Tag Archives: death

Corpse without a name – Wijai Thongsut

This isn’t exactly Memoirs beyond the grave – at least let’s hope not, even though the author is definitely beyond the net – but at a symbolic level there is much to glean from this tale from six feet under. MB

ooo

ศพไม่มีชื่อ

Corpse without a name

 
??????????????????????????????? broken penx  

วิจัย ทองสุทธิ์

WIJAI THONGSUT

 
    TRANSLATOR’S KITCHEN
= ===  
เป็นเวลานานมาแล้วที่ร่างของฉันถูกฝังกลบใต้ผิวดินรวมกับศพอื่นๆ อีกหลายศพ แต่นั่นไม่ช่วยให้ฉันพ้นจากความเดียวดาย It was quite some time ago that my body was buried underground along with many other corpses, but that hasn’t helped me get over my loneliness.  
ฉันใช้เวลาไปกับการครุ่นคิดถึงความหลังขณะเฝ้ามองคนมา กราบไหว้ ฉันไม่รู้สึกดีใจ ไม่รู้สึกถึงความอาลัยอาวรณ์ พวกเขาคิดกันไปเองว่าฉันพึงพอใจกับพิธีกรรมที่พวกเขาสร้างขึ้น มันทำให้ฉันโกรธ ทำให้ความตายของฉันเป็นเรื่องง่ายและไม่สลักสำคัญ ฉันย้อนถามตัวเองว่า ถ้าเช่นนั้นฉันต้องการอะไรจากพวกเขา – จากคนแปลกหน้าเหล่านั้น ไม่มีคำตอบแน่ชัด ฉันอาจต้องการให้พวกเขาร้องไห้ ไม่ใช่เพียงในวันตายของฉัน แต่ร้องไห้ไปชั่วชีวิต – ร้องไห้ต่อชะตากรรมที่พวกเขาและฉันต้องเผชิญร่วมกัน I while away the time brooding about the past as I watch people come and bow or prostrate themselves. I don’t feel happy; I don’t feel any longing. They fancy I am pleased with the rites they think up. It makes me angry. It makes of my death something easy and unim- portant. So I ask myself, in that case what it is I want from them – from those strangers. There is no clear answer. Maybe I want them to cry not just on the day of my death but all their lives, cry over the fate they and I have to face in common.

=

=

=

=

=

ถ้าเช่นนั้นฉันต้องการอะไรจากพวกเขา: alternative translation, ‘If that’s the case, what do I want from them?’

ฉันอยากสั่งสอนพวกเขาว่า ไม่ใช้เรื่องง่ายในการแสดงออกด้วยระเบียบและพิธีกรรมที่คิดแต่งขึ้น ฉันอดรู้สึกไม่ได้ว่าพวกเขาทำเพื่อตัวเอง ปลอบตัวเองต่อสิ่งที่จะต้องเผชิญในบั้นปลายชีวิต ความรู้สึกนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะพวกเขาไม่กราบไหว้ฉันเพียงคนเดียว หากกราบไหว้ซากศพทั้งหมดในบริเวณ ฉันไม่ได้น้อยเนื้อต่ำใจ ทั้งหมดเป็นคนตาย และฉันไม่เห็นว่าคนตายจะชิงดีชิงเด่นเพื่ออะไร พวกเขาอาจนึกถึงศพอื่นที่มีประวัติน่าสนใจกว่าฉัน หรืออาจนึกถึงฉันมากกว่าในฐานะศพที่ไม่มีประวัติ I’d like to teach them that it’s not easy to express oneself by thinking up rites and regulations. I can’t help but feel that they do it for themselves, to console themselves for what they must face in the final part of their lives. This feeling doesn’t arise because they prostrate themselves to me alone. If they prostrated themselves to all the bodies here, I wouldn’t feel slighted. We are all dead people and I don’t see why dead people should strive for fame. Maybe they are thinking of other corpses that have a more interesting history than mine and think of me more as a corpse without history. การแสดงออกด้วยระเบียบและพิธีกรรมที่คิดแต่งขึ้น: ‘expressing oneself through existing rites and regulations [isn’t easy]’ is another possible translation.
ไม่มีใครรู้จักฉัน ไม่รู้แม้ชื่อเสียงเรียงนาม เมื่อฉันตายใหม่ๆ ฉันออกจะแปลกใจและประทับใจ พวกเขาพยายามอย่างยิ่งที่จะสืบค้นประวัติของฉัน กระตือรือร้นค้นหาสาเหตุการตาย ถ้าทำได้ฉันอยากประกาศตัวให้พวกเขารู้ บอกเล่าทุกอย่างเพื่อสะดวกต่อการจัดการศพ ทั้งที่ตอนมีชีวิตฉันแทบไม่เปิดเผยตัว ความกระตือรือร้นของพวกเขาทำให้ฉันรู้สึกเป็นมิตร กำแพงแห่งความระมัดระวังที่เคยคุ้มกันแน่นหนาพังทลายลง พวกเขามองผ่านเข้ามาได้แต่ไม่มีฉันอยู่ Nobody knows me, nobody knows even my name. Shortly after I died, I wondered and was impressed. They tried their utmost to flesh out my curriculum vitae and busied themselves trying to find motives for my death. If I could I’d like to declare myself to them, tell them everything to make it easy to deal with the corpse, even though when I was still alive I was rather standoffish. Their enthusiasm made me feel friendly. The wall of caution separating us had been demolished. They could see through, but I wasn’t there.  
ฉันเสียใจที่สร้างความยุ่งยากให้พวกเขา ศพจะเผาหรือฝังได้ก็ต่อเมื่อมีสิ่งยืนยันว่าฉันเคยมีชีวิตอยู่จริง ตลกตรงที่ใบหน้าและร่างกายซึ่งยังสมบูรณ์ไม่เปื่อยเน่าในเวลานั้น ไม่สามารถยืนยันว่าฉันเคยมีตัวตน ความมีอยู่ถูกบ่งชี้โดยชื่อ นามสกุล ที่อยู่ อายุ และประวัติอื่นซึ่งฉันไม่มีแสดง อย่างไรก็ตาม ในสภาพคนตาย พวกเขาสร้างประวัติให้ฉันจนได้ นับแต่เรื่องวันตาย สถานที่พบศพ การวินิจฉัยของแพทย์ วิธีและสถานที่เก็บรักษาศพ ชื่อถูกแทนที่โดยเลขที่ของลิ้นชักเก็บศพ รายงานการสืบสวนของตำรวจนับวันก็หนามากขึ้นจนได้รับการยอมรับว่าเป็นประวัติของฉัน I’m sorry I made their lives difficult. My corpse was to be burnt or buried only when there was some confirmation that I used to be alive. The funny thing is that my face and my body, which had yet to putrefy at the time, weren’t proof enough that I used to exist. Existence is defined by name, surname, address, age, and other records which I didn’t have to show them. In any case, as a dead person, they did manage to create a record for me, with date of death, how and where the body was found, post mortem diagnosis, and how and where the body was kept. The police investigation report kept thickening by the day until it was accepted that that was my history.

ซึ่งยังสมบูรณ์ไม่เปื่อยเน่า: repetitive, so no need to translate both expressions. ‘had yet to putrefy’ carries the full meaning.

Note the various translations of ประวัติ as history, record or curriculum vitae.

เมื่อมีประวัติแล้ว ศพของฉันจึงถูกจัดการด้วยพิธีกรรมง่ายๆ เพราะประวัติสั้นกว่าคนอื่น My body was then handled through a simple ceremony because my history was shorter than anyone else’s.  
  =  
ฉันไม่สามารถตัดสินได้ว่า ถึงเวลาสมควรที่ฉันจะตายหรือยัง ไม่ว่าชีวิตจะเป็นของฉันหรือของใคร มีหลายสิ่งที่ฉันไม่สามารถกำหนดกฎเกณฑ์เองได้ ไม่มีสิทธิ์อุทธรณ์ร้องขอ ทั้งที่ความเจ็บปวดนานัปการจากเคราะห์กรรมรุมเร้านั้นมีฉันเพียงลำพังเป็นผู้เผชิญ ที่สำคัญ ความตายของฉันเป็นเคราะห์กรรมที่ไม่ได้เกิดจากธรรมชาติ มีคนจงใจทำให้เกิด หลังความโกรธแค้นฉันถามตัวเองว่า นอกจากชะตากรรมมีสิทธิ์กำหนดชีวิตแล้ว มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งมีสิทธิ์อะไรมากำหนดความเป็นตายบ้าง I’m not in a position to decide if it was the proper time for me to die or not. Whether in mine or in someone else’s life, there are many things I couldn’t regulate. I didn’t have the right to appeal or demand, even though I was the only one to incur much pain from so much misfortune. Importantly, my death was a fate which didn’t come naturally. Someone meant it to happen out of resentment. I asked myself, besides fate which has the right to determine life, what right any ordinary mortal had to determine death.  
หรือเขาเป็นส่วนหนึ่งของชะตากรรม ตลอดชีวิตฉันแยกตัวไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร แต่สุดท้ายชะตากรรมของฉันยังคงเกี่ยวพันกับ “คนอื่น” คนซึ่งจะว่าไปแทบไม่รู้จักฉัน ยิ่งตัวฉันยิ่งไม่รู้เรื่องราวของเขา ถึงจะอยู่ในสภาพของคนตายซึ่งถือว่าหลุดพ้นแล้ว ฉันก็ยังไม่สามารถอธิบายความเกลียดชังที่คนคนหนึ่งมีให้กับคนอีกคนหนึ่งที่เขายังไม่รู้จักดี และเป็นความเกลียดถึงขั้นเอาชีวิต ในตอนแรกไม่ใช่ความเกลียดด้วยซ้ำ เป็นเพียงความอยากรู้อยากเห็นธรรมดา แต่ฉันไม่สนองความอยากรู้ของเขา เขาจึงทึกทักว่าสิ่งที่คนอื่นสงสัยเกี่ยวกับตัวฉันน่าจะเป็นจริง – ความสงสัยซึ่งถือเป็นการปรักปรำโดยปราศจากมูลเหตุ Or maybe that mortal was a part of fate. All my life I stayed aloof, unwilling to interfere with anyone, but in the end my fate was tied to others, to persons who, let it be said, hardly knew me and about whom I knew nothing. Even though I’m in the state of a dead person believed to be free from earthly concerns, I’m unable to explain the hate one person has for another person whom he has yet to know well, a hate so strongly felt as to take a life. At first it wasn’t hate; it was just ordinary curiosity, but I didn’t respond to their curiosity. So they took for granted that what others suspected about me was true – even though it was slander without foundation.

Here, เขา (he), referring to มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง, must be specified as such: ‘that mortal’.

=

=

Also, หลุดพ้น (to be free, released, liberated) needs to be expanded: ‘free from earthly concerns’.

เรื่องเริ่มขึ้นเมื่อฉันย้ายเข้าอยู่ในบ้านชายป่าห่างไกลผู้คน ด้วยต้องการทำงานที่ค้างคาให้เสร็จ เป็นนวนิยายที่ฉันตั้งใจเขียนให้มีความยาว 1,000 หน้า โครงเรื่องยังไม่สมบูรณ์ การเดินเรื่องติดขัด ฉันหวังว่าสถานที่เงียบสงบจะช่วยให้งานลื่นไหล มันเป็นความฝันของฉัน ถ้าทำสำเร็จชีวิตฉันจะได้มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันสักอย่าง ฉันเก็บตัวทำงานเหมือนฤษี นั่งอยู่หน้าโต๊ะ หน้ากองกระดาษระเกะระกะบนโต๊ะ เขียนบทแรกไม่ทันเสร็จ ฉันเปลี่ยนไปขึ้นบทที่สาม พอเริ่มติดขัดก็เปลี่ยนไปต่อตอนกลางบทที่ยี่สิบซึ่งเขียนค้างไว้ ในที่สุดฉันต้องเอาโครงเรื่องที่สร้างไว้มาแก้ใหม่ทั้งหมด โละสิ่งที่เขียนค้างตั้งแต่บทที่สามเป็นต้นไปทิ้ง ฉันเริ่มท้อ คงเป็นการแก้ครั้งที่สิบได้แล้ว แต่ฉันก็สามารถเอาชนะความเหนื่อยหน่ายและมุเขียนต่อไป It began when I moved to a house at the edge of the jungle away from people for the purpose of getting on with the writing of a novel I intended to be one thousand pages long. The plot still wasn’t perfect. The story had inconsist- encies. I hoped that by writing in a quiet place my work would flow smoothly. Such was my dream. If I succeeded, my life would have something tangible to show. I set about working as a hermit, sat in front of a table, in front of stacks of sheets of paper on the table. I hadn’t finished the first chapter when I changed to tackling the third chapter. As I began to get stuck I went over to add to the middle of chapter twenty, which was already written. Finally I had to redo the plot entirely and throw away all that I had written as of chapter three. I began to be discouraged. It must have been the tenth rewrite, but I was still able to win over boredom and concentrate on getting on with the writing.  
อุปสรรคอีกอย่างหนึ่ง นอกจากความเหนื่อยหน่ายคือ ฉันเริ่มรู้สึกว่าที่นี่ไม่เงียบสงบเหมือนที่เคยคิด บางครั้งเวลางานเริ่มเดิน มีสายตามองผ่านช่องไม้ข้างฝาเข้ามา พอออกไปดูกลายเป็นเด็กสามสี่คนวิ่งหนีไป นั่นยังไม่ร้ายเท่าบางครั้งเป็นสายตาผู้ใหญ่ พอออกไปดูก็วิ่งหนีไปเช่นเดียวกัน – ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาดู ฉันมารู้หลังจากตายไปแล้ว พวกเขาสงสัยกันว่าฉันเป็นคนบ้า ข้อปรักปรำนี้ไม่ไร้เหตุผลเกินไป การที่ใครสักคนเก็บตัวอยู่คนเดียวเป็นเวลานานเช่นนี้ เขาจะประคองจิตใจให้ครบถ้วนสมบูรณ์ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ข้อกล่าวหาเริ่มเกินเลยไปมากกว่านี้ บางคนบอกเล่าให้คนอื่นฟังว่า เขารู้จักฉัน ว่าฉันหนีมาจากหมู่บ้านทางอีกฟากหนึ่งของทิวเขา ถูกขับไล่ออกมาด้วยความผิดบางอย่างซึ่งเขาไม่รู้เพราะคนที่นั่นปิดกัน แต่ก็น่าจะเป็นความผิดร้ายแรงและน่าอับอาย Another obstacle besides boredom was that I was beginning to feel that it wasn’t as quiet as I thought at first. At times when the work was beginning to flow, there were eyes looking in through the chinks in the wooden walls. When I went out to have a look, three or four kids would run away. That wasn’t as bad as those eyes sometimes being those of grownups who, when I went out to have a look, also ran away – they took turns to spy on me. I came to learn after I was dead that they wondered if I wasn’t a madman. This allegation was not without foundation. That someone would stay alone for a long time like this and keep a sane mind wasn’t easy. But the allega- tions went much beyond that. Some people told the others that they knew me, I had fled from a village on the other side of the mountain, had been chased away for some crime which they didn’t know because people over there kept to themselves but it must have been a big and shameful crime.

=

=

=

=

=

=

=

‘to spy on me’ is not strictly in the text, which merely says ‘to come to look’, but seems to fit the situation.

