Tag Archives: duplicity

Nipples – Wanna Kawee

After the male bit some time ago, the female fad. Beyond the seriously anguishing problem of nipples turned black [ha! ha!] which shows how ignorant a woman can be of her own condition, what is at stake here is a break away from normative morality and self-deception through still deceitful rationalisation of moods and needs. MB

หัวนม

NIPPLES

lactating breast

วรรณะ กวี

WANNA KAWEE

TRANSLATOR’S KITCHEN
เมื่อได้ยินเสียงลูกร้อง ฉันอุ้มแกไว้ในอ้อมกอด ปลดกระดุมเสื้อช่วงบน ก้มลงมองทรวงอกของตัวเอง ฉันรู้สึกขยะแขยงหัวนมที่ดำเหมือนถูกป้ายด้วยยาฝาด แต่ฉันรู้อยู่แก่ใจว่าไม่ได้ป้ายยา เพราะลูกยังไม่หย่านม When I hear my child cry, I take him into my arms, unbutton the top of my blouse and lower my head to look at my breasts. I feel repulsed by my nipples which are black as if smeared with tannin but I know in my heart that they haven’t been smeared with any medicine because my son has yet to be weaned. A question often asked: how do you decide to translate in the present or past tense? Here the answer is obvious with the change of narrative pace from the first (present) to the second paragraph (recent past, marked by ‘since’).
ตั้งแต่มีลูก สภาพต่างๆ ในร่างกายของฉันได้เปลี่ยนแปลงไป หัวนมดำขึ้น ตัวอ้วนขึ้น ผมยาวรุงรัง มีผดผื่นขึ้นเต็มหลัง เขามักมองฉันด้วยสายตาเย็นชา ดวงตาแห้งแล้งว่างเปล่าของเขาทิ่มแทงใจฉันให้ปวดปร่า เขากำลังเปลี่ยนไปพร้อมสภาพร่างกายของฉัน Since I gave birth many things in my body have changed. My nip- ples have darkened, my breasts have swollen, my hair has grown longer and messy, my back is covered with rashes from prickly heat. He looks at me mostly with indifference. His dry empty eyes pierce my heart and it hurts. He’s changing with the changes in my body.
หลังจากฉันแต่งงานกับเขาได้สองเดือน หมอบอกว่าฉันตั้งครรภ์ได้สามเดือนแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าฉันมีอะไรกับเขาก่อนแต่งงาน ฉันไม่เคยเล่าให้ใครฟัง แม้แต่พิมพ์แก้วเพื่อนสนิทที่สุดของฉัน ฉันมักยืนยันกับเธอว่าฉันเป็นผู้หญิงรักนวลสงวนตัว ฉันไม่อยากให้ใครรู้ว่าแท้ที่จริงแล้วฉันก็ไม่ได้แตกต่างไปจากคนอื่นๆ Two months after we got mar- ried, the doctor told me I was three months’ pregnant – nobody knew I’d been sleeping with him before marriage. I never told anyone, not even Phimkaeo, my closest friend. I always insisted with her that I was chaste. I didn’t want anyone to know that in fact I was no different from anyone else.
“ผู้หญิงที่ยอมเสียตัวง่ายๆ เป็นผู้หญิงที่อ่อนแอ” ‘Women who give in easily are weak.’
“ฉันว่าเราไม่น่าจะตัดสินใครอย่างนั้น ฉันไม่รู้หรอกนะว่าอารมณ์ขณะนั้นเป็นยังไง เพราะฉันไม่เคยมีใคร แต่ฉันคิดว่าฉันจะไม่ยอมผู้ชายคนไหนง่ายๆ หรอก” ‘I think we shouldn’t judge anyone like that. I don’t know how it feels when the mood strikes because I’ve never had anybody, but I think I’ll never give in easily to any man.’
พิมพ์แก้วเพื่อนของฉันมักกล่าวย้ำเช่นนี้เสมอ เธอทำให้ฉันต้องกลายเป็นมนุษย์ลวงโลก เธอทำให้ฉันเสียดายความภาคภูมิที่ฉันเพิ่งสูญเสียไป Phimkaeo, my friend, was always stating this. She made a deceiver of me. She made me regret the pride I had just lost.
ฉันเป็นของเขาในค่ำคืนที่ฉันไปหาเขาที่คอนโดมิเนียม นั่นเป็นห้องของเขา เตียงของเขา ฉันต่างหากที่เข้าไปก้าวก่ายโลกส่วนตัวของเขา ฉันไปหาเขาด้วยความเร่าร้อนในใจ ทุกอาทิตย์ฉันจะต้องพบหน้าเขา ถ้าเขาไม่มาหาฉัน ฉันก็ต้องไปหาเขา ความต้องการใกล้ชิดเรียกร้องให้ฉันกล้า ไม่ว่าฉันจะเคยคิดว่า … ผู้หญิงที่ไปหาผู้ชายก่อนเป็นผู้หญิงที่ไร้ศักดิ์ศรี I became his on the night I went to see him at his block of flats. That was his room, his bed. It was I who broke into his privacy. I went to see him out of excitement. Every week I had to see him. If he didn’t come to see me I had to go and see him. The need for intimacy made me daring, for all my previous thinking that women who went to see men had no dignity.
“อย่าเพิ่งไปตัดสินอะไรง่ายๆ อย่างนั้นเลย บางทีเธอเองก็ยังไม่รู้ภาวะอารมณ์ของผู้หญิงกับผู้ชายที่ใกล้ชิดกัน แต่ถ้าเป็นฉัน ฉันก็คงไม่ไปหาผู้ชายก่อน เพราะฉันรู้ว่ามันอันตราย” ‘Don’t be so judgmental. Maybe you don’t know the power of the mood of a woman with a man when they are close. But if it were me, I wouldn’t be the one to go and see a man, because I know it’s dangerous.’
พิมพ์แก้วพยายามทำให้ฉันดูถูกตัวเองตามความคิดเก่าๆ ที่ฉันได้รับอิทธิพลมาจากครอบครัว ฉันกำลังจะกลายเป็นผู้หญิงที่ไร้ศักดิ์ศรีและอ่อนแอ ในส่วนลึกฉันรู้ว่าฉันผิดต่อค่านิยมและประเพณี ผิดต่อความรู้สึกของตนเอง ผิดต่อวิสัยทัศน์ที่ตนเองพยายามคิดสร้าง และผิดต่อภาพสวยงามที่ฉันวาดไว้อำพรางตัวตน ฉันยังย้ำเสียงแข็งต่อหน้าพิมพ์แก้วว่า “ฉันจะเป็นผู้หญิงบริสุทธิ์จนถึงวันแต่งงาน” Phimkaeo was trying to make me despise myself according to the old beliefs instilled in me by my family. I was becoming a woman without dignity and weak. Deep down I knew I was going against social values and tradition, against my own feelings, against the ideas I was trying to uphold and against the beautiful image I had of myself. Before Phimkaeo, I still insisted, raising my voice, that ‘I’ll stay chaste until my wedding.’
“ก็ดีนะ ฉันภูมิใจที่มีเพื่อนอย่างเธอ” ‘That’s good. I’m proud to have a friend like you.’
ใบหน้าของฉันร้อนผ่าว รู้สึกเสียววาบในใจเมื่อรู้ทั้งรู้ว่าสิ่งที่พูดไปนั้นไม่จริง… My face flushed hot, a thrill of pain seared through my heart, knowing full well that what I said was not true.
พิมพ์แก้วทำให้ฉันหวาดกลัว ถ้าเธอรู้ว่าฉันไม่ได้เป็นอย่างที่พูด เธอจะยังภูมิใจที่มีเพื่อน อย่างฉันอยู่ไหม บางทีฉันอาจจะเป็นสัตว์ตัวเมียที่ไร้ศักดิ์ศรีไปเลยก็ได้ ใครจะรู้ว่ากรง- กรอบความคิดของผู้หญิงที่มีแบบแผนของความเป็นผู้หญิงจะรู้สึกอย่างไรกับการกระทำของฉัน I was scared of Phimkaeo. If she knew I wasn’t as I said, would she still be proud to have a friend like that? I might become a female in heat devoid of dignity. Who would know what a woman who had a certain idea of woman would feel about what I had done? =

=

สัตว์ตัวเมีย: literally, ‘a female animal’.

