่านอนเงียบอย่างนี้ เธอทำให้ฉันกลัวรู้ไหม เธอก็รู้ว่าฉันรักเธอมากแค่ไหน แต่เธอไม่เคยบอกฉันเลย เธอกระซิบอยู่ข้างหู และจูบแก้มของผม The sound of crying has stopped. She slowly draws closer and hugs me. I’m sorry, I’m still not ready, I don’t know how you feel about me for sure. Tell me, will you? Can you tell me how you feel about me? Don’t be silent. Don’t stay silent like this. You frighten me, you know that? You know how much I love you, but you’ve never told me. She whispers in my ear and kisses my cheek.
เธอคงไม่รักฉันใช่ไหม เหมือนที่เธอเคยบอก ไม่เป็นไรหรอก ไม่รักก็ไม่เป็นไร ขอให้ฉันรักเธอคนเดียวก็พอแล้ว นะ…พูดอะไรหน่อยสิ อย่าเงียบอยู่อย่างนี้ นะ…ให้ฉันทำอะไรก็ได้ ฉันยอมเธอทุกอย่าง เธอจ้องมองดูผมเต็มตา แต่ผมแทบจะไร้ความรู้สึก เหมือนมีอะไรบางอย่างมาขวางกั้นเอาไว้ You don’t love me, do you? As you used to tell me. It doesn’t matter. It doesn’t matter if you don’t love me. Let me love you alone, loving you alone is enough … Say something. Don’t be silent like this … Make me do whatever you want. I’ll let you do anything. She stares at me insistently but I’m almost without any feeling, as if there were some sort of partition between us.
ไม่รักก็ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรหรอก ขอหอมให้ชื่นใจหน่อยนะ เธอจูบแก้มสองข้างของผม และเลื่อนมาจูบปากของผม เคลื่อนตัวเข้าหาผม มือของเธอเริ่มสำรวจเนื้อตัวของผม พูดกับฉันหน่อย แล้วฉันจะยอมเธอทุกอย่าง พูดกับฉันหน่อย ผมยังคงเงียบ ไม่รู้สึกอยากพูดอะไร นั่นเป็นเพราะผมได้พูดไปหมดแล้ว ผมไม่ชอบการพูดอะไรซ้ำซาก If you don’t love me, never mind, it doesn’t matter. Let me kiss you to feel a little better. She kisses me on both cheeks and moves to kiss me on the mouth, draws closer to me. Her hand begins to roam over my flesh. Talk to me and I’ll let you do anything. Talk to me a little. I’m still silent. I don’t feel like saying anything. That’s because I’ve said everything already. I don’t like to repeat myself.
เธอจูบปากผมเนิ่นนาน แต่ผมไม่มีความรู้สึกอะไรเลย เนื้อตัวของผม ร่างกายของผมราวกับถูกแช่แข็ง หรือไม่ผมก็กลายเป็นหินไปเสียแล้ว จนเธอค่อยๆรับรู้ได้ถึงความแข็งกระด้างเย็นชา เธอค่อยๆถอนกายออก เลื่อนตัวไหลลงจากเตียงนอนราวกับขี้ผึ้งที่กำลังหลอมละลาย ร่างของเธอดูเหมือนจะหลอมละลายไปเสียแล้ว เปล่งเสียงร้องครวญครางร่ำไห้ราวกับแผ่นเสียงตกร่อง ดังซ้ำซากอยู่เช่นนั้น ไม่รู้จบ She kisses me on the mouth and lingers there but I don’t feel anything at all. My flesh, my body are like deep-frozen or else I’ve turned into stone, until she slowly perceives the stiff numbness and slowly withdraws her body, slides out of bed like melting honey. Her body seems about to melt, issuing a pleading moan like a scratched record going over the same track like that endlessly.
เมื่อไหร่จะจบสักที ผมได้แต่ทอดถอนหายใจ… When will it be over? I merely exhale a long sigh…
= =
พิมพ์ครั้งแรก นิตยสารช่อการะเกด 48, 2552 ‘Keim rak see bot’ in Chor Karrakeit 48, 2009
Wutisant Chantwiboon, born 1973
in Ayutthaya in a trading family,
is the author of two collections
of short stories and of two novels
for young readers. His ‘Marlee’s
second death
’ was published here
on 18/5/2012.

Khong’s present – Pahd Pasiigon

ooo
A light, humorous story for a change. The plight of young Khong has just the right amount of titillation,
zaniness and unpredictability to keep you on tenterhooks until its ignominious end. MB

ของขวัญของโข่ง

Khong’s present

ผาด พาสิกรณ์

PAHD PASIIGON

[Pronounced ‘phart pha.si.korn’]
TRANSLATOR’S KITCHEN
คิดดูเอาเถอะ คนไม่เคยฝันเปียกมาก่อน… Think about it: someone who never had a wet dream before…
เพียงครั้งแรกโข่งก็ฝันว่าได้สมสู่กับดาราสาวคนโปรด เขาถึงกับติดใจในประสบการณ์อันแปลกพิสดารของมัน จะว่าไปตอนที่เขาตื่นขึ้นมานอนลืมตาปริบๆ ทบทวนภาพฝันที่เพิ่งเกิดขึ้นหลัดๆ นั้น เนื้อตัวของเขายังสั่นสะท้านกระตุกเกร็งไม่หาย ส่วนความรู้สึกนั้นมันจะเหมือนจริงมากน้อยเพียงไรโข่งมิอาจบอกได้ เพราะตั้งแต่เกิดมา นอกจากโข่งจะไม่เคยฝันเปียกแล้วเขายังไม่เคยผ่านมือสตรีเลย เคยผ่านแต่มืออันหยาบสากที่ประดับพราวไปด้วยซอกเล็กดำสกปรกของตัวเอง ใช่ มันตอบสนองตัณหาได้ตามอัตภาพ แต่ก็ไม่เคยสักครั้งที่จะพาเขามาถึงสรวงสวรรค์ชั้นนี้ ชั้นที่เหนอหนะ เฉอะแฉะ คลุ้งกลิ่นเหงื่อ กลิ่นคาวที่เจืออ่อนๆ ด้วยกลิ่นหอมอันเบาบางกับกลิ่นรวมๆ อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวนี้ โดยสภาพ โข่งก็คิดหรอกว่ามันน่าจะเป็นกลิ่นแห่งกามกิจ และเขาก็เชื่ออย่างนั้นอยู่อีกหลายอึดใจ จนกระทั่งเหลียวไปพบเอาร่างดาราสาวสวยคนเดียวกันกับที่เพิ่งสอนเพลงกามให้เขาในฝันนั่นแหละ หล่อนนอนแน่นิ่งเป็นศพเปลือยอยู่ข้างๆ ชุดราตรีบางเฉียบสีกลืนมืดถูกถกลอยขึ้นมาอยู่เหนือเอว เผยให้เห็นท้องน้อยแบนราบขาวโพลน กางเกงในสีดำตัวบางเฉียบยังอยู่ในที่ทางของมัน หากมีคราบเกรอะ และถูกขยับเบียดร่นคาดเฉียงไปทางหนึ่ง โข่งสาบานได้ เขาไม่รู้จริงๆ ว่าหล่อนแอบมานอนอยู่ในห้องของเขาตั้งแต่เมื่อไร For the first time ever, Khong dreamt that he was making it with his favourite female star, so he was taken with the weirdness of the experience. Say what you will, when he woke up and lay blink- ing, reviewing the scenes of the dream that had just happened, his flesh was still quivering and jerking. As to how real his sensations were, Khong couldn’t say, because since he was born, besides never having had a wet dream, he had never known the ministrations of a woman. He had only known those of his own rough hands adorned with dirt-rim- med fingernails. Yes, that took care of his cravings, but not once had it taken him to this level of heaven, a level that was sticky, soggy, heavy with a smell of sweat, a fishy smell mixed with a faint perfume, a smell altogether quite specific. By nature, Khong thought it should be the smell of sexual activity, and he believed this for quite a few intakes of breath until he turned and saw the body of the very star that had just taught him a sex song in that dream. She lay dead still, a naked corpse, beside him. Her flimsy nightdress of dusky colour was crumpled to above her waist, revealing the stark white curve of her flat tummy. Her skimpy black pants were still in place but bore crusted stains and had been crumpled and pulled to one side. Khong could swear he didn’t know when she had sneaked into his room to lie on his bed. =ความรู้สึก is usually translated by ‘feelings’; here ‘sensations’ seems to me more accurate.ไม่เคยผ่านมือสตรี: literally, ‘had never gone through the hands of a woman’.สีกลืนมืด: literally, ‘the colour of a dark wave’; a nice-sounding but meaningless expression; since the emphasis is on darkness, ‘dusky’.
แต่ใครเล่าจะเชื่อ But who would believe him?
บุคคลผู้มีสารรูปซื่อตรงตามมาตรฐานฆาตกรข่มขืนโหดที่เห็นกันตามหน้าหนังสือพิมพ์ หน้ากร้านดำขรุขระ ผิวกายกระดำกระด่างสกปรก ราวพระเจ้าบรรจงสลักคำว่า จน โง่ และต่ำต้อยด้วยไฝ ด้วยหูด จนพร้อยไปทั่วเรือนร่าง เป็นลูกจ้างประเภทไร้ฝีมือทางเชิงช่างในร้านเติมน้ำยาแอร์เล็กๆ ริมถนน ส่วนหล่อนเป็นดาราละครสาวสวยผู้กำลังเติบพองด้วยชื่อเสียง เป็นที่หมายปองของหนุ่มเนื้อหอม ชาติตระกูลดี มีฐานะ แล้วหล่อนผู้นี้น่ะหรือจะเลือกเอานายโข่งเป็นสมบัติสวาท ทั้งนี้ไม่สำคัญหรอกว่า เนื้อของละครบางเรื่องที่หล่อนแสดงนั้นจะเล่าเรื่องของความรักประเภทแหกฐานันดรระหว่างหญิงสูงศักดิ์กับชายต้อยต่ำก็ตามที ใครก็รู้ว่านั่นละคร นี่ชีวิตจริง  ชีวิตจริงๆ ของมนุษย์ที่ยังต้องดิ้นรนเพื่อเงิน เชื้อเพลิงสำคัญสำหรับการตะกายบันไดลิงของสังคมให้สูงลิบลับขึ้นไปสู่ยอดที่มองไม่เห็น ซึ่งวัดคร่าวๆ จากสารรูปและค่าจ้างเงินเดือนเพียง 5,000 บาทกับเศษอีกเพียงนิดหน่อยของโข่งนั้น ย่อมชี้ชัดว่าเขาไม่มีบันไดลิงที่ว่านี้เก็บซ่อนไว้ให้สาวคนไหนแน่ A man whose poor appearance honestly matched the standard look of harsh rapist-murderers as could be seen in the newspapers: a rough, coarse, dusky face and dirty mottled skin as if God had incrusted it with the words ‘poor’, ‘stupid’ and ‘inferior’, with moles and warts all over the body. He was an unskilled employee in a small roadside shop refilling air-conditioners with fluid. As for her, she was a beautiful young stage actress with a swelling reputation, sought after by toothsome young men of good lineage and social status, and this here woman would be the one to elect Master Khong as her sexual playmate? In this context, it wasn’t important that some plays in which she performed told the story of unconventional love between a high-so girl and a lowly boy. Who would believe it? Those were plays. This was real life – the real life of a lad who must still struggle to earn money, the important fuel for climbing the monkey ladder of society up ethereal heights to an invisible summit, which, measured against Khong’s physique and monthly wage of five thousand baht plus small change, clearly showed that he sure had no hidden monkey ladder to climb for any woman whatsoever. สมบัติสวาท: literally, ‘sexual property’
ส่วนปริศนาแห่งการมาถึงในห้องนอนโข่ง ที่อยู่บนชั้นสามของตึกแถว จะมีที่มาอย่างไรนั้น คงไม่มีใครให้ความสนใจ เพราะขนาดโข่งเองยังหาคำอธิบายไม่ได้ ความจริงมีอยู่ว่า เขาจำได้ว่าหลับไปคนเดียว ฝัน – ไม่ใช่ฝันธรรมดา แต่เป็นฝันที่มีเนื้อหาเหมือนซีดีแผ่น แสดงโดยดาราญี่ปุ่นที่ชอบร้องว่า อี๊ๆ – และตื่นขึ้นมาก็พบดาราสาวผู้นี้นอนนิ่งอยู่ข้างๆ ปัญหาชวนให้ปวดหัวก็คือ หนึ่ง เขาไม่รู้หล่อนมาโผล่ที่นี่ได้อย่างไร และสอง สำหรับฝันเปียกที่ว่านี้ โข่งเชื่อว่ามันไม่น่าจะก่อให้เกิดปัญหา หากเขาฝันเอง เปียกเอง แต่ฝันเองแล้วไปทำคนอื่นเปียกนี่สิ มันจะทำให้เกิดปัญหา คนอื่นที่ว่านี้ก็เช่นกัน ใช่กิ่งแก้วสาวโรงงานที่เขาแอบสนใจเสียที่ไหน กลับไปเป็นดาราละครชื่อดัง ยังไงก็ผิด โข่งเชื่ออย่างนั้น ส่วนจะผิดข้อหาอะไรเขาไม่รู้ เพราะไม่ได้เรียนกฎหมายมา เขารู้แต่ว่าขืนโทรเรียกตำรวจตอนนี้มีหวังได้เข้าตะรางแน่ As for the puzzle of her presence in Khong’s bedroom, which was on the third floor of the shop-house, nobody would care about how it had come about, because Khong himself still couldn’t explain it. The truth was that he remem- bered falling asleep alone, dreaming – not an ordinary dream, but a dream whose content was like a CD showing a Japanese star who liked to sing ‘Ee, ee, ee’ – and waking up to find this very star lying inert by his side. The headache-inducing problem was that, one, he didn’t know how she had ended up here, and two, regarding that wet dream, Khong thought it shouldn’t be a problem if he had dreamt and wetted himself, but having dreamt and making someone else wet was a problem. And the same applied to that someone else. She was no King- kaeo, the factory worker he was covertly interested in: it turned out she was a famous star. It was all wrong was what Khong thought. As to what offense he was guilty of, he didn’t know because he hadn’t studied Law. He only knew that if he called the police now, he’d end up in jail for sure.
เหตุเพราะหน้าตาโข่งเหมือนฆาตกรข่มขืน หนำซ้ำคราบอสุจิที่กองกรังเป็นคราบขาวเปรอะอยู่บนกางเกงในตัวน้อยของสาวเจ้านั้น ก็น่าจะเป็นหลักฐานยืนยันความผิดของโข่งได้อย่างเหนียวแน่นที่สุด คนรู้น้อยอย่างโข่งหรือจะมีปัญญาบอกเล่าให้ใครต่อใครเข้าใจได้ว่าเขานั้นคือผู้บริสุทธิ์ แม้ว่าในกรณีนี้อาจไม่ถึงขั้นผุดผ่องเสียทีเดียว แต่อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้เป็นคนไปลักพาตัวหล่อนมา และหากจะว่าไปแล้ว หล่อนต่างหากเป็นผู้บุกรุกเข้ามาในห้องของเขายามวิกาล โข่งรู้ดีว่า ยิ่งเรื่องท้ายนี้คงยากที่จะฟังขึ้น และมูลนิธิปวีณาสำหรับชายชาตรีที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศโดยดาราสาวยอมนิยมก็ไม่มีเสียด้วย Because he had the face of a rapist-murderer. Furthermore, the sperm stains that caked a messy white on the woman’s teeny pants would be the stickiest evidence of Khong’s guilt. How could someone of little knowledge like him make anyone believe that he was innocent? Even though in this case he wasn’t altogether snow white, at least he wasn’t the one who had dragged her in here, and, say what you will, she was the one who had intruded in his room in the dead of night. Khong knew very well that this last part would be even harder to listen to and that there was no Paveena Foundation for real men sexually assaulted by famous female stars.* ======

=

=

* Comical allusion to the charitable Paveena Foundation for Children and Women, run by female politician Paveena Hongsakul.