คำบอกเล่านี้ได้รับการเชื่อถืออยู่พักหนึ่ง เชื่อฝังจิตฝังใจเหมือนพวกเขารู้จักฉันด้วยตนเอง ต่อมาอีกเดือนหนึ่ง นวนิยายของฉันคืบหน้าไปเพียงเล็กน้อย แต่เรื่องราวเกี่ยวกับตัวฉันลุกลามใหญ่โต ชาวบ้านคนหนึ่งกลับจากในเมือง บอกว่าเห็นรูปของฉันติดที่สถานีตำรวจ ฉันเป็นฆาตกรหนีหัวซุกหัวซุนมาหลบซ่อน พวกชาวบ้านตกลงใจจะจับตัวฉันส่งตำรวจ แต่ชาวบ้านคนนั้นยับยั้งไว้ เขาให้เหตุผลว่าสิ่งที่ฉันทำไม่ได้เลวร้าย เป็นการป้องกันตัวและบัง เอิญคนที่ฉันฆ่าเป็นที่รู้จักรักใคร่ของคนทั่วไป ถ้าฉันถูกจับ โทษที่ได้รับอาจรุนแรงเกินความผิด อีกอย่างหนึ่ง ฉันเก็บตัวอยู่เงียบๆ ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใคร This tale was believed for a while. The belief sank deep into their minds as if they knew me personally. One month later, my novel had hardly progressed, but the story about me had spread widely. One villager came back from town and said he’d seen my picture at the police station. I was a murderer on the lam. The villagers decided to arrest me and take me to the police, but that villager prevented them, arguing that what I had done wasn’t wrong, it was in self-defence and it so happened that the person I killed was popular and if I were arrested the punishment I would receive would be too harsh for the crime. Besides, I was keeping myself to myself and wasn’t making problems for anyone.

=

=

=

=

=

=

[หนี]หัวซุกหัวซุน = to flee, fly for one’s life, take to one’s heels; frantically, in a panic, in a headlong rush.

ขณะที่ข้อหารุนแรงขึ้น ฉันยังคงเก็บตัวเขียนหนังสือ ไม่รู้เรื่องราวที่คนอื่นปั้นแต่งใส่ความ As the accusations grew fiercer, I still kept writing, unaware of the stories of my crimes cooked up by others.  
คนที่ฆ่าฉันได้รับฟังสิ่งที่คนอื่นพูดถึงฉันโดยตลอด เขาไม่ออกความคิดเห็นเหมือนคนอื่น นิ่งฟังเงียบๆ ครุ่นคิด ไม่เคยเห็นด้วยกับใคร เขาเป็นคนฉลาดที่สุดในบรรดาคนพวกนั้น แต่ด้วยความคับแคบของผู้คนรอบข้าง เขาจึงไม่รู้จะแสดงความฉลาดออกมาในรูปไหน นอกจากฟังอยู่เงียบๆ หรือคิดค้านในใจ ตอนที่คนอื่นพูดถึงฉันในแง่ร้าย เขากลับรู้สึกกับฉันในแง่ดีตลอด ชื่นชมความสันโดษของฉัน แต่พอมีคนพูดถึงฉันในแง่เห็นใจว่าฉันถูกใส่ร้าย ถูกตั้งข้อหาเกินจริง เขากลับมองฉันในแง่ร้าย เขาว่าฉันฆ่าคนอย่างจงใจเป็นอาชญากรที่ควรแก่การลงโทษ อย่างไรก็ตาม ด้วยความฉลาดรอบคอบกว่าคนอื่น เขาไม่ปักใจเชื่อทันที และครุ่นคิดหาวิธีพิสูจน์ความจริง The man who killed me had listened to what had been told about me from the beginning. He didn’t express his opinion like the others but sat listening quietly, pondering, never agreeing with anyone. He was the smartest of them all, but due to the narrowness of mind of the people around him, he didn’t know how to ex- press his smartness other than by listen- ing quietly or protesting in his mind. When the others were busy maligning me, he was feeling for me all the time, admiring my reclusive stance, but as soon as someone sympathised with me for being maligned he looked at me in a negative light. He would say that I killed someone with intent and I should be punished as a murderer. In any case, being smarter and more thorough than the others, he didn’t make up his mind at once and mulled over ways to determine the truth.

=

=

=

=

=

=

=

=

=

ฉันถูกใส่ร้าย ถูกตั้งข้อหาเกินจริง: literally,‘I was slandered [through] exaggerated allegations’.

เรื่องราวเกี่ยวกับตัวฉันถูกแต่งเติมต่างๆ นานา เร้าความสนใจของเขามากขึ้น จนคืนวันหนึ่ง ขณะฉันกำลังพยายามตั้งชื่องานเขียนทั้งที่ยังเขียนไม่ได้ถึงครึ่ง ประตูไม้เก่าๆ ก็ถูกเคาะ ฉันเข้าใจในตอนนั้นว่าเป็นคนมาก่อกวน สักพักพอเบื่อก็คงเลิกไปเอง ฉันนั่งนิ่ง รอคอยอย่างอดทน เสียงเคาะยังดังต่อเนื่องและกระชั้นแรงขึ้นทุกที Stories about me were embellished every which way, drawing his attention increasingly, until one night, as I was trying to find a title for my novel even though I hadn’t written half of it, there was a knock on the old wooden door. I understood there and then that some- one had come to disturb me. After a while he’d get fed up and would leave. I sat still, waiting patiently. The knock was repeated several times and was louder each time.  
“ต้องการอะไร” เสียงฉันสั่นจากความกลัว ‘What do you want?’ My voice trembled with fear.  
“ให้เข้าไปได้ไหม” เสียงตอบ กลับฟังดูหวาดไม่แพ้กัน ‘May I come in?’ The answering voice sounded no less frightened.  
ฉันชั่งใจอยู่นาน เวลาตีสองกว่า ไม่มีทางคาดเดาได้ว่าแขกผู้มาเยือนหลังสองยามซึ่งไม่รู้จักมักคุ้นจะมาด้วยธุระใด ถ้าจำเป็นต้องคาดเดา สิ่งที่นึกถึงมีแต่เรื่องร้ายๆ I deliberated for a long moment. It was past two in the morning. There was no way I could guess what this unknown visitor coming at this time of night was here for. Forced to guess, I could only think of bad things.  
“ขอร้องเถอะ ข้างนอกมืดเหลือเกิน” ‘I beg you. Out here it’s too dark.’  
“ถ้าอย่างนั้นก็กลับไปสิ” ‘Go back then.’  
“ไม่ ผมมีเรื่องอยากคุยด้วย” ‘No. There’s something I want to talk to you about.’  
ผมจำไม่ได้ว่าเคยรู้จักคุณเมื่อไหร่ อีกอย่างผมกำลังทำงานอยู่” I don’t think I know you. Besides, I’m working.’ Literally, ‘I don’t remember ever meeting you.’
“งานอะไร” ‘Doing what?’  
ฉันรู้ว่าภายนอกบ้านมืดและน่ากลัวเพียงใด แม้ภายในบ้านเทียนไขสองเล่มยังไม่ช่วยคลายความมืดเท่าใดนัก I knew how dark and scary it was outside. Even inside the house the two tallow candles didn’t do much to keep darkness at bay.  
งานอะไรก็ช่างเถอะ ผมมีปืนคุณก็รู้ว่าการอาศัยในป่าต้องมีปืนผาไว้ป้องกันตัวจากสิงสาราสัตว์ หรือจากคนอย่างคุณ” None of your business. I have a gun. You know that living in the wild one must be armed to protect oneself from beasts or from people like you.’ Literally, ‘Never mind what kind of work.’
“ไม่ต้องกลัว ผมมาดี” ‘You don’t have to be afraid. I come in peace.’  
“ผมไม่ได้กลัว” ‘I’m not afraid.’  
“เขาว่ากันว่า คุณเป็นฆาตกรหนีตำรวจมา แต่ผมไม่เชื่อหรอก ผมอยากได้คำยืนยันจากคุณเอง” ‘They say you’re a murderer hiding from the cops, but I don’t believe that. I’d like you to tell me if it’s true.’  
“ใช่ ผมเป็นฆาตกร ฆ่าคนได้อย่างเลือดเย็น ขอให้คุณเชื่อเถอะ” ‘Yes, I’m a murderer. I kill people in cold blood. You’d better believe it.’  
อีกด้านหนึ่งของประตูเงียบไปนาน ฉันเชื่อว่าเขาเชื่ออยู่ไม่น้อย ฉันได้ใจ ย่องไปยืนหน้าประตู ถ้าเขายืนยันจะเข้ามา ฉันจะเปิดประตูให้ The other side of the door was silent for a long while. I felt certain he quite believed me. I took courage, tiptoed to stand in front of the door. If he insisted on coming in, I’d open the door for him.  
ฉันน่าจะเปิดประตูให้เขาในคืนนั้น อีกห้าคืนต่อมาเขายังเวียนมาถามซ้ำเรื่องเดิม พอฉันเปิดประตูก็เห็นเพียงหลังไวๆ หายไปในความมืด คืนที่หกฉันเปิดประตูรอเขา เขาก้าวเข้ามา ฉันปิดประตูและยืนกั้นไว้ I should have opened the door to him that night. Five nights later he was back to ask me the same thing. When I open- ed the door, I only saw his back fading into the darkness. On the sixth night, I opened the door and waited for him. He stepped inside. I closed the door and stood blocking his way.  
ไม่เหลือเค้าความอยากรู้อยากเห็นในตัวเขา มีเพียงความหวาดกลัว สายตาจับไปบนข้าวของทุกชิ้นในห้อง – เครื่องพิมพ์ดีด กองกระดาษ หน้าต่างปิดสนิท ไม่มีช่องทางให้เขาหนีออกไปได้ There was no trace of curiosity left in him, only dread. His eyes shifted around at the things in the room – the type- writer, the stacks of paper. The window was closed tight. There was no exit for him to flee.  
“คุณมากวนเวลาทำงานอีกแล้ว” ‘You’re disturbing me again during my working hours.’  
ใช่ ผมจะไม่มาอีก ผมเชื่อสิ่งที่คุณพูด ผมคงต้องกลับแล้ว” Sorry. I won’t do it again. I believe what you told me. I must go back now.’ ‘Yes’ instead of ‘Sorry’ would be too cavalier.
“เชื่อ เชื่อว่าอย่างไร” ‘Believe? Believe what?’  
“เชื่อว่าคุณเป็นฆาตกร” ‘That you’re a murderer.’  
“ผมบอกคุณไปอย่างนั้นหรือ” ‘Is that what I told you?’  
“ใช่” สีหน้างุนงง “คุณบอกอย่างนั้น” ‘Yes.’ He looked puzzled. ‘That’s what you said.’  
“ผมพยายามฆ่า แต่เขาไม่ตาย” ‘I tried to kill him but he didn’t die.’  
“ถ้าอย่างนั้น คุณหนีมาทำไม” ‘In that case, why did you flee?’  
“ผมหนีเพราะกลัวเขาจะฆ่าผมแต่หนีไม่พ้น เขาตามไปทุกหนทุกแห่ง” สีหน้าคนฟังไม่เข้าใจ “คุณรู้ไหมว่าผมฆ่าใคร ตัวผมเองไงล่ะ ผมพยายามจะฆ่าตัวของผมเอง แต่ไม่สำเร็จ” ‘I fled because I was afraid he’d kill me, but it didn’t work. He’s kept following me everywhere.’ The listener’s face showed that he didn’t understand. ‘You know who I killed? I killed myself, that’s who. I tried to kill myself but I didn’t succeed.’  
  =  
นับแต่วันนั้น เขาก็มาเป็นแขกประจำ อันที่จริงไม่ใช่แค่แขก เขาเป็นเหมือนเงาตามตัวของฉัน ไม่ว่าฉันจะไปไหน เขาติดสอยห้อยตามไปด้วยทุกแห่ง เขารู้เส้นทางที่ฉันใช้หลบเลี่ยงคนอื่นเวลาเข้าเมืองไปซื้อของและสัญญาว่าจะไม่บอกเส้นทางนั้นแก่ใคร เวลาทำงาน เขาเฝ้ามองอยู่ห่างๆ ด้วยความภูมิใจว่าสามารถสะกดความอยากรู้อยากเห็นไว้ได้ ฉันรู้ว่าเขายังไม่คลายความสงสัย ข้อปรักปรำที่ว่าฉันเป็นฆาตกรนั้นเขายังไม่ได้คำตอบแน่ชัด กลับมีความสงสัยอื่นเพิ่มมาอีก เช่น ฉันกำลังเขียนอะไรอยู่ ทำไมถึงเขียนเป็นเวลานานโดยไม่โงหัวขึ้นพักบ้าง ฉันมาจากไหน มีอาชีพแท้จริงอะไร สารพัดคำถามที่เขาข่มใจเก็บไว้เงียบๆ จะปริปากถามเมื่อเวลาและโอกาสเหมาะจริงๆ แต่ไม่เคยได้คำตอบ เขามีท่าทางอยากให้ฉันถามบ้าง แต่ฉันไม่เคยปริปากถามเช่นกัน อย่างไรก็ตามคำตอบเรื่องเหล่านั้นไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด มันสำคัญตรงที่เขาได้รู้จักฉันมากกว่าคนอื่น เวลามีคนพูดถึงฉัน เขาจะฟังอย่างกระหยิ่มใจ – บอกตัวเองว่า ไม่มีใครรู้จักฉันดีเท่าเขา เขาอดทนฟังจนที่สุดก็โพล่งออกมาว่า สิ่งที่คนอื่นพูดเกี่ยวกับตัวฉันไม่เป็นความจริง ฉันไม่ใช่ฆาตกร เป็นเพียงคนป่วยมาพักฟื้น ต้องการความสงบเพื่องานอดิเรกเล็กๆ น้อยๆ From that day, he came as a permanent guest. Actually not just as a guest: he was like a shadow following me. No matter where I went, he tailed me everywhere. He knew the tracks I used to avoid people when I went into town to buy things and promised he wouldn’t tell anyone about them. When I worked he watched me from afar with pride at being able to contain his curiosity. I knew he was still suspicious. He still didn’t have a clear answer about the allegation that I was a murderer. He had more suspi- cions, such as what was I writing? Why did I write for a long time without looking up and taking a break? Where did I come from? What was my real work? Lots of questions he forced himself to keep to himself and would utter only when time and occasion were proper, but he never got any answers. He looked as if he wanted me to ask questions but I never uttered any either. In any case, answers to those questions were not the most important things. They were important only in that he knew me better than other people did. When someone spoke about me, he would listen complacently – telling him- self that no one knew me better than he did. He listened patiently until he finally burst out that what was being said about me wasn’t true, I wasn’t a murderer, only a sick man who had come to rest and recuperate and who needed quiet to pursue a hobby of sorts.  
ไม่มีใครเชื่อสิ่งที่เขาพูด – เป็นครั้งแรกที่ใครสักคนพูดถึงฉันแล้วถูกปฏิเสธโดยสิ้นเชิง นับแต่วันนั้นไม่มีใครพูดถึงฉันอีก ความตายเป็นสิ่งเดียวที่มีน้ำหนักพอจะดึงความสนใจของชาวบ้านพวกนั้น Nobody believed what he said – it was the first time that someone talking about me was being totally contradicted. From that day on no one talked about me again. Death was the only thing that had enough weight to draw the attention of those villagers.  
เขามาหาฉันในวันหนึ่งหลังจากหายไปหลายวัน ท่าทางเขาแปลกไป ไม่สนใจซักถามเหมือนเคย เขาอาสาปัดกวาดบ้านให้ ชงกาแฟซึ่งในกาแฟนั้นมียาพิษจากพืชจำพวกเห็ดที่หาได้ในป่า นั่นเป็นการแสดงความฉลาดครั้งสุดท้ายของเขาก่อนถูกจับได้ในสองเดือนต่อมา ชาวบ้านช่วยแก้ต่างให้เขาว่า ฉันเป็นคนบ้า เป็นบุคคลอันตราย เคยฆ่าคนมาก่อนแม้ตำรวจไม่พบหลักฐานใดๆ ที่แสดงว่าฉันมีประวัติอาชญากร ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังคงเป็นคนบ้าและอาจฆ่าใครได้สักวันหนึ่ง สิ่งนี้คงไม่ต้องการหลักฐาน และตำรวจก็ช่วยอะไรไม่ได้ถ้าเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้นจริง ดังนั้นการกระทำของเขาจึงมีเหตุผลรับฟังได้ He came to see me one day after having been away for many days. He looked strange, didn’t care to ask ques- tions as before. He volunteered to sweep and clean my house and made coffee in which there was a poison from some mushrooms found in the jungle. That was his last show of smartness before his arrest two months later. The villagers excused him by saying that I was a madman, I was dangerous, I had killed before. Even though the police didn’t find any evidence whatsoever of a history of crime for me, I was still a madman and I might still kill some day: evidence wasn’t required in such a case and the police couldn’t be of help if this really happened. Therefore what he had done was creditable.  
มีหลักฐานหลายอย่างชวนสงสัยได้ว่าฉันมีสติไม่สมประกอบ รวมทั้งงานเขียนของฉันที่แสดงความสับสนฟุ้งซ่าน ฉันอยากแก้ต่างบ้างว่า มันเป็นงานที่ยังไม่ได้แก้ไข เป็นเพียงงานทดลอง ใครๆ ก็อาจเขียนอย่างฉันได้โดยไม่จำเป็นต้องบ้า นอกจากงานเขียนแล้ว การใช้ชีวิตของฉันและการเป็นบุคคลนิรนามที่ไม่สามารถสืบหาญาติพี่น้องได้ – ชี้ไปในทางเดียวกันว่า ฉันมีความผิดปกติอย่างใดอย่างหนึ่ง Various pieces of evidence prompted the suspicion that I was mentally deficient, including my writing, which showed mental confusion. I’d like to side with myself and point out that this work hadn’t been corrected; it was just a first draft. Anybody could write like me without being a madman. Besides my writing, my way of life and being a nameless individual whose relatives couldn’t be found, everything pointed in the same direction, which was that, one way or the other, I wasn’t normal.