พิมพ์แก้วไม่เคยมีคนรัก เธอจึงไม่รู้ว่ากลิ่นไอของผู้ชายมีพลังดึงดูดเพียงใด ฉันพยายามแล้ว … ฉันไม่อยากให้อารมณ์ปรารถนากระตุ้นเร้า ขณะนั้น … ฉันถ่วงเวลาด้วยการดูวิดีโอตอนแรกเขาเลือกหนังการ์ตูนที่ฉันดูไม่รู้เรื่อง ฉันไม่ชอบหนังการ์ตูนญี่ปุ่นที่มีหลายร้อยตอนจบ ฉันเป็นคนเปลี่ยนม้วนวิดีโอ ฉันเลือกหยิบหนังเอ๊กซ์… Phimkaeo has never had a boyfriend, so she doesn’t know how strong the power of attraction of a man can be. I tried … I didn’t want desire to carry me away to that extent … I played for time by watching a video. At first he chose a cartoon, to which I understood nothing. I don’t like Japanese animation films that go on for hundreds of frames. I was the one who changed the video. I picked up an X-rated movie.
=
ลูกร้องอีกแล้ว … ฉันบีบหัวนมเพื่อเร่งให้น้ำนมไหลแรง ปากเล็กๆ ดูดอย่างหื่นกระหาย เป็นสัมผัสที่แตกต่าง ระหว่างสัมผัสของเด็กและสัมผัสของผู้ชาย สัมผัสของเขามากกว่าที่เป็นต้นเหตุทำให้หัวนมของฉันดำ คงไม่ใช่สัมผัสของลูก ปากเล็กขนาดนี้ แรงกระจ้อยร่อยแค่นี้ จะทำให้หัวนมฉันไม่น่าดูได้หรือ ฉันนึกไปถึงคำพูดของพิมพ์แก้ว “หัวนมเธอน่าเกลียดจัง เพราะมีผัวหรือมีลูกกันแน่” My son is crying again … I squeeze my nipple to increase the flow of milk. The little mouth sucks with obvious hunger. The contact of the mouth of a child feels different from that of a man. The contact of his mouth is more likely to have caused my nipples to turn black, not the child’s suction. How could a small mouth like that with such feeble sucking power turn my nipples unsightly? I recall Phimkaeo saying, ‘Your nipples look awful. Is that because of your husband or because of your child?’ [I won’t vouch for the veracity of man’s saliva or enzymes as darkening agent, but I can vouch that there are far too many สัมผัส (contacts) here.]
ฉันลองพยายามนึก ผัวหรือลูกที่ทำให้หัวนมของฉันดำเมี่ยม ฉันนึกไม่ออก ฉันไม่รู้ว่าหัวนมของฉันดำเมี่ยมตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ฉันเชื่อแน่ว่าก่อนหน้านั้นสองปีหัวนมฉันยังเป็นสีชมพู ฉันภูมิใจกับทรวงอกที่แน่นเต่งตึงและไม่เคยถูกใช้งาน จนกระทั่งพบกับเขา… I try to think which of the two turned my nipples black like that. I can’t figure it out. I don’t know since when my nipples have been this black, but I’m certain that in the two years before that my nipples were pink. I was proud of my firm and ample chest that had never been used until I met him.
=
หนังมีบทแจ่มชัดทางเพศทำให้ฉันรู้สึกสยิวที่หน้าท้องจนไปถึงช่วงขา เขาเองก็หายใจแรงและลุกไปเข้าห้องน้ำ ฉันไม่อาจทนดูฉากที่เร่งเร้ามากไปกว่านี้ได้อีกแล้ว ฉันปิดวิดีโอและนอนหงายลงบนเตียง ผ่อนลมหายใจออกมาเสียงดัง The film with its explicit sex scenes made me feel thrills down there. As for him, he was breathing hard and he got up to go to the bathroom. I couldn’t bear watching any more exciting scenes than this. I stopped the video and lay down on my back on the bed, taking deep loud breaths. ที่หน้าท้องจนไปถึงช่วงขา: literally, ‘from the front of the belly to the spread of the legs’.
เขาเดินออกจากห้องน้ำ มองดูฉันด้วยดวงตาเปี่ยมชีวิตชีวา มันมีพลังปลุกเร้าและมีอำนาจน่าพิศวง จากดวงตาคู่นั้นฉันรู้ว่าเขากำลังตั้งคำถามกับฉันมากมาย He walked out of the bathroom, looked at me with eyes overflow-ing with life. They had an amaz-ingly rousing power. With those eyes I knew he was asking me many questions.
แล้วฉันเล่า ฉันมีคำถามในใจที่อยากหาคำตอบ ฉันอยากรู้ว่าเขาดูหนังแล้วรู้สึกอย่างไร เขาเข้าห้องน้ำไปทำอะไร ฉันอยากถามเขาหรือ … ไม่หรอก ฉันไม่กล้าพอจะฟังคำตอบ ถ้าเขาตอบว่าเขารู้สึกวาบหวิวที่ช่วงขาเช่นเดียวกับฉันเล่า ฉันจะว่าอย่างไร นี่ฉันคาดเดาในเรื่องที่กุลสตรีไม่ควรแม้แต่จะคิด And I too had questions in my mind I wanted answers to. I wanted to know how he felt watching that movie, what he had gone into the bathroom for. Was I going to ask him this? Of course not. I wasn’t daring enough to listen to the answers. If he answered that he felt aroused in the crotch as I was, what would I say? I was speculating on what a proper young woman shouldn’t even be thinking about.
=
ลูกเลิกดูดหัวนมดำเมี่ยมแล้ว แกหลับปุ๋ยด้วยความอิ่มเอม ปากกระจิริดยังค้างคาอยู่ที่หัวนม ฉันปลดปากเด็กออกจากหัวนม ช่างง่ายดายเหลือเกิน เด็กไม่ดื้อดึงเหนี่ยวรั้ง แต่ผู้ชายเล่า… My son has stopped suckling my dark nipple. He is deeply asleep now that he is full. His tiny mouth is still around the nipple. I pull him out. It’s so very easy. The child doesn’t resist. But a man…
=
หนังปิดแล้ว แต่อารมณ์ที่เร่าร้อนยังคุกรุ่นอยู่ เขามองฉันด้วยแววตาที่ไม่ต่างจากพระเอกในเรื่อง ฉันอยากรู้ว่าถ้าฉันพลิกตัว เขาจะทำอย่างไร บางทีเขาอาจจะไม่พอใจที่ฉันหลบสายตาของเขา The movie had stopped, but the hot mood kept smouldering. He was looking at me with eyes no different from the lead character in the movie. I wanted to know what he would do if I turned round. Maybe he wouldn’t be pleased when I averted my eyes.
“คุณอยากรู้ไหมว่าฉากต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น” เสียงของเขาดังที่ข้างหู ปลุกให้ฉันตกใจ ฉันไม่ได้ตอบด้วยคำพูด แต่ตอบด้วยการกระทำ… ‘Don’t you want to know what happens in the next scene?’ His voice was against my ear, startling me. I didn’t answer with words but answered with deeds…
=
ฉันใช้มือประคองศีรษะลูกค่อยๆ วางแกลงบนเบาะนอน ปล่อยให้เสื้อเปิดอ้าไว้โดยไม่ได้ใส่ใจจะติดกระดุม เวลานี้ฉันไม่จำเป็นต้องอายเขาอีก เขามองทรวงอกฉันด้วยสายตาเย็นชา ไม่เหมือนครั้งนั้น สายตาของเขาทิ่มแทงความรู้สึกของฉัน ร่างกายของฉันเวลานี้ไม่มีส่วนไหนที่จะเร้าความรู้สึกของเขาได้อีก โดยเฉพาะที่หัวนม With my hand cupping his head I gently lay my child down on his sleeping pad. I leave my blouse open as I don’t feel like doing it up. I no longer need to feel embar- rassed in front of him. He looks at my breasts with indifference – unlike that time. His eyes pierce me to the quick. No part of my body these days excites him any longer, especially not the nipples.
ฉันเก็บเอาคำพูดของพิมพ์แก้วมาครุ่นคิด เธอมักพูดเสมอว่า “ผู้ชายอาจจะไม่ชอบผู้หญิงที่ได้มาง่ายเกินไป” I’m still mulling Phimkaeo’s words. She’s always saying, ‘Men probably don’t like women that are too easy.’
พิมพ์แก้วไม่มีเจตนาจะพูดกระทบปมในใจของฉัน เพราะเธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฉันเป็นอย่างไร ฉันปรุงแต่งให้ตัวเองเป็นผู้หญิงในแบบแผนที่ผู้หญิงด้วยกันวาดหวัง ฉันพยายามเก็บซ่อนความคิดที่ขัดต่อมโนสำนึก Phimkaeo doesn’t intend to hurt me through my weak point, because she doesn’t know what it is. I’ve talked myself into the model woman women hope to be. I try to keep the offending truth hidden.
ฉันไม่รู้ว่าพิมพ์แก้วจะรู้สึกอย่างไร เมื่อเธอเห็นการเปลี่ยนแปลงทางสรีระของฉัน ฉันเห็นเธอมองที่หัวนมของฉัน จึงรีบติดกระดุมเสื้อเพราะไม่อยากให้เธอเห็นความลับบางอย่างที่ฉันพยายามซ่อนเร้น ฉันเผลอคิดไปว่าพิมพ์แก้วเองก็อาจไม่ต่างจากฉัน เธออาจจะเที่ยววาดฝันให้ตัวเองเป็นผู้หญิงบริสุทธิ์ผุดผ่อง แต่แท้ที่จริงแล้วเธอก็พ่ายแพ้ต่อธรรมชาติ I didn’t know how Phimkaeo would feel when she saw the changes in my body. I saw her looking at my nipples so I hastened to button up my blouse, I didn’t want her to see what I was trying to keep secret. I thought idly that she was no different from me: she went about fancying herself chaste and pure but actually had already given in to nature.
“ฉันขอดูหัวนมของเธอหน่อยได้ไหม” ฉันกล่าวขึ้นในวันหนึ่งที่เธอมาเยี่ยมฉันและลูก ฉันเลือกเอาวันนั้นเพราะสามีของฉันไม่อยู่บ้าน ออกไปหางานทำ ฉันต้องการพิสูจน์ความคิดบางอย่างเพื่อความสบายใจของตัวเอง ‘Do you mind if I have a look at your nipples,’ I asked her one day she had come to see me and the baby. I chose that day because my husband wasn’t home: he had gone out to look for work. I wanted to check some thoughts for my peace of mind. [This gives a new meaning to the expression ‘bosom friends’.]
พิมพ์แก้วซ่อนรอยยิ้มไว้ในดวงตา เป็นรอยยิ้มที่เสียดแทงความรู้สึกของลูกผู้หญิง และคำพูดของเธอก็เชือดเฉือนหัวใจของฉันตามประสาผู้หญิงที่รู้ทันกัน Phimkaeo hid a smile in her eyes, the smile of a woman whose feelings are being pricked, and her words pierced my heart as a woman who could see through her as well.
“เธออยากดูหัวนมของฉันเพื่อเธอจะได้รู้ว่าฉันเคยมีอะไรกับผู้ชายมาแล้วหรือยัง เธอไม่คิดว่าบทพิสูจน์ของเธอจะมีข้อผิดพลาดบ้างหรือ ผู้หญิงบางคนอาจจะมีหัวนมดำตั้งแต่กำเนิด เธอจะสรุปว่าเป็นเพราะหล่อนถูกเอ็นไซม์จากน้ำลายผู้ชายเข้าให้แล้วอย่างนั้นหรือ ถ้าสมมุติหัวนมฉันดำ เธอก็จะสรุปว่าฉันเป็นผู้หญิงไม่บริสุทธิ์ เป็นผู้หญิงประเภทเดียวกับที่เธอเคยประณามว่าอ่อนแอและไร้ศักดิ์ศรี เธอจะเอาธรรมชาติในตัวเธอมากำหนดพฤติกรรมของฉัน เธอคิดว่ามันน่าเชื่อถือหรือ” ‘You want to see my nipples to find out if I’ve been with a man yet. Don’t you think that your test is biased? Some women may have black nipples since they were born. Will you conclude they’ve been affected by the enzymes in a man’s saliva like that? Suppose my nipples are black: you’ll decide that I’m not a virgin, that I’m the same kind of woman you used to denounce as weak and without dignity. You’ll take your nature as standard to measure my behaviour: do you think that’s reliable?’
“เปล่า ฉันไม่เคยคิดว่าการที่เธอเคยมีอะไรกับผู้ชายเป็นเรื่องเลวร้าย เวลานี้ฉันกลับคิดว่าผู้หญิงที่ผ่านการมีเพศสัมพันธ์มาแล้วเป็นผู้หญิงที่สมบูรณ์ ผู้หญิงที่ไม่ผ่านตรงนี้ต่างหากที่ขาดส่วนหนึ่งในชีวิตไปอย่างน่าเสียดาย ‘Not at all. I never thought of your going out with men as something bad. But now I’ve come to think that women who have sexual relations are complete women. Those that don’t miss something in life that is regret- table.’ =

=

=

=
อย่างน่าเสียดาย: ‘and that’s a shame’ as alternative translation.