สะกิดเรียกก็แล้ว เขย่าตัวรุนแรงก็แล้ว จับพลิกจับตะแคงอย่างไรสาวเจ้าก็ไม่ขยับ โข่งทั้งตกใจ ว้าวุ่นใจ และทุกข์ใจ No matter how much he nudged and called her, shook her strongly, grabbed and turned her this way and that, the young woman didn’t react. Khong was at once shocked, alarmed and miserable.
จนสุดท้ายต้องยอมถอดใจนั่งเหม่อลอยเหมือนคนบ้า ดูร่างขาวโพลนที่นอนแน่นิ่งค่อยๆ เรืองขึ้นช้าๆ ด้วยแสงสีอมแดงแห่งเช้าทาบทาลงมาจากช่องหน้าต่างที่เปิดรับลมเอาไว้ Until finally he had to sit up, dis- heartened, raving like a lunatic, looking at the stark white body that lay inert slowly turning pinkish in the red-tinged light of dawn coming through the window left open to catch the breeze.
แต่เปล่า ที่นี่ไม่มีลม ห้องโล่งบนชั้นสามแห่งนี้มีแต่ฟูกนอน มุ้งกันยุง และโทรทัศน์ ส่วนที่แปะกระจัดกระจายอยู่บนข้างฝาคือรูปดาราสาวๆ ที่ใช้ความสะสวยของพวกหล่อนขายสินค้าชนิดต่างๆ ถึงจะเป็นเพียงห้องโล่งๆ ที่ร้อนอบอ้าว แต่สำหรับโข่งแล้ว ความรู้สึกของมันคือบ้าน บ้านชั้นดีประเภทโฮมออฟฟิศที่ไม่ต้องสัญจรไกลจากที่ทำงาน เมื่อวันอันยาวเหยียดจบสิ้นลง โข่งจะปีนบันไดขึ้นมาล้มตัวนอนด้วยความอุ่นใจในห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าแห่งนี้ ที่นี่ ชีวิตเป็นของเขา มีเสียงรถยนต์ที่วิ่งกันอยู่ขวักไขว่เป็นเครื่องขับกล่อม ชั้นล่างติดถนน บนห้องนอนของเขาก็ยังติดสะพานข้ามแยกอีก แต่เสียงและควันเสียจากรถยนต์ไม่เคยสร้างความรำคาญใจให้แก่โข่ง ตรงข้าม มันเป็นสันทนาการชั้นดี เมื่อโทรทัศน์ไม่มีอะไรให้ดู But no, there was no breeze in here. This empty room on the third floor only had a mattress, a mosquito net and a TV set. Spread out on the walls were pictures of starlets who used their sassy looks to sell all sorts of products. For all its being merely an empty and muggy room, to Khong it felt like home, a first-class home of the home-office kind where you didn’t have to travel far from your workplace. When the endless day was over, Khong would go up the stairs and lie down at ease in this rectangular room. Here, life was his. There was the noise of cars cruising past ceaselessly in lieu of lullaby. The ground floor gave onto the road and his bedroom was level with the intersection overpass. But noise and exhaust fumes never bothered Khong. On the contrary: they were top recreation when the telly had nothing worth watching.
ฟ้าที่สางขึ้นเรื่อยๆ เปลี่ยนสีไปไม่แพ้ใจโข่ง ประเดี๋ยวชวนมอบตัว ประเดี๋ยวชวนอำพรางศพ ประเดี๋ยวชวนเก็บเสื้อผ้าหนีไปเฉยๆ แต่สำหรับข้อท้ายนี้ คนจนอย่างโข่งหรือก็ไร้ทุนรอน ไม่มีเงินพอสำหรับค่าโดยสารกลับต่างจังหวัด แต่แม้หากเขามีเงินพอค่ารถประจำทาง โข่งก็เชื่อว่าสิ่งที่เขาน่าจะทำคือนำเงินจำนวนนั้นไปซื้อมีดอีโต้สักเล่มเพื่อนำมาใช้หั่นร่างของหล่อนออกเป็นชิ้นๆ จะดีกว่า เพราะอย่างน้อยการอำพรางศพยังพอทำให้เขาเห็นทางรอดบ้าง ไม่ทิ้งศพไว้ให้ตำรวจต้องออกตามตัวเขาในที่สุด เห็นดีตามนั้น โข่งหันสมองเข้าหาวิธีเดียวที่ดูเหมือนจะมีทางรอดรออยู่ … รูส้วมซึมที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางไม่น่าจะเกิน 4 นิ้ว นั่งยองๆ พิเคราะห์ส้วมสีชมพูอยู่พักใหญ่ แต่นึกไม่ออกว่าขั้นตอนมันเป็นอย่างไร โข่งเสียดายที่ไม่เคยได้ตั้งใจอ่านข่าวหั่นศพต่างๆ ให้ละเอียด จึงไม่รู้ว่าฆาตกรเหล่านั้นมีวิธีการทำงานอย่างไรกับรูเล็กๆ เพียงแค่นี้ เขามิต้องสับดาราสาวคนนี้ให้เละเป็นหมูบะฉ่อก่อนหรือจึงจะเทหล่อนลงไปได้ทั้งหมด The colours of the gradually dawning sky changed and so did Khong’s mind, prompting him now to give himself up, now to conceal the corpse, now to gather his clothes and get the hell out of here, but for the latter option, a poor man like him had no ready funds, not enough money for the fare to return upcountry, and even if he had enough for the coach, Khong believed he’d be better off taking that money and buying a bush knife to cut the woman’s body to pieces, because at least this still left him with some hope to be safe, rather than leaving the corpse behind for the police to eventually go after him. Satisfied on this account, Khong turned his mind to searching for the one way that seemed to offer salvation. The hole in the privy shouldn’t be more than four inches in diameter. He crouched and examined the pink privy for a long time but couldn’t figure out how to go about it. He regretted never having endeavoured to read in detail the news about dismembered corpses, so he didn’t know what methods those murderers would use to deal with such a little hole. Wouldn’t he have to cut her up to minced pork soup size bits before he could dispose of her entirely? Here, an editorial correction to make ‘change’ rather than ‘change colour’ (เปลี่ยนสี) the focus: a mind doesn’t change colour.
ความคิดของการอำพรางศพดำเนินต่อไป หากคราวนี้เปลี่ยนไปสู่คำถามที่ว่า ถ้าเขาจะเอาศพไปทิ้ง ที่นั่นน่าจะเป็นที่ไหน และเขาควรจะนำศพไปทิ้งได้อย่างไร คนไม่มีญาติ ไม่มีรถ ไม่มีเงิน เพื่อนๆ ที่พอรู้จักกันก็ยากจนข้นแค้น มีสภาพไม่ต่างไปจากเขานัก เอาละ การเรียกแท็กซี่ให้ไปส่งในที่เปลี่ยวนั้น หากเอาโทรทัศน์ไปจำนำแล้วก็น่าจะมีเงินพอสำหรับค่ารถ แต่เขาจะต้องหาลังใบใหญ่ขนาดไหนมาใส่ดาราสาว โดยข้อแม้มีอยู่ว่าต้องบรรจุเข้าไปในท้ายรถแท็กซี่ได้ และเขาต้องอุ้มไปไหนมาไหนได้ตามลำพัง ซึ่งแค่นี้ก็เป็นเรื่องยุ่งยากพอแรงแล้ว ยังไม่ต้องคำนึงถึงการจ้างวานแท็กซี่ให้ไปส่งในที่เปลี่ยวพร้อมกล่องใบใหญ่ โดยไม่ส่อพิรุธ The thought of concealing the body persisted but this time changed to meet the questions of where he could dump it and how he would do that. Someone without relatives, without a car, without money and with casual friends just as hard up as he was … All right, calling a taxi to be driven to a deserted place: if he pawned the TV set he should have enough for the fare. But how big a trunk should he look for to put the young actress in, with the proviso that it must fit into the boot of the taxi? And how was he to carry it all by himself? Just that was hard enough, without having to think yet about hiring a taxi to please send him to a deserted spot with a huge trunk without inviting suspicion.
จากประสบการณ์ที่ดูข่าวอยู่ทุกค่ำคืน ทำให้โข่งเชื่อว่าในที่สุดศพดาราจะถูกค้นพบ ถ้าไม่ใช่โดยคนเก็บผัก, คนดักปลา ก็น่าจะเป็นเด็กเล่นซ่อนหา … ภาพของคนขับแท็กซี่ยืนหันหน้าเข้าหากล้องแต่ชี้นิ้วมายังเขา ผู้นั่งก้มหน้าอยู่ใกล้ๆ … บนโต๊ะข้างหน้าคือภาพกางเกงในสีดำของดาราสาวซึ่งถูกนำมาตัดออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย บรรจงเรียงขึ้นเป็นตัวอักษรว่า ข้าตะกอนขมขื่น ประมวลภาพปรากฏขึ้นอย่างชัดแจ้งในหัว (และดังนั้นจึงสะกดตามความเข้าใจ) ของโข่ง From his experience watching the news every night, Khong believed that in the end the body of the star would be found, if not by someone collecting vegetables or trapping fish, then by children playing hide-and-seek … Picture of the taxi driver standing face turned towards the camera but pointing at him, who sits nearby with his head hung* … On the table in the foreground is a picture of the young actress’s black pants which have been cut into bits aligned to form the words ‘repist murdrer’. Those pictures appeared clearly in Khong’s head (hence the spelling as he knew it). =====* All too familiar scene of (alleged) criminals on Thai TV news broadcasts.
ยิ่งคิดยิ่งตัน โข่งไม่เข้าใจว่ากับข่าวฆาตกรรมที่เกิดขึ้นรายวันนั้น มันน่าจะเป็นอะไรที่มีทางออกได้ง่ายดายกว่านี้ เพราะหากเป็นเรื่องยาก การฆ่าแกงกันคงไม่เกิดขึ้นรายวันอย่างที่เป็นอยู่ หรือว่าฆาตกรต้องเป็นคนฉลาดแยบยล ชำนาญในการคิดซับซ้อน มีสมองก้อนโตกว่าลูกจ้างร้านแอร์อย่างเขา ความที่เป็นคนไม่เคยทำชั่วทำเลวมาก่อน โข่งจึงไม่เคยพาสมองที่มีอยู่เพียงน้อยนิดแผ้วพานมาลองฝึกปรือในย่านนี้เลย The more he thought, the more he was stumped. Khong didn’t understand: with news of murders happening daily, there should be a way out easier than this, because if it was something difficult, murders wouldn’t happen as often as they did, or else the murderers must be cunning, expert in convoluted thinking, with bigger brains than an air-con shop hired hand like him. Having never done anything evil before, Khong hadn’t taken the little feeble brain that he had to exercise in such pastures.
สมองของโข่งไล่เรียงไปในช่องทางเล็ดลอดต่างๆ ที่ผุดพรายขึ้น แต่แล้วเมื่อได้ไตร่ตรองลงไปในรายละเอียด แต่ละช่องแต่ละรูก็ปิดสนิทลงด้วยคำว่า ทุนทรัพย์และปัญญา ที่สุด โข่งไม่เห็นหนทางไหนดีไปกว่าการนั่งนิ่งๆ อยู่ตรงนี้ รอให้ตำรวจมาลากตัวไปเข้าตะราง เขาทายว่าดารามีชื่อเสียงระดับนี้ เดี๋ยวก็ต้องมีคนออกตามหา และคงมีวิธีสืบเสาะจนมาลงเอยที่ห้องของเขาในที่สุด เขาไม่มีกะจิตกะใจจะลุกขึ้นปฏิบัติภารกิจประจำ อันว่าด้วยการทำความสะอาดปัดกวาดชั้นล่างจนเรียบร้อย ขึ้นมาอาบน้ำ ใส่เจล บรรจงทำผมให้ดูเหมือนนักร้องเกาหลี แล้วลงไปเปิดหน้าร้าน เขาได้แต่นั่งจ๋อง ผมเผ้าชี้โด่เด่รุงรัง – ก็ยังเหมือนนักร้องเกาหลีอยู่ดี แต่จากอีกวงหนึ่ง – กอดเข่าดูร่างของดาราสาวตาปริบๆ ด้วยรู้ว่า อย่างไรเสียวันนี้ชีวิตลูกจ้างของเขาก็คงต้องสิ้นสุดลง แต่ไอ้การจะให้โทรไปแจ้งตำรวจนั้น โข่งก็รู้สึกว่ามันจะเร่งรัดให้คุกเดินเข้ามาหาตนเร็วเกินไป สู้นั่งนิ่งๆ อยู่ตรงนี้จะดีกว่า ไม่หนี ไม่โทรแจ้ง ลองวัดดวงดูสักหน เผื่อผู้คนจะไม่รู้ว่าหล่อนหายไป เหมือนกับที่เขาไม่รู้ว่าหล่อนมานอนอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร Khong’s brain followed the various byways that popped up, but then once he had mulled them over in detail, each gap, each hole was shut tight with the words ‘capital’ and ‘savvy’. In the end, Khong saw no better way than sitting still right there, waiting for the police to come and drag him into jail. He guessed that, this star being so sought after, before long somebody would start looking for her and would be able to trace her to his room eventually. He didn’t even feel like getting up to do his morning chores which consisted in going downstairs to sweep and tidy up, then back up here to shower, put on some gel and comb his hair to look like a South Korean singer, and then going down to open the shop front door. He merely sat meekly, his dishevelled hair sticking up – just like a South Korean singer, but from another band –, arms clasped around his folded legs, looking with blinking eyes at the body of the young actress in the knowledge that in any case today his life as an employee had to end, but calling the cops he felt would bring jail to him only faster. Sitting still right here was better. No fleeing. No phoning to report. Let’s measure our stars this once, in case people didn’t know she disappeared as he didn’t know how she had come to lie here. ปัญญา: intelligence, wisdom, knowledge, insight – here, the emphasis is on ‘know-how’; hence, ‘savvy’.
โข่งนั่งพิจารณาใบหน้าอันงดงามที่หลับตาพริ้มหันมาทางเขา ผู้นั่งกอดเข่าหันหลังให้หน้าต่าง แสงเช้าโรยเข้มเข้ามาภายในแล้ว ดวงหน้าของหล่อนสดใสผุดผ่อง ดูเหมือนคนที่กำลังนอนหลับฝันดีอยู่ โข่งค่อยๆ คลานเข้าใกล้ๆ ก้มหน้าลงไปซบที่เนินอกแล้วเงี่ยหูรอฟังเสียงหัวใจ Khong sat considering the beautiful face with its eyes shut tight turned towards him who squatted with his back to the window. In the already strong morning light her face looked radiant as if she slept enjoying a dream. Khong slowly crawled closer, lowered his face to her breast and then pricked up his ear to listen to her heart.
ตึก ตัก ตึก ตัก Lub-dub, lub-dub, lub-dub…
เขาไม่ได้ยินเสียงหัวใจของหล่อน ได้ยินแต่เสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นถี่เร็ว ยิ่งเงี่ยหูก็ยิ่งได้ยินเสียง ตึก ตัก ตึก ตัก ด้วยความตื่นเต้นที่ได้เอาหน้าไปวางอยู่บนเนินอกของดารา ขนาดตายแล้วกลิ่นของหล่อนยังหอมยวนใจถึงเพียงนี้ โข่งหลับตา ตั้งใจซึมซับเอาความรู้สึกอันอบอุ่นนี้ไว้ ความรู้สึกดีๆ เช่นนี้ โข่งเคยได้รับจากอกแม่ แต่ความรู้สึกนั้นก็นานแสนนานจนแทบจะลืมไปแล้ว แต่จำได้ว่าแม่ไม่หอมหวนเหมือนหล่อนผู้นี้ He didn’t hear her heartbeats – only his own, beating fast. The more he listened, the louder the lub-dub resound- ed out of the excitement of having his face on her breast. Dead though she was, her perfume still disturbed him this much. Khong closed his eyes, intent on absorbing that warm feeling. A good feeling like this he once had received from his mother’s bosom, but that was such a long time ago he had almost forgotten, yet still remembered his mother didn’t have the enticing fragrance of this woman.