=

=

แก้ต่าง = to hold a brief, to defend (a party in court); to speak for (someone), to make excuses for (someone else).

  =  
ฆาตกรตัวจริงได้รับโทษตามกฎหมาย ร่างของฉันถูกฝังชาวบ้านไม่เชื่อคำบอกเล่าของตำรวจ เหมือนกับที่ไม่เชื่อคำบอกเล่าของคนที่ฆ่าฉัน พวกเขายังปักใจเชื่อว่า ฉันเคยฆ่าคนมาก่อน คนที่ฆ่าฉันกลายเป็นวีรบุรุษซ่อนหน้าหลังลูกกรงเหล็ก เขาอ้อมแอ้มรับคำยกย่องซึ่งปรารถนามานาน และเมื่อได้รับแล้ว – แม้จะได้มาอย่างกระอักกระอ่วนใจ – เขาก็ไม่ปล่อยมันทิ้งไป ไม่ปฏิเสธ ความคาดหวังของเขาในครั้งแรกเพียงต้องการให้เรื่องของฉันเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง ผลที่ได้เกินคาด เขาอิ่มเอมใจกับคำยกยอปอปั้น จนห้องขังที่กว้างพอเดินไปมาได้กลับคับแคบบีบรัดจนกระดิกกระเดี้ยไม่ได้ เขาเป็นวีรบุรุษ ทำสิ่งถูกต้อง แต่ทำไมผลที่ได้กลับเป็นห้องแคบๆ (โปรดสังเกตว่า เขาเริ่มเชื่อว่าฉันเป็นฆาตกร) เขาพยายามนึกถึงใบหน้าฉัน ท่าทางหยิ่งยโส เหล่านี้เพิ่มน้ำหนักให้กับสิ่งที่เขาทำลงไป เขารอคอยผลฎีกาอย่างเชื่อมั่น ไม่สนิทสนมกับนักโทษคนอื่นเว้นแต่กับตำรวจเจ้าของคดี เวลาตำรวจคนนั้นมาเยี่ยม เขาแสดงตัวเหมือนเป็นเพียงผู้ต้องสงสัย ไม่ใช่นักโทษที่ศาลพิพากษาแล้ว เขาเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตัวฉัน ความไม่น่าไว้วางใจ บุคลิกชาเย็นซึ่งน่าจะฆ่าคนได้โดยไม่สะทกสะท้าน ตำรวจย้อนถามว่า แล้วการที่เขาใส่ยาพิษให้ฉันดื่ม เขารู้สึกสะทกสะท้านบ้างไหม The real murderer was punished according to the law. My body was buried. The villagers didn’t believe the claims of the police just as they hadn’t believed the claims of the man who killed me. They still held that I had killed before.  The man who killed me became a hero hiding his face behind iron bars. He hesitantly accepted the words of praise which he had long wished for and when he had received them – even though with unease – he didn’t reject them. He didn’t deny. His hope at first was merely to have my case talked about once more. The result above his expectation had the praise overwhelm him to the point that the cell which was wide enough to be paced became cramped and so constraining he could hardly move. He was a hero who had done the right thing but why did it result for him in a shrunken cell? (Please note that he was beginning to believe he was a murderer.) He tried to think of my face, of my arrogant attitude. This added weight to what he had done. He waited for the verdict with confidence. He wasn’t close to the other prisoners, but he was to the police officer who handled his case. When that officer visited him, he behaved as if he was merely a suspect, not a condemned criminal. He told him about me, my untrustworthiness, my cold-blooded personality of one who could kill without batting an eyelid. The police officer countered whether he had batted an eyelid when he poured poison for me to drink.

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

==ไม่สนิทสนมกับนักโทษคนอื่นเว้นแต่กับตำรวจเจ้าของคดี: literally, ‘He wasn’t close to the other prisoners, except to the police officer…’ This non sequitur needs rewriting.

=

ไม่สะทกสะท้าน = unabashed, unperturbed, unflappable, composed.

เขาตอบว่า แน่นอน เขาเจ็บปวดและขมขื่นมาก แต่ก็ด้วยเหตุผลทั้งหมดที่ตำรวจได้รับฟังจากชาวบ้าน ถ้าฉันไม่ตายเรื่องสะเทือนใจอาจเกิดได้มากกว่านี้ ตำรวจย่อมรู้ดีว่า หลายครั้งที่คนผิดถูกปล่อยตัวเพราะไม่มีหลักฐาน และคนผิดเหล่านั้นก็ทำความเดือดร้อนให้คนอื่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตำรวจซึ่งถูกเรียกว่าผู้พิทักษ์สันติราษฎร์จะไม่ช่วยพิทักษ์อะไรได้เลยเพราะขาดหลักฐาน อาชญากรฉลาดๆ ย่อมรู้ว่าอะไรคือหลักฐาน และจะไม่ปล่อยให้ตำรวจได้ “หลักฐาน” มัดตัวพวกมัน คนเลวฉลาดๆ พวกนี้ บางครั้งต้องให้คนธรรมดาจัดการกันเอง เพื่อความสงบสุขของคนทั่วไป ในกรณีของฉัน เป็นที่แน่นอนว่าฉันต้องเคยกระทำความผิดอย่างใดอย่างหนึ่งถึงได้เก็บตัว ไม่พบปะใคร และการที่ไม่สามารถสืบค้นประวัติความเป็นมาของฉันได้แสดงถึงความฉลาดในการไม่ทิ้งหลักฐาน เขาขอให้ตำรวจไตร่ ตรองว่า การปล่อยให้อาชญากรฉลาดล้ำลึกอยู่ใกล้กับชาวบ้านธรรมดาและไม่มีทางป้องกันตัวนั้นน่าจะเป็นอันตรายเพียงใด He answered that indeed he was very much hurt and bitter but for all the reasons the police had heard from the villagers, if I hadn’t died, something more alarming might have happened. The police know very well that many times the guilty are freed for lack of evidence and they proceed to make trouble for others time and time again. The police, who are called the guardians of the peace, can’t guard anything because they lack evidence. Clever criminals know what evidence is and don’t leave any behind for the police to truss them up. Those clever evil people, sometimes it is for ordinary people to handle them for the good of society. In my case, it was certain that I must have done something wrong of one sort or another because I was in hiding, I shunned people, and the inability to find out my background showed my cleverness in not leaving evidence behind. He asked the police officer to ponder how dangerous it was to let a deeply devious murderer be close to ordinary villagers who had no way of protecting them- selves.  
เขาสรุปว่า การฆ่าของเขาไม่ได้เกิดจากความโหดร้าย หรือหวาดระแวงอย่างไร้เหตุผล In summary, he said, his murder didn’t come from heartlessness or unfounded mistrust.  
ตำรวจปัดรำคาญว่า ไม่จำเป็นที่เขาจะต้องแก้ตัว คำแก้ตัวในเวลานั้นไม่มีผลกับการฎีกา The police officer, irritated, said there was no need for him to look for excuses. Excuses at this point held no sway over the verdict.  
ตำรวจคนนั้นแวะมาหาฉัน ไม่ใช่หน้าที่ที่เขาต้องไปเยี่ยมนักโทษหรือมาจุดธูปไหว้ฉัน หมดหน้าที่ของเขาตั้งแต่ศาลพิพากษาลงโทษคนผิดแล้ว ความจริงเขาไม่มีหน้าที่ในการสืบสวนจับกุม งานส่วนใหญ่ของเขาเกี่ยวกับการทำสำนวนฟ้องมากกว่า That officer came by to see me. It wasn’t his duty to go and visit prisoners or light up joss sticks and bow to the dead. His duty had been over since the tribunal condemned the wrongdoer. Actually it wasn’t his duty to investigate or detain. Most of his work had to do with filing cases.  
เขาแวะเวียนมาเยี่ยมฉันเพราะยังมีบางสิ่งติดค้างในใจ คำพูดของคนที่ฆ่าฉัน – ถึงจะน่ารำคาญกับการแก้ตัวลนลาน แต่ตรงกับความคิดเขา – ข้อสงสัยตลอดเวลาของอาชีพตำรวจ กฎหมายมีกฎเกณฑ์กำหนดว่าการกระทำใดเป็นความผิด ตำรากฎหมายเล่มหนาที่เขาเคยเล่าเรียนมามีความรอบคอบแม้แต่เรื่องรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เช่นคำว่า และ/หรือ ความรอบคอบเหล่านี้เองเคยลากคอคนดีๆ เข้าคุกมานักต่อนัก เพียงเพราะการตัดสินใจครั้งเดียวที่จะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดและบังเอิญตรงกับข้อความที่ในกฎหมายระบุว่า “เป็นความผิด” ขณะเดียวกัน กฎหมายก็เคยปล่อยคนเลวลอยนวลด้วยหาหลักฐานไม่พอยืนยันให้ตรงกับรายละเอียดที่ระบุไว้ He came by to see me because he was still uncertain about some things in his mind: the words of the man who killed me – even though his fumbling for excuses was irritating, they matched what he thought –, the constant sus- picion in police work, the law which specifies which acts are wrong, the thick law books he had studied which were comprehensive down to the smallest detail, such as the use of ‘and/or’. This comprehensiveness had tied a noose round the neck of many good persons and driven them to jail just because they decided once to do something which happened to come under the legal definition of ‘wrong’. At the same time, bad people were freed due to insufficient evidence in strict respect of the law.  
การอ้างว่าไม่มีกฎหมายใดไม่มีช่องโหว่ ทุกตัวบทกฎหมายเขียนขึ้นเพื่อความเป็นธรรมมากที่สุด – นั้น เขาไม่เห็นด้วยกับคำว่า มากที่สุด เขาเห็นว่าความยุติธรรมวัดเป็นปริมาณไม่ได้ ตัวอย่างเช่น กฎหมายบทหนึ่งให้ความยุติธรรมกับคนเก้าในสิบคน มีคนเดียวไม่ได้รับ กับอีกบทหนึ่งให้ความเป็นธรรมกับคนเพียงคนเดียวไม่ให้อีกเก้าคน ทั้งสองตัวบทถือว่าทรงไว้ซึ่งความยุติธรรมเท่าเทียมกันคือไม่มีความยุติธรรมเลย เพราะมันไม่เป็นการยุติธรรมถ้าคนคนหนึ่งได้รับความยุติธรรมน้อยกว่าอีกคนหนึ่งหรืออีกหลายคน ความยุติ- ธรรมคือทั้งสิบคนต้องได้รับความเป็นธรรมหรือไม่ก็ไม่ได้รับทั้งหมด The claim that there is no law without loopholes, that every law is written to be as just as possible – well, he didn’t agree with the words ‘as possible’. He thought that justice cannot be quantified. For example, a law gives justice to nine persons out of ten, only one doesn’t get it, and another law gives justice to one person, the other nine don’t get any: to deem that both laws equally convey justice means that justice doesn’t exist, because it is not fair when one person receives less justice than another person or other persons. Justice is that all ten people must receive equal treatment or else none of them.  
ถ้าพูดเรื่องความยุติธรรมแล้ว จะละเลยความเสมอภาคหรือคนคนเดียวไปได้อย่างไร Talking about justice, how can you forget equality or leave one person behind?  
ตำรวจคนนั้นหารือกับฉันในเรื่องนี้ ฉันไม่ให้คำปรึกษาแม้จะรู้ว่าเขาบริสุทธิ์ใจ ฉันอดรู้สึกไม่ได้ว่าฉันกำลังตกเป็นจำเลยอีกครั้ง – คงเป็นฉันกระมังที่ก่อให้เกิดความอยุติธรรมในความคิดของเขา That police officer consulted with me about this. I didn’t give him any advice, even though I knew that he was sincere. I couldn’t help but think that I was a defendant once again – maybe it was I who was the source of injustice in his thinking.  
  =  
ถ้าฉันตกเป็นจำเลยจริง อย่างน้อยก็เป็นครั้งที่สามแล้วที่การอยู่เฉยๆ ทำให้ฉันถูกตั้งข้อหา ครั้งแรกในคืนวันหนึ่งที่ฉันนั่งเขียนหนังสืออยู่คนเดียวในห้อง ไม่รับรู้ความเป็นไปภายนอก พ่อของฉันตายด้วยโรคภัยที่ทรมานเขามานานปี จะด้วยเหตุผลใดไม่แน่ชัด แต่ทุกคนสรุปว่าฉันเป็นสาเหตุการตายของพ่อ ต่อมาคนที่ฆ่าฉันตั้งข้อหาว่า เป็นเพราะฉันทำให้คำพูดของเขาไร้ความหมายจึงไม่มีชาวบ้านคนไหนฟังเขา เป็นความผิดของเขาเองต่างหากที่ไม่รู้วิธีพูดโน้มน้าวใจ เขาให้ความสำคัญกับความจริงมากเกินไปถึงขนาดยอมมาคลุกคลีกับฉัน ชาวบ้านพวกนั้นไม่สนใจหรอกว่าตัวฉันจริงๆ เป็นอย่างไร – เป็นคนบ้า หรือเป็นฆาตกรหนีมาหลบซ่อน – ไม่มีใครอยากพิสูจน์เรื่องนั้น If I were a defendant, at least it would be the third time that my staying put would give rise to accusations. The first time was on a night when I sat writing alone in the room, unaware of what happened outside. My father died of an illness that had tortured him for years. I don’t know exactly why everybody concluded that I was the cause of his death. Later the man who killed me claimed that it was because I had rendered what he said meaningless that the villagers no longer believed him. Actually, it was his own mistake that he didn’t know how to speak convincingly. He gave too much importance to the truth, to the point of associating with me. Those villagers weren’t interested at all in who I really was – a madman or a murderer in hiding. Nobody wanted to figure that out. =broken-pen
และในครั้งนี้ ไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่าการตกเป็นจำเลยขณะนอนนิ่งในหลุมฝังศพ ไม่มีโอกาสแก้ข้อกล่าวหาที่ว่าฉันเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความไม่เป็นธรรมให้กับกระบวนการยุติธรรม (ความคิดของตำรวจคนนั้นเลยเถิดไปถึงกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ) And this time there’s nothing worse than being a defendant while I lie still in the grave. I have no opportunity to answer the claim that I was a part of creating unfairness in the judicial pro- cess (that police officer’s thinking thus expands to the whole judicial process as a system).  
บทลงโทษสุดท้ายคือ ฝังฉันลึกลงไปใต้ผิวดิน ไม่ให้ผุดเกิดมาเป็นภาระกับกระบวนการยุติ- ธรรม – ทั้งระบบ The last penalty is, bury me deep into the ground. Don’t let me be reborn as a burden to the judicial process – to the whole system.  
=