พิมพ์แก้วจ้องฉันเขม็ง แววตาของเธอทะลวงเข้าไปถึงหัวใจของฉัน เป็นครั้งแรกที่เธอมีสายตาก้าวร้าวและชิงชัง Phimkaeo stared at me fixedly. Her eyes bore through me to my very heart. It was the first time they were aggressive and hateful.
“ความคิดของเธอเปลี่ยนไปตามการกระทำ เธอทนอยู่กับการประณามตัวเองไม่ได้ และเธอก็เปลี่ยนจากการประณามผู้หญิงที่เสียตัวก่อนแต่งงานมาประณามผู้หญิงที่เคยผ่านผู้ชายแทน ฉันก็อยากรู้เหมือนกันว่าเธอจะตัดสินจากความคิดในอดีตของเธอหรือความคิดในปัจจุบันของเธอ เธออยากเห็นหัวนมของฉันจริงๆ หรือ” ‘Your thinking has changed according to your behaviour. You couldn’t stand blaming yourself, so you’ve changed from belittling women who made love before they got married to belittling those that have never slept with a man instead. Well, I’d like to know if it’s your former or your present frame of mind making you decide. Do you really want to see my nipples?’
พิมพ์แก้วค่อยๆ ปลดกระดุมเสื้อของเธอ ฉันถามตัวเองว่าแน่ใจแล้วหรือที่อยากเห็นหัวนมของพิมพ์แก้ว ถ้าหัวนมเธอดำเมี่ยมเหมือนอย่างฉัน ฉันจะสรุปทันทีว่าเธอเคยเสียตัวแล้วหรือ อาจจะไม่ใช่อย่างนั้นก็ได้ ผู้หญิงบางคนมีหัวนมดำมาตั้งแต่เกิด โดยที่มันไม่เคยสัมผัสน้ำลายของผู้ชาย น่าเสียดายที่ฉันไม่เคยสังเกตหัวนมของพิมพ์แก้วมาก่อน เราเคยอาบน้ำห้องเดียวกันในสมัยอยู่มหาวิทยาลัยช่วงไปเที่ยวทะเล ตอนนั้นฉันไม่เคยสนใจปัญหาเรื่องหัวนมดำเลย แต่ทำไมเวลานี้ฉันจะต้องคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิตลูกผู้หญิง ฉันกลายเป็นแม่ลูกอ่อนที่เอาแต่เสียดายความสาวบริสุทธิ์ Phimkaeo slowly undid her blouse. I asked myself if I was certain I wanted to see her nipples. If they were black like mine, would I conclude there and then that she was no longer a virgin? Maybe that wasn’t the case. Some women have black nipples from birth without ever being in contact with man’s saliva. Too bad I had never noticed Phimkaeo’s nipples before. We had showered in the same room in our university years when we went to the seaside. At the time I wasn’t interested in the colour of nipples, but how was it that now I thought this was of utmost importance in the life of a woman? I had become a mother who regretted the chastity of youth.
อาจเป็นเพราะเขา… Maybe it was because of him…
เขาทำลายความมั่นใจทุกสิ่งที่ฉันมี เขาทำให้ฉันต้องเปลี่ยนความคิด และหาข้อแก้ตัวให้กับความผิดพลาด ฉันกลายเป็นผู้หญิงที่ล้มเหลวในชีวิต มีลูกในขณะที่ยังไม่พร้อม ช่วงเวลาก่อนหน้าที่เขากับฉันจะแต่งงานกัน เขากำลังตกงาน ฉันจึงมีเวลาอยู่กับเขาโดยไม่สนใจว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร เขาบอกว่ารักฉัน และฉันก็รู้สึกว่ารักเขา การมีเพศสัมพันธ์กับเขาเป็นความสุขที่ฉันไม่อาจปฏิเสธ He had destroyed every bit of self-confidence I used to have. He had made me change my mind and look for excuses for my mistake. I’d become a failure in life as a woman, having a child at a time when I wasn’t ready. Before we got married, he lost his job, so I had time to be with him without giving a thought to what the future would be like. He told me he loved me and I felt I loved him. Having sexual relations with him was hap- piness I cannot deny.
ฉันกับเขามีอะไรเกินเลยในคอนโดมิเนียมของเขาอยู่หลายครั้ง เขาพอใจและฉันก็พอใจ แล้วฉันยังยืนยันเสียงแข็งกับพิมพ์แก้วว่าฉันยังบริสุทธิ์ เพราะฉันยังไม่พร้อมที่จะสูญเสียความมั่นใจ ฉันจะตีสีหน้าอย่างไร ถ้าพิมพ์แก้วรู้ว่าฉันทำในสิ่งที่ฉันเคยประณาม ฉันคิดว่าจะปิดเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ จนกระทั่ง … ฉันท้อง He and I thus went beyond bounds in his block of flats many times. He enjoyed it and I enjoyed it too, and I was still adamant with Phimkaeo that I was a virgin because I wasn’t ready yet to lose my self-esteem. How would I behave if she knew I was doing what I used to hold in contempt? I thought I’d keep this a secret … until I fell pregnant.
“เธอคลอดก่อนกำหนดหรือ” พิมพ์แก้วถามด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด ฉันรู้ว่าเธอต้องการคำอธิบายมากกว่านั้น ฉันรู้สึกหงุดหงิด กระวนกระวายและอารมณ์เสีย ‘Isn’t the birth premature,’ Phimkaeo asked in a strained tone of voice. I knew she wanted some sort of explanation from me. I felt irritated, anxious and cranky. =