ซบหน้านิ่งอยู่บนร่างบางที่ชุดราตรีสีดำถูกถลกขึ้นมาลอยอยู่บนหน้าท้อง โข่งค่อยๆ ลืมตาขึ้น ใบหน้าของเขาที่หันไปทางปลายเท้าของหล่อนมองเลยผ่านไปเห็นรูปของหล่อนที่เขานำมาแปะไว้บนข้างฝา หล่อนยังส่งยิ้มนั้นมาให้เขา โข่งไม่อยากเชื่อว่าผู้หญิงที่เขากำลังแนบหน้าซบอกอยู่นี้คือคนคนเดียวกันกับดาราสาวสวยบนข้างฝาที่ถ่ายโฆษณายาสีฟัน ครีมทาหน้า และผ้าอนามัย สำหรับคนอย่างโข่ง อย่าว่าแต่ผู้หญิงในภาพโฆษณาเลย แค่กิ่งแก้ว สาวโรงงานในซอยใกล้ๆ เขายังได้แต่เพียงแอบมองแล้วเก็บหล่อนไปฝันเท่านั้น สัมผัสนี้ กลิ่นนี้ รูปนี้ เป็นอะไรที่คนอย่างเขาไม่มีวาสนาพอที่จะได้เชยชม โข่งเชื่ออย่างนั้น His face still sunk into the lithe body whose black nightdress had been crum- pled up to the waist, Khong slowly opened his eyes. His face, which was turned towards her feet, looked beyond them and saw the pictures of her which he had pinned to a wall. She was still smiling at him from there. Khong didn’t want to believe that the woman against whose chest his face rested was the same as the beautiful young starlet on the wall advertising toothpaste, face cream and sanitary pads. For someone like him, forget about those women in ad posters: even Kingkaeo, the factory girl in a nearby street, he had merely watched from afar and then kept her to dream about. This contact, this smell, those pictures were something someone like him wasn’t blessed enough to ever enjoy, or so Khong believed.
นอนตะแคงหน้าปลื้มใจอยู่ได้ไม่นาน สายตาของเขาก็ย่นระยะใกล้เข้า ภาพเงาบนข้างฝาเลือนราง ปลายเท้าของดาราสาวชัดขึ้น เขาเพิ่งสังเกตเห็นว่ารองเท้าของหล่อนนั้นเหลือติดเท้าอยู่เพียงข้างเดียว มันเป็นรองเท้าประเภทหุ้มส้นสีดำ ปลายแหลม พร้อมสายรัดข้อเท้าที่วับวาวคล้ายเพชร โข่งปรับระยะมองให้สั้นเข้ามาอีก ทิ้งเบื้องต่ำให้เป็นภาพเลือนรางในฉากหลัง ลอยเด่นชัดขึ้นมาคือหน้าท้องแบนราบ ขาวโพลน ไรขนอ่อนวิ่งเป็นเส้นชักพาสายตาของเขาช้อนสูงขึ้นสู่เนินนูนใต้กางเกงในลูกไม้สีดำ As he lay on his side by the ravishing face, his eyesight soon focused closer. The pictures on the wall blurred. The feet of the actress grew starker. He then noticed that one of them still wore a shoe. It was a shoe of a type with a black stiletto heel and straps that glittered like jewels. Khong adjusted his vision closer still, letting the farther points blur into the background. What came into clear focus was the curved flat tummy, stark white. Fine down ran in a line that took his eyes up a slope to the bulge below the black lace pants. Here, I refrained from the temptation to rewrite the sentence to make it crisper (…still wore a shoe – a shoe with a black stiletto heel…): the writer could have written it that way too, but didn’t.
ใจของโข่งเต้นแรง ผิวเนียนขาวโพลนตัดกับมือสากกร้าน ยิ่งย้ำให้เห็นถึงความหยาบกระดำกระด่างของมือตัวเอง มันลอยละเลียดอยู่เหนือเนินเนื้อและนิ่งอยู่ตรงนั้น ราวไม่แน่ใจว่าหากทิ้งน้ำหนักลงไปแล้วมันจะทำให้ความกระดำกระด่างแปดเปื้อนลงไปบนเนินหนันอันขาวหมดจดหรือไม่ แต่โข่งก็อยากสัมผัสมัน ขอบเขตสำคัญที่เขาเชื่ออย่างสนิทใจว่าได้มาพรากเอาพรหมจรรย์ของเขาไป ห้ามมือไม่ให้สั่น โข่งค่อยๆ วางมือลงบนมันเบาๆ และนิ่งอยู่ตรงนั้นจนนานกว่าที่ปลายนิ้วจะงอลงไปพบว่า กางเกงในของหล่อนที่ขยับร่นไปทางหนึ่งนั้นได้เปิดเผยกลีบเนื้อไว้รอสัมผัสของเขาโดยไม่กีดขวางบดบัง Khong’s heart beat hard. The soft stark-white skin beside his coarse hand made it obvious how coarse his hand was, which now hovered tentatively over the fleshy mound and froze there as if uncertain of whether, if its weight was made to bear on it, its coarseness would defile that immaculate white mound or not. But Khong wanted to feel it – an important boundary which he staunchly believed was there to take away his virginity. Forbidding his hand to shake, Khong slowly let it down to rest lightly on the mound and stayed still right there so long that the tips of the fingers curved in and found that her pants which had been pushed to one side revealed a fleshy petal waiting to be touched by him without obstruction. Unusually, here I have linked two sentences together (‘which now’ instead of ‘it’) to provide a full picture of the action and the thoughts that go with it.
…หัวใจของโข่มเต้นโครมๆ แทบจะหยุดเต้นลงเสียให้ได้ โข่งคิดว่าไหนๆ เขาคงจะต้องรับกรรมแห่งการมาถึงของหล่อนแล้ว ไหนๆ เขาก็จะต้องถูกตราหน้าว่าเป็นฆาตกรข่มขืน อย่ากระนั้นเลย เขาจะขอลิ้มลองหล่อนผู้นี้ดูอีกสักครั้งให้หายสงสัย Khong’s heart beat deafeningly – almost stopped beating actually. He thought that no matter what he must bear the consequences of her presence; no matter what he’d be branded a rapist-murderer. Be that as it may, he’d tentatively taste of that woman to clear his doubts. รับกรรม: literally, ‘receive the (bad) karma’ or ‘suffer the karma’.
…ปล่อยน้ำหนักลงสู่ปลายนิ้ว แล้วค่อยๆ สั่งให้มันซอกแทรกผ่านกลีบเนื้อ จมเข้าสู่ภายในอันอุ่นชื้น เหนอะหนืด และโอบรัด He let weight descend to the tip of the fingers then ordered them to slowly insi- nuate themselves past the fleshy petal and sink inside a place warm, wet, sticky and tight.
แต่ยังไม่ทันที่โข่งจะได้ชื่นใจกับของขวัญชิ้นใหม่ที่สวรรค์ประทานให้ นรกก็ส่งซ้อเจ้าของร้านขึ้นมาประชัน เสียงเคาะประตูห้องลั่นโครมๆ สนั่นขึ้น ตามมาด้วยเสียงด่าโขมง สั่งให้เขารีบลงมาทำความสะอาดหน้าร้านและเปิดประตูเพื่อรับลูกค้า But before Khong could enjoy the present that heaven had bestowed on him, hell sent Sor, the shop owner, up to compete. Sharp banging on the door resounded, followed by loud curses ordering him to hurry down to tidy up the front of the shop and open its door to customers.
=
=
คิดดูเอาเถอะ เพียงหลับแล้วตื่น… Think about it: just dreaming and then waking up…
จากชีวิตลูกจ้างธรรมดาๆ คนหนึ่ง ก้าวข้ามสู่ฆาตกรข่มขืนโหด กับเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง โข่งคิดหาทางหนีทีไล่เป็นฉากๆ เดี๋ยวจะหนี เดี๋ยวจะหั่นศพ เดี๋ยวจะหมกศพ เดี๋ยวพยายามจะชำเราศพ แต่ก็แปลกไม่แพ้กันที่เช้านี้เขาก็กลับมายืนอยู่ตรงที่เก่าอีกครั้ง และเมื่อสายแล้วก็ยังไม่มีวี่แววของตำรวจจะมาลากคอเขาเข้าตะราง มีแต่เสียงซ้อคอยสั่งให้เขาสืบสานวัตรปฏิบัติเดิมๆ ของลูกจ้างชั้นท้ายแถว รวมๆ แล้ว ชีวิตของโข่งก็ยังเป็นไปตามปกติอย่างเหลือเชื่อ เว้นแต่เพียงทรงผมที่ไม่ได้ใส่เจล และศพดาราสาวที่นอนรอตำรวจอยู่ใต้ผ้าห่มบนห้องชั้นสาม ซึ่งข้อท้ายนี่เองทำให้ใจของโข่งตุ๊มๆ ต่อมๆ ไม่เป็นอันทำมาหากิน สมองหมุนติ้วๆ เพื่อคิดหาวิธีว่าเขาจะจัดการอย่างไรดีกับศพของหล่อน ยิ่งสายยิ่งไร้วี่แววของตำรวจ โข่งก็ยิ่งมีความหวัง เขาต้องทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้ถูกจับ ซึ่งนั่นก็หมายความว่าเขาต้องหาวิถีทางกำจัดศพไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง  และการจะทำเช่นนั้นได้ก็ต้องรอให้ถึงค่ำเมื่อทุกคนกลับบ้านไปจนหมดเสียก่อน ส่วนการจะอำพรางศพด้วยวิธีใดนั้น โข่งจะต้องคิดหาหนทางอีกที From the life of an ordinary employee into that of a cruel rapist-murderer in just a few hours. Khong thought randomly of ways of escape. Now he’d flee, now he’d cut up the corpse, now he’d bury it, now he’d try to rape it. But it was odd all the same that this morning he found himself standing at the same place once more and there was still no sign the police would come and collar him to drag him into clink. There was only Sor’s voice ordering him to carry out the practice of a lowly hand. All in all, incredibly, Khong’s life was going on as usual, except only that his hairdo went without gel and that the corpse of a young actress was awaiting the police under a blanket in the third-floor room, this latter matter making his heart flutter, and none of it set on work. His brain spun wildly in search of a way to dispose of her body. As the morning stretched on without any sign of the police, Khong’s hopes grew. He had to do everything not to be caught, which meant biding his time until dark when everybody had gone back home. As for how to make that body disappear, he still had to think about it. Here, slight rewrite to avoid an awkward repetition (คิดหาวิธีว่าเขาจะจัดการอย่างไรดีกับศพ … หาวิถีทางกำจัดศพไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง … อำพรางศพด้วยวิธีใด).
โข่งปล่อยสายตาออกเตร็ดเตร่ไปอย่างสิ้นหวังและไร้จุดหมาย ล่องลอยข้ามถนน ผ่านรถ ผ่านคน ผ่านตู้ไปรษณีย์ จักรยาน และต่อมิอะไรวัตถุ จนแสงสะท้อนเปรื่องสาดวาบเข้าตา ดึงความสนใจของเขาไปยังร้านข้าวมันไก่ฝั่งตรงข้าม Khong let his eyes stray without hope or purpose … across the road, past cars, past people, past the postbox, past bicycles and all sorts of things, until a flash of reflected sunlight struck his eyes, drawing his attention to the chicken-rice shop on the other side.
มีดอีโต้เล่มเขื่องกำลังหมุนฉวัดเฉวียนอยู่ในมือชายวัยกลางคน … เงื้อขึ้นแล้วสับฉับๆ ลงบนเขียงอย่างชำนิชำนาญ ดูเหมือนมันจะเป็นมีดอีโต้แบบปลายแหลมสอบขนาดเหมาะมือทีเดียว โข่งปล่อยใจคิดว่าหากได้มันมาถืออยู่ในมือ เขาจะกล้าสับฉับลงมาบนรูปและร่างอันงดงามอรชรนั้นหรือไม่ เขาจะเลือกลงมือตรงส่วนไหนก่อน … เลือด … จะไหลนองออกมามากมายเพียงไร แล้วเขาจะใช้อะไรมาชะล้างเพื่อกำจัดรอยเลือด A bush knife with a biggish blade was wheeling in the air in the hand of a middle-aged man … deftly rising and then chopping briskly on the block. It seemed to be a very handy bush knife with a tapering blade. Khong mused on whether, if he held it in his hand, he’d dare use it to cut up that shapely body or not, which part he’d choose to begin with … and the blood … how much would flow out, and then what he’d use to wipe out the bloodstains. ===ขนาดเหมาะมือ: of a size that fits the hand.
ทางออกอันชัดเจนยังไม่มี แต่ทางรอดนั้นเหมือนจะพอแย้มหน้ามาให้เห็นอยู่ไรๆ อย่างน้อยหากเขาหั่นหล่อนได้ นั่นก็หมายความว่าเขาจะสามารถแบ่งการขนย้ายหล่อนไปในกล่องที่มีขนาดเล็กกว่า และน่าจะทำให้ลดพิรุธลงได้ โข่งโล่งใจขึ้นอีกนิด เฝ้านั่งรอให้เย็นย่ำมาถึง จับสายตาแน่นอยู่กับมีดอีโต้ในมือพ่อค้าข้าวมันไก่ฝั่งตรงข้าม ปล่อยให้แผนในหัวค่อยๆ ตกผลึกทีละน้อย ทีละน้อย จนกระทั่งสมองของเขาหาทางออกได้เสร็จสรรพ ตัดใจเลือกได้แม้กระทั่งส่วนไหนของหญิงสาวที่เขาจะเริ่มลงมีดก่อน A clear way out there was not, but a way to safety seemed to present itself vaguely at least if he could cut her up, which meant he’d be able to divide her and transport her in a box of a smaller size, which would attract less attention. Feeling a little relieved, Khong sat waiting for the evening to come, his eyes fixed on the bush knife in the hand of the man selling chicken-rice across the road, letting a plan form itself in his head a little at a time until his brain would have found a comprehensive way out, having settled on even which part of the young woman he’d begin with.
ตำรวจที่โข่งระแวงอยู่ตั้งแต่เช้าไม่ยอมปรากฏตัวขึ้นจนกระทั่งบ่าย ถึงมันอาจจะยังไม่เกี่ยวกับโข่งโดยตรง แต่การโผล่มาของเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบที่เดินมายืนก้มๆ เงยๆ อยู่ที่บริเวณหน้าร้านนั้นเกือบทำให้โข่งต้องวิ่งแจ้นออกไปมอบตัวอยู่เต็มที เพราะโดยปกติแล้วตำรวจจะไม่เดินเลยสี่แยกมาไกลถึงบริเวณนี้ พวกเขาจะนั่งอยู่ในป้อมติดแอร์ใต้สะพานข้ามแยก คอยบริหารสัญญาณไฟจากที่นั่น แต่นี่เขาเดินจากป้อมมาจนไกล เฉียดผ่านหน้าร้านที่มีโข่งนั่งใจหายใจคว่ำอยู่บนเก้าอี้หัวโล้น ยืนเล็งหาอะไรอยู่สักอย่างที่น่าจะตกลงมาจากสะพานที่พาดขนานคร่อมถนนอยู่ชั้นบน The police which Khong worried about all morning still refused to appear until well past noon. All right. Even though it didn’t yet antagonise him directly, the appearance of an officer in uniform who came and stood snooping in the vicinity of the shop almost had Khong run out to give himself up right away, because usu- ally no cop walked past the intersection to this side, they’d sit in the air-condition- ed booth under the overpass, attending to the traffic lights from there. But here he had walked quite a distance from the booth, skirting the shop where Khong sat on a stool with his heart in his mouth, and he stood as if looking for something that might have fallen from the overpass which straddled the road overhead. ======