‘Sop Mai Mee Chue’ in Chor Karrakeit 36, 1998

 
  Sorry: no information whatsoever
on this writer, which is ironically apposite
for this particular short story. Opposite,
the cover of Chor Karrakeit 36,
the Thai magazine where the original story was buried.
=chor 36

Auntie’s funeral – Jitsupha

Whoever is hiding behind this pen name gets this story of family friction at a funeral right, if on the conservative side. MB

งานศพอา

Auntie’s funeral

 
sapphire ringx sapphire ring  

จิตสุภา

JITSUPHA

 
    TRANSLATOR’S KITCHEN
1 1  
พี่อิทธิพลโทรศัพท์มาหาข้าพเจ้าราวสี่ทุ่ม แจ้งว่าอาสิ้นลมเมื่อครู่ที่ผ่านมา พี่อิทธิพลบอกเพียงเท่านี้ก็วางสาย หลังจากนั้นไม่ถึงชั่วโมง ข้าพเจ้าเดินทางมาถึงบ้านอา กราบร่างที่นอนสงบนิ่งอยู่บนพื้นกลางห้อง ท่ามกลางลูกหลานบ้านอาซึ่งอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาครบถ้วนทุกคน Itthiphon called me at about ten p.m. to tell me auntie had just died. That was all he said before he hung up. Less than an hour later, I reached auntie’s house and prostrated myself before the body which lay peacefully on the floor in the middle of the room amongst auntie’s children and grandchildren all gathered there. Lost in translation: the aunt, here, is specifically the father’s younger sister. The same word, อา, could designate the father’s younger brother.
อาสวมชุดสีขาว มีผ้าห่มคลุมตลอดทั่วร่าง ห้องนอนที่กว้างใหญ่ของอาดูแคบไปถนัดใจ เมื่อมีผู้มาชุมนุมกันอยู่ภายในห้องกว่าสิบชีวิต ทั้งลูกชาย ลูกสาว เขย สะใภ้ และหลานๆ ทุกคนนั่งอยู่บนพื้นกระจัดกระจายทั่วห้อง Auntie was dressed in white; a blanket covered her entire body. Her spacious bedroom looked cramped now that there were more than ten persons in it, her sons, daughters, sons- and daughters-in-law and grandchildren. Everyone sat on the floor all over the room. Also lost in translation: the names of the male characters: Itthiphon means ‘influence’; Amnart means ‘power’; Ekkarart means ‘sovereignty’…
“ตอนสองทุ่มตัวยังอุ่นๆ อยู่เลย ไม่นึกว่าจะไปเร็วอย่างนี้” เมียพี่อำนาจเอ่ยเบาๆ กับข้าพเจ้าโดยเฉพาะ ‘At eight o’clock her body was still warm. I never thought she’d leave us so fast,’ Amnart’s wife confided to me in a low voice.  
“บอกแล้วว่าวันนี้อาการไม่ค่อยดี ไม่มีใครเชื่อๆ” เอื้อมพร ผู้อ่อนกว่าข้าพเจ้าสามสี่ปีเอ่ยขึ้นทันควัน ดวงตาของหล่อนแดงช้ำ คงผ่านการร้องไห้มาอย่างหนักในชั่วโมงที่แล้ว ‘I told you today she didn’t look well; nobody believed me,’ Ueamphorn, who is three or four years younger than I, said at once, her eyes bloodshot. She must have cried a lot in the past hour.  
“ตอนเช็ดตัวดูไม่ออกเลยหรือว่าแม่เริ่มตัวเย็น” เมียพี่อิทธิพลส่งสายตาค้อนควักให้เมียพี่อำนาจโดยตรง ราวกับว่าผู้ที่อยู่กับอาเป็นคนสุดท้ายจะต้องรับผิดชอบในการจากไปของอาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ‘When you freshened her up, couldn’t you see that her body was cold?’ Itthiphon’s wife looked askance at Amnart’s wife, as if the last person to be with auntie had to be held responsible for auntie’s departure.  
เถียงกันทำไม ยังไงแม่ก็ไม่ฟื้น มาช่วยกันคิดเรื่องการจัดงานศพให้แม่ดีกว่า” พี่อิทธิพลเอ่ยสั้นๆ ทุกคนเงียบสนิทและหันมาทางพี่อิทธิพล รอฟังคำสั่งว่าจะให้ทำอย่างไรต่อไป Don’t quarrel. It won’t make her come back. Rather, let’s think together how to organise mum’s funeral,’ Itthiphon said curtly. Everybody was silent and turned to him, waiting to listen to what he’d order next. เถียงกันทำไม: literally, ‘Why are you quarrelling?’
“อุษา ไปหากระดาษมาจดว่าใครมีหน้าที่ทำอะไร” เอกราช ลูกชายคนเล็ก เอ่ยกับน้องสาวคนสุดท้องตามประสาผู้รอบคอบและละเอียด ‘Usa, get some paper to take down what each of us must do,’ Ekkarart, the youngest son said, thorough and meticulous as usual, to his younger sister, the last-born. Usa means ‘dawn’ or ‘aurora’.
“เรื่องแรกคือวัด จะใช้วัดไหน ใครมีความเห็นยังไง” พี่อิทธิพลถามคำถามแรกทันทีที่อุษาขยับปากกาในมือเตรียมพร้อมบันทึกข้อความต่างๆ เก็บเอาไว้ ‘First thing is the temple. Which one should we go to? Any suggestions?’ Itthiphon asked the first question as soon as Usa, pen in hand, was ready to take down all relevant details.  
“น่าจะใช้วัดแถวนี้ใกล้บ้าน สะดวกสำหรับพวกเราทุกคนเพราะต้องไปมาวันละหลายรอบ อีกอย่างแขกก็มาง่าย ลงทางด่วนก็ถึงพอดี” พี่อำนาจให้ความเห็นคนแรกซึ่งไม่มีใครโต้แย้ง ‘It should be one around here, close to the house. It’ll be convenient for all of us because we’ll have to go back and forth several times a day. Besides, it’ll be easy for the guests: we’re just at the exit of the expressway.’ Amnart was the first to express an opinion, to which no one objected.  
“งั้นพรุ่งนี้เพ็ญช่วยไปจัดการเรื่องโลงกับพี่อำนาจ ฉันจะไปจองศาลา” พี่อิทธิพลหันมาทางข้าพเจ้า อุษาก้มหน้าก้มตาบันทึกข้อความ ‘Then tomorrow you, Phen, please go and help Amnart arrange for a coffin; I’ll go and book a pavilion,’ Itthiphon said to me. Usa, head bent, was busy jotting down the instructions. Phen means ‘full moon’.
“อาอิทธ เรื่องอาหารเลี้ยงแขก หนูขอเป็นอาหารว่างที่จัดสวยๆ ใส่กล่องได้ไหมคะ” ลูกสาวพี่อำนาจออกความเห็นบ้าง ‘Uncle It, the food for the guests: how about having it nicely displayed in boxes?’ was Amnart’s daughter’s contri- bution.  
“แขกส่วนใหญ่ไม่ใช่วัยรุ่น อายุรุ่นอาทั้งนั้น แล้วยังพวกญาติๆ อีก” พี่อิทธิพลแย้ง ‘Most of the guests aren’t young; they’re of auntie’s age, and then they’re relatives too,’ Itthiphon objected. Informal use of ‘auntie’ by Itthiphon. It should be ‘great-aunt’ or ‘mum’.
“งั้นก็น่าจะจัดอาหารเป็นสองอย่าง อาหารกล่องกับพวกข้าวต้ม” เอกราชเสนอ ‘Then let’s arrange for two kinds of food: food in boxes and rice gruel,’ Ekkarark suggested.  
“ไม่ดีหรอก งบบานแน่นอน อาหารกล่องพวกนั้นแพง รู้หรือเปล่า” เอื้อมพรไม่เห็นด้วย ‘That won’t do. It’ll inflate the budget. Food in boxes is expensive, you know,’ Ueamphorn objected. Lovely expression: งบบาน: the budget will bloom.
“เลี้ยงข้าวต้มน่ะดีแล้ว เคยทำมายังไงก็ยังงั้น” พี่อิทธิพลสรุป ทำให้ลูกสาวพี่อำนาจหน้าง้ำ ‘Rice gruel’s good enough. It’s always been like that,’ Itthiphon summed up, making Amnart’s daughter scowl.  
“พ่อคะ พรุ่งนี้หนูต้องลางานหรือเปล่า” ลูกสาวพี่อิทธิพลหันมาถามพ่อ แต่ผู้ที่ตอบกลับไม่ใช่พี่อิทธิพล ‘Dad, should I take the day off tomor- row or not?’ Itthiphon’s daughter turned to ask her father, but the one who answered wasn’t Itthiphon.  
“ลาสิ ลาไปเลยอาทิตย์หนึ่ง” พี่อำนาจตอบเสียงห้วน ‘Of course. Take the whole week off actually,’ Amnart answered abruptly.  
“ช่วงนี้งานยุ่งด้วย” ลูกสาวพี่อิทธิพลบ่นเบาๆ ‘At the moment, there’s a lot of work,’ Itthiphon’s daughter murmured.  
“ถ้ามันไม่ให้ลา ก็ลาออกไปเลย คนมันมีพ่อมีแม่ ไม่ได้เกิดจากกระบอกไม้ไผ่” เป็นเสียงของพี่อำนาจอีก ‘If they won’t let you, then quit. People have parents. They aren’t born in bamboo tubes.’ It was Amnart’s voice again.  
“โทรศัพท์ไปลาก่อนพรุ่งนี้ เสร็จงานแล้วค่อยทำใบลาส่งตามไปทีหลัง” พี่อิทธิพลหันมาทางลูกสาว ‘Call up first thing tomorrow to go on leave. Once the funeral is over, have a note of absence to give them after- wards,’ Itthiphon told his daughter.  
“แล้วใครจะจัดการที่เขตเรื่องใบมรณบัตร” คราวนี้เอกราชเอ่ยถาม ‘Who’s going to the district office for the death certificate?’ This time, it was Ekkarart asking.  
“พรุ่งนี้เช้าผมจัดการเอง” สามีเอื้อมพรเอ่ยเป็นประโยคแรกของค่ำคืนนี้ เขาเป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยพูด ต่างจากเมื่อก่อน สมัยหนุ่มๆ ตอนที่เขามาจีบเอื้อมพรนั้น ข้าพเจ้าจำได้ว่าเขาขี้เล่นและช่างหยอกล้อ ทำให้เอื้อมพรผู้ใจร้อนติดใจในความอารมณ์ดีของเขา เอื้อมพรพูดกับข้าพเจ้าบ่อยๆ ว่าคุยกับเขาแล้วมีความสุข ไม่นานทั้งสองก็ตัดสินใจใช้ชีวิตร่วมกัน อาจจะเป็นเพราะต้อง ‘แต่งเข้า’ มาอยู่ร่วมในครอบครัวใหญ่ ทำให้เขาเคร่งขรึมกว่าเดิมก็เป็นได้ ที่จริงเอื้อมพรและสามีช่วยกันผ่อนบ้านหลังเล็กๆ แถบชานเมือง แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ย้ายไปอยู่สักที เนื่องจากอาขอร้องให้อยู่ด้วยกัน บ้านหลังนั้นจึงให้คนเช่าหารายได้ ‘I’ll take care of it myself in the morn- ing,’ Ueamphorn’s husband spoke his first sentence that night. He was a quiet person who seldom spoke, unlike in the old days, when he was a young man who came to court Ueamphorn. I remem- ber he was playful and liked to tease, and Ueamphorn, who was impatient, fell for his good humour. She often said to me that talking with him she felt happy. Before long the two of them decided to live together. Maybe because he had to ‘contract marriage’ to live in a large family, he became more solemn than before. Actually Ueamphorn and her husband helped each other pay in instalments a small house in the suburb, but one thing and another they had yet to move into it, because auntie had begged them to live all together, so that house was let out to generate some income.

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

จนแล้วจนรอด normally means ‘in the end’.