=

===อารมณ์เสีย = in a bad mood, upset, cranky

“เธอคิดว่าฉันท้องก่อนแต่งอย่างนั้นสิ” ฉันแดกดันพิมพ์แก้วไปอย่างขาดสติ เธอมีสีหน้างงงันและไม่กล้าแตะต้องฉันอีก ฉันไม่รู้ว่าเธอคิดอย่างไร ฉันเฝ้ารอว่าเธอจะพูดอะไรขึ้นมาอีก แล้วเธอก็พูดขึ้นว่า “ก็ไม่เห็นเป็นไรเลย เป็นเรื่องที่เรากำหนดไม่ได้ ใครจะกำหนดได้เป๊ะๆ” ‘You must be thinking I got preg- nant before marriage,’ I taunted her, taking leave of my senses. She was taken aback and didn’t dare to touch me again. I didn’t know what she thought. I waited to see what she would say. And then she spoke, saying ‘It’s no big deal. It’s something we can’t schedule. Who could make it happen right on the dot?’
เหมือนฟ้าผ่าเปรี้ยงที่ก้อนสมองของฉัน ความคิดในสมองทั้งหมดรั่วไหล As that thunderbolt struck my head, all thoughts shattered in my brain.
“เธอรู้ใช่ไหมว่าฉันท้องกับเขาก่อนแต่งงาน” ‘You always knew, didn’t you, I’d fallen pregnant before marriage?’
ฉันไม่รู้และฉันก็ไม่เคยแน่ใจ ตลอดเวลาฉันเชื่อคำพูดของเธอ” ‘I didn’t, not for sure anyway. I’ve always believed what you said to me.’ ฉันไม่รู้และฉันก็ไม่เคยแน่ใจ: literally, ‘I didn’t know and I was never sure’.
ฉันพยายามต่อสู้กับความคิดเก่าๆ ผู้หญิงที่ยอมเสียตัวง่ายๆ เป็นผู้หญิงที่อ่อนแอ ผู้หญิงที่ไปหาผู้ชายก่อนเป็นผู้หญิงที่ไร้ศักดิ์ศรี ฉันอยากจะกรีดร้องว่าไม่ ฉันเข้มแข็งและฉันก็มีศักดิ์ศรี I tried to fight with the old thinking. Women who were easy were weak. Women who went to see men first were women without dignity. I wanted to shout no, I was strong and I had dignity.
=
พิมพ์แก้วกำลังปลดตะขอเสื้อชั้นในออกแล้ว ฉันหันหน้าไปอีกทาง เวลานี้ฉันหวาดกลัวต่อความเป็นจริง ฉันกำลังต้องการพิสูจน์ความเข้มแข็งและศักดิ์ศรีของผู้หญิงอีกคนด้วยการขอดูหัวนม เท่านี้เองหรือที่จะช่วยฉันเรียกร้องความมั่นใจกลับคืนมา แล้วถ้าหัวนมของพิมพ์แก้วยังเป็นสีชมพูบริสุทธิ์อยู่เล่า Phimkaeo had unhooked her brassiere. I looked away. By now I was afraid of the truth. I wanted to assess the strength and dignity of another woman by looking at her nipples. Was that enough to help me recover my confidence? And then what if her nipples were still a pure pink?
ฉันรีบเอามือปิดตาตัวเอง ร้องขึ้นเหมือนกำลังถูกข่มขู่ให้ดูเหตุการณ์สยองขวัญ “ไม่ ฉันไม่อยากรู้แล้วว่าหัวนมเธอจะดำหรือเปล่า ไม่ว่าหัวนมเธอจะมีดำหรือไม่ มันก็ไม่ได้เป็นข้อพิสูจน์เสมอไปว่าเธอเคยผ่านผู้ชายมาแล้ว” I hastily covered my eyes with my hands, shouted out as if I was being forced to watch something horrifying, ‘No, I don’t want to know whether your nipples are black or not! It isn’t a good enough proof to know whether you’ve slept with a man or not.’
“ถ้าเธอไม่หักหลังตัวเอง เธอจะเชื่อมั่นคนอื่นง่ายกว่านี้ ความจริงเธอไม่ต้องขอฉันดูหัวนมหรอก ถามฉันก็ได้ว่าฉันเคยมีอะไรกับผู้ชายหรือเปล่า ฉันไม่เหมือนเธอหรอก ถ้าฉันเคยมีอะไรกับใคร ฉันจะไม่ปฏิเสธความจริงด้วยการหลอกตัวเอง แต่ความจริงก็คือฉันไม่เคย…ทั้งๆ ที่อยาก” ‘If you weren’t deceiving your- self, you’d believe others more easily than this. Actually, you didn’t have to ask to see my nipples, simply asking me if I’d slept with a man or not was enough. I’m not like you. I don’t mind. If I’d been with someone I wouldn’t deny the truth by deceiving myself, but the truth is I never have … even though I’d like to.’
“เธอยอมรับว่าเธออยากหรือ” ฉันถามพิมพ์แก้วด้วยน้ำเสียงที่ขาดความมั่นใจ แต่เธอโต้กลับด้วยน้ำเสียงตรงกันข้าม “ฉันอาจจะยอมรับมันด้วยคำพูด แต่ไม่เคยยอมรับด้วยการกระทำ” ‘You admit you’d like to, then,’ I asked Phimkaeo in a voice devoid of confidence, but she, on the other hand, answered back with-out hesitation, ‘I admit it in words but I don’t admit it in deeds.’
“บางครั้งคำพูดกับการกระทำของมนุษย์อาจจะสวนทางกันโดยสิ้นเชิง” ‘Sometimes human words and human deeds are radically dif- ferent.’
ฉันสรุปปรัชญาง่ายๆ นี้ให้พิมพ์แก้วพิจารณา เธอจ้องมองฉันนิ่งและนาน ก่อนจะพูดว่า “เธอไม่เหมือนฉันเลย ปรัชญาในการดำรงชีวิตง่ายๆ ของฉันก็คือ เชื่อในสิ่งที่ตัวเองกระทำ แต่ไม่ควรเชื่อในสิ่งที่ตัวเองคิด เราอาจจะคิดดีแค่ไหนก็ได้ แต่ถ้าเรายังไม่ได้กระทำ นั่นก็ไม่ใช่ความจริง เธอเคยมีอะไรกับผู้ชาย แต่เธอไม่กล้ายอมรับ เธอปกปิด ตื่นกลัว หวาดระแวง เธอวาดตัวตนที่เธอไม่ได้เป็นขึ้นมาหลอกตัวเองและหลอกฉัน เพียงเพราะเธอไม่เชื่อในสิ่งที่ตัวเองกระทำ แต่เธอเชื่อในสิ่งที่เธอคิด ผู้หญิงทุกคนอยากมีอะไรกับผู้ชายทั้งนั้น มันเป็นกฎธรรมชาติ ประเพณี ค่านิยม ศีลธรรม เป็นเพียงกลไกเพื่อป้องกันความขัดแย้ง หลายคนพยายามอำพรางตัวเองว่าอยู่ในประเพณี ค่านิยม ศีลธรรม แต่การกระทำจริงๆ กลับสวนทางโดยสิ้นเชิง ฉันคิดว่าฉันกำลังหาจังหวะที่จะมีอะไรกับผู้ชายอยู่ แต่ยังไม่ถึงเวลา และบางทีก็ไม่ต้องแต่งงานทั้งก่อนและหลัง” I dropped this commonplace for her consideration. She stared at me without moving for quite a while before saying, ‘You’re not at all like me. The philosophy of my life is simply to believe in what I do but not necessarily in what I think. No matter how right we think, as long as we don’t act the way we think it isn’t true. You slept with a man but you wouldn’t accept it, you hid it away, you were afraid, suspicious. You clung to what you were not to deceive yourself and to deceive me, simply because you didn’t believe in what you were doing but in what you were thinking. All women want to get involved with men; it’s a law of nature, a custom, part of social and moral values; it’s simply a way of avoiding rebuke. Many try to deceive themselves by thinking that they abide by custom, social norms and morality, but their behaviour is the exact opposite. I think I’m on the lookout for an opportunity to go out with a man but the time hasn’t come yet and maybe I won’t have to get married before or after, either.’
ฉันมองลึกเข้าไปในแววตาของพิมพ์แก้ว ในม่านตาที่กำลังขยายกว้างได้เปิดตัวตนของเธออย่างแจ้งชัด และเธอก็ไม่ต้องปลดตะขอเสื้อให้เห็นหัวนม I looked deep into Phimkaeo’s eyes. Her widening irises were explicit and she didn’t have to show me her nipples.
=
เสียงร้องของลูกดังกลบความคิดทั้งหมด ฉันอุ้มลูกขึ้นมากอด บางทีฉันไม่จำเป็นต้องคิดถึงเรื่องหัวนมอีกแล้วถ้าฉันยึดปรัชญาง่ายๆ ของพิมพ์แก้วมาใช้บ้าง ฉันอาจจะเชื่อในสิ่งที่ฉันกระทำนี้ทั้งหมดโดยไม่ต้องอำพรางเอาไว้ด้วยกรงกรอบดั้งเดิมที่ทำให้ฉันสูญเสียความมั่นใจ My son’s cries banish all thoughts. I take him into my arms. I don’t have to think about my nipples any longer. If I extend Phimkaeo’s easy wisdom to myself, I’ll believe in all that I am doing without deceiving myself with the old frame of thought that made me lose confidence.
ฉันอาจเป็นผู้หญิงหัวนมดำที่ไม่ต้องการเรียกร้องความบริสุทธิ์กลับคืนอีกแล้ว และฉันควรจะเชื่อในสิ่งที่ฉันได้กระทำ จนกระทั่งได้มีเจ้าตัวเล็กขึ้นมารับช่วงใช้หัวนมนี้ต่อจากคนเป็นพ่อ I’m a woman with black nipples who doesn’t want a return to chastity anymore and I should believe in what I do, as long as the little one helps himself to these nipples when the man that is his father is done with them.
= ‘Hua nom’ in Chor Karrakeit 38, 1998
Wanna Kawee is the pen name
for ‘grownup books’ of a prolific
and precocious writer of children’s literature she signs Wanthanee Wiboonkeerati (another pen name). She says she had her first story published at 8!
.wantani

Life is a slow curse – Wiwat Lertwiwatwongsa

This powerful short story written around the main theme of duplicity and betrayal can be read on its own, even though it’s a sequel to a longer one that focuses on the protagonist’s mother – and whose translation I’ll keep for the end-of-year anthology. The author tells me he ‘can’t stop thinking about her life. Imagining about her son with a supreme anger about a society that leaves him no choice but to grow against his mum, and then being betrayed by society itself.’ MB