=

=

เก้าอี้หัวโล้น: a chair with a bald head or a skinhead chair – what a lovely definition of a stool!

ตำรวจหนุ่มเงยมองขึ้นไปบนสะพาน ทำทีเหมือนกะระยะ แล้วก้มลงเดินวนไปวนมาอยู่แถวๆ หน้าร้านนั่นเอง เขาหันมาทางโข่ง 2 ครั้ง แต่ยัง เขายังไม่ถามไถ่อะไรก่อน ใจของโข่งตะโกนบอกตัวเองให้ลุกขึ้น นั่งลง ให้หนี ให้นั่งอยู่เฉยๆ ส่งสารออกมาอย่างสับสนด้วยเพราะคำว่าพิรุธเพียงคำเดียว แต่ท้ายที่สุดก็ทำอะไรไม่ถูก นั่งแข็งทื่อเฝ้าหน้าร้านอยู่นั่นเอง เหงื่อกาฬแตกท่วม ตัวเย็นสนิท The young police officer looked up at the overpass as if to figure out its height, then lowered his head and walked back and forth in front of the shop. He turned to look at Khong twice but not yet – he didn’t ask anything yet. Khong’s mind shouted at him to get up, sit down, flee, sit still, sending out confused messages because of the word ‘suspicion’ only, but in the end he couldn’t do anything right and sat stiff guarding the front of the shop, sweating profusely, feeling dreadfully cold.
“ตำรวจเขามาทำอะไรวะ ไอ้โข่ง” ‘Khong, what’s that cop doing here?’
เสียงซ้อดังขึ้นข้างๆ โข่งไม่รู้ว่าหล่อนมายืนเท้าสะเอวสังเกตการณ์อยู่นานเพียงไรแล้ว แทนที่จะตอบ โข่งแอบกอดอก หวังใช้ท่อนแขนอุดเสียงหัวใจที่กำลังเต้นตูมตาม เขากลัวซ้อได้ยิน Sor’s voice burst out next to him. Since when she had come and stood fists on hips observing the situation Khong had no idea. Instead of answering, he surreptitiously folded his arms over his chest, hoping to deaden the din of his heart, afraid Sor would hear it.
เมื่อไม่ได้ความจากลูกน้อง ซ้อจึงตะโกนถามคุณตำรวจ Getting no answer from her employee, Sor asked the police officer in a loud voice.
“เมื่อคืนเกิดอุบัติเหตุรถเสียหลักบนสะพาน เนี่ย…บนร้านเจ๊นี่เลย คงซิ่งมานั่นแหละ เห็นรอยยางแถมาตั้งแต่โค้งแรกนู่น พอเข้าโค้งสองก็เสียหลัก เห็นว่าดื่มมาด้วย คงเมามาน่ะ” ‘There was an accident last night. A car toppled over on the overpass. There, right above your shop. Must’ve been racing. You can see tyre tracks from the first bend, and on the second it toppled over. He’d been drinking too, must’ve been drunk.’
“ตายมั้ยคะ” ซ้อโยนคำถามสำคัญ ‘Did he die?’ Sor asked the important question.
“เจ็บสาหัส คงรอดยากน่ะครับ” ตำรวจตอบ ซ้อถอนหายใจ หากดวงตาเจืออยู่ด้วยแววผิดหวัง หล่อนหันมาทางโข่งแล้วถามซ้ำอีกครั้ง “ไอ้โข่ง ห้องนอนเอ็งอยู่ห่างถนนไม่ถึงสองเมตร เอ็งไม่รู้เรื่องบ้างเลยหรือ” ‘He’s seriously wounded and probably won’t make it,’ the officer answered. Sor sighed, a furtive gleam of disappointment in her eyes. She turned to Khong and asked: ‘I say, Khong, your room’s only two metres away from the overpass. Didn’t you hear anything?’ แล้วถามซ้ำอีกครั้ง (asked repeatedly once again) is an irrelevant pleonasm and must not be translated.
“ไม่รู้เรื่องเลยครับซ้อ” โข่งกลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็นเต็มที ‘Not-nothing at all, Sor.’ Khong had great difficulty swallowing his saliva.
คือถ้าอุบัติเหตุเกิดขึ้นในตอนหัวค่ำโข่งก็คงจะรู้เรื่อง และผลมันคงออกมาต่างไปจากนี้ แต่นี่มันมาเกิดเอาตอนใกล้รุ่งซึ่งเขากำลังหลับเพลิน โข่งจึงไม่รู้ว่าเมื่อตอนตีสามครึ่งมีรถยนต์สปอร์ตเปิดประทุนคันหนึ่งวิ่งมาเกิดอุบัติเหตุขึ้นที่โค้งบนทางข้ามแยก ความที่มันเกิดขึ้นในช่วงใกล้เช้าจึงไม่มีใครทันเห็นเหตุการณ์ ไม่มีใครได้ยินเสียง แม้กระทั่งโข่งเอง จะว่าไปแล้วเขานอนหลับอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุไปไม่ถึง 5 เมตร เมื่อเจ้าหน้าที่และรถมูลนิธิมาถึงก็เพียงแต่นำร่างไร้สติของชายผู้ขับส่งโรงพยาบาล และจัดการย้ายซากรถที่กีดขวางทางจราจรออกจากถนน ไม่มีใครล่วงรู้ว่ารถสองที่นั่งคันดังกล่าวนั้นได้ถ่มผู้โดยสารทิ้งหายไปในอากาศคนหนึ่ง ร่างเพรียวบางของดาราสาวถูกดูดลอยออกจากรถด้วยแรงสะบัด แล้วปลิวเข้าช่องหน้าต่างที่เปิดอ้าซ่ารับลมที่ไม่เคยพัดผ่าน ลงไปนอนแน่นิ่งอยู่ข้างๆ โข่งผู้ไม่เคยฝันเปียกมาก่อนเลยทั้งชีวิต The thing is, if the accident had hap- pened early in the evening, Khong would have been aware of it and the result would have been different, but it happened near dawn while he was sleeping pleasurably. Khong thus didn’t know that by three thirty in the morning a sports car with its top down had an accident at a bend of the overpass. As this happened sometime before dawn, no one saw anything, no one heard anything, not even Khong. For all that, he slept not five metres away from where the accident had taken place. When officials and a foundation van arrived, they merely took the inanimate body of a man to hospital and arranged for the smashed-up car in the middle of the overpass to stop blocking the traffic. Nobody knew that the two-seater had sent a passenger into the air. The slender body of the young actress was flung out of the car by the violence of the spin and then flew through the window opened wide to catch the breeze that never made it through to flop down and lay still beside Khong, who had never had a wet dream in his life before.
นั่นคือที่มาของหล่อน แต่แน่นอนว่านอกจากจิ้งจกที่เดินป้วนเปี้ยนอยู่บนเสาไฟฟ้าแล้ว ไม่มีใครล่วงรู้ถึงการมาถึงของดาราสาว ไม่ใช่โข่ง และแน่นอนว่าไม่ใช่หล่อน ไม่ใช่แม้กระทั่งผู้จัดการส่วนตัวผู้ใกล้ชิด ซึ่งโดยปกติแล้วจะทราบในทุกๆ ก้าวย่าง หากสำหรับครั้งนี้ แม้แต่ผู้จัดการเองก็ถูกพรางไว้ด้วยอุบายอีกชั้นหนึ่ง เนื่องจากเหตุผลที่ดาราสาวต้องการเก็บเจ้าของรถสปอร์ตคันนี้เป็นความลับก่อนในช่วงทดลองขี่ จะว่าไปก็คงมีแต่ชายหนุ่มเจ้าสังคมผู้มากมีและงดงามอีกคนเท่านั้น ที่น่าจะรู้ถึงการหายตัวไปของหล่อน แต่แล้วในบ่ายแก่ที่ยังมาไม่ถึงของวันนี้ หัวใจที่เต้นอ่อนๆ ของเขาก็จะมีอันต้องหยุดสงบลง สายใยเส้นสุดท้ายที่จะสาวมาถึงดาราละครนางนี้จึงต้องมาพลันขาดสะบั้น การตามหาตัวหล่อนมีอุปสรรคยิ่งขึ้นไปอีก That’s where she had come from, but of course besides the house lizards that hung around the electricity poles nobody knew about her arrival, neither Khong nor she herself nor even her personal manager and confidant who usually knew of her every step. But this time the manager had been left in the dark on purpose, as the young actress meant to keep the sports car owner a secret during the ride-testing period. All told, there was only a young socialite man of wealth and good looks who should know of her disappearance but then, later this afternoon, his feebly beating heart would give out altogether. The last thread that could lead to the young actress thus snapped broken. Looking for her became all the more difficult.
มันจึงต้องใช้เวลาอีก 3 วันเป็นอย่างน้อย กว่าที่ใครจะสำเหนียกถึงการหายตัวไปของหล่อนผู้นอนปางเปลือยแน่นิ่งอยู่บนฟูกของโข่ง So it would take at least three days be fore anyone took heed of the disappear- ance of the woman who lay virtually naked on Khong’s mattress.
โข่งผู้นั่งทำทีเป็นไม่สนใจบทสนทนาระหว่างซ้อกับตำรวจ ประเมินข้อมูลข่าวสารที่ได้รับฟังข่าวอุบัติเหตุรถยนต์ของหนุ่มสังคมชั้นสูงที่ค่อยๆ คลี่คลายออกไปตามความเข้าใจของตำรวจ ขณะเดียวกันก็ลืมตัวเผลอชะโงกหัวขึ้นไปประมาณ – ทั้งๆ ที่ทางสายตาของเขาถูกปิดกั้นอยู่ด้วยกันสาด – ถึงความห่างระหว่างสะพานกับหน้าต่างห้องนอน ถึงรถที่เสียหลัก หมุนคว้าง กับการสลัดร่างผู้หญิงที่นั่งมาด้วยให้ลอยเข้าไปในหน้าต่างที่เปิดโปร่งของเขา ความเป็นไปได้ และความอยากให้เป็นไปได้ต่างๆ แล่นผ่านสมองของโข่ง Khong, who sat pretending not to be interested in the conversation between Sor and the police officer, was assessing the information he was listening to, the news of the car accident of a high-so young man which was gradually getting clear in the officer’s mind. At the same time he forgot himself and raised his head to assess – even though his view was obstructed by the awning – the distance between the overpass and his bedroom window, the car that got out of control and overturned and the casting off of the body of the female passenger sent flying through his wide-open window. The possibility of it and the wish for all this to be possible went through his mind.
“แล้วนี่คุณตำรวจมาเดินก้มๆ เงยๆ หาอะไรอยู่ล่ะ รถของอีคว่ำข้างบนไม่ใช่หรือ” ซ้อชี้ขึ้นบนสะพานที่คร่อมอยู่เหนือหัว ‘Then what are you snooping around here for? The car crashed up there, didn’t it?’ Sor pointed at the straddling overpass.
“ใช่ครับ รถน่ะคว่ำข้างบน แต่แรงหมุนของมันคงจะเหวี่ยงข้าวของออกมานอกรถน่ะ ผมก็เลยเดินลงมาตรวจดู เห็นทางโรงพักแจ้งมาว่าเขาพบรองเท้าผู้หญิงข้างหนึ่งตกอยู่ในรถ เผื่อจะมีอะไรปลิวลงมาตกแถวนี้อีก” ‘It did, but the violence of the tumble may have thrown things out of the car, so I came out here to check. The station say they found a woman’s shoe in the car. Maybe something else has fallen out around here.’