เมื่อพี่น้องแต่ละคนต่างมีครอบครัว ทั้งเขยและสะใภ้อยู่ร่วมบ้านเดียวกัน ปัญหาการกระทบกระทั่งกันจึงเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และยิ่งแต่ละคนมีลูก การกระทบกระทั่งยิ่งมีมากขึ้น บางครั้งก็มาจากเด็กๆ แล้วขยายวงไปสู่ผู้ใหญ่ เป็นธรรมดาที่พ่อแม่แต่ละคนจะเห็นว่าลูกของตนเป็นฝ่ายถูก และแน่นอนว่าลูกย่อมดีกว่าหลาน When each sibling had a family, with the in-laws living under the same roof, it was unavoidable that there would be some friction, and with each family having children the opportunities for friction increased. Sometimes it came from the children and then spread to the grownups. It is only normal for parents to think that their own children are in the right and that of course their children are better than their nephews.  
เสียงสัญญาณโทรศัพท์มือถือของพี่อิทธิพลดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ พี่อิทธิพลรับสายโดยใช้เวลาเพียงไม่ถึงนาทีด้วยการตัดบทว่า จะติดต่อกลับไป หลายคนมองหน้าอย่างรู้กันว่าใครคือผู้ติดต่อเข้ามา Itthiphon’s cellular phone rang in the silence. He took the call and spent very little time online, saying he’d call back. Several persons stared at one another, knowing full well who the caller was. Here a slight rewrite, dispensing with the awkward ‘less than one minute … to cut the matter short’, to make the action more vivid.
“ใครน่ะ พี่อิทธ” เมียพี่อิทธิพลถามเสียงเข้ม ‘Who was that, dear?’ Itthiphon’s wife asked in a tense voice.  
“ถามเรื่องงานนิดหน่อย” พี่อิทธิพลตอบสั้นๆ ‘Just asking about the funeral,’ was Itthiphon’s pithy answer.  
“อย่าให้รู้เชียวนะ” ฝ่ายหญิงยังไม่วายสำทับด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ‘Keep me out of it, then!’ The wife couldn’t refrain from threatening with a strained face.  
“แล้วกระถางธูป ใครจะเป็นคนถือ” ข้าพเจ้าเอ่ยถามเมื่อนึกขึ้นได้ ว่าลูกชายคนโตของอาเสียชีวิตตั้งแต่ยังหนุ่มๆ ซึ่งตามธรรมเนียมจีนผู้ที่ต้องทำหน้าที่นี้คือ ลูกชายคนโตนั่นเอง ‘What about the joss stick pot?’ I asked as the thought came to me that auntie’s eldest son had lost his life while still a young man and, according to Chinese tradition, that duty is performed by the eldest son.  
“ให้พี่อำนาจทำแล้วกัน” เอกราชหันมาทางพี่ชายคนที่สอง บรรยากาศเริ่มตึงเครียดเมื่อพี่สะใภ้คนโตสวนกลับมาดังลั่น “ให้เจ้าต้นทำหน้าที่แทนพ่อ” ข้าพเจ้าตกใจในน้ำเสียงของหล่อน ไม่เข้าใจว่าทำไมพี่สะใภ้จะต้องเสียงเกรี้ยวขนาดนี้ หนำซ้ำแววตาของหล่อนที่มองทุกคนดูไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย หล่อนมักพูดเสมอๆ ว่า หล่อนเป็นสะใภ้ใหญ่ ถึงจะไม่มีสามีคุ้มหัว แต่ทุกคนก็น่าจะให้ความยำเกรงกันบ้าง ข้าพเจ้าถามตัวเองว่า นี่คือการประชุมเรื่องการจัดงานศพให้อามิใช่หรือ ไม่ใช่การประชุมที่มีวาระเกี่ยวกับการประกาศสงครามที่จ้องจะห้ำหั่นศัตรู บรรยากาศน่าจะเจือความเศร้าด้วยซ้ำ แต่ทำไมข้าพเจ้าไม่รู้สึกว่ารอบตัวเป็นเช่นนั้นแม้แต่น้อย ‘Let Amnart do it.’ Ekkarart turned towards the second eldest brother. The atmosphere began to tense up when the eldest sister-in-law retorted loudly, ‘Let Ton do it instead of his father.’ I was shocked by her tone of voice. I didn’t understand why she had to sound so furious. Besides, her eyes looking at all of us were in no way friendly. She always said she was the eldest sister-in-law and even though she no longer had a husband to protect her, everybody should show her respect. I asked myself whether this was a meeting to organise auntie’s funeral or not. It wasn’t a meeting with an agenda regarding a declaration of war while waiting to pound on the enemy. The atmosphere should be one of sadness, in fact, but why did I feel this wasn’t at all the case around me? เจ้าต้น: Young Ton. In Thai, the expression is fitting in the mother’s mouth. In English it wouldn’t be; the nickname on its own sounds more natural. Let’s keep ‘Young Ton’ for the next paragraph, then.
ต้นเงยหน้าเมื่อได้ยินเสียงลั่นของผู้เป็นแม่ ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา อาจเป็นเพราะไม่รู้ประเพณีก็เป็นได้ Young Ton looked up when he heard his mother’s resounding voice. He didn’t say anything, maybe because he wasn’t aware of tradition.  
“ลูกชายคนที่สองก็ถือได้” เมียพี่อำนาจเสียงเข้มไม่แพ้พี่สะใภ้คนโต ‘The second eldest son can perform just as well.’ Amnart’s wife’s voice was as loud as eldest sister-in-law’s.  
“จะบ้าเหรอ มีธรรมเนียมที่ไหน แขกในงานเห็นคงหัวเราะกันหมดว่าบ้านนี้ไม่รู้จักธรรมเนียม เธออยากให้เป็นยังงั้นใช่ไหม” พี่สะใภ้ไม่ยอมแพ้ ส่งสายตาแวววาวมาถึงเมียพี่อำนาจ ข้าพเจ้าและคนอื่นๆ ได้แต่นิ่ง เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่าทั้งสองเป็นคู่ปรับกันมาตั้งแต่สมัยสาวๆ จนบัดนี้ลูกโตเป็นหนุ่มสาวก็ยังไม่ยอมอ่อนข้อ ดูเหมือนนับวันจะยิ่งรุนแรงขึ้นด้วยซ้ำ ‘Are you out of your mind? There’s no such tradition. When the guests at the funeral see that, they’ll all laugh and say we don’t know tradition. Is that what you want?’ Eldest sister-in-law wouldn’t ac- cept defeat and glared at Amnart’s wife. I and the others didn’t interfere because we all knew these two had been at loggerheads since they were adoles- cents. Even now that their children were in their teens they still didn’t want to relent. They seemed to grow fiercer by the day, actually.  
“ให้ต้นถือ” พี่อิทธิพลสรุปสั้นๆ เขาเคยชินกับการออกคำสั่ง ด้วยต้องบริหารกิจการของครอบครัว พี่อิทธิพลเด็ดขาดและเอาจริงเอาจังตลอดมา ไม่อย่างนั้นธุรกิจของครอบครัวคงไม่เจริญรุ่งเรืองมาจนถึงทุกวันนี้ ‘Let Ton carry them,’ Itthiphon decided forthwith. He was used to giving orders, having to run the family business. He had always been decisive and serious, otherwise the family business wouldn’t have flourished as it had up to this day.  
2

2

 
คืนแรกหลังจากพระสวดจบแล้ว ข้าพเจ้ากลับมาที่รถเพื่อหยิบรายการอาหารที่จะเลี้ยงแขกในวันส่งศพให้คนครัวเพื่อจะได้เตรียมจัดซื้ออาหารสดอาหารแห้งไว้สำหรับปรุงในวันนั้น ขณะกำลังจะเดินกลับขึ้นไปที่ศาลาก็ได้ยินเสียงพูดคุยกันเบาๆ On the first night, after the monks had finished chanting I went back to the car to pick up the menu that would be served to the guests on burial day for the people in the kitchen to buy the fresh and dry ingredients needed for that day.* As I walked back to the pavilion, I heard a conversation carried out in low voices.

=

=

=

* These ingredients are for the side dishes served along with the rice gruel.

“แหวนไพลินนั่นพี่เอื้อมเก็บเอาไว้ ไม่ต้องเอาออกมา คืนนี้กลับบ้านเราไปเช็กดูว่าเครื่องเพชรของแม่มีทั้งหมดกี่ชิ้น” เป็นเสียงของอุษานั่นเอง ‘That sapphire ring, Ueam, you keep it. No need to take it out. When we’re back home tonight, let’s check how many pieces of jewellery mum left.’ That was none other than Usa’s voice.  
“คงยาก พวกสะใภ้เตรียมจ้องเต็มที่ พี่ยังนึกไม่ออกว่าจะกันออกมาเป็นของเราสองคนยังไง” เสียงของเอื้อมพรดูจะปกปิดความกังวลไม่ได้ ‘That might be difficult. The in-laws are fully ready to make claims. I still can’t figure out how we can keep them for the two of us.’ Ueamphorn’s voice seemed unable to hide her worry.  
“เรื่องอะไรจะให้พวกนั้นชุบมือเปิบ แม่สะสมตั้งแต่สาวๆ ของพวกนั้นต้องเป็นของเราสองคน ถ้าจะแบ่งเราก็ให้ที่เป็นชิ้นๆ ของที่เป็นชุดเราเก็บเอาไว้เอง ให้พวกนั้นเอาไป ฉันเสียดายของ” ‘Why should we let them rummage in- to them? Mum had collected them since she was young. Those things must be for us two. We can let them have single items, but the sets we keep ourselves. It’d be a shame to let them have them.’  
“เมื่อเช้านี้พี่โดนไล่ ยังไม่ทันไรเลยนะ” ‘This morning she sent me away. Early as it is.’  
“ใครกัน” อุษาซักไซ้ ‘Who did?’  
“จะใครล่ะ ‘ซ้อใหญ่’ ไง เขาบอกว่าลูกสาวต้องแต่งออก ที่ให้อยู่ทุกวันนี้ก็เพราะเห็นแก่แม่” ‘Who else but the high and mighty. She said her daughter had to get married. If I stay these days, it’s only out of deference for mum.’ ซ้อใหญ่: literally, ‘big sister-in-law’ (Chinese dialect).
“ชักจะมากไปแล้ว บ้านแม่นะ ไม่ใช่บ้านมัน ของทุกอย่างเป็นของกงสี พี่เอื้อมอย่ายอม” ‘That’s too much. It’s mum’s house, not hers. Everything in it belongs to the family business. Don’t let her, Ueam.’  
“พี่ว่าพี่ไปดีกว่า ไปอยู่บ้านโน้นเล็กหน่อยช่างมัน ไปอยู่ด้วยกันไหม” ‘I think I’d better leave. Staying in the house over there, it’s a bit cramped but never mind. Will you come and stay with us?’  
“ษาจะอยู่ที่นี่ แม่ต่อห้องไว้ตั้งเยอะ เรื่องอะไร ขืนษาไปเท่ากับว่ามันใหญ่คับฟ้า จะอยู่อย่างนี้แหละ” ‘I’ll stay here. Mum had plenty of rooms built extra. What’s the idea? If I were to leave, the sky would be too small for her. I’ll stay put, and that’s that.’  
เอื้อมพรสะกิดให้น้องสาวเงียบ เมื่อเห็นข้าพเจ้าเดินใกล้เข้าไปทุกที ข้าพเจ้าได้แต่ทำสีหน้าไม่รู้ไม่ชี้คล้ายไม่ได้ยินถ้อยคำใดๆ Ueamphorn nudged her sister to stop speaking when she saw me coming close. I made a bland face, pretending I hadn’t heard anything.  
“เกรงใจพี่เพ็ญจัง เมื่อคืนกว่าจะกลับก็ดึก วันนี้ยังไปช่วยจัดการเรื่องโลงอีก” อุษาเอ่ยเสียงอ่อนหวานราวกับคนละคนกับเมื่อครู่ ‘It must be hard for you, Phen. Last night before you went back it was late. Today you’re still helping with the coffin,’ Usa said in a sweet voice entirely different from the moment before.  
“ไม่เป็นไรจ้ะ พี่ช่วยเต็มที่อยู่แล้ว พูดเหมือนคนอื่นคนไกลไปได้ พี่มีอาแค่คนเดียว ถ้าไม่มาช่วยงานอาแล้วจะให้พี่ไปช่วยงานใครล่ะ อุษา” ‘It doesn’t matter. I’ll help to the utmost. You speak as if I were a stran- ger, almost. I had only one auntie. If I didn’t come and help for her funeral, whose funeral would I help, Usa?’  
“เอื้อม เอื้อม มาจัดการเรื่องซองถวายพระที” เอกราชเดินมาตาม ทำให้วงสนทนาต้องสลายตัวแต่เพียงแค่นั้น ‘Ueam! Ueam! Come and help with the presents to the monks.’ Ekkarart was walking after us, bringing the conver- sation to a close at that point.  
3