คำสาปแช่งเชื่องช้า
ชื่อชีวิต

Life
is a slow curse

drummer drummer

วิวัฒน์
เลิศวิวัฒน์วงศา

WIWAT LERTWIWATWONGSA

TRANSLATOR’S KITCHEN
= =
มีอยู่สองวิธีที่จะทำให้คนฟังสิ่งที่คุณอยากจะพูด หนึ่งคือเป็นร๊อคสตาร์และสองคือเป็นฆาตกรฆ่าต่อเนื่อง There are two ways to have others listen to what you have to say: be a rock star or be a serial killer.
= =
1 1
กว่าที่คุณจะยอมรับว่าสิ่งที่มารดาของคุณพูดนั้นถูกต้องทุกอย่าง นางก็ได้ตายลงจากคำสาปแช่งเชื่องช้าของคุณเสียแล้ว Before you came to accepting that everything your mother said was correct, she had died from a slow curse of yours.
มันเป็นสิ่งที่แทบจะช่วยไม่ได้สำหรับคุณ ที่เติบโตมาจากแม่ที่ไม่มีความรักจะให้ คุณมารู้ทีหลังว่าแม่กล่าวไว้ถูกแล้ว ฉันไม่มีความรักจะให้แกหรอก แต่นั่นทำให้ฉันไม่มีความเกลียดที่จะให้แกด้วย สิ่งที่ดีที่สุดที่ฉันจะให้ได้คือการที่ฉันสามารถมองแกเป็นหนึ่งเดียว จำเอาไว้ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่ฉันมองเห็นแกแตกออกเป็นสอง แกจะต้องไปจากที่นี่  เชื่อฉันเถอะ แกไม่อยากรู้หรอกว่าฉันทำอะไรได้บ้าง That was hardly of any use to you, you whom your mother had no love to give to as you grew up. You came to know later that mother had claimed correctly, ‘I have no love to give you but by the same token have no hate to give you either. The best I can give you is my being able to see you as one. Remember that if ever I see you splitting into two, you must go away from here. Believe me: you don’t want to know what I can do.’
แม่ไม่เคยกอดคุณ แต่แม่ไม่เคยหนีไปไหนด้วย ความสามารถพิเศษที่แม่ได้รับติดตัวมาคือการมองเห็นสิ่งจริงแท้  มองเห็นผู้คนที่แตกออกเป็นสอง เช่นกันความสามารถพิเศษที่คุณได้จากแม่ สืบทอดผ่านสายเลือดของคนบ้า นั่นคือการสาปแช่งผู้คน Mother never hugged you but she never fled either. The special ability she had acquired was to look at the true nature of things, look at people splitting into two. In the same fashion, the special ability you got from her, trans- mitted by blood from a crazy woman, was to curse people.
แม่ไม่เคยเห็นคุณแตกออกเป็นสอง จวบจนแม่ตายลงก็ไม่เห็น แม่บอกว่าฉันมองเห็นแกเป็นหนึ่งเดียว เป็นรูปทรงของความทุกข์ทรมาน ช่วงเวลาท้ายๆที่นางนอนแซ่วอยู่บนเตียงในโรงพยาบาลที่นางทำงานมาชั่วชีวิต นางเรียกคุณเข้าไปใกล้ๆ จับมือคุณไว้ บอกว่านางเสียใจที่ช่วยอะไรคุณไม่ได้มากกว่านี้  ฉันเสียใจ ชีวิตมันทุกข์ทรมาน แต่แกทุกข์ทรมานเกินไป ฉันหวังว่าการตายของฉันจะทำให้ความสามารถของแกจบลง ความตายน่ะดีกว่าสำหรับฉัน แต่ถ้ามันยังเป็นเช่นนั้น ถ้ามันยังคงอยู่ ถ้าแกยังต้องทุกข์ทรมานมากมายขนาดนี้ ฉันก็เสียใจจริงๆ Mother never saw you split into two, to her death she didn’t. Mother told you, ‘I see you as one; you’re the form of suffering.’ In the final days when she lay wearily on a bed in the hospital where she had worked all her life, she told you to come closer, took your hand, said she was sorry she couldn’t help you more than this. ‘I’m sorry. Life is suffering but you’re suffering too much. I hope my death will put an end to your ability. Death is better for me, you know. But if it’s still like that, if it still goes on, if you still must suffer so much, I’m really sorry.’
แม่กระซิบกับคุณที่ข้างหู เชื่องช้าทีละคำ แม่ตายในค่ำคืนนั้น หลายปีต่อมาคุณจึงรู้ว่ามีแต่การอยู่แบบแม่เท่านั้นที่จะทำให้คุณทรมานน้อยที่สุด Mother whispered in your ear, droning out the words. She died that evening. Years later, you knew that it was only by living like mother that you would suffer the least.
คุณจะไม่กล่าวถึงช่วงเวลาที่งดงามที่สุดในชีวิต ช่วงเวลาวัยเยาว์ที่คุณกับแม่อยู่ด้วยกันในห้องมืดไร้เสียง คุณเคยคิดว่าแม่เป็นคนพิเศษ  คุณเติบโตโดยมองเห็นจักรวาลทั้งหมดผ่านสายตามารดา ทั้งหมดพังพินาศเมื่อคุณเข้าโรงเรียน เรียนรู้เชื่องช้าว่าแม่ของคุณไม่ใช่คนพิเศษ หนำซ้ำไม่ใช่แม้แต่คนธรรมดา  แม่ของคุณคือนางตัวประหลาด ยิ่งคุณเข้าสู่สังคมมากขึ้นเท่าไหร่ โลกก็ยิ่งเหวี่ยงมารดาของคุณไปอยู่ที่ขอบของสรรพสิ่งมากขึ้นเท่านั้น มนุษย์ที่ผิดพลาด เติบโตจากความเข้าใจผิดเกี่ยวกับบิดามารดาตน เรื่องที่ยากแก้ไข ถึงจุดหนึ่งคุณรู้ว่า แม้คุณจะเกลียดนางเท่าไหร่  ความเป็นแม่ได้ฝังเมล็ดพันธุ์ลงในตัวคุณอย่างไม่อาจหลบหนี คุณทั้งรังเกียจและยอมรับจนเกือบจะเป็นคำชมเมื่อใครสักคนพูดว่า มันก็เหมือนแม่ของมันนั่นแหละ นางทิ้งร่องรอยไว้ในตัวคุณมากมายเกินไป ถึงที่สุดคุณกลายเป็นส่วนหนึ่งของนาง เป็นร่างทรงที่ไม่สามารถขัดขืน เกลียดแม่เพียงไหนคุณก็รับเอาแม่เข้ามาในตัวคุณ You won’t mention the most beautiful period of your life, the period of youth when you and mother were together in a dim, soundless room. You used to think mother was someone special. You grew up seeing the whole universe through your mother’s eyes. It all ended when you entered school and slowly learned that your mother was not someone special, indeed wasn’t even normal. Your mother was eccentric. The more you integrated society the more the world spun your mother to the outer fringe of things – a human being in error who had grown up misunderstand- ing her parents, something difficult to correct. At one point, you knew that no matter how much you hated her, as your mother she had sunk her seed into you unavoidably. You both resented and accepted that, so that it was almost a compliment when someone said ‘he looks so much like his mother’. She had left far too many traces of herself in you. In the end you were a part of her, a medium unable to rebel. No matter how much you hated her, you had absorbed your mother in you.
เมื่อถึงเวลาที่คุณต้องเลือก วิธีการเดียวที่คุณจะได้รับการยอมรับจากคนในสังคมที่เหลืออยู่คือคุณต้องปฏิเสธมารดาของคุณ สงครามมันเริ่มต้นในตอนนั้นเอง คุณไม่ต้องการเป็นตัวประหลาดในโรงเรียน ไม่มีใครเข้าใจว่าคุณคิดหรือพูดอะไร คุณจำต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง คุณต้องคบหาผู้คนที่จะฉุดคุณออกจากบ่ออันมืดทึบและเงียบใบ้นี้ ฉีกสายสัมพันธ์ของคุณออกจากนาง ไปให้พ้นแม่บ้าๆบอๆที่เกลียดผู้คนจนต้องหลบลี้หนีหน้า แม่ที่เห็นโลกแตกออกเป็นสอง ผู้คนแตกออกเป็นสอง คนหนึ่งยืนอยู่คงที่ อีกคนพุ่งเข้ามาทำร้าย คุณไม่เคยเห็นอะไรแบบนั้น คุณไม่อาจเข้าใจดวงตาแบบนั้น คุณเริ่มต้นด้วยการตอบโต้อย่างง่ายดายและทรงพลังที่สุด ตอบโต้ด้วยความอึกทึก  คุณฟังเพลงร๊อค เปิดเพลงเสียงดังจนแม่ประสาทเสีย เพลงร๊อคคือจุดเริ่มต้นทั้งหมด เมื่อคุณละเมิดกฏหนึ่งของความสัมพันธ์คุณก็เริ่มละเมิดกฏอื่นๆ การละเมิดนำมาซึ่งการค้นพบใหม่ๆ คืนหนึ่งหลังจากคุณฟังเพลงเสียงดังได้สามวัน แม่ของคุณเดินเข้ามาในห้อง นางทุ่มเครื่องเล่นซีดีของคุณลงกับพื้น  ทุกอย่างดำเนินไปในความเงียบ ชิ้นส่วนแผงวงจรอิเล็คทรอนิกส์เกลื่อนกระจายในแสงอันมืดมนอนธการ นางกระทืบลงบนลำโพงจนฉีกขาด กระทืบซ้ำๆจนนางเหนื่อยหอบ หายใจแรง ราวกับคุณไม่อยู่ตรงนั้น คุณไม่ได้พูดอะไร ตื่นตะลึงและขึ้งโกรธ แม่ไม่เคยอธิบายอะไรมาแต่ไหนแต่ไร และการทำลายล้างในความเงียบของแม่เป็นเรื่องที่เหลือจะทน คุณสาปแช่งแม่ นางล้มลงตรงหน้ามือกุมกำหัวใจ ใบหน้าเหือดสีเลือด คุณตกใจหน้าถอดสี แม่กำลังจะขาดใจตายตรงหน้า เพียงเพราะคุณคิดว่านางสมควรตาย When the time came for you to choose, the only way that remained for you to be welcome in society was to ignore your mother. War began during that period. You didn’t want to be a freak at school. Nobody understood what you thought or said. You had to transform yourself. You had to mix with people who would pull you out of that dark and mute pool, tear off the bonds linking you to her, get away from your crazy mother who hated people to the point of making herself scarce, mother who saw the world splitting into two, people splitting into two, one standing still, the other rushing in to harm. You had never seen anything like that. You didn’t understand eyes like those. You began by retorting easily and most forcefully, by retorting boisterously. You listened to rock music at full blast until mother couldn’t take it any longer. Rock music sparked off everything. When you broke one rule of the relationship, the other rules were there to be broken, which led to a discovery. One night, after three days of listening to loud music, your mother walked into your room. She flung your CD player to the floor. It all happened in silence. Bits and pieces of the electronic motherboard scattered in the dim light. She trampled the speakers until they tore, trampled them until she panted in weariness, her breathing belaboured, as if you weren’t there. Shocked and enraged, you didn’t say anything. Mother had never explained anything whatsoever and her silent vandalising was unbearable. You cursed her. She collapsed before you, her hand to her heart. Her face drained of blood. You were frightened and turned ashen. Mother was breathing her last in front of you just because you thought she deserved to die. =

=

=

ตัวประหลาด: someone eccentric, wacky; a deviant, a freak. ประหลาด itself has many translations: strange, odd, weird, queer, peculiar, uncommon, unusual; extraordinary, astonishing, amazing, outlandish, marvelous, wonderful. This word is much used here, with slightly different meanings that call for modulations in translation.

=

=

มืดมนอนธการ means dark, but the light of the dark is a bit much; hence, dim light.

ด้วยวิธีการนี้เอง คุณค้นพบความสามารถในการสาปแช่งของตนเอง That was how you found out your ability to curse.
และถึงที่สุดในวันหนึ่งเมื่อคุณได้เรียนรู้เกี่ยวกับโลกอันชั่วร้ายนี้ คุณก็พบว่ามารดาของคุณได้กล่าวไว้ถูกต้องทุกประการ จนเมื่อถึงตอนนั้นนางซึ่งไม่เคยทำตัวเป็นแม่ที่ดีของคุณก็จากไปอย่างไม่อาจหวนกลับอีกแล้ว And ultimately one day, when you learned about this evil world, you found that your mother was right on every count. By then, she who had never behaved with you as a good mother was gone, never to come back.
=
2 2
ก่อนที่จะมีคุณ พวกเขาเป็นเหมือนนิยามของความสมบูรณ์ คู่เด็กหนุ่มสาวประหลาดที่ลอยพ้นจากทุกคนในโรงเรียนมัธยมประจำจังหวัด Before there was you, they were like the incarnation of perfection, a strange young couple who floated beyond ev- eryone else in the provincial secondary school.
ก่อนที่จะมีคุณพวกเขาคือคู่ที่แม้แต่อาจารย์ที่เฮี้ยบที่สุดก็เกรงใจ เด็กหนุ่มล่ำสันสมส่วนเด็กสาวบอบบางใบหน้าหมดจด  เมื่อพวกเขาอยู่ด้วยกันราวกับพวกเขาเรืองแสงน้อยๆของความสมบูรณ์ออกมา จนกระทั่งคุณก้าวเข้าไปเป็นเส้าที่สามในความสัมพันธ์ Before there was you, they were a couple even the strictest teachers deferred to. The boy sturdy and shapely, the girl lithe, her face flawless. When they were together it was as though they glowed a little with perfection, until you stepped in to be the third party in the relationship. Always difficult to decide whether เด็กหนุ่ม is a young man or a boy and เด็กสาว a young woman or a girl. When the context doesn’t help, play it by ear, as here.
พวกเขาเลือกคุณเป็นเพื่อนเพราะคุณเล่นดนตรี พวกเขาฟอร์มวงเล็กๆกันในตอนนั้น คนหนุ่มเล่นกีตาร์ เด็กสาวเล่นคีย์บอร์ด คุณเล่นดนตรีได้ทุกชนิดเพื่อตอบโต้มารดา  คุณอยากเล่นกีตาร์แต่คุณได้ตีกลอง การเข้าร่วมเป็นหนึ่งในพันธมิตรของหนุ่มสาวเรืองแสงทำให้คุณรู้สึกอยู่ไกลจากมารดานับล้านปีแสง ข้อพิสูจน์กระจ่างชัด คุณไม่มีอะไรเหมือนแม่สักนิด คุณสามัญดาษดื่น เผลอๆจะงดงามเรื่อเรือง คุณแค่เกิดผิดที่ผิดทาง มาจากครรภ์ที่ผิด แต่ทุกอย่างจะถูกแก้ไขในอนาคต เมื่อคุณเติบโตขึ้น เมื่อคุณไปจากเมืองนี้ เมื่อคุณลบประวัติตัวเองทิ้ง หมดจดงดงาม They chose you as their friend because you played music. They formed a small band at the time. The boy played the guitar, the girl manned the keyboard. You played all sorts of instruments to hit back at your mother. You wanted to play the guitar but you played the drums instead. Becoming one in the alliance of the glowing couple made you feel a million light-years away from your mother. The evidence was clear. You had nothing of your mother. You were run-of-the-mill and found yourself beautiful and bright. It was just that you were born in the wrong place, from the wrong womb, but everything would be solved in the future, when you were grown-up, when you had left this town, when you had erased your own history, flawless, beautiful. =

=

=

=

=

=

สามัญ = ordinary, common; ดาษดื่น = abundant, widespread, plentiful; so สามัญดาษดื่น = run-of-the-mill, which covers both notions.