ซ้อบอกปัดไปว่าหล่อนไม่เห็นอะไรผิดสังเกต, ส่วนโข่งนั้นใจหายวาบ เพราะรู้แน่ว่ารองเท้าข้างนั้นต้องเป็นของดาราสาวที่นอนแน่นิ่งอยู่บนห้องของเขาอย่างแน่นอนที่สุด แต่แล้วเมื่อตำรวจเดินจากไป เขาก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมตำรวจจึงไม่รู้ว่าดาราสาวนั่งรถมาด้วย ทำไมจึงไม่มีใครตามหาหล่อน … หรือไม่มีใครรู้ว่าหล่อนหายตัวไป? Sor told him dismissively she didn’t see anything unusual. As for Khong, his heart lurched, because he knew for sure that that shoe belonged to the young actress who lay dead still in his room, but then when the police officer had walked away, he couldn’t help wondering why the police didn’t know the young actress sat in that car, why no one was looking for her – or was it that nobody knew she had disappeared?
อย่างไรก็ตาม ข่าวใหม่นี้ทำให้โข่งใจชื้นขึ้นบ้าง อย่างน้อยเขาก็ไม่ต้องคิดถึงเรื่องที่จะหั่นหล่อนเป็นชิ้นๆ อีกต่อไป โข่งปล่อยความคิดให้หล่นจากมีดอีโต้ที่ร้านข้าวมันไก่ฝั่งตรงข้าม พร้อมๆ กับในหัวก็เริ่มวางแผนใหม่ และในทันทีที่ทุกคนกลับบ้าน โข่งทำตามความหวังสุดท้ายของเขาทันที Anyway, this new bit of news gave him heart. At least he didn’t have to think about cutting her into pieces any longer. He stopped thinking about that bush knife in the chicken-rice shop on the other side as in his head a new plan was taking shape and as soon as everyone had gone back home he acted according to his last hope.
ความที่โข่งไม่ใช่คนใจร้ายโดยสันดาน เมื่อเห็นทางรอดปลอดภัยสมองของเขาจึงลืมเรื่องที่พยายามจะล่วงละเมิดหล่อนไปจนสนิท ครั้นสบโอกาสเหมาะก็รีบกุลีกุจอจัดการลากร่างอันแน่นิ่งถูลู่ถูกังขึ้นไปบนดาดฟ้า คำนวณทิศทางที่เหมาะสมและวางร่างนั้นลง วางลงให้เหมือนกับหล่อนได้ปลิวลอยขึ้นมาอยู่บนดาดฟ้าชั้นสี่ แทนที่จะเป็นชั้นสามตรงห้องของเขา, จัดท่าจัดทางให้หล่อนเสร็จ โข่งนั่งยองๆ อยู่ใกล้ๆ ใจเตลิดลอยไปเป็นฉากๆ ว่า เขาจะพูดกับตำรวจอย่างไร กับคำถามนั้น คำถามนี้ เขาควรจะตอบแค่ไหน Not being evil by nature, when Khong saw that he was safe, his brain forgot entirely about trying to violate her. As soon as the coast was clear, he set about dragging the inanimate body forcibly to the roof-deck, figured out a plausible trajectory, put the body down and set it as if she had landed on the fourth-floor roof-deck instead of his third-floor room. Once he had set her down properly, Khong sat on his heels near her, his mind drifting at random through what he’d say to the police, how he should answer this question and that question. ==สบโอกาสเหมาะ: literally, ‘spotted a fitting opportunity’.
ทางรอด … โข่งเห็นทางรอดอยู่ไรๆ A way out – Khong saw a way out off in the distance.
เมื่อทุกอย่างดูเข้าที่เข้าทางดี โข่งลุกขึ้นยืน แต่แล้วก็ฉุกนึกขึ้นได้ว่า เขาควรจะต้องจัดการกับกางเกงในและคราบอสุจิที่เห็นกรังอยู่ที่หน้าขาของหล่อน เขาจำเป็นที่ต้องชำระมันออกให้เรียบร้อยเสียก่อน มิฉะนั้นมันจะเป็นหลักฐานสำคัญที่จูงตำรวจมาถึงเขาอย่างแน่นอนที่สุด When everything seemed properly sorted out, he stood up, but then it struck him that he should do something about her pants and the sperm he could see caking the front of her thighs. He had to clear that mess or else it would be important evidence the police would use against him for sure.
ไวเท่าใจคิด โข่งจัดแจงถกกระโปรงของหล่อนขึ้น ยกสองขาเรียวยาวขึ้นพาดบ่า แล้วดึงกางเกงในตัวน้อยพรวดเดียวหลุดติดมือออกมา ตั้งใจจะเอามันไปซักให้หมดคราบก่อนแล้วค่อยหาผ้าชุบน้ำมาเช็ดทำความสะอาดบริเวณหน้าขาของหล่อน แต่แล้วขณะที่เขาปล่อยขาให้ตกลงพื้นอย่างร้อนรนนั่นเอง โข่งรู้สึกเหมือนอะไรบางอย่าง … ขยับ! No sooner thought than done. Khong undertook to set her nightdress in place, raised her long legs and rested them on his shoulders, pulled her pants off in a jiffy, intending to wash them of their stains and then find a wet piece of cloth to clean the front of her thighs, but then as he let the legs fall on the floor in a hurry, he felt as if something … moved a little!
ใจของโข่งหล่นวูบ เมื่อปรายตาขึ้นมองก็พบตาคู่นั้นของหล่อนจ้องเขม็งมายังเขา His heart missed a beat. When he opened his eyes and looked, her eyes were staring at him.
โข่งตกใจสุดขีด กระโดดออกไปนั่งยองๆ ประนมกางเกงในของหล่อนอยู่เหนืออก ตั้งหลักมองอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก Khong, absolutely shocked, jumped away and sat down on his heels, the palms of his hands pressing her pants raised to his chest as he gathered himself together to look from not very far.
ทุกอย่างนิ่งสนิท หล่อนยังนอนเหยียดขานิ่ง ทว่าตาคู่นั้นยังไม่ยอมปลดปล่อยจากเขา เสียงรถที่วิ่งผ่านไปมาเงียบสนิทลงอย่างจู่ๆ โข่งคิดอะไรไม่ออกทั้งสิ้น Everything was dead quiet. She still lay with her legs stretched out motionless, but her eyes refused to let go of him. The noise of the cars going past suddenly stopped altogether. Khong’s mind went blank. คิดอะไรไม่ออกทั้งสิ้น: literally, ‘could think of absolutely nothing’.
ทั้งคู่ต่างนิ่งงันไปอึดใจใหญ่ๆ แต่แล้วเมื่อหายตกใจ โข่งค่อยๆ ย่องเข้าไปดูใกล้ๆ ตั้งใจจะเอากางเกงในไปคืนหล่อน พร้อมคำอธิบายที่ยังไม่มีในหัว They each were motionless for a long while but then, when he recovered from his shock, Khong, still squatting, got closer, intending to return the pants to her along with words of explanation that were not yet in his head.
ดาราสาวกะพริบตาปริบๆ จ้องนิ่งมายังเงาร่างอุบาทว์ผมเผ้ารุงรังที่ค่อยขยับตัวใกล้เข้ามา The young actress blinked repeatedly, stared fixedly at the sinister, dishevelled body that was moving towards her.
แวบนั้น โข่งภาวนาขอให้ชีวิตจริงเป็นดั่งละครที่เขาเคยได้ดูอยู่บ่อยๆ ที่นางเอกสาวสวยเกิดอุบัติเหตุสูญเสียความทรงจำ และได้ชายแปลกหน้าผู้ยากไร้แต่จิตใจดีเป็นคนช่วยเหลือเอาไว้ ในที่สุดหล่อนจำได้ว่าหล่อนนั้นเป็นใครมาจากไหน แต่มันก็สายไปเสียแล้วเพราะหล่อนตกหลุมรักเขาเข้าอย่างถอนตัวไม่ขึ้น … เพราะความดีมีคุณธรรมของชายผู้ยากไร้คนนี้ Right then, Khong prayed that real life would be like the plays he watched often in which the beautiful young heroine loses her memory in an accident and is helped by a poor but kind stranger and in the end remembers who she is but it’s too late because she has fallen irretrievably in love with him, because of that young man’s goodness.
แต่แล้ว สัมผัสแห่งกางเกงในตัวน้อยในมือของโข่งก็เข้ามาทำลายฝันพิลาศของเขาจนกระเจิง เพราะในละครนางเอกคงไม่มีวันตื่นมาเจอชายผู้ยากไร้ที่ว่ากำลังยักแย่ยักยัน ถอดกางเกงในของหล่อนอยู่ และที่สาหัสกว่านั้นคือ เหตุที่เขาต้องถอดกางเกงในของหล่อนออกก็เพราะเขากำลังพยายามทำลายหลักฐาน คราบอสุจิเกรอะกรังอยู่บนร่างกายของหล่อนเพื่อหนีความผิดทางอาญา จริงอยู่ คราบอสุจินั้นอาจมิใช่ร่องรอยแห่งการข่มขืนชำเรา แต่ใครเล่าจะเชื่อโข่ง But then the contact of her flimsy pants in his hands smashed his bright dream to pieces because in those plays the heroine in no way would wake up to see that poor man awkwardly stripping her of her pants, and what was worse, the reason he had to pull her pants off was because he was trying to destroy the evidence of the sperm caking her legs to escape criminal charges. True, that semen may not be proof of rape, but who would believe Khong?
โข่งตระหนักดีว่า ละครเรื่องไหนๆ ก็คงไม่มีพระเอกอย่างเขา … ในเมื่อเขาไม่ใช่พระเอก นี่จึงไม่ใช่ละคร นางเอกสาวจึงกะพริบตาปริบๆ อยู่ได้เพียงครู่เดียว สติก็สะกิดบอกหล่อนว่า ชุดกระโปรงราตรีของหล่อนถูกถกร่นขึ้นไปอยู่เหนือหน้าท้อง เบื้องล่างเปลือยเปล่า และเขาไม่ใช่คนที่หล่อนกำลังทดลองขี่ Khong was well aware that no play would have a hero like him … Since he was no hero, this wasn’t a play. The heroine thus only blinked for a short while. She became conscious that her nightdress had been scrambled to above her tummy, below she was naked and he wasn’t the one she was ride testing. Here, a remarkable conjuring trick: shifting from Khong’s thoughts to the ‘heroine’’s, as if they were on the same wavelength.
หล่อนหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ แล้วกรีดร้องออกมาด้วยเสียงที่ดังสนั่นหวั่นไหว She inhaled deeply and then uttered a deafening scream.
ร้องราวกับจะขับไล่ภาพอุบาทว์เบื้องหน้าให้ละลายหายไป Screamed as if to dispel the vicious vision before her.
อิสรภาพที่ดูเหมือนจะชัดเจนแจ่มแจ้งอยู่เมื่อหลัดๆ นี่เอง หายวับไปท่ามเสียงกรีดร้องให้ช่วยอันแหลมสนั่น The freedom that seemed patently obvious an instant ago vanished in the high-pitched scream for help.
คิดดูเอาเถอะ หากคุณเป็นโข่ง… Think about it: if you were Khong…
‘Khongkhwan Khong Khong’,
Chor Karrakeit 52, 2010
Pahd Pasiigon (phart pha-si.korn)
is the pen name of
Vishnuchatr Visessuwanpoom,
son of the popular novelist
Phanom Thian (Chatchai V.)
and a productive novelist
and short story writer on his own,
now publishing himself as well.
.