3

 
คืนที่แขกมามากที่สุดคงเป็นคืนที่สาม แขกแน่นจนทางวัดต้องขนเก้าอี้มาให้เพิ่ม และยังให้ยืมพัดลมเพิ่มอีกสองตัวเพื่อบรรเทาความอบอ้าวของอากาศอีกด้วย The night with the most guests was the third night. There were so many that extra chairs had to be brought in as well as two extra fans to freshen up the stuffiness.  
ข้าพเจ้านั่งที่โต๊ะด้านหนึ่งจึงเห็นหน้าแขกที่มาในงานแทบทุกคน สายตาสะดุดที่สาวสวยคนหนึ่ง อายุของหล่อนคงอยู่ในช่วงสามสิบต้น หล่อนแต่งชุดดำครบครันทั้งถุงน่องรองเท้า พอเดินมาถึงบริเวณหน้าศาลาก็กวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างไม่ขัดเขิน สายตาของหล่อนราวกับต้องการประกาศให้แขกในงานรับรู้ถึงการปรากฏตัวของหล่อน แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะด้วยใบหน้าที่สะสวยรวมถึงกิริยาท่าทางที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ ทำให้สายตาแทบทุกคู่จ้องไปที่หล่อนอย่างพร้อมเพรียง I sat at the table on one side, so I saw the faces of almost all the guests that had come to the funeral. A pretty woman caught my attention. She must have been in her early thirties. She was dressed in black down to her stockings and shoes. When she reached the vicinity of the pavilion she looked around quite ostentatiously, as if she wanted to make the guests aware of her arrival, and that was really what happened, because with her cute face and manners full of aplomb almost all the eyes turned to her as one.  
ข้าพเจ้าหันไปมองต้นเสียงที่อยู่ด้านหลัง พระยังคงสวดให้กับผู้ตาย พี่อิทธิพลพยายามฉุดรั้งเมียไม่ให้ลุกออกจากที่นั่งทว่าไม่สำเร็จ เมียพี่อิทธิพลฟาดต้นแขนอีกฝ่ายดังเพี้ยะ I turned to look at the origin of the voice down the stairs. The monks were still chanting for the deceased. Itthiphon tried to pull at his wife to prevent her from getting up from her seat but didn’t succeed. His wife gave him a mighty slap on the forearm.  
“หน็อย ทำมาห้าม บอกแล้วใช่ไหมว่าไม่ให้มา คืนนี้เป็นไงเป็นกัน” เสียงของเมียพี่อิทธิพลไม่เบาเลย แขกในงานละสายตาจากสาวสวยมาเป็นลูกหลานผู้ตายแทน ทั้งสองยืนอยู่ข้างเสาด้านหน้าศาลา ‘Now, don’t you try to prevent me! I told you, didn’t I, not to let her come. Tonight whatever will be will be.’ Itthi- phon’s wife’s voice was in no way low. The guests switched their stares from the pretty woman to the deceased’s progeny instead. The two of them stood by a pillar at the front of the pavilion.  
“เดี๋ยวจะออกไปจัดการ แต่เธอห้ามออกไป” พี่อิทธิพลพูดสั้นๆ ส่งสายตาปรามอย่างเด็ดขาด ดูเหมือนจะได้ผลเพราะเมียพี่อิทธิพลเดินกลับมาด้านใน แต่ก็เป็นไปด้วยท่าทางที่บ่งบอกว่ากำลังข่มอารมณ์อย่างเต็มที่ ‘I’ll handle this, but I forbid you to come out,’ Itthiphon said briefly, with a forbidding glare. It seemed to work because his wife walked back inside, but in a way that betrayed she was doing her utmost to rein in her wrath.  
คราวนี้กลายเป็นว่าทุกคนต่างเฝ้ารอดูว่าเหตุการณ์จะเป็นอย่างไรต่อไป แขกบางคนที่ตอนแรกไม่ใส่ใจ ได้ยินเสียงกระซิบกระซาบบอกต่อจากแขกคนอื่นๆ รวดเร็วชนิดไม่ถึงอึดใจ ทุกคนต่างได้รับรู้ข่าวสารเท่าเทียมกันหมดชนิดที่แตกต่างกันเฉพาะในรายละเอียดเท่านั้น ขึ้นอยู่กับว่าผู้ส่ง ‘สาร’ เพิ่มเติมสีสันอย่างไร This time everyone waited to see what would happen next. Some of the guests who at first paid no attention heard the whisperings of other guests and in next to no time everyone was in the know, give or take a few details depending on how the news was spread around by each.  
พี่อิทธิพลก้าวยาวๆ ไปที่ผู้หญิงคนนั้นแล้วฉุดหล่อนเดินลับหายไปยังลานจอดรถซึ่งอยู่ห่างออกไปพอสมควร สายตาใคร่รู้ของใครต่อใครยังคงตามทั้งสองออกไปราวกับกำลังชมถ่ายทอดสดรายการสำคัญทางทีวีอย่างไรอย่างนั้น Itthiphon strode over to that woman and took her out of sight to the parking area which was far enough from the pavilion. Full of curiosity everyone eyed their exit as if they were watching a reality show on TV.  
แน่นอนว่าไม่มีใครได้ยินว่าพี่อิทธิพลคุยอะไรกับผู้หญิงคนนั้น แต่ในใจของแต่ละคนอาจกำลังจินตนาการบทสนทนาตามแต่ใจนึกอยากได้ยิน ท่าทางของเมียพี่อิทธิพลและคำพูดสั้นๆ ของหล่อน ทำให้เดาได้ไม่ยากว่าสถานภาพของสาวสวยเกี่ยวข้องกับพี่อิทธิพลอย่างไร Of course no one heard what Itthi- phon told the woman, but everyone’s mind was busy imagining the conversa- tion they would like to hear. Itthiphon’s wife’s attitude and her brief remarks made it easy to guess what the situation of the pretty woman was in relation to Itthiphon.  
เมียพี่อิทธิพลนั่งร้อนรุ่มอยู่ได้ไม่ถึงอึดใจก็ลุกพรวดพราดตามออกไป หล่อนออกตัวเร็วมาก จนไม่มีใครยับยั้งทัน หล่อนเดินแกมวิ่งตรงไปยังลานจอดรถ Itthiphon’s wife sat agitatedly only for a moment before springing up and darting out. She left so fast no one could prevent her from leaving. She almost ran straight to the parking area.  
“พี่เพ็ญ ไปกับษาหน่อย” ฉันละสายตาจากเมียพี่อิทธิพล หันมาทางเสียงที่ได้ยินข้างหู อุษาลุกจากที่ตรงมาหาข้าพเจ้าด้วยความเงียบ ข้าพเจ้าพยักหน้าแล้วลุกตามหล่อนไป เราเดินไปถึงจุดเกิดเหตุพอดีกับที่เสียงเมียพี่อิทธิพลแผดลั่น ‘Phen, come with me, quick.’ I ceased looking at Itthiphon’s wife and turned towards the voice I was hearing next to my ear. Usa had got up and come to me quietly. I nodded and stood up to follow her. We walked to the point where the action was, just as Itthiphon’s wife’s voice resounded.  
“ออกไปจากงานเดี๋ยวนี้นะ ทำเป็นแต่งดำมางาน ท่าทางระริกระรี้อย่างนี้นึกแต่จะขึ้นเตียงอย่างเดียวล่ะสิ” ‘Leave this funeral right now! How can you dress in black for a funeral and behave so excitedly you seem ready to jump into bed?’  
“ของอย่างนี้ต้องถามผู้ชาย ว่าเห็นหน้าฉันแล้วอยากหรือเปล่า ก็น่าเห็นใจพี่อิทธนะ อยู่บ้านคงไม่มีอารมณ์” เสียงที่ตอบกลับมาไม่มีอาการแสดงว่ามีความเกรงกลัวผู้พูดแม้แต่น้อยนิด อีกทั้งสายตาที่จ้องมองเมียพี่อิทธิพลเหมือนจะประกาศว่า หุ่นพะโล้อย่างนี้ ผู้ชายที่ไหนจะสนใจ ‘For that matter, you had rather ask the man whether seeing me is what he wants or not. Itthiphon deserves sympa- thy. At home, he can’t be in the mood.’ The voice answering gave no indication of being afraid of the speaker in the least. Besides, the eyes that glared at Itthiphon’s wife seemed to deny that a man could pay any attention to a chubby doll like her.  
“กลับเข้าไปก่อน บอกว่าอย่าตามออกมา” พี่อิทธิพลหันมาปรามเมีย อุษาได้จังหวะจึงเอ่ยว่า “ไปเถอะพี่ อย่าให้ต้องขายหน้ากันในงานแม่เลย” ‘You go back. I told you not to come out.’ Itthiphon turned to berate his wife. Usa timely said, ‘Go back. Let’s not lose face during mum’s funeral.’  
“ถึงป่านนี้แล้ว กูไม่มีอะไรต้องขาย อุตส่าห์พูดแล้วพูดอีกว่าอย่าให้นังนี่โผล่มา จะออกไปแรดกันนอกบ้านกูก็ไม่ว่า นี่มันฉีกหน้ากันชัดๆ” ‘At this point I’ve nothing left to lose. I’ve told him time and time again not to have her show up. If they do it out of sight I won’t say anything, but she clearly wants to humiliate me.’  
“เธอกลับไปก่อน” พี่อิทธิพลหันมา ‘บ้านเล็ก’ เมื่อเห็นว่า ‘บ้านใหญ่’ มีอารมณ์ ข้าพเจ้าทันเห็นแววตาที่บ่งบอกความพึงพอใจในสายตาคู่นั้น สายตาของสาวสวยที่ไม่สะทกสะท้านกับถ้อยคำที่ได้ยินแม้แต่น้อย ‘You go back first,’ Itthiphon turned to ‘the minor house’ when he saw that ‘the main house’ was angry. I had time to see the glint of jubilation in the eyes of the pretty woman who wasn’t in the least fearful of what she heard.  
“กลับก็ได้ เดี๋ยวหนิงค่อยโทร. หาพี่นะ” หล่อนไม่วายส่งเสียงออดอ้อนและทิ้งสายตาหวานเชื่อมให้พี่อิทธิพลโดยไม่สนใจว่าบริเวณที่ยืนอยู่หาใช่สถานที่ส่วนตัวไม่ ข้าพเจ้าเห็นแล้วได้แต่นึกเห็นใจพี่สะใภ้ขึ้นมาครามครัน เป็นครั้งแรกที่ได้เจอะเจอสาวหนิง หลังจากรับรู้เรื่องราวมานาน พี่สะใภ้บอกกับข้าพเจ้าว่า ที่ทนอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะเห็นแก่ลูก ไม่อยากให้ลูกต้องกลายเป็นเด็กบ้านแตก พ่อแม่เลิกกัน แต่ข้าพเจ้าก็ไม่รู้ว่าที่ทั้งสองฝ่ายต่างอยู่กันแบบต่างฝ่ายต่างทนผู้เป็นลูกจะมีความสุขในการตัดสินใจของพ่อแม่หรือเปล่า ปัญหาโลกแตกเช่นนี้ยากที่จะชี้ชัดลงไปว่าอย่างไหนดีกว่ากัน ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของแต่ละครอบครัว บางครอบครัวแม้พ่อแม่จะเลิกกัน แต่ลูกกลับไม่เคยรู้สึกอ้างว้าง ทั้งนี้เพราะยังมีลุงป้าน้าอาคอยให้ความรักความอบอุ่นอย่างเสมอต้นเสมอปลาย เรื่องบางเรื่อง คำสั้นๆ แต่คำว่าผิดหรือถูก ไม่ใช่คำตอบที่จะอธิบายเรื่องของเรื่องได้ ‘I’ll do that and call you up, sweet- heart.’ She didn’t forget to speak sweetly and to cast a syrupy glance at Itthiphon without concern that the place where she stood was in no way private. Seeing this, I couldn’t help but feel some sym- pathy for my sister-in-law. It was my first encounter with this woman Ning after having been told about her long ago. My sister-in-law had told me she was bearing with it for the sake of the children. She didn’t want them to be the children of a broken home, but I didn’t know whether living together, merely bearing with each other, made the children happy with their parents’ decision or not. In this problem of a broken world, it was hard to point out clearly what was better. It depended on the situation of each family. In some families, even though the parents had divorced, the children didn’t feel forlorn, as there were still uncles and aunts to provide love and warmth steadily. In some cases, short words like ‘wrong’ or ‘right’ are not enough to explain what’s really going on.

=

=

=

=

=

=

=

=

=

พ่อแม่เลิกกัน (divorced parents) is superfluous after ‘broken home’ and need not be translated.

“รีบออกไปซะ ก่อนที่กูจะคันมือคันไม้มากกว่านี้” เมียพี่อิทธิพลคงเห็นสายตาหวานเชื่อมของหล่อนเช่นเดียวกัน จึงโพล่งออกมา ทำให้ข้าพเจ้าและอุษาต้องช่วยกันจับข้อมือของพี่สะใภ้คนละข้างแล้วรีบพากันกลับเข้ามาข้างในศาลา ‘Hurry up and be gone before I become brutal.’ Itthiphon’s wife must have noticed the woman’s syrupy glances to burst out heedlessly in such a fashion. It prompted Usa and me to help each other take our sister-in-law by the wrists and hurry back together inside the pavilion.  
4

4

 
ขบวนส่งศพมาถึงสุสานราวบ่ายสามตามฤกษ์ที่ซินแสกำหนด เมื่อมาถึงก็มีการประกอบพิธีเคารพศพอาอีกครั้งที่ศาลาหน้าสุสานก่อนจะเคลื่อนขบวนไปยังบริเวณสุสาน เมื่อคนงานยกโลงลงไปในหลุมที่ขุดเตรียมไว้ ทุกคนอยู่ในความนิ่ง เป็นขั้นตอนที่ซินแสต้องใช้สมาธิในการวัดและคำนวณการตั้งโลงให้พอเหมาะพอดี ซึ่งเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก เชื่อกันว่า หากตั้งโลกอยู่ในทิศทางที่เหมาะสม องศาพอดี ลูกหลานผู้ตายจะมีฐานะร่ำรวยและปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ตรงกันข้าม หากโลงศพถูกตั้งในทิศทางที่ไม่เหมาะสม เช่น ว่าค่อนไปในทิศทางที่ให้คุณกับลูกชายคนโต คนที่สอง หรือคนสุดท้องสุดแท้แต่ ลูกหลานคนอื่นๆ ก็จะไม่มั่งคั่งร่ำรวยเท่ากับลูกหลานที่ได้รับผลดีจากทิศทางการตั้งโลงนั้นๆ บางครอบครัวลูกหลานมีฐานะแตกต่างกันมาก ลูกคนกลางรวยกว่าพี่น้อง ลูกสาวรวยกว่าลูกชาย ผู้ที่มีฐานะต่ำกว่าย่อมไม่ยินดีให้เป็นอย่างนั้นจึงต้องขุดโลงขึ้นมาประกอบพิธีใหม่ คำนวณทิศทางที่ตั้งจนแน่ใจแล้วว่าจะยุติธรรมกับทุกคน จึงจะกลบดินลงไป The funeral cortege reached the graveyard around three in the afternoon as specified by the sinsae*. Once there, there was a ceremony of performing respect for auntie once again in the front pavilion before moving to the vicinity of the grave. When the workers lifted the coffin and lowered it into the grave, everyone stood motionless, as the sinsae had to mentally focus on measuring and determining the proper layout, which is something very delicate. It is believed that when a coffin is laid down properly, the progeny of the deceased will be wealthy and healthy. Reversely, if the coffin is laid down in a direction that is not proper, for instance oriented too much towards the first-born, the last-born or the one or ones in between as the case might be, the other offspring will not be as wealthy as the one that gets the benefit of the direction of the coffin. Some families have pro- geny with very different status, the second-born son is richer than his siblings, the sisters are richer than the brothers, etc. Those with a lower status tend to be unhappy with this state of affairs and have the coffin exhumed and laid down anew. When its direction is assessed to be fair to all parties, it is covered with earth.

=

=
* Chinese fortune-teller.

=

ที่ขุดเตรียมไว้ (which had been dug/made ready) need not be translated. Same remark for องศาพอดี (at the proper angle).

ซินแสที่คำนวณได้ถูกต้องและมีผลงานในอดีตเป็นที่ประจักษ์ชัดแจ้ง จะเป็นซินแสที่มีชื่อเสียงและมี ‘ค่าตัว’ รวมถึงค่าดำเนินการที่แพงมาก และที่สำคัญ หากไม่มีคนในแนะนำ ก็เป็นการยากที่จะเชื้อเชิญซินแสมาทำพิธีดังกล่าวได้ ครอบครัวที่มั่งคั่งมักจะมีของสมนาคุณซินแสต่างหากนอกเหนือจากรายการที่ได้ตกลงกันไว้ The sinsae who make the right arrangements and whose past work speaks for itself are famous and charge high fees for their services and, importantly, if a sinsae isn’t recom- mended by an insider it’s difficult to invite him to perform. Rich families have gifts for the sinsae on top of the agreed fees.  
ข้าพเจ้าสังเกตเห็นพี่อำนาจและพี่อิทธิพลเฝ้ามองการทำงานของซินแสทุกขั้นตอน ต่างจากเอกราชที่มีสีหน้าเรียบเฉย ยากจะหยั่งรู้ว่าเขารู้สึกอย่างไร หลายครั้งทีเดียวที่ข้าพเจ้าสังเกตเห็นว่า เขามีความเศร้าอยู่ในแววตา ดูเหมือนเอกราชจะเป็นลูกคนเดียวที่ใกล้ชิดและปรนนิบัติแม่ตลอดระยะเวลาที่แม่เข้าออกโรงพยา- บาล ไม่ว่าข้าพเจ้าจะไปเยี่ยมครั้งใด ข้าพเจ้าจะต้องพบเขานั่งอยู่ไม่ห่างจากอา ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าเห็นเขาบรรจงหวีผมให้อาด้วยความนุ่มนวล อาไม่ได้สระผมหลายวัน เอกราชจึงโรยแป้งฝุ่นเด็กในหวีก่อนที่จะใช้หวีนั้นสางเอาฝุ่นและความเหนียวหนึบที่เกาะอยู่บนหนังศีรษะออกมา อานอนหลับตาพริ้มให้เอกราชหวีผมด้วยความสุข ข้าพเจ้ายังจำภาพนั้นได้ดี I noticed that Amnart and Itthiphon were watching every single step of the sinsae’s work, unlike Ekkarart whose face was impassive, making it hard to figure out what he was feeling. Many times I had observed that he had sorrow in his eyes. It seemed Ekkarart was the only child that was close to his mother and helped her all along since she entered and left hospital. Whenever I went to visit her, I always found him sitting close to auntie. Once I saw him carefully and gently combing her hair. Auntie hadn’t washed her hair for several days, so Ekkarart sprinkled baby powder on her hair before using the comb to remove the powder and the sticky stuff on the scalp. Auntie lay with eyes closed, happy to let Ekkarart comb her hair. I still remember that scene well.

=

=

=

=

=

=

=

=

=

The author has Ekkarart sprinkle baby powder on the comb rather than the head, which doesn’t make sense to me. I’ve changed that.