แต่สรรพสิ่งที่หลงเหลือจะเป็นเพียงรอยขูดลบขีดฆ่าที่ทำให้มันเห็นได้ชัดจนยากจะเบือนสายตาหลบหนี คุณคือร่องรอยด่างดวงเปื้อนความสัมพันธ์ของคนทั้งสอง เริ่มจากเพลงของ ฟรองซัวส์ ฮาร์ดี้ที่คุณได้ยินมาจากหนังสักเรื่อง พวกเขาได้ยินคุณฮัมเพลงนั้น และคิดว่าคุณเหมาะเจาะสำหรับการเป็นส่วนหนึ่งของวงดนตรี เป็นองค์ประกอบ เป็นฉากหลัง ตีกลองหัวใจลอยล่อง จ้องมองแผ่นหลังพิสุทธิ์งดงาม กีตาร์และคีย์บอร์ด ตีกลองโดดเดี่ยวห่างไกลนับล้านปีแสง But for all that traces of that erasing remained, so obvious they couldn’t be ignored. You were the blemish ruining the relationship of these two, starting with a Françoise Hardy song you had heard in a film. They heard you humming that song and thought you were suitable to be a part of their band, a component, a background, beating the drums with a drifting heart, staring at the flawless, beautiful backs, guitar and keyboard, beating the drums alone millions of light-years away. [The last sentence of this paragraph has the syncopation of a drum break.]
คุณเรียนรู้ว่าแม่พูดถูก เมื่อเกิดมาอย่างประหลาดคุณจะไม่มีทางเป็นส่วนหนึ่งของความสามัญ ต่อให้คุณอยู่หลังกลองชุด ความผิดประหลาดก็โชนฉาย มันช่างงดงามเพราะมันทำให้วงดนตรีสมดุล ความพิเศษสดสว่างและความพิลึกพิสดาร เมื่อคุณสามคนอยู่ด้วยกันบนเวที สรรพสิ่งเหมาะเจาะลงตัว สีคู่ขนานที่กลมกลืน เสียงสูงและต่ำที่ประสานเป็นเนื้อเดียว หมดจดงดงาม You learnt that your mother was right. Since you were born unusually you could in no way be part of things ordinary. Even if you were behind the drums, the strangeness radiated. It was so beautiful it gave the band balance, a special luminosity and queerness. When the three of you were together on stage, everything fitted, colours match- ed, sounds high and low became one, flawless, beautiful. =

=

=

หมดจดงดงาม: these two words, from two paragraphs up, are repeated and, although they qualify different things, the repetition must be kept. And again in the next paragraph.

นั่นล่ะ คุณดำรงคงอยู่เพื่อสิ่งนั้น เพื่อที่จะเป็นส่วนประหลาดที่เติมเต็มความงามที่มากเกินไป  มันคงจะงดงามถ้าสรรพสิ่งดำรงคงอยู่เช่นนั้นไปจนจบมัธยม คุณแทบไม่กลับบ้าน ขลุกอยู่กับคนทั้งคู่ในบ้านของใครคนใดคนหนึ่งที่อยู่ในละแวกเดียวกัน หมู่บ้านจัดสรรหรูหราที่มีทางเข้าซับซ้อน ครั้งหนึ่งคุณเคยไปที่นั่นโดยไม่ได้บอกให้พวกเขาออกมารับ ผลคือยามไล่ตะเพิดคุณไม่เหลือดี คุณเข้าไปที่นั่นได้ก็ต่อเมื่อพวกเขาพาเข้าไป อยู่ได้เท่าที่พวกเขาอยากจะให้อยู่ โลกหมดจดงดงามมีเวลาเปิดปิดตายตัว แต่บ่อมืดทึมที่คุณอยู่เปิดอ้าตลอดนิรันดร์กาล Sure, you held on for that, to be the patch that completed a beauty that was too much. How beautiful it would be if everything remained like that until the end of secondary school. You hardly went back home, stayed with the two of them in either of their houses in the same compound, a luxurious housing development of restricted access. Once you went there without telling them to come out and fetch you. The guards just chased you away. You could only get in when they took you in; you could stay only as long as they wanted you to stay. The world of flawless beauty had visiting hours, but the dark pool in which you simmered was open wide forever. =

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

ที่คุณอยู่: literally, ‘where you were’.

คุณแทบจะลืมทุกเรื่องราว เรื่องการสาปแช่งผู้อื่น เรื่องของแม่ที่ไม่เคยถามหาว่าคุณไปไหนมา นางยังคงอยู่ในโลกมืดทึบเงียบใบ้ของนาง ห้องซึ่งปิดม่านหน้าต่าง ไร้สรรพเสียงเงียบใบ้  ครรภ์มารดาจำลองชั่วนิรันดร์ หลังการสาปแช่งครั้งนั้นแม่ชราลงราวทศวรรษในข้ามคืน ตกดึกนางลุกขึ้นมาหัวเสียให้กับเสียงไอของตัวเอง ซึ่งลอดเข้ามาแม้คุณจะปิดหูจนสุด เสียงซึ่งโบยตีคุณในฐานะของอาชญากร  ไม่เลยไม่ใช่เพราะคุณสาปส่งนางในครั้งนั้น แต่เพราะคุณค่อยๆเรียนรู้การสาปแช่งอันเชื่องช้า วันละเล็กละน้อย  ให้นางหายใจไม่ออก ให้นางหกล้ม ให้นางเวียนศีรษะ ให้นางหูอื้อ คำสาปแช่งเชื่องช้าทรงฤทธานุภาพของคุณมีมารดาเป็นหนูทดลอง ใหสมราคากับความไร้รักที่นางมอบมาแด่คุณ ความรักที่คุณได้รับจากเด็กสาวและเด็กหนุ่มเป็นการทดแทน You forgot almost everything, forgot about cursing others, about mother who never asked where you’d been. She still lived in her dark silent mute world. The room with the drawn curtains was devoid of any noise, an ersatz mother’s womb forever. After the curse that time, mother grew a decade older overnight. Come nightfall she’d get up incensed at the sound of her own breathing that came through even though you closed your ears as much as you could, a sound that lashed into you as a criminal. No, it wasn’t because you cursed her that time, but because you slowly learned cursing, a little every day, so that she couldn’t breathe, so that she collapsed, so that she had headaches, a ringing in her ears. This slow curse with supernatural power of yours used mother as a guinea pig to match the cost of the love she failed to bestow on you, a love you received instead from the young woman and man.
ระยะเวลาหนึ่งโลกที่สีสันสดกระจ่าง การสาปแช่งกระถดตัวเข้าไปในมุมมืด คุณหลงรักพวกเขา โดยไม่อาจรู้ว่าความรักต่างหากคือการสาปแช่งเชื่องช้าที่จะกัดกินคุณไปชั่วชีวิต For a while the world had fresh colours. The cursing shifted to a dark corner. You fell in love with them without knowing that love was a slow curse that would eat away at you all your life.
=
3 3
คงเป็นเรื่องแบบที่แม่คุณจะยิ้มเยาะใส่ ความรักกระนั้นหรือ ชื่อปลอมของความพังพินาศน่ะสิ It was the sort of thing for which your mother would have given you a mocking smile. Love, hey? The pseudonym of destruction, rather.
เริ่มต้นจากรักสามเส้าอันพิลึกพิลั่นของคุณสามคน มันอาจเกิดเพราะสายลมต้นฤดูร้อนในห้องซ้อมดนตรีที่ปิดสนิท ลมวูบเดียวจากที่ไหนสักแห่งที่ไม่ใช่เครื่องปรับอากาศ มันพัดเส้นผมเด็กสาวสะบัดไหวเพียงครึ่งวินาที ไม่มีใครรู้สึกถึงสายลมนั้น แต่คุณเห็นมัน เห็นในลักษณะเดียวกับที่แม่เห็นคนอื่นเป็นสอง สายลมหอบกลิ่นของเด็กสาวชวยมาทางคุณ ในชั่วขณะของอินโทรเพลงซึ่งมีแต่เสียงคีย์บอร์ด วินาทีนั้นคุณตกหลุมรัก รักโดยที่ยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร จะดำเนินไปเช่นไร รักใครหรืออะไรกันแน่ ความรักที่ยืนอยู่ตรงกันข้ามจักรวาลที่คุณอยู่อาศัยได้เดินทางมาถึงพร้อมสายลมร้อนให้ห้องซ้อมดนตรีไฟสลัวที่เหม็นอับกลิ่นเครื่องปรับอากาศ และกระดาษกันเสียงกรุผนัง It began with the weird love triangle of the three of you. Maybe it happened because of the wind of the beginning of the hot season in the room where you rehearsed your music, a room tightly closed, yet a single gust of wind from somewhere which wasn’t the air-condi- tioner blew the hair of the young woman and made it flap for just half a second. No one felt that gust of wind but you saw it, saw it in the same way as mother saw others splitting into two. The wind carried the scent of the young woman to you. At the moment of the intro to the song which had only the keyboard playing, that very second, you fell in love, without yet knowing what love was, how it would proceed, love of whom or what exactly. A love which stood on the other side of the universe where you dwelt came to you with a hot gust of wind in the dim rehearsal room which had the musty smell of the air-condi- tioner and of the soundproofing pad- ding covering the walls.
เนิ่นนานหลายเดือน คุณหลงอยู่ในความคลุมเครือมืดมนว่าคนทั้งคู่ที่แท้เป็นเพียงเพื่อนหรือคู่รัก กับคนที่ใกล้ชิดเกินไปคุณไม่มีวันเปิดปากถาม คุณสังเกตและคิดไปเองเรื่อยเปื่อยจากนั่นนี่ เข้าข้างตัวเองในแบบที่ทำให้ตัวเองทุกข์เศร้า ความผิดประหลาดคลี่ห่มคุณเสียจนคุณเชื่อว่ามีแต่ความรักที่ไม่สมหวังเท่านั้นที่จะโรแมนติค คุณต้องเป็นคนที่ดีมากกว่านี้ ทุกข์ทรมานมากกว่านี้เพื่อชำระบาปแห่งการไม่แยแสโลกของมารดา คุณจึงไม่ได้บอกกับใครเรื่องนั้น ซีดเซียวเปื่อยเน่าอยู่ในโลกส่วนตัว บ้านห้องเช่าน่าเกลียด ไกลจากหมู่บ้านคนรวยที่พวกเขาอาศัย ในยามดึกสงัดซึ่งมืดและเงียบ ในเสียงครางเศร้าๆของแม่ที่หลับไปแล้ว คุณเฝ้าจินตนาการว่าพวกเขาทำอะไรกันอยู่ พวกเขามีชีวิตอย่างไรในโลกสมบูรณ์แบบที่ไม่มีคุณ โบยตีตัวเองราวนักบวชมากศรัทธาที่โบยตีตนเองเพื่อพิสูจน์ความรักอันเที่ยงแท้ต่อพระเจ้า For many long months you strayed in the ambiguity of whether the two of you were just friends or lovers. With someone too intimate you would never dare to ask. You observed and from this and that thought by yourself as you went along, siding with yourself in ways that made you grieve. The oddness unfurled over you to the point that you thought only unrequited love was romantic. You had to be a better person than you were, suffer more to atone for your mother’s sin of ignoring the world, so you told no one about that, and languished pale and festering in your personal world, the ugly rented room far from the housing development for the wealthy where they dwelt. In the dead of night which was dark and silent, in the sad moans of mother who was already asleep, you kept imagining what they were doing, what their lives were like in the perfect world that didn’t have you, thrashing yourself like those flagellants that flail themselves to prove the purity of their love for God.
กระทั่งเด็กสาวบอกรักคุณ ในชั่วขณะที่คุณอยู่กับเธอเพียงลำพัง มือของเธอกุมกำลำลึงค์พร่ำกระซิบคำรัก เด็กหนุ่มไม่อยู่ที่นั่นในวันนั้น ห้องสีชมพูดูอ่อนหวาน เธอจู่โจมคุณด้วยความรักและความใคร่ คุณสงสัยตลอดเวลาที่จูบกับเธอแล้วร่วมรักกับเธอว่าเด็กหนุ่มจะเคยร่วมรักกับเธอหรือเปล่า และลำลึงค์ของเขามีขนาดเท่าใด ใหญ่หรือเล็ก มันเป็นเช่นไรที่ได้ชำแรกเข้าไปในร่างของเธอ ความคิดอันแปดเปื้อนสรรพสิ่ง  การร่วมรักอันแปดเปื้อนสรรพสิ่ง ในทางหนึ่งคุณได้สาวงามมาครอบครอง เดินมาถึงจุดที่งดงามที่สุดที่คุณจะมีได้ แต่ในอีกทางหนึ่งคุณกำลังรื้อทำลายความหมดจดงดงามที่คุณเฝ้าถนอม  คุณไม่ควบคุมตัวเองมากพอและปล่อยให้ตัณหารุกรานเข้ามาในโลกหมดจดของตัวเอง Until the girl told you she loved you, at a time when you were alone with her. Her hand held your phallus as she murmured words of love. The young man wasn’t there that day. The pink room looked pleasant. She assaulted you with love and lust. You wondered all the time you kissed her and then made love with her whether or not the young man had made love with her and how big or small his phallus was, how it would feel to penetrate her. Thoughts contaminated everything. Lovemaking contaminated everything. On the one hand, you possessed a beautiful girlfriend, you had reached the most beautiful spot you could have, but on the other hand you were destroying the flawless beauty you had nursed, you didn’t control yourself enough and let lust intrude into your pristine world. =