Kleepkaeo – ’Rong Wongsawan

ooo

This short story comes from the very first collection ’Rong Wongsawan published in his late twenties, earning him the dubious reputation of a womaniser and bon vivant. Typical of this master of wordplay, the title of that collection, Nao Phooying, is patterned on nao jai (feeling forlorn, neglected) and hints at total frustration over women. The frustrating woman here is Kleepkaeo, whose name means ’orange jasmine petal’. MB

กลีบแก้ว

KLEEPKAEO

’รงค์ วงษ์สวรรค์

’RONG WONGSAWAN==

TRANSLATOR’S KITCHEN
1 1
พรเลิศหยีตาข้างหนึ่งและยิ้มที่มุมปากเมื่อผมบอกว่าประคินไปเยี่ยมลูกชายที่โรงเรียนประจำศรีราชา หล่อนจะค้างที่นั่นสักสองสามคืนด้วย เกี่ยวกับกิจธุระในโรงงานแป้งมันสำปะหลังของหล่อน Phornleut crinkles one eye and half- smiles when I tell him Prakhin has gone to visit our son at the Sriracha* boarding school. She’ll stay there a few more nights to check on her cassava flourmill. ยิ้มที่มุมปาก: literally, ‘smiles from the corner of his mouth’.
* Spelling of Si Racha then.
“โชคดีวายร้าย เสาร์อาทิตย์เมียไม่อยู่บ้าน” ‘Tremendous good luck: this weekend the missus is away.’
ขณะนี้เราจิบวิสกี้กันอยู่ที่บาร์ทางแถบล่างของ กรุงเทพฯ We sit sipping whisky in a bar of the Bangkok underworld.
“พรุ่งนี้ไปเที่ยวด้วยกันไหม ผมจะเอาเรือเร็วออกเที่ยวไปตามแม่น้ำมันเรื่อยๆ” ‘Let’s go out tomorrow, shall we? I’ll have the speedboat cruise up and down the river.’
“หน้าฝนไปเที่ยวเรือมันจะได้ความอะไร” ‘Taking a boat out in the rainy season, is that a good idea?’
“เป็นเสียอย่างงี้ซี ไม่ทันฟังให้จบเสียก่อน” พรเลิศเบ้หน้า ชะโงกเข้ามาจนใกล้ผม แล้วกระซิบโดยไม่จำเป็นเลยเพราะในบาร์มีเราอยู่เพียงสองคน “ผมจะจัดปาร์ตี้ลับเฉพาะขึ้นไงล่ะ พูดแค่นี้แล้วสนใจมั่งรึยัง” ‘See how you are: you won’t let me finish.’ Phornleut screws up his face, leans towards me and whispers, need- lessly as there’s only the two of us in the bar, ‘I’ll set up a private party, how’s that? Enough to get your attention?’
“ทีเด็ดอีกแล้ว…?” ‘One of your tricks again…’
เพื่อนที่เคยฟาดแข้งกันมาในสนามฟุตบอลพยักหน้า และเรียกวิสกี้มาอีกรอบหนึ่ง My friend since our shin-bashing days on the soccer pitch nods and orders a new round of scotch.
แต่ผมก็ยังลังเลใจอยู่ดี กับพรเลิศถึงเราจะสนิทสนมกันอย่างไร ผมก็ไม่ลืมว่าประคินเกลียดเพื่อนคนนี้เข้ากระดูก ไม่ใช่ในฐานะที่เขาเป็นเจ้าของกิจการบาร์และราตรีสโมสรหลายแห่งเท่านั้น หากเป็นเพราะพรเลิศกว้างขวางในสังคมผู้หญิงทุกแบบ และใจคอกว้างขวางหยิบยื่นมาให้เพื่อนฝูงเสมอ…โดยเฉพาะกับผม But I’m still reluctant. With Phornleut, no matter how close we are, I don’t forget that Prakhin hates my friend’s guts, not just for being the owner of several bars and nightclubs but because he’s popular in women circles of all kinds and very generous lending them out to friends – to me in particular. In English, it’s a man’s guts you hate; in Thai, his bones.
ประคินอาจจะเป็นผู้ดีเกินไปและยุ่งอยู่กับการค้าของหล่อนจนน่าเวียนหัว สองสิ่งนี้ก็ไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้หล่อนต้องนอนค้างอ้างแรมตามลำพังมากคืนกว่า…กับผม ตลอดกว่าสิบปีในชีวิตแต่งงานของเรา มันเป็นเพราะผมอดไม่ได้เมื่อเห็นผู้หญิงอื่น เมื่อมีโอกาส หรือแม้ไม่มีก็พยายาม Prakhin may be too much of a lady and too dizzily involved in her trading, but these are not the reasons she’s had to sleep many more nights alone than … with me during the ten years plus of our married life; rather, it’s that I can’t help myself when I see other women: I go for them or at least try.
ประคินรู้ดี แต่เราก็ไม่เคยทะเลาะวิวาทกันเลย ช่างเยือกเย็นจนผมเกือบจะว่าหล่อนคือน้ำแข็งที่ไม่รู้จักละลาย Prakhin knows all about it, but we’ve never quarrelled. So cool I’d say she’s ice that won’t melt.
จะเคยพูดบ้างก็เพียงว่า “คุณไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยมั่งหรือไง ปีนี้คุณสี่สิบสองแล้วนะ-นรา” The most she’ll say is, ‘Don’t you ever get tired? This year, you’re forty-two, you know, Nara.’
“อะไรกันตั้งสี่สิบสอง” ผมหัวเราะหัวใคร่ ยืดอกขึ้นสูดลมเข้าไปเต็มปอดแล้วก้มลง “…ผมนึกว่าเพิ่งยี่สิบแปดเท่านั้นเสียอีก” ‘What do you mean forty-two?’ I laugh out loud, stretch my chest for a lungful of air and then bend over. ‘I thought I was only twenty-eight, actually.’
“ฉันขวางคุณเหลือเกินแล้วนะ” ประคินปัดมือผมที่วุ่นอยู่กับจี้เพชรบนเนินอก ‘Don’t let me stop you.’ Prakhin brushes off my hand fumbling with the jewelled pendant on her bosom.
เปิดลิ้นชักโต๊ะทำงานของหล่อน หยิบสมุดเช็คขึ้นมากรอกเงินจำนวนหนึ่งลงไป…ยื่นมาให้ผม Opens the drawer of her desk, picks up the cheque-book, writes down a certain amount and hands me the cheque. Part of ‘modern’ writing at the time: leaving out the subject or rather making minced meat of sentences.
การมีเมียรวยและไม่ขี้หึง…มันดีอย่างนี้เอง Having a wife who’s rich and not jealous … that’s how it goes. มันดีอย่างนี้เอง: variant: isn’t that great?
2 2
เราออกเรือในตอนเช้าตรู่ของวันอาทิตย์ ฝนปรอยบางๆ และอากาศชื้นทำให้ต้องล่อวิสกี้กันทั้งเช้าๆ อย่างนี้ We get the boat out in the early morning on Sunday. It’s drizzling and the dampness in the air has us downing whisky this early.
ผมนึกแล้วไม่ผิด พรเลิศจะต้องมากับมิสเฮเลน นักร้องฟิลิปปินนาคนใหม่ของเขา แวน นักข่าวสังคมชื่อดังทั้งร้ายและดี เกี่ยวก้อยกับระชวย ตัวประกอบภาพยนตร์ที่ขึ้นชื่อว่าใจง่ายที่สุดในโลกเซลลูลอยด์ I got it right: Phornleut had to come with Miss Helen, his new Filipino singer. Also Waen, the well-known social columnist, both wicked and good, hand in hand with Rachuay, a supporting actress notorious for having the easiest heart of the celluloid world.
และนั่น คือผู้หญิงอายุสิบเก้าที่พรเลิศบุ๊คตัวเอาไว้ให้ผม And there is the nineteen-year-old woman Phornleut has booked for me.
“กลีบแก้ว ครับ” พรเลิศแนะนำ “ชายผมสีเทาผู้นี้คือ นรา นักเขียนเรื่องโรแมนติกที่เคยบอกไว้ไงล่ะ” ‘Kleepkaeo…’ Phornleut introduces. ‘This grey-haired man is Nara, the romance writer I’ve told you about.’
“ดิฉันเคยอ่านเรื่องของคุณมาบ้างแล้ว ยินดีมากค่ะที่ได้รู้จัก” ‘I’ve read some of your stories. Very glad to meet you.’
น้ำเสียงของกลีบแก้วช่างเป็นกันเองและมีรอยยิ้มอยู่ในตา Kleepkaeo’s voice is very friendly and there’s a smile in her eyes.
ผมขอบคุณหล่อนเบาๆ ตามวิสัย I thank her in a low voice, as I always do.
จุดบุหรี่ขึ้นในขณะที่คิดว่าจะเริ่มจับเส้นหล่อนต่อไปอย่างไรดี Light up a cigarette while I ponder how to get on with her further.
เจ้าพระยาตอนเช้าเป็นภาพที่งามจับตา สองฟากฝั่งเริ่มตื่นและเคลื่อนไหว ทิวไม้เขียวกระจ่างชัดขึ้นเมื่อต้องแสงแดดบางๆ ชาวสวนพายเรือผลไม้ออกมาจากลำคลองเล็กๆ คนขายกาแฟหนุ่มบีบลูกยางแตรประจำเรือของเขาด้วยความคึกคะนอง หญิงสาวนุ่งกระโจมอกลงมาอาบน้ำที่ท่าหน้าบ้าน ฟอกสบู่ไปทั่วทั้งตัวกระมิดกระเมี้ยน ช่างเรือกลไฟโยนฟืนเข้าในเตา ชาวเรือเปิดขยายทางท้ายของเขาขึ้น รวบหูมุ้งซุกๆ เอาไว้ แล้วก็ลงมือจุดไฟหุงข้าว พลางเบิกตาขึ้นไปบนท้องฟ้า The Chao Phraya in the morning offers an arresting sight. Both banks are beginning to wake and stir. The rows of trees turn green under the mild sunrays. Orchard people paddling boatfuls of fruit come out of small canals. A young coffee seller squishes the pear-shaped rubber of his boat horn in high spirit. A young girl in a sarong knotted round her chest goes down to bathe at the landing in front of her house and soaps herself all over demurely. A steamer’s mechanic throws fuel into its furnace. A sailor lifts his collapsible roof at the back, tucks away the ends of his mosquito net, and then lights a fire to cook rice while glancing upwards to survey the sky.
ผมไม่สนใจภาพเหล่านี้มากไปกว่าละอองน้ำฝนที่เกาะบนเรือนผมและหัวคิ้วของกลีบแก้ว นอกจากจมูกดื้อรั้น หล่อนมีริมฝีปากค่อนข้างหนา แต่ได้รูปและน่าจูบอีกด้วย I’m not nearly as interested in those scenes as in the droplets clinging to Kleepkaeo’s hairdo and brow. Besides a headstrong nose, she has rather thick lips, but well-shaped and kiss-inviting too.
กางเกงขาสั้นผ้าเนื้อหยาบๆ และเสื้อแบบเชิ้ตแต่ปิดคอ-รัดทรวง ตัดด้วยผ้าไหมสันกำแพงรับกับผิวเกลี้ยงเกลา ก็เป็นอีกอย่างที่ชวนให้หลงใหล ผมเป็นอย่างนี้เอง ความรู้สึกฉับไวและขี้มักจะอดไม่ได้กับผู้หญิงทุกคน Her shorts of rough cloth and round-necked chest-hugging shirt cut in silk, a mountain cliff against her neat skin, are another invitation to insanity. That’s how I am. Swift of feeling and unable to resist women.
“ขอวิสกี้ให้ดิฉันสักแก้ว ได้ไหมคะ” ‘May I have a glass of whisky?’
หล่อนเริ่มต้นก่อน She is the first to begin.
“ทุกอย่างที่กลีบแก้วต้องการ…ต้องได้เสมอในเรือลำนี้” นี่เป็นเสียงของพรเลิศ ‘Everything you want, Kleepkaeo, is yours on this boat.’ This is Phornleut’s voice.
ผมเดือดดาลตัวเองที่กลายเป็นคนเชื่องช้าไปเสียแล้ว I’m furious at myself for being slow- witted.