“ถ้าวางอย่างนี้ลูกสาวได้เปรียบ” เสียงกระซิบเบาๆ ดังมาจากด้านหลังของข้าพเจ้า ญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งของอาซึ่งร่วมเดินทางมาส่งอาด้วย อาจจะด้วยผ่านประสบการณ์ชีวิตมามากหรืออย่างไรก็สุดจะเดา แต่ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าผู้อาวุโสท่านนั้นใช้หลักเกณฑ์อะไรจึงเอ่นออกมาเช่นนั้น ‘If it’s placed like this, the daughters will take advantage,’ a low whisper came from behind me. A senior relative of auntie’s who had travelled to bid her farewell. Out of much experience of life or for whatever reason, I don’t know what made that senior speak like this.  
“นั่นน่ะสิ กำลังจะพูดพอดี” เสียงของผู้อาวุโสอีกท่านหนึ่งซึ่งยืนอยู่ใกล้ๆ กันกระซิบตอบ ‘Exactly. I was about to say the same thing,’ the voice of another senior relative who stood close by whispered in answer.  
ที่จริงซินแสยังไม่เสร็จพิธีกรรม เพราะข้าพเจ้าเห็นเขาถือเครื่องมือเดินวนไปวนมารอบหลุม มีการขยับโลงหลายครั้ง ทั้งด้านซ้าย ด้านขวา ด้านบน ด้านล่าง ขยับแล้วขยับอีก แต่ละครั้งขยับเพียงเล็กน้อยแค่เซนติเมตรหรือสองเซนติเมตรประมาณนั้น คนงานใช้ผ้าขาวผืนยาวเป็นอุปกรณ์ช่วยในการเคลื่อนย้าย ข้าพเจ้านึกชมภูมิปัญญาของพวกเขา ไม่อย่างนั้นยังนึกไม่ออกว่าการขยับโลงศพซึ่งมีน้ำหนักขนาดนั้นด้วยระยะเซนหรือสองเซนติเมตรจะทำได้อย่างไร Actually the sinsae hadn’t finished his ritual, because I saw him walking back and forth around the grave holding some implements. There were several shifts of the coffin, to the left, to the right, up, down, again and again, each time just a little, one centimetre or two. The workers used a length of white cloth to move the coffin. I admired their ingenuity, as I couldn’t think how else moving the coffin by a mere centimetre or two could be done.  
ครู่ต่อมา ซินแสพยักหน้ากับทุกคน เป็นอันว่าทิศทางการตั้งโลงอยู่ในที่พอเหมาะพอควรแล้ว มีการโปรยเหรียญเงิน เหรียญทอง และดอกไม้ลงในหลุม เป็นความเชื่อว่านี่คือการช่วยผู้ตายซื้อที่ทางในปรโลก ลูกหลานจุดธูปไหว้เป็นครั้งสุดท้าย คนงานเริ่มถมดินลงไปในหลุม เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการ A while later, the sinsae nodded to everybody, meaning that the coffin was in the proper direction. There were sprinklings of silver coins, gold coins and flowers into the grave. This was believed to help the deceased buy his way to the next world. Children and grandchildren lighted up joss sticks and bowed for the last time. The workers began to fill the grave with earth, bringing the process to an end.  
ข้าพเจ้าแยกย้ายจากครอบครัวอากลับมาที่รถ งานศพอาจบแล้ว ถือเป็นงานที่จัดให้อาอย่างสมเกียรติและครบถ้วนทุกอย่างตามประเพณีจีนที่ปฏิบัติสืบทอดกันมา บางครอบครัวที่สถานภาพทางการเงินไม่เอื้ออำนวยให้สามารถ จัดได้ครบถ้วน ก็จะคงไว้แต่ประเพณีหลักๆ เท่านั้น แต่สำหรับอา ทุกอย่างครบไม่ขาดตกบกพร่องแต่อย่างใด I took leave of auntie’s family and went back to my car. The funeral was over. It had been done for auntie with dignity and by following all the rituals of ancestral Chinese tradition. Some families whose financial situation doesn’t allow them to follow all the rituals perform only the essential rites, but for auntie everything was complete and passed without a hitch.  
ข้าพเจ้าน่าจะรู้สึกโล่งที่งานของอาผ่านพ้นไปได้ด้วยดี แต่ทำไมจิตใจกลับมีแต่ความว่างเปล่าและอ้างว้าง ข้าพเจ้าซับน้ำตาที่คลอรอบดวงตาไม่ให้หยดลงมา ตั้งแต่วันที่รู้ข่าวว่าอาสิ้นลม วันนี้เป็นวันแรกที่ข้าพเจ้าร้องไห้ให้อา หญิงม่ายผู้ทำงานหนักมาตลอด ฝ่าฟันอุปสรรคมากมายในชีวิตจนสา- มารถสร้างฐานะเป็นปึกแผ่นไว้ให้กับลูกหลาน บัดนี้อาได้พักผ่อนชั่วนิรันดร์ ดูเหมือนว่านี่คือข้อดีข้อเดียวของการตายที่ข้าพเจ้าเห็น I should have felt relieved that auntie’s funeral went well, but why was my heart feeling empty and forlorn? I dabbed at the tears that welled in my eyes to prevent them from rolling down. From the day I knew that auntie was dead, this was the first day I had cried for her, a widow who had worked hard all her life, had overcome lots of difficulties in life to the point of being a solid anchor for her progeny. Now she was resting forever. It looked as though this was the only good point I could see in death.  
ข้าพเจ้าเช็ดน้ำตาอีกครั้ง ก่อนจะออกรถมุ่งหน้ากลับกรุงเทพฯ เตรียมตัวทำงานในวันรุ่งขึ้น ชีวิตยังคงดำเนินต่อไปตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจ I wiped away my tears again before I started the car, heading for Bangkok, getting ready to go back to work the next day. Life will still go on as long as we draw breath. Alternative translation: ‘There will still be life as long as we draw breath.
=

‘Ngarn Sop Ar’ in Chor Karrakeit 43, 2008

 
  Jitsupha is obviously the pen name of someone born on a Friday but no other information on this writer is forthcoming. Opposite, cover of Chor Karrakeit 43 where the original story was featured.
=chor43

The wish-granting shop – Sorajak

‘Be careful what you wish for, it might come true’ is one of the basic oxymora of mankind. Here is what Sorajak, dubbed the Stephen King of Thailand, does with it. MB

ร้านสมปรารถนา

THE WISH-GRANTING SHOP 

snake in jar

สรจักร

SORAJAK   

TRANSLATOR’S KITCHEN
= =
ผมกำแบงก์เก่าๆ ในมือแน่น เหงื่อชุ่มที่ฝ่ามือนำเอากลิ่นเหม็นของใบห้าร้อย และใบร้อยระเหยปนออกมาในบรรยากาศทึมทึบของห้องขนาดเล็ก ชายที่ยืนหลังเคาน์เตอร์มองผมอย่างพินิจ เขาเป็นผู้ชาย แต่ดูจะไม่ยี่หระกับเงินจำนวนจิ๊บจ้อยในมือ ด้วยการชำเลืองมองเพียงปราดเดียว ขณะที่ผมผลักประตูครึ่งไม้ครึ่งกระจกบานคร่ำคร่าเข้ามาเขาก็สามารถยืดไหล่เชิดคางได้ทันที I clenched the old banknotes in my hand. The sweat in my palm had the foul smell of the five-hundred and one-hundred baht bills pervading the stale air of the small-sized room. The man standing behind the counter observed me intently. He didn’t seem to care about the trivial amount of money in my hand, having given it a passing glance. When I pushed the antique half-wood, half-glass door and entered, he had squared his shoulders and chinned up at once. =

=

=

=

=

=

I don’t understand what สามารถ (able to, capable of) is doing here, so I don’t translate it.

“กลับไปตัดสินใจใหม่ก็ยังไม่สายนะ” เขาใช้ไม้ขนไก่สีน้ำตาลแดงด้ามทำด้วยหวายปัดฝุ่นที่เกาะบนโหลแก้วยาดอง ในนั้นมีงูอ้วนสั้นขนาดแขนขดตัวซีดขาวอยู่ในของเหลวที่น่าจะเป็นเอทิลแอลกอฮอล์ ผมสงสัยว่าเคยมีใครตักน้ำสีชาในโหลขึ้นดื่มบ้างไหม หรือมันจะเป็นเพียงงูปลอมแช่น้ำชาให้ดูขลังเท่านั้น ลูกแก้วขนาดเท่าลูกแตงโมที่มีประกายไฟฟ้าแรงสูงพุ่งแปลบปลาบอยู่ภายในเหมือนงูยักษ์ ยิ่งทำให้บรรยากาศออกไปทางร้านขายเครื่องมายากลมากกว่า ‘It’s not too late to change your mind, you know.’ He used a feather duster with a brown-red handle made of rattan to dust down a glass jar of medicated spirits. In it there was a snake the size of an arm. Its discoloured body was coiled in what must be ethyl alcohol. I wondered whether anyone had ever drunk of that tea-coloured liquid or whether it was just a fake snake steeped in tea to look magically potent. A crystal ball the size of a watermelon which had a strong electric light pulsing inside like a giant snake made the atmosphere look more like that of a shop selling implements for magic shows.
แต่ผมรู้ว่าที่นี่คือของจริง ผมสืบจนแน่ใจก่อนมา หาไม่แล้วผมคงไม่ถอนเงินในธนาคารที่เหลือทั้งหมดติดมือมาด้วยเป็นแน่ But I knew this was the real thing. I had investigated until I was certain before coming. Otherwise I certainly wouldn’t have withdrawn from the bank all the money I had that was now in my hand.
“ไม่…ผมต้องการมัน” ผมพยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่นเครือแต่น้ำตาเจ้ากรรมกลับเอ่อที่ขอบตา ผมรีบเสไปมองนกแสกที่ถูกสตัฟฟ์บนหิ้ง มันถูกจัดให้อยู่ในท่ากางปีก กรงเล็บจับงูเห่าเคราะห์ร้าย ดูห่อเหี่ยวเหมือนตัวผมเองขณะนี้ ‘No … I want it.’ I tried to prevent my voice from shaking but confounded tears filled my eyes again. I lurched in haste to look at the stuffed barn owl on a shelf. It had been made to spread its wings, an unfortunate cobra in its talons. It looked as wilted as I was at the moment. =

เจ้ากรรม: ‘confounded’ is the polite way of saying ‘damn’.

“คุณจะขายให้ผมได้ไหม” ผมกลั้นหายใจรอฟังคำตอบ มันคือความหวังเพียงหนึ่งเดียวที่ผมเหลืออยู่ตอนนี้ ‘Will you sell it to me?’ I held my breath waiting for an answer. It was the last hope that remained for me now.
เขายิ้มนิดๆ ที่มุมปากเหมือนคนถือไพ่เหนือกว่า ไม่รีบร้อนที่จะตอบ ยื่นมือปัดฝุ่นตรงโน้นนิด ตรงนี้หน่อย He had a slight smile at the corner of his mouth like someone holding the trump card, didn’t hurry to answer, stretched out his hand to dust a little here and a little there.
“ใครแนะนำให้คุณมาที่นี่” ดูเหมือนจะลืมคำถามที่ผมเฝ้าคอยคำตอบด้วยความอดทนไปเสียแล้ว ‘Who told you to come here?’ It looked as though he had already forgotten the question whose answer I waited for patiently.
“เอ่อ…เพื่อนสนิทของผม ตอนนี้เค้าไปได้ดีแล้ว สมปรารถนาทุกประการ เค้าเป็นลูกค้าคนหนึ่งของคุณ” ผมใจหายเมื่อคิดถึง แต่ใครล่ะจะหลบพ้น ขอแต่เพียงสมปรารถนาในวาระสุดท้ายก็บุญอักโขแล้ว ‘Uh … A close friend of mine. He’s gone now, with all of his wishes granted. He was one of your customers.’ My heart sank as I thought of him. But who could escape it? Having all your wishes fulfilled in your last days was such a mighty blessing. ไปได้ดี: literally, ‘he had a good death/departure’.
“คุณเชื่อหรือ มันอาจเป็นเรื่องบังเอิญก็ได้” เขาถามเหมืองลองใจ ‘You think so? Maybe it was a coincidence,’ he said as if relieved.
“การที่คนใกล้ตายจะกลายเป็นนักประพันธ์ยิ่งใหญ่ในเวลาเพียงเดือนเดียว ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่นอน” ผมกล่าวอย่างมั่นใจ “ผมรู้จักเขาดี ก่อนหน้านั้นเขาเขียนแม้แต่พินัยกรรมยังวกวนอ่านไม่รู้เรื่อง แต่เมื่อมาหาคุณ เค้าเปลี่ยนไปเป็นคนละคน” ‘When a dying person becomes a famous writer in only one month it certainly is no coincidence,’ I stated with aplomb. ‘I knew him well. Before that he couldn’t even write a will that made sense, but after he came to see you he was an entirely different person.’
ชายวัยกลางคนหัวเราะเบาๆ อย่างภูมิใจ เรียวหนวดเป็นเส้นตรงจากการขลิบประณีตกระตุกนิดๆ ผิวขาวซีดยิ่งดูซีดไปอีกจากเสื้อคลุมผ้าต่วนสีแดงเข้มเป็นมัน The middle-aged man laughed lightly as if out of pride. His tapering moustache was straight from careful trimming and twitching. His shiny dark red satin shirt made his pale skin look even paler.
“คุณจะขายให้ผมได้ไหม” ผมถามซ้ำเหมือนกระซิบ กำเงินในอุ้งมือแน่นจนรู้สึกถึงเล็บคมกำลังจิกฝ่ามือเป็นรอย ‘Will you sell it to me,’ I asked again as in a whisper. The wad in my fist was clutched so tight I could feel my sharp fingernails burrowing into my palm.
เขาหัวเราะอีก “เพื่อนของคุณเป็นคนรวยทีเดียว…ช่าย…ผมจำได้ดี เค้ากล้าจ่ายตามราคามาตรฐานโดยไม่ต่อรอง ก็สมน้ำสมเนื้อดีอยู่มิใช่หรือกับสิ่งที่ปรารถนา” He laughed again. ‘Your friend was very wealthy … Yes, I do remember him. He dared to pay the standard price without bargaining. Well, it was appropriate, wasn’t it, given what he wished for.’
ผมรู้สึกตัวหดลีบเล็กขณะตอบว่าใช่ อยากเอาเงินจำนวนน้อยนิดในมือยัดใส่กระเป๋าและวิ่งหนีไปเสียจากที่นี่ แต่ดูเหมือนเขาจะรู้ใจ I felt myself shrink as I answered yes. I wanted to stuff the little money in my hand back into my pocket and run away from here, but it seemed he knew how I felt.
“เฮ้อ…” เขาทอดถอนใจเสียงยาว “อันที่จริงพอตายไป เงินสักบาทก็หาเอาติดตัวไปได้ไม่ ยามอยู่นี่สิ รู้จักหา รู้จักใช้ก็ก่อประโยชน์ให้ตัวเองทั้งยามอยู่และยามจาก – คุณเคยรู้ไหมว่าร้านเราก่อตั้งมาหลายศตวรรษแล้ว ไม่เคยมีสาขาอื่น คนมีชื่อเสียงมากมาย – ผมหมายถึงคนรวยนะ – เคยมาใช้บริการของเราทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นสตาลิน ฮิตเลอร์ นโปเลียน เราย้ายร้านไปเรื่อยๆ” เขาเงียบไปพักหนึ่ง เหมือนดื่มด่ำอยู่กับความสำเร็จ He heaved a sigh. ‘Actually, when you’re dead you can’t take a single baht with you. It’s when you’re still alive that, if you know how to find it and how to spend it, it’s useful to you while you live and when you leave. … Did you know that our shop was founded centuries ago? There’s never been any other branch. Loads of famous people – I mean wealthy people, of course – have come to use our services, the likes of Stalin, Hitler and Napoleon. We’ve kept moving premises.’ He was silent for a moment as if moved by such accomplishments. “เฮ้อ…” is the onomatopoeia for a sigh. As far as I know, there’s none in English apart from ‘Sigh!’.
“ร้านนี้เป็นมรดกตกทอดมาหรือครับ” ‘Did you inherit this shop?’
เขาหัวเราะดูแคลน “ไม่หรอก ผมดำเนินกิจการเองมาโดยตลอด” ผมเอาอายุเขาไม่ออก แสงสีเหลืองจากโคมไฟทังสเตนหลอกตา ดูเหมือนเก่าแก่ผมไม่เกินสิบปี He laughed in contempt. ‘Not at all. I’ve provided service all along.’ I couldn’t guess his age. The yellow light from the tungsten tube was deceiving. He looked not more than ten years older than me.
“ทุกคนมีความปรารถนา ผมเองก็มีความปรารถนา และมันก็ได้ผล ผมจึงได้เปิดร้านสมปรารถนาขึ้นไง” เขาผายมือไปที่ป้าย ผมขนลุกเมื่อนึกถึงอายุที่แท้จริงของเขา พอเดาออกว่าความปรารถนาของเขาคืออะไร ‘Everybody has wishes. I myself had one and it has borne fruit. That’s why I opened this wish-granting shop.’ He motioned with his hand to the shop sign. My hair stood on end when I thought of his real age. I could guess what his wish had been.
“แต่บางครั้งสิ่งที่เราปรารถนา เราได้มันมาสมใจแล้วจึงรู้ว่า เราไม่ควรปรารถนาไขว่คว้าหามันมาเลย ถ้าถอยเวลากลับไปได้ บางที…” ผมสาบานได้ว่ามองเห็นแววแห่งความปวดร้าวฉายบนสีหน้า “เราจะไม่มีวันเรียกร้องเช่นนั้นเลย” ‘But sometimes, what we wish, once we get it we realise we shouldn’t have been groping for it. If we could go back in time, then…’ I swear I could see an expression of pain on his face. ‘…we’d never wish for that again.’
เขาจ้องตาผม พูดเหมือนกระซิบ “ฉะนั้น จงคิดให้ดีก่อนที่จะเอ่ยปากขอซื้อสินค้าของเรา” He stared into my eyes and said in a whisper, ‘Therefore, think carefully before you ask to buy something from us.’
ผมรู้สึกกลัว เหงื่อเย็นเยียบไหลออกจากฝ่ามืออีก I felt fear. Ice-cold sweat flowed out of my palms again.
“เอ่อ…คือ…เอ่อ…ผมตัดสินใจดีแล้ว” เขาคงไม่รู้หรอกว่าผมคิดถึงเรื่องนี้มาเป็นเดือนหลังการตายของประวิทย์ ผมเฝ้าดูตั้งแต่ครั้งที่ประวิทย์กลับมาหาหมอที่โรงพยาบาลตามกำหนดนัดพร้อมความสุขฉายบนแววตา ‘Uh … I mean … uh … My mind is made up.’ He probably didn’t know that I had thought about this for a month after Prawit’s death. I had kept watch from the moment Prawit went back to the hospital for a scheduled appointment with happiness shining in his eyes. เป็นเดือน: ‘for a month’ or ‘for months’? Usually, when plural is meant, the expression is repeated with a  (ไม้ยมก – mai yamok) mark.
มันเป็นเรื่องแปลกประหลาดอย่างที่ไม่อาจหาได้เลยในผู้ป่วยโรคเอดส์ระยะเริ่มต้น It was something peculiar as had never been seen before in a patient in the early days of AIDS.
ผมเฝ้ามองเพื่อนร่วมชะตาชีวิตด้วยความพิศวง เขาพร่ำพรรณนาถึงร้านสมปรารถนา ทรัพย์สินทั้งหมดที่เหลืออยู่แลกความสำเร็จในชีวิต เขากล้าตัดสินใจสมกับเป็นนักธุรกิจไฟแรง ถ้าเขายังอยู่…แต่ก็ช่างมันเถอะ ประวิทย์เป็นลูกคนรวยที่สร้างเงินได้ด้วยเงิน ผมเป็นไอ้งั่งเด็กสลัมที่กระเสือกระสนหาเงินเรียนหนังสือ จบปริญญาแล้วก็หางานไม่ได้ ต้องเดินขายของตามหมู่บ้านพอยังชีพ ไปๆ มาๆ เลยขายผงมันซะเลย เวลากลุ้มก็งืดนิดๆ หน่อยๆ เคยฉีดเข้าเส้นสองครั้ง และนั่นเองที่ผมได้ไวรัสมรณะเข้าสู่ร่างกาย I watched my companion in misfortune with bewilderment. He kept extolling the virtues of the wish-granting shop. All the wealth he had left he exchanged for success in life. He dared to decide, as befitted the go-getting businessman he was. If he were still alive… but never mind. Prawit was the son of a rich man who made money with money. I was a stupid son of the slums who’d struggled to make enough to go to school up to bachelor level and then couldn’t find work. I had to walk about selling goods in villages to make a living. One thing and another I sold white powder. Whenever I felt depressed, I’d snort some. I shot up twice and that’s how the deadly virus entered my body. =