=

=

=

ความใคร่: strictly speaking, ‘sexual desire’, but that wouldn’t sound good here. Lust is ตัณหา, see further down.

แสงแดดยามบ่ายกวาดกวัดสรรพสิ่ง การร่วมรักอันพิกลพิการ ลำลึงค์กลายเป็นเพียงสิ่งเหนียวข้นฝ่อฟีบ เด็กสาวชื้นเหงื่อผละไปจากคุณ คำรักเลื่อนลอยที่คุณหลงเชื่อว่าเป็นจริงนั้นพังพินาศ เพราะคุณเรียนรู้ว่าที่คุณหลงรักไม่ใช่กลิ่นเส้นผม กระโปรงผ้าโปร่งบาง รูปทรงอันอ่อนนุ่มหรือทรวงที่เล็กราบของเด็กสาว หากคือสิ่งอื่น อาจคือภาพฝันบางประการไม่ก็เด็กหนุ่ม The afternoon sun rays swept every-thing. The weird love ritual, the phallus now reduced to something shrivelled and sticky, the girl drenched in sweat withdrawing from you. The floating words of love which you mistakenly believed were true were destroyed because you learned that what you had fallen in love with wasn’t the scent of her hair, the skirt of thin material, the soft silhouette or the small flat chest of the young woman but something else, maybe some dreamy pictures or else the young man.
คุณปฏิบัติต่อเธอเยี่ยงคนรักนับจากนั้น ความรักพิกลพิการที่ดำเนินไปเพื่อตัวมันเองโดยไม่มีอะไรมากกว่า เด็กหนุ่มรวดร้าว เด็กสาวรวดร้าว คุณรวดร้าว วงดนตรีหวานของคุณพังพินาศลงไปด้วยความงดงามที่คุณหวงแหนไว้กับตัว ยิ่งคุณพยายามยิ่งพังพินาศ เด็กสาวล่อลวงคุณเพื่อจะท้าทายเด็กหนุ่ม เธอคิดว่าหากเป็นคุณทุกสิ่งคงพออภัยได้ เพราะคุณคือเพื่อนของเธอ และคุณคือสิ่งชำรุดไร้ปากเสียง เด็กหนุ่มเจ็บปวดจริงจังที่รู้ว่าเด็กสาวพยายามจะร่วมรักกับคุณ เกมของเธอไร้ความหมายในสายตาของเขา สำหรับเขานี่ไม่ใช่เกม แต่เป็นคำประกาศปฏิวัติตัวเองออกจากเขาผู้ซึ่งเคยครอบครองสรรพสิ่ง เคยเป็นผู้นำ และเป็นแสงสว่างของความสัมพันธ์ เขาไม่พูดกับเธออีกเลย  เปล่าเปลี่ยวทุกข์เศร้า   ในขณะที่คุณ เหยื่อที่ถูกทำร้ายในเกมรักสามเส้า สิ่งชำรุดยากเยียวยา กลับฝันถึงบ่ายวันนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า น่าตลกที่สิ่งที่คุณเฝ้าฝันกลับคือลำลึงค์มหึมาของเด็กหนุ่มในจินตนาการ You behaved with her as her lover from then on. The crippled love went on for its own sake with nothing more than the young man in agony, the young woman in agony, you in agony. That sweet band of yours was shattered as was the beauty you valued so highly for yourself. The more you tried the more it shattered. The young woman had hoodwinked you to defy the young man. She thought that with you everything could be forgiven because you were her friend and you were something damaged with no say in the matter. The young man was seriously hurt knowing that the young woman was trying to make love with you. Her game had no meaning in his eyes. For him, this wasn’t a game but a declaration of independence away from him who used to own everything, used to be the one in charge and the light of the relation- ship. He no longer spoke to her, lone- some, grieving, while you, the prey that was hurt in the love triangle game, the damaged thing hard to fix, dreamt instead of that afternoon time and time again. How laughable that what you kept dreaming about was the huge phallus of the young man in your imagination!
แม้แต่การแตกสลายก็งดงามสินะ แม่คงพูดอะไรแบบนั้น มารดาต้องสาปที่บอกว่า ในวันที่เขาเกิดมานั้นแม่สวมเสื้อผ้าของคนตาย ผีแห่งป่าเขาลำเนาไพรเป็นพยานในการเกิดของเขา เด็กที่จะต้องสาปชั่วนิจนิรันดร์ คำสาปที่ติดตัวมาในรูปทรงของการสาปแช่งผู้อื่น Even destruction can be beautiful, you know. Mother said something like that, mother that must be cursed who said that on the day he was born she wore mourning clothes. The spirits of the woods witnessed his birth, a child that must be cursed forever, the curse attached to him in the form of the ability to curse others. =

=

สวมเสื้อผ้าของคนตาย: literally, ‘wore the clothes of a dead person’. What dead person?

โรงเรียนคือแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์โง่ และศักดินาชั่วช้า คุณคิดถึงเรื่องนี้ในเวลาต่อมา หลายปีต่อมาเมื่อคุณออกมาจากที่นั่น จบลงอย่างเจ็บปวดด้วยการกลับไปเป็นเด็กที่บ้าเหมือนแม่ของมัน โรงเรียนคือสถานที่ซึ่งเอาเด็กไปกักขัง เสี้ยมสอนให้พวกมันเป็นภูติผีด้วยการกดขี่ผู้อื่น ด้วยการรวมกลุ่มกันเพื่อแสดงอำนาจบาตรใหญ่ใส่คนอื่นๆ คัดสรรคนบางพวกมาเป็นกลุ่ม แล้วขับไสคนอื่นๆให้เป็นตัวประหลาด พวกครูๆก็ถูกฝึกมาเพื่อการนี้ บั่นทอนปัญญาผู้คนวันแล้ววันเล่า ฝึกฝนวันแล้ววันเล่าให้เด็กกลายเป็นปีศาจ ขอเพียงในสังคมยอมรับ การเป็นปีศาจก็อาจเป็นการบรรลุธรรมประการหนึ่ง นี่คือข้อคิดเห็นทั้งหมดที่คุณมีให้กับโรงเรียน สถานที่ที่แม่ไม่เคยสนับสนุนให้คุณมีส่วนร่วม คุณรู้ว่าแม่กล่าวถูกต้อง คุณรู้ในตอนนี้ ล่าช้าเกินไป บางอย่างของอำนาจนิยมจากโรงเรียนฝังในตัวคุณ เฉกเช่นการต่อต้านโรงเรียนที่ฝังอยู่ในตัวคุณอันเป็นสิ่งที่คุณได้มาจากแม่อีกต่อหนึ่ง School is a nursery of stupid animals and wicked dignity. You thought about this later, years later when you came out of it, ending in pain by going back to being a child as mad as his mother. School is a place which detains children to instruct them in how to be demons by oppressing others, by forming groups to exert their might on others, by selecting a few to form a group and then dismiss- ing the others as freaks. Teachers are trained for this, ruining people’s wisdom day by day, training children day by day to become devils just for society to accept them. Being a devil may be a way of attaining enlightenment. Such are the opinions you hold altogether about school, a place mother never supported you to frequent. You know that what mother said was correct. You know it now, too late. Something of authoritarianism from school has buried itself inside you, as if the opposition to school buried in you was something you received instead from mother.
=
4 4
คุณสาปแช่งเด็กสาว เธอล้มลงตาย นั่นคือเรื่องที่เกิดขึ้น You cursed the young woman. She col- lapsed and died. That was what hap- pened.
ตั้งใจหรือไม่ไม่อาจทราบ คุณก็เหมือนกับมารดาของคุณแม้จะฝึกตนเพียงใด พอมาถึงจุดหนึ่งสติก็ขาดผึง ประกอบอาชญา- กรรมที่ไม่มีใครรู้นอกจากคุณ เด็กสาวป่วยไข้เฉียบพลัน ฤดูร้อนอันแสนสุขจบสิ้นอย่างเป็นทางการ เขาร่ำลือกันว่าเธอเป็นไข้เลือดออกแต่คุณรู้แน่ชัดว่าเป็นเพราะคุณสาปแช่งเธอ เธอบอกเขาเรื่องคุณ มันเท่านั้นเอง เรื่องง่ายๆซึ่งปลิดขั้วคุณร่วงหล่นจากฟางเส้นเดียวที่ผูกขาคุณไว้กับโลก ในที่สุดคุณกลับมาอยู่กับมารดาของคุณ เป็นเหมือนแม่และเป็นอย่างแม่ Whether or not you meant to, you are like your mother, no matter how much you train yourself. At a certain point you lost your mind, performed crimes nobody but you knew about. The young woman became ill all of a sudden. The very happy hot season ended officially. The rumour was that she had haemor- rhagic fever but you knew for sure it was because you cursed her. She told him about you. That was all, a simple story that plucked your pole and sent you crashing from the straw that tied your legs to the world. In the end you went back to staying with your mother, looking like her and being like her.
=
5 5
คุณเลิกเล่นดนตรีชั่วนิรันดร์ อาการป่วยไข้ของมารดาหนักหนาลงเรื่อยๆ หลังจากคุณจบชั้นมัธยมปลาย คุณเลิกเรียนหนังสือ ทำงานเป็นลูกจ้างในร้านหนังสือเปลี่ยวร้าง  เจ้าของร้านรับคุณมาทำงานแทนภรรยาที่หายสาบสูญไปของเขาซึ่งก็คืออดีตลูกจ้างคนก่อนหน้า คุณแทบไม่พบเจอผู้คน ซึ่งนับเป็นความงดงามประการหนึ่ง คุณควรได้รับความสงบ แต่โดยที่คุณไม่รู้ ความเกลียดชังผู้คนฝังแน่นในจิตใจลบไม่ออกดังรอยเลือดเปื้อนผ้าสีขาว คุณไม่ได้เห็นเธอตาย แต่ความโกรธเกลียดชั่วแล่นตอกตรึงลงในตัวคุณ คุณเกลียดผู้คนเพื่อที่จะได้เป็นเหมือนพวกเขา นับวันสรรพสิ่งเผาไหม้เชื่องช้า ร้านหนังสือร้างผู้คน คุณคิดว่าสักวันถ้ามีสักคนโผล่มา คุณจะสาปคนพวกนั้น ขอเห็นมันลงไปแดดิ้นต่อหน้าต่อตาสักครั้งในชีวิต ผู้คนล้วนเป็นเช่นนั้น ชั่วช้าสมควรตาย คุณคิดถึงการฆ่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า You stopped playing music forever. Mother’s illness grew gradually worse. After you ended secondary school you stopped learning, found a job as an employee in a deserted bookshop. The owner of the bookshop hired you instead of his wife who had left him and who used to be his employee before that. You seldom met anyone, which is beauty of a kind. You should have been in peace but, unwittingly, loathing people was buried deep inside you and couldn’t be erased, like blood stains soiling a white cloth. You didn’t see her die but momentary anger pinned you down. You hated people in order to be like them. As days went by everything slowly burned out, the bookshop was empty of people, you thought that one day if one person showed up you’d curse that person, to see someone fall in torment in front of your eyes for once in your life. People are all like that, so wicked they deserve to die. You thought of a series of murders.
คุณไม่ได้จะฆ่าเพื่อที่จะทำให้พวกมันมีความสุข ให้ได้รับการกล่าวขวัญถึงด้วยความหวาดผวาว่าคุณจะฆ่าพวกมันเสียเมื่อไรก็ได้ คุณฆ่าเพื่อให้พวกมันได้รู้ถึงความโกรธของคุณ ความเกลียดของคุณ ความกลัวของคุณ คุณไม่ได้ต้องการให้พวกมันรู้สึกเหมือนที่คุณรู้สึก หรือรู้ว่าคุณรู้สึกยังไง คุณอยากให้พวกมันรู้สึกถึงความเกลียดของพวกมันเอง ความโกรธของพวกมันเอง ความกลัวของพวกมันเอง พวกมันจะได้รู้สึกถึงความทรมานแบบเดียวกับที่คุณรู้สึก และจะได้ไม่ต้องเอาความสุขระยำของพวกมันไปถ่มใส่หน้าใครอีก You wouldn’t kill them to make them happy, to have them mention in fright that you’d kill them any time. You’d kill for them to know about your anger, your hate, your fear. You don’t want them to feel as you feel or to know how you feel. You want them to feel their own anger, their own hate, their own fear. They will feel the same kind of torment as you feel and they won’t have that despic- able happiness of theirs to spit in the face of anyone again.
=
6 6
‘ผมไม่ได้เล่นดนตรีเพื่อที่จะทำให้พวกคุณมีความสุข ให้คุณชื่นชมหรือมีปัญญา ผมเล่นดนตรีเพื่อให้พวกคุณได้รู้ถึงความโกรธของผม ความเกลียดของผม ความกลัวของผม ไม่ ผมไม่ได้ต้องการให้คุณรู้สึกเหมือนผม หรือรู้ว่าผมรู้สึกยังไง ผมอยากให้คุณรู้สึกถึงความเกลียดของคุณเอง ความโกรธของคุณเอง ความกลัวของคุณเองคุณจะได้รู้สึกถึงความทรมานแบบเดียวกับที่ผมรู้สึก และคุณจะได้ไม่ต้องเอาความสุขระยำของคุณไปถ่มใส่หน้าใครอีก’ ‘I don’t play music for you lot to be happy, for you to praise or be wise. I play music for you lot to feel my anger, my hate, my fear. No, I don’t want you to feel like me or to know how I feel. I want you to feel your own anger, you own hate, your own fear. You will feel the same torment as I feel and you won’t have that despicable happiness of yours to spit in the face of anyone again.’ [Of course, in passages like these, one must be careful to duplicate the repetition down to the last word and to catch the variations, if any.]
คุณพบกับเด็กหนุ่มอีกครั้งบนจอโทรทัศน์ในวันที่แม่ตาย คุณพบเขาอยู่บนเวทีคอนเสิร์ตถ่ายทอดสด  เขาพูดข้อความเจ็บปวดร้าวใจความล่มสลายในรักผลักให้เขาจริงจังกับงานดนตรี ความล่มสลายที่คุณไม่มีวันรู้ว่ามันเป็นเพราะเธอรักคุณ หรือเพราะเธอตายลงกันแน่ คุณไม่มีวันได้เป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์ชีวิตของใคร แม่ตายดับ ร่างผอมบางถูกห่อหุ้มด้วยผ้าคลุม โลกทั้งสองใบของแม่แตกดับลงไป เหลือเพียงร่างอันทุกข์ทรมานของบุตรชาย มนุษย์คนแรกที่คุณสาปแช่งตายลงเชื่องช้า คุณมองเห็นเด็กหนุ่มที่คุณหลงไหล ยืนโดดเดี่ยวป่วยไข้อยู่บนเวทีที่คุณอยากมีส่วนร่วม สวมบทรูปร่างของคุณ เป็นคุณ เป็นความป่วยไข้ชำรุดที่น่าหลงไหล สิ่งซึ่งคุณปรารถนาจะเป็นแต่เป็นไม่ได้ เพราะคุณป่วยไข้เกินไป ชำรุดเกินไป คนรักของเขาตายลง เขากลายเป็นคุณ และคุณกลายเป็นความว่างเปล่าเบาโหวง ไม่มีแม่ให้ยึดจับ กระทั่งบ่อลึกที่คุณหลบซ่อนอยู่ก็ถูกดินถมจนมิด เปล่าเปลือยต่อหน้าแสงตะวัน ด้วยหลักการที่ไม่มีใครเข้าใจนอกจากคนที่เลี้ยงคุณมา You saw the young man once again on television the day your mother died. You saw him on stage in a live concert. He said words of heart-rending pain. The collapse of love prompted him to be earnest in his music work, a collapse you had no way of knowing for sure whether it was due to her loving you or because she had died. There was no way for you to be part of the history of anyone’s life. Mother was dead, her thin body wrapped in a shroud. Mother’s two worlds were gone, leaving behind only the suffering body of her son. The first human being you cursed had died slowly. You watched the young man you were mad about, standing alone and ailing on a stage you would have liked to join, taking on the role of your body, being you, being ailing and damaged and thus worthy of being mad about, what you aspired to be but couldn’t be because you were too ailing, too damaged. The woman he loved had died, he had become you and you had become light emptiness, with no mother to hold on to. Even the deep pool in which you hid was filled up with earth, naked in the face of the sun, with principles no one understood but the person that raised you.
=
มีอยู่สองวิธีที่จะทำให้คนฟังสิ่งที่คุณอยากจะพูด หนึ่งคือเป็นร๊อคสตาร์และสองคือเป็นฆาตกรฆ่าต่อเนื่อง There are two ways to have others listen to what you have to say: be a rock star or be a serial killer.
=

‘Kham Sarp Chaeng Chueang Cha Chue Cheewit’, June 2013

Wiwat Lertwiwatwongsa, a well-known film critic under the pen name Filmsick, is at the forefront of modern Thai writing with such works as Alphaville Hotel, A tale without a name and A damaged utopia (all available from thaifiction.com). See also ‘Made of glass’ and ‘A world behind eyelids’, published here. =wiwat filmsick1=