“ฝนตกน่ารำคาญ แต่วิสกี้คงจะช่วยให้อารมณ์ดี” ผมเริ่มขึ้นบ้างเมื่อพรเลิศหายไปในเคบินขนาดย่อม “คุณคงดื่มเสมอ?” ‘This rain is annoying but whisky will improve our mood,’ I begin when Phornleut has gone down to the smallish cabin. ‘Do you drink much?’
“ไม่หรอกค่ะ” หล่อนเอียงคอ “สำหรับวันอย่างนี้เท่านั้น ดิฉันพอจะรู้ความหมายของปาร์ตี้แบบนี้อยู่บ้าง” ‘Not at all.’ She tilts her neck. ‘Only on days like these, to get into the mood of a party like this one.’
กลีบแก้วหัวเราะ ช้อนตามองลึกเข้ามาในตาของผม She laughs, raising her eyes deep into my eyes.
ผมชักรู้สึกกระด้างกระเดื่องยังไงพิกล I feel suddenly oddly abashed.
“ผมจะไปเอาวิสกี้ให้คุณดีกว่า” ผมพูดขึ้นทำไมก็ไม่รู้ “เฮเลนคงไม่ยอมปล่อยพรเลิศขึ้นมาบนนี้อีกก็ได้” ‘Let me get you that whisky,’ I say I don’t know why. ‘Helen might not let Phornleut come back up here.’
“ทำไมหรือคะ” ‘Why not?’
ผมชะโงกหน้าเข้าไปจนชิดแก้มหล่อน “คุณสวยน่ะซี ได้ยินไหม คุณสวยกว่าเฮเลนและระชวย” I bend over to within touch of her cheek. ‘Because you’re beautiful. Do you hear? More beautiful than Helen and Rachuay.’
กลีบแก้วไม่ตอบและผมคิดว่าหน้าหล่อนก็คงไม่แดงเรื่อขึ้นมาสักนิด ผมจึงผละจากหล่อนลงไปในเคบิน เกือบจะสะดุดกองเชือกหัวคะมำ Kleepkaeo doesn’t answer and I think she doesn’t blush either, so I part from her and go down to the cabin, tripping on a coil of ropes and almost falling flat on my face.
ผู้หญิงคนนี้อวดดียังไงนะ หล่อนทำให้ผมขวยเขินและประหม่าอย่างบอกไม่ถูก What’s with this cocky woman that makes me feel so shy and nervous? อย่างบอกไม่ถูก: don’t know, hard to say – catch-all phrase that doesn’t say much.
3 3
ระชวยและเฮเลนนั่งเล่นถอดไพ่กันอยู่ แวนเปิดแผ่นเสียงเพลงร็อกแล้วลุกขึ้นเต้นรำท่าแปลกๆ ผู้หญิงสองคนหัวเราะชอบใจ ระชวยตบมือให้จังหวะก่อน แล้วหล่อนก็ทนนั่งอยู่เฉยไม่ได้ลุกขึ้นหมุนตัว กระโปรงผ้าดอกบานเป็นวงกลมได้ฉากกับสะเอวคอดและช่วงขาอวบของหล่อน Rachuay and Helen sit playing cards. Waen puts on some rock music and then gets up and dances peculiar. Amused, the two women laugh. Rachuay claps her hands to the beat first and then can’t keep still, springs up and spins, her flowery skirt a wheel between her narrow waist and chubby thighs. Note here the avoidance of adverbs to make the sentences swing: ‘peculiar’ rather than ‘oddly’ or ‘in a peculiar way’ and ‘amused’ rather than ‘laugh delightfully’ or some such.
พรเลิศหยีตาข้างหนึ่งตามเคยเมื่อเห็นผม เขาส่งแก้ววิสกี้สำหรับกลีบแก้วให้ ผมรับมาถือไว้แล้วหนีบติดมือขึ้นไปข้างบนอีกขวดหนึ่ง Phornleut crinkles one eye as usual when he sees me. He passes me the glass of whisky for Kleepkaeo. I take it and then palm a bottle as well and go back up.
กลีบแก้วนั่งครึ่งนอน ชันขาข้างหนึ่งอยู่บนเตียงหวายแบบหรูหรา ดีไซน์ขึ้นโดยเฉพาะสำหรับดาดฟ้าเรือ ผมลากเก้าอี้นั่งเตี้ยๆ เข้าไปจนชิดหล่อนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ Kleepkaeo is reclining with one leg up on a fancy wicker deckchair. I drag a small chair as close to her as I can. Gained in translation: ‘deckchair’ as qualifier rather than the heavy ดีไซน์ขึ้นโดยเฉพาะสำหรับดาดฟ้าเรือ (designed especially for a boat deck).
ผู้หญิงอายุสิบเก้าคนนี้คอแข็งพอใช้ หล่อนจิบวิสกี้กับน้ำแข็งได้มากเท่าๆ กับผมทีเดียว This nineteen-year-old woman can hold her liquor. She matches me downing whisky on the rocks.
หน้าแดงขึ้นเพียงเล็กน้อย เสียงปร่าไปบ้างแต่หัวเราะเสียงใสตามเคย Her face a little red, her voice a little slurred, but her laughter as clear as before.
“คุณเป็นนักเขียนอาชีพหรือคะ” หล่อนถาม ‘Are you a professional writer, sir?’ she asks.
ผมตอบว่า “เรียกผมว่านราดีกว่า ค่อยฟังดูเป็นกันเอง” I answer, ‘You can call me Nara; it’s more congenial.’
“งั้นดิฉันจะถามใหม่ นราคะ คุณเขียนหนังสือเป็นอาชีพ ใช่ไหมคะ” ‘Then I’ll ask you, Nara, writing is your profession, isn’t it?’
“จะว่างั้นก็ได้กระมัง เพราะนอกจากเขียนหนังสือกับมีเมียเศรษฐีแล้วผมก็ไม่ได้ทำอะไรอีกนี่…” ‘You can put it like that, I suppose, because besides writing and having a rich wife I do nothing else…’
“ดีนะคะ” ‘That’s good.’
“อย่างแรกหรืออย่างหลัง?” ‘What is? The former or the latter?’
ผมกุมมือข้างหนึ่งของหล่อน I cover one of her hands with mine.
กลีบแก้วไม่ขัด เบือนสายตาไปในแม่น้ำ She doesn’t demur, looks away at the river.
“ทำไมไม่ตอบล่ะ” ‘Why don’t you answer?’
“ไม่รู้จะพูดว่ายังไงนี่คะ” ‘I don’t know what to say.’
“กลีบแก้ว อยากฟังเรื่องการมีเมียเศรษฐีของผมบ้างไหมล่ะ” ‘Kleepkaeo, do you want to hear about my having a rich wife?’
“ไม่หละค่ะ นรา” ‘No, Nara.’
หล่อนเรียกชื่อผมสนิทสนม She pronounces my name just so. สนิทสนม: close, very friendly.
“งั้นก็เล่าเรื่องของคุณเองให้ผมฟังบ้าง” ‘Then tell me about you.’
“อย่าดีกว่าค่ะ” กลีบแก้วดึงมือกลับไปและยกแก้ววิสกี้ขึ้นจิบ “คุณไม่ต้องเล่าให้ดิฉันฟัง และดิฉันก็ไม่เล่าให้คุณฟังดีกว่าไหมคะ รู้จักกันเพียงแค่นี้ พรุ่งนี้เราอาจะไม่รู้จักกัน” ‘Better not.’ She withdraws her hand and raises her glass for a sip. ‘You don’t have to tell me and I don’t have to tell you. Isn’t it better that way? Knowing this much of each other, maybe tomorrow we won’t remember each other.’
“ผมจะลืมคุณได้ยังไง กลีบแก้ว” ‘How could I forget you, Kleepkaeo?’
คราวนี้ผมไม่เพียงจับมือ แต่ยื่นหน้าเข้าไปจูบหล่อนทีเดียว ที่ริมหูก่อนแล้วจึงที่แก้ม แล้วไล่ดะไปถึงปลายคาง “ใครจะลืมได้ แม้จะรู้จักเพียงนาทีเดียว” This time I just don’t take her hand but move forward and kiss her, the rim of her ear first and then her cheek and then all the way down to her chin. ‘Who could forget you, even meeting you for a minute only?’
กลีบแก้วยันคางผมเบาๆ ไม่เชิงขัดขืนและไม่เชิงเต็มใจ Kleepkaeo pushes against my chin lightly, neither objecting nor consenting.
ผมชักรู้สึกกระดากกระเดื่องอีกแล้ว I’m disconcerted yet again.
อยากจะลงไปจิกหัวถามพรเลิศเดี๋ยวนี้ กลีบแก้วเป็นผู้หญิงอย่างไร แต่คิดไปอีกที นี่เป็นเพียงชั่วโมงแรกที่เราพบกัน ยังมีเวลาอีกนาน Feel like going down to knock Phorn- leut on the head and ask him right now what kind of woman Kleepkaeo is, but on second thoughts, this is only our first hour with each other. There’s still plenty of time.
เรือลำนี้จะต้องแล่นต่อไปอีกจนค่ำ จนถึงดึก แล้วก็ลงได้เริ่มต้นกินเหล้ากันแต่เช้าอย่างนี้ ถ้าผมไม่รู้จักกลีบแก้ว ก็โง่เต็มทน This boat will sail until dusk, and given that we’ve begun to drink since morning like this, if I don’t get to know Kleepkaeo then I’m a fool.
ฝนขาดเม็ดเมื่อเลยเมืองนนท์ เลี้ยวคุ้งวัดเฉลิมพระเกียรติ กลีบแก้วลุกขึ้นเดินไปตามลูกกรงเรือ ผมชมร่างได้สัดส่วนของหล่อนจนอิ่มใจ แล้วก็ทนนั่งดูต่อไปไม่ได้ ลุกขึ้นเดินตามไปช้าๆ It stops raining when we are past Nonthaburi round the bend of the Chalermphrakiat temple. Kleepkaeo gets up and walks along the ship’s rail. When I have my fill of ogling her well-proportioned body I can’t stand remaining seated, get up and follow her slowly. .
Chalermprakiat temple
กลีบแก้วหันมาดู She turns and looks at me.
ผมทำเป็นก้มหน้ามองดูระลอกน้ำข้างล่าง I pretend to peer at the ripples down there.
“ไม่ลงไปข้างล่างกันบ้างหรือคะ-นรา ป่านนี้คงสนุกกันใหญ่แล้ว” ‘Shouldn’t we be going down, Nara? By now they must be having fun.’
ผมพยักหน้า I nod in agreement.
กลีบแก้วสอดแขนกับแขนผม เราเดินกอดเกี่ยวกันลงไป Kleepkaeo hooks her arm to mine. We walk down clutching each other.
4 4
กว่าจะถึงเวลาอาหารกลางวัน ผมเต้นรำจังหวะร้อนๆ จุดไฟแทบติดเสียจนหอบ จะหยุดพักมั่งก็ไม่ได้ เพราะกลีบแก้วชอบเหลือทน Before it’s time for lunch, I dance frantically, almost lighting a fire till I gasp. Can’t stop to rest because Kleepkaeo loves it.
และหล่อนกระซิบกับผม “รู้ไหมนรา คุณเป็นพาร์ทเนอร์ที่วิเศษที่สุด” And she whispers to me, ‘You know, Nara? You’re a most wonderful partner.’
แล้วก็ยังพรเลิศอีกคน “ไม่น่าเชื่อเลย อายุสี่สิบยังเต้นรำได้คล่องแคล่วยังงี้ ผมเองยังยอมแขวนรองเท้าไปหลายปีแล้ว ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ” And Phornleut strikes his oar in: ‘Incredible! Forty years old and dancing so nimbly. Myself I put my court shoes away years ago, and only get them out when it’s really necessary.’
(ก็เพราะมันจำเป็นน่ะซีโว้ย ผมตะโกนในใจ อยากจะตะบันหน้าให้สักที) (It’s because it’s really necessary, you fool! I shout in my head. I’d like to give him a punch on the nose.)
ส่วนแวนนั้นไม่มีปัญหา เขาเพิ่งสามสิบห้ายังไม่เต็ม จึงรู้สึกสนุกเต็มที่และพยายามจะเปลี่ยนคู่ให้ได้ แต่ผมไม่ยอม เพราะผมรู้มาตั้งนานแล้วว่าระชวยช่ำชองมาอย่างไร As for Waen, no problem: he isn’t quite thirty-five, so he enjoys himself fully and tries to swap partners, but I’m not having any, because I’m familiar with Rachuay’s skills.
เราไปหยุดกินกลางวันกันที่บางปะอิน พักผ่อนพอข้าวไม่ทันเรียงเม็ดดี กลีบแก้วจะชวนผมว่ายน้ำเล่นอีก ดีที่ผมหลีกเลี่ยงเสียทันโดยอ้างว่าไม่ได้เอากางเกงอาบน้ำมา We stop for lunch at Bang Pa-in, rest until rice hasn’t quite settled. Kleepkaeo invites me to go for a swim, an offer I turn down promptly by claiming I didn’t bring my swimsuit. .

Bang Pa-in palace

หล่อนจึงโดดลงไปดำผุดดำว่ายอยู่คนเดียว So she jumps and romps about in the water on her own.
“ผมชักอยากเล่นน้ำมั่งแล้วซีแฮะ” แวนพูดเปรยๆ ‘I feel like going for a swim as well,’ Waen says out of the blue.
ผมชูกำปั้นขึ้นและถลึงตา เขาจึงทำท่าเจื่อนๆ แต่ไม่วายยักคิ้วและยิ้มหน้าทะเล้น I shake my fist and glare at him, so he pretends to look sheepish but can’t help raising an eyebrow and making an impish face.
“เด็กคนนี้เป็นไง?” พรเลิศเลี่ยงมาถาม ‘So how is she?’ Phornleut turns to ask me.
“กำลังศึกษาอย่างใกล้ชิดทีเดียว” ผมตอบ “นี่เราจะกลับกันเมื่อไหร่” ‘I’m working on it,’ I answer. ‘When are we going back?’
“แล้วแต่จะสะดวก เอางี้ดีไหม” เขายกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู “นอนเอาแรงกันสักตื่นเย็นๆ ค่อยล่องกลับมันเอื่อยๆ ขึ้นไปฉลองที่บาร์ผมอีกสักมื้อ แล้วก็ต่างคนต่างไป ‘Whenever it’s convenient. How about…’ Flicks his wrist to look at his watch. ‘…taking a nap and when we’re up by early evening sail back and celebrate with another meal at my place and then we’ll call it a day.’ ต่างคนต่างไป: each [of us] will leave.
ผมตอบตกลง I answer fine.
พรเลิศยิ้ม ชี้ให้ดูกลีบแก้วในน้ำ แล้วยกนิ้วหัวแม่มือ Phornleut smiles, points at Kleepkaeo in the water and then raises his thumb.
“เฮเลนก็นั่นเสียเมื่อไหร่ แลกกันไหมล่ะ?” ผมแกล้งถามไปยังงั้นเอง ‘Helen isn’t bad either. Shall we swap?’ I ask just to tease him.
พรเลิศยักไหล่ Phornleut shrugs his shoulders.
“เย็นใจเถอะ-นรา คุณยังไม่แก่สักนิด เฮเลนมีสัญญาจะต้องร้องเพลงให้ผมอีกตั้งสองเดือนกว่า คุณยังมีเวลา” ‘Be patient, Nara. You’re not old. Helen’s still under contract with me for another two months plus. You still have time.’
หนุ่มเจ้าสำราญนัมเบอร์วันของกรุงเทพฯ ยกมือขึ้นตบไหล่เบาๆ ผมยักคิ้วให้กลีบแก้วในน้ำนิดหนึ่ง และอยากหมุนเข็มนาฬิกาให้เย็นย่ำเร็วๆ Bangkok’s number-one playboy pats me on the shoulder. I glance at Kleepkaeo in the water and feel like moving the clock hands to reach early evening fast.
5 5
ผมต้องฆ่าเวลาด้วยการกินเหล้าถี่ๆ และเล่นไพ่อย่างดุเดือด ความรู้สึกในใจกับกลีบแก้วจึงค่อยบรรเทาลง I must kill time tippling and playing cards fiercely to have my feelings for Kleepkaeo simmer down.
หล่อนสนิทสนมขึ้นมากทุกนาทีที่ผ่านมา จนเมื่อเรือเทียบท่าบ้านริมน้ำของพรเลิศ หล่อนเต็มใจให้ผมสวมรองเท้าให้แก่หล่อน และกลีบแก้วเองก็มิได้ขวยเขินที่จะกลัดกระดุมคอเสื้อเม็ดล่างให้แก่ผม เขย่งขึ้นจูบคางผมและลูบผมสีเทาของผมเล่นอย่างเอ็นดู She’s been growing more congenial with every passing minute so that when the boat reaches Phornleut’s riverside house, she’s most willing to let me put her shoes on and isn’t averse herself to buttoning the collar of my shirt for me and tiptoeing to kiss me on the chin and stroke my silvery hair fondly.
เราไปฉลองกันที่บาร์ของพรเลิศอีกหลายเมา เมื่อใกล้จะสองนาฬิกาของวันใหม่ผมจึงมีโอกาสได้ขับรถไปส่งแวนกับระชวยที่บ้านชายโสดของแวน และไปส่งกลีบแก้วที่บ้านราชวิถี We go and celebrate at Phornleut’s bar with many a tipple. Nearly two hours into a new day I have the opportunity to drive Waen and Rachuay to Waen’s bachelor digs and Kleepkaeo to her house on Ratchawithi.
“บ้านเช่าส่วนตัวของดิฉันเอง” หล่อนบอกเมื่อถึงประตูบ้าน ‘My very own rented house,’ she tells me when we reach her door.
ผมจัดแจงเดินอ้อมมาเปิดประตูให้ กลีบแก้วหากุญแจในกระเป๋าถือของหล่อน แล้วสอดเข้าไปในช่องของมัน I rush round to open the car door for her. She fumbles in her handbag for the key and then slips it in its slot.
ประตูบานใหญ่เปิดช้าๆ The large door slowly opens.
“ขอบคุณมากที่อุตส่าห์มาส่ง … สวัสดีนะคะ” ‘Thank you very much for the lift. Good- night.’
“อ้าว” ผมร้องออกมาอย่างไม่คาดฝัน “ทำไมงั้นล่ะ” ‘What!’ I cry out, incredulous. ‘How can that be?’
“ดึกมากแล้ว-นรา ควรจะกลับบ้านเสีย ป่านนี้ภรรยาเศรษฐีของคุณคงจะคอยจนหายห่วง…” ‘It’s very late, Nara. You should go back home. By now, your rich wife must be waiting until she’s past caring.’
“เขาไม่อยู่หรอก” ผมร้องเสียงสั่น “เขาไปบ้านนอกอีกตั้งหลายวันจะกลับ” ‘She isn’t there!’ I shout tremulously. ‘She’s gone upcountry, won’t be back for days.’
“งั้นก็ยิ่งจำเป็นที่คุณจะต้องกลับไปเฝ้าบ้าน ดูแลขโมยให้ดี ขอบคุณนะคะ” ‘All the more reason for you to go back lest the house is burglarised. Thank you so much.’
กลีบแก้วพยายามเบี่ยงตัวหลบเข้าประตู Kleepkaeo tries to squeeze past to the door.
ผมรีบแทรกเข้าไปติดๆ หับประตูไว้อย่างเก่า แล้วสวมกอดหล่อนทันทีทันควัน I match her moves. Shut the door like before and then take her in my arms.
“คุณยังไม่ได้ปิดไฟรถ” กลีบแก้วละล่ำละลักออกมาจากอ้อมแขนผม ‘Your car lights are still on,’ she sputters and pulls out of my embrace.
ผมกอดหล่อนแน่นเข้า พูดแทบไม่เป็นภาษาคน “ให้มันเปิดอยู่อย่างนั้นแหละ” I hug her tight and blubber, ‘Let ’m be.’
“พอเถอะค่ะ-นรา” กลีบแก้วพยายามบ่ายเบี่ยง “แค่นี้คุณก็ไปคุยกับเพื่อนฝูงกับใครๆ ได้แล้วว่าคุณได้ดิฉัน ไม่พอใจรึคะ วันหลังค่อยพบกันใหม่” ‘Enough, please, Nara.’ Kleepkaeo tries to dodge me. ‘Like this you can already claim with your friends you’ve had me. Isn’t that enough? Till we meet again, then.’
ผมส่ายหัวช้าๆ…ไม่มีวันเสียสละ I shake my head slowly. Giving up is out of the question. ไม่มีวันเสียสละ: Variant: No way!
6 6
กลีบแก้วลังเลอยู่ตลอดเวลา ทำให้ผมกระปรี้กระเปร่าขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ Kleepkaeo playing for time perks me up incredibly.
ผมจูบปลอบใจหล่อนที่ริมจมูก I kiss her tender at the brim of her nose. ปลอบใจ: to console, cheer up
“มีอะไรเย็นๆ ดื่มกันบ้างไหม ตัวคุณร้อนผ่าว…” ‘Do you have anything cold to drink? You’re burning hot.’
กลีบแก้วไม่ตอบ Kleepkaeo doesn’t answer.
ผมฉวยจังหวะรุนหลังหล่อนเข้าไปในห้องรับแขก แล้วจัดแจงผสมเหล้าผู้หญิงขึ้นสองแก้วที่บาร์เล็กๆ หน้าห้องกินข้าวของหล่อนนั่นเอง I take the liberty to follow her into the lounge and set about mixing two lady’s-drinks at the little bar in front of her dining room.
“แก้คอแห้งเสียหน่อย” ผมเปรย ‘Just to wet your whistle,’ I remark.
หล่อนรับไปถือไว้ She takes the glass and holds it.
เรานั่งอยู่บนเก้าอี้บุหนังขนาดใหญ่ตัวเดียวกัน ผมตั้งต้นชวนหล่อนคุย ถึงความสนุกเมื่อเช้า เหล้าแก้วแรกของหล่อนในเรือ มื้อกลางวันที่บางปะอิน การเต้นรำและเล่นไพ่อย่างดุเดือด เรื่องตลกเบาสมอง จนกระทั่งการดื่มแชมเปญฉลองกันในบาร์ของพรเลิศ และเรื่องสกปรกที่แวนชอบสาธยายขึ้นมาบ่อยๆ แล้วอ้างว่าเป็นเรื่องจริง We sit down on the same leather couch. To begin with I make her talk, about the fun in the morning, her first glass of whisky on the boat, the lunch in Bang Pa-in, the frantic dancing and card- playing, all sorts of silly things including our cracking open some champagne in Phornleut’s bar and the dirty stories Waen kept coming up and pretending they were true.
ผมพยายามยั่วหัวใจเป็นเวลานานพอสมควร กลีบแก้วเป็นฝ่ายฟังมากกว่าพูด ผมเห็นหล่อนง่วงงุนเต็มที จึงฉวยแก้วเหล้าของหล่อนไปวางเสียบนโต๊ะ I endeavour to arouse her heart for quite a while. She listens more than she speaks. I see she’s very drowsy so I take her glass and put it on the table.
เรื่องมันก็สมคะเนนั่นแหละ แต่มันไม่ทุกอย่างไป กลีบแก้วไม่ขัดขืน ไม่เลยสักนิดเดียว ช่างสงบนิ่งเหมือนน้ำในแก้ว ผมพยายามโยนเหรียญทองลงไปเท่าไหร่ไม่กระเพื่อม ผมพยายามอย่างยิ่งยวด จนโทมนัสหัวใจไปเอง ผมสอดแขนไว้กับแผ่นหลังของหล่อน กระชับร่างไว้แน่น กระซิบคำหวานกับหล่อน อ้อนวอนหล่อน ไม่มีคำตอบเอาเสียเลย มีแต่ความเงียบเชียบและลมหายใจกระหืดกระหอบของผมเท่านั้น ช่างเงียบแสนเงียบ เงียบเหมือนยามหลับทั้งที่หล่อนกำลังตื่น ผมแทบหมดจิตหมดใจ The story goes as expected, but not all of it. Kleepkaeo doesn’t resist, not in the least, as still as water in a glass. No matter how far I try to throw the gold medal, not a ripple. I try my very best. Until the heart grieves by itself. I slip my arm under her back, draw her to me in a tight embrace, whisper blandishments to her, beseech her. There’s absolutely no answer, only silence and the panting of my breath. So darned quiet, quiet as in sleep even though she’s wide awake. I’m almost totally discouraged.
ไม่ว่ากับผู้หญิงคนไหน ผมไม่เคยทุ่มเทเรี่ยวแรงลงไปเหมือนกับให้กลีบแก้วเลย With no other woman have I ever expended as much energy as with Kleepkaeo.
ผมเหน็ดเหนื่อยและหวาดกลัวกับความเมินเฉยของหล่อน ผมพ่ายแพ้ยับเยิน ผมผละจากหล่อนแล้วซบหน้าลงกับท่อนแขนด้วนความปวดร้าว I’m exhausted – and frightened by her passivity. I’m thoroughly defeated. I move away from her and then bury my face in the crook of my arm, deeply hurt.
กลีบแก้วยังนอนอยู่อย่างนั้น เงียบเชียบไม่ไหวติง เมื่อผมชันศอกและลืมตาขึ้น หล่อนจ้องมองผมอยู่แล้ว Kleepkaeo keeps lying like that, perfectly still. When I prop myself on an elbow and open my eyes, I see her staring at me.
“นรา!” หล่อนเรียก “คุณเคยรักภรรยาคุณเหมือนรักดิฉันในคืนนี้หรือเปล่าคะ” ‘Nara,’ she calls out. ‘Have you ever loved your wife as you’ve loved me tonight?’
หล่อนยิ้มให้ผม She smiles at me.
ผมแค่นหัวเราะตอบ I force a laugh for an answer.
ผมมองเห็นแววตาของกลีบแก้วแจ่มชัด นั่นหล่อนกำลังยิ้มเยาะผม และน้ำเสียงของหล่อนอีกเล่า ถ้าไม่ใช่เย้ยหยันจะให้หมายความว่าอย่างไร I see Kleepkaeo’s eyes clearly. Scoffing at me they are. And her tone, then. If it isn’t a sneer, what else can it be?
“คุณเป็นคนน่ารักมาก นรา น่าอิจฉาภรรยาของคุณที่เป็นเจ้าของผู้ชายแข็งแรงอย่างนี้…” ‘You’re a very lovely man, Nara. Your wife is to be envied to own such a strong man.’
ผมคร้านจะตอบโต้ เดินไปล้วงเช็คในกระเป๋าเสื้อวางลงไปข้างๆ ตัวหล่อนด้วยความเคยชิน I can’t be bothered retorting, go over to get the cheque in my shirt pocket, put it down beside her out of habit.
ถูกแล้ว เช็คเงินสดใบนั้นมีลายเซ็นของประคิน That’s right: the cheque bearing Pra- khin’s signature.
กลีบแก้วมองดูมันอย่างเฉยเมย ชันขาขึ้นข้างหนึ่ง และกระถดแผ่นหลังขึ้นทาบท้าวแขนโซฟา แล้วหล่อนก็เอื้อมมือหยิบมันขึ้นมาฉีก … พลางหัวเราะ Kleepkaeo looks at it indifferently, raises one leg and shifts her back to rest her head on an arm of the sofa, and then she reaches out, takes the cheque and tears it up as she laughs.
ผมกลับหลังหันเดินออกมาจากห้องนั้นทันที จริงอย่างประคินว่า ผมน่าจะเหน็ดเหนื่อยบ้างแล้วกับวัยสี่สิบ I turn my back and walk out of the room at once. Prakhin is right: I should be growing tired in my forties.
7 7
ผมคิดถึงประคินจับใจขึ้นมา ถ้าผมเคยรักหล่อนเหมือนรักผู้หญิงอื่น หรือสักครึ่งที่รักกลีบแก้วเมื่อค่อนชั่วโมงที่แล้ว ประคินจะมีความสุขสักเพียงไหน I suddenly miss Prakhin acutely. If I’d loved her as I loved other women or just half as much as I’ve loved Kleepkaeo in the last hour, how happy she would be!
ประคินให้ผมทุกอย่าง และให้อย่างเต็มใจ ผมช่างสารเลวไม่เคยตอบแทนหล่อนบ้างเลย หรือเคยบ้าง … ก็ไม่เต็มเนื้อเต็มใจ Prakhin gives me everything, and most willingly. I’m a bastard never to have repaid her or when I do, only half- heartedly.
ผมสตาร์ทเครื่องยนต์ ผมจะขับรถไปหาหล่อนที่ศรีราชาเดี๋ยวนี้ I turn on the engine. I’ll drive to Sriracha to see her right now.
ประคินคงมีแววตาเศร้าสร้อยตามเคย และคงถามผมเยือกเย็น นี่นึกอะไรขึ้นมา ไม่มีผู้หญิงคนไหนว่างสำหรับนราบ้างเลย หรือเงินเกิดขาดมือขึ้นมากะทันหันอีกแล้ว Prakhin will probably have the same melancholy eyes and ask me coolly, What’s the idea? Was no woman available or did you suddenly run out of money again?
ผมจะตอบเมียและธนาคารของผมว่าอย่างไรดีหนอ How will I answer my wife-cum-banker?
ถนนราชวิถียามค่อนรุ่งเงียบสงัด ผมสูดลมเย็นเข้าเต็มอก ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังกลับคืนมาเป็นของผม ถนนสายนี้ทั้งสาย กรุงเทพฯ ทั้งหมด และโลกนี้ทั้งโลก Ratchawithi Road before dawn is dead quiet. I take a lungful of cool air. Everything is being returned to me, the whole road, the whole of Bangkok, the whole world.
…มันจะต้องเป็นของประคินด้วย And must be shared with Prakhin.
ผมพยายามสตาร์ทเครื่องยนต์อีกครั้ง มันไม่ยอมติด เสียงหัวเราะเย้ยหยันของกลีบแก้วแว่วมาหลอกหลอนอยู่ในรูหู…ทำให้ผมแทบคลั่ง I try to start the engine again. It won’t start. Kleepkaeo’s sneer is in my ear, freaking me out.
ไม่เป็นไรวะ ยังมีเวลา ประคินคอยได้เสมอ…ผมปลอบใจตัวเอง Never mind, there’s still time, Prakhin always obliges, I console myself.
กันยายน 2502

September 1959

พิมพ์ครั้งแรก : หนาวผู้หญิง รวมเรื่องสั้นโดย ’รงค์ วงษ์สวรรค์ สำนักพิมพ์ผดุงศึกษา พ.ศ. 2503

‘Kleepkaeo’ in Chor Karrakeit 46,
October–December 2008

’Rong [Narong] Wongsawan (1932-2009) was a versatile and prolific writer famed for his ‘jazzy’ style if not for the coherence of his plots. His best novel is Sanim Soi (sensitive, delicate), 1961, about life in a Bangkok brothel
as told by its resident pimp.
.