=

=

=

=

=

=

ผง here isn’t just dust or powder, but heroin (ผงขาว); hence ‘white powder’, which you ‘snort’ (งืด) or ‘shoot up’ (ฉีดเข้าเส้น: inject in a vein), to use junkies’ jargon.

คิดอีกทีก็น่าขำ โรคภัยไข้เจ็บให้ความเสมอภาคกับมนุษย์ มันไม่เคยแบ่งแยกชนชั้น ผมพบประวิทย์ที่คลินิกนิรนาม และเรากลายเป็นเพื่อนเกลอกัน เราเคยพนันกันเล่นๆ ว่าใครแสดงอาการก่อนต้องเลี้ยงข้าว On second thoughts, it’s funny. Sickness puts human beings on an even footing. It never differentiates between social classes. I met Prawit in a nameless clinic and we became friends. We used to bet that the first to show symptoms would have to treat the other to a meal.
หลังจากนั้นสองปี ประวิทย์เลี้ยงข้าวผม Two years later, Prawit treated me to a meal.
อาการประวิทย์ทรุดลงน่าเป็นห่วง สภาพจิตแย่กว่าสภาพร่างกาย เขากลายเป็นคนฉุนเฉียว บางทีก็ร้องไห้น่าเวทนา พูดแต่ว่า “ถ้ารู้อย่างนี้…” แต่มันจะมีประโยชน์อะไรเล่า ถ้าทุกคนกลับไปแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดในอดีตได้ เราคงมีแต่ความสุข His deterioration was worrying. His mental condition was worse than his physical condition. He became irritable, sometimes cried pitifully, kept saying ‘If I had known…’, but what was the point? If everybody could correct what went wrong in the past, we’d only have happiness.
ผมคิดว่าไม่ช้าก็เร็ว ประวิทย์คงฆ่าตัวตาย เขาคลุ้มคลั่งมากขึ้นจนผมเข้าหน้าไม่ติด แต่แล้ววันหนึ่ง เขากลับมาพร้อมกับแววตาเปี่ยมสุข ร้านสมปรารถนาที่จะเปลี่ยนความหวังครั้งสุดท้ายก่อนตายให้กลายเป็นความจริง I thought that sooner or later Prawit would kill himself. He was increasingly out of his mind, making me feel uncomfortable with him. But then one day he came back with elation in his eyes. A wish-granting shop was to make his last hope before dying come true. =

=

=

เปี่ยมสุข: full to the brim with happiness; so let’s go for ‘elation’.

ผมไม่กล้าออกความเห็นคัดค้าน เวลาของเขาเหลืออีกไม่นานนัก ทำอะไรก็ทำไปเถอะ ขณะที่ผมเองภูมิคุ้มกันลดต่ำน่าใจหาย I didn’t dare to raise any objection. He didn’t have much time left. Do whatever you want to do. Meanwhile, my immunity system was getting alarmingly weak.
ประวิทย์ถอนเงินหมดธนาคาร ขายหุ้นบริษัทและอสังหาริมทรัพย์ที่มี ผมชักเป็นห่วง ไอ้ร้านบ้านั่นคงต้มตุ๋นเขาจนเปื่อย Prawit withdrew all of his money from the bank, sold his company shares and real estate properties. I got worried: that damn shop was going to fleece him bare. ต้มตุ๋น: also to con, dupe, swindle, cheat, deceive (นักต้มตุ๋น: con-man, con-artist, vampire).
แต่แล้วเขากลับเปลี่ยนไปอีกครั้ง เขาเขียน…เขียน และเขียน เหมือนคนบ้าคลั่ง ใช้เวลาทุกนาทีอย่างมีค่า แล้วความฝันของเขาก็เป็นจริง สำนักพิมพ์ต่างๆ แย่งงานเขียนของเขาเหมือนแร้งลง But then he changed again. He wrote, wrote and wrote like a madman, using every valuable minute of his time, and his dream became reality. Publishers scrambled for his writings like vultures.
ก่อนตาย ผลงานของประวิทย์ถูกเสนอเข้าชิงรางวัลซีไรต์ เขาตายอย่างสงบ มีรอยยิ้มประดับใบหน้า คำพูดสุดท้ายที่พูดกับผมคือ “ร้าน…สม…ปรารถ…นา” Before his death, Prawit’s work was nominated for the SEA Write Award. He died peacefully, a smile etched on his face. His last words to me were ‘the … wish … granting … shop’.
และบัดนี้ ผมกำลังยืนอยู่ในร้านเก่าแก่ อ้อนวอนให้ชายผู้เย่อหยิ่งขายความปรารถนาให้ผมสักนิดหนึ่ง And now I stood in that old shop begging that haughty man to sell me the little that I wished.
“ผมมีเงินแค่นี้” ผมคลายมือที่เปียกชื้น วางปึกเงินที่ม้วนแน่นเป็นก้อนเหมือนซิการ์มวนโต ‘That’s all the money I have.’ I opened my sweaty hand and put down the wad of banknotes rolled up tightly like a big cigar.
เขาไม่หยิบมัดเงินขึ้นมานับ ไม่แม้แต่จะชายตาดูเป็นครั้งที่สอง ผมรู้สึกเหมือนว่าเงินของตนเองเป็นเพียงกองผ้าขี้ริ้วบนโต๊ะหินอ่อน รังแต่จะทำให้โต๊ะสวยงามต้องสกปรก He didn’t pick up the money to count it. He didn’t even glance at it a second time. I felt as if my money was just a rag on the marble table, doing nothing but dirtying the handsome table.
“ผม…เอ้อ…ผมมีแค่นี้จริงๆ มันหมดไปกับค่ายา…” เหมือนมีอะไรจุกคอหอย สมเพชตัวเองจนพูดต่อไม่ได้ น้ำตาพานจะไหล ‘I … uh … That’s all I have, really. What with the cost of medicine…’ As if there was something in my throat, I took pity on myself to the point of being unable to speak further. Tears were about to flow.
แววตาขำขันฉายเห็นชัด แต่แล้ว คงเห็นความละอายในดวงตาผม เขาจึงรีบพูดขึ้นว่า “เงินจะมากหรือน้อยก็ไม่สำคัญหรอก มันขึ้นกับสิ่งที่เราปรารถนาด้วย” A glint of amusement showed clearly in his eyes, but then he must have seen the shame in mine, so he hastened to say, ‘The amount of money is not important. It depends also on what we wish.’
ผมปรารถนาอะไรหรือ ทฤษฎีลำดับชั้นความต้องการของมาสโลว์บอกว่า มนุษย์ปรารถนาความสุขพื้นฐานเพื่อการดำรงชีวิต อันได้แก่อาหาร อากาศ เป็นอันดับแรก ความมั่นคงปลอดภัยเป็นอันดับต่อมา What was I wishing for? According to Maslow’s hierarchy of needs*, human beings wish for fundamental happiness to live their lives, with food, water and air coming first and safety needs second. =

* More on that.

ผมปรารถนาที่จะดำรงอยู่ I wished to carry on living.
เหมือนจะรู้ใจ เขาชิงพูดขึ้นก่อนว่า “คุณไม่อาจปรารถนาในสิ่งที่ขัดกฎเกณฑ์ของธรรมชาติได้ดอกนะ เช่นว่า คุณกำลังจะตาย เราไม่อาจขายความปรารถนาเพื่อให้ชีวิตรอดแก่คุณได้ สิ่งที่เราขายจะต้องเป็นอะไรสักอย่างที่ไม่ขัดลิขิตฟ้าดิน มิเช่นนั้นร้านเราคงถูกปิดไปนานแล้ว” As if he knew what I was thinking, he said before I could answer, ‘You cannot wish for something that breaks the rules of nature, you know, for example, you are dying, we can’t sell you anything that would make your life safe. What we sell must be something that doesn’t go against the writs of heaven and earth. If we didn’t, our shop would have been shut down long ago.’
“แสดงว่าร้านคุณไม่ขายชีวิตอมตะ” ‘This means you don’t sell immortality.’
“ขาย…เราเคยขายครั้งหนึ่งด้วยราคาแพงลิบลับ” เขาเงียบไปอึดใจหนึ่ง “แต่มันไม่เป็นอย่างที่คุณคิดหรอก และสินค้าก็หมดสต๊อกแล้ว คิดถึงสิ่งที่เป็นไปได้ในวงเงิน…” เขาเหลือบตามองมัน… “ของคุณเถอะ” ‘We do … We sold it once at an astronomical price.’ He was silent for a moment. ‘But it isn’t as you think at all and the product is out of stock anyway. Think of what’s possible…’ He glanced at the money on the table. ‘…within your means.’ ‘anyway’: I felt the need to add this word, don’t ask me why. A little fine-tuning is sometimes necessary, as the last two sentences here show.
ที่จริงผมรู้มาก่อนแล้ว ถ้าซื้อได้ ประวิทย์คงซื้อมันก่อนผมและเขาคงไม่ตาย Actually I knew that already: if it could be bought, Prawit would have bought it before me and he wouldn’t have died.
“เงินของผมพอซื้ออะไรได้บ้าง” ผมรีรอที่จะตั้งคำถามนี้ พูดคำว่า “เงิน” ของผมด้วยเสียงกระซิบ ไม่กล้าสบตาชายตรงข้าม ‘What can my money buy, then?’ I had hesitated to ask the question. I said the word ‘money’ in a whisper. I didn’t dare to look the man in the eye.
“อืมม์…เป็นคำถามที่ดี ร้านเราชื่อสมปรารถนา นั่นหมายความว่าเราพยายามให้ลูกค้าทุกคน ไม่ว่าจะยากดีมีจน ได้รับโอกาสที่จะสมปรารถนาด้วยกันทั้งนั้น หากเขารู้จักประมาณตน ไม่ปรารถนาอะไรที่เกินเลย และที่สำคัญ ต้องเข้าใจนะว่ามันเป็นการค้า คนกระเป๋าหนักที่ปรารถนาเป็นนักดนตรีผู้ยิ่งใหญ่อาจกลายเป็นวาทยากรมีชื่อก้องโลก แต่คนกระเป๋าเบาอาจได้เป็นแค่หัวหน้าวงดนตรีประจำโรงเรียน อะไรทำนองนี้” ‘Mm … It’s a good question. Our shop is called the wish-granting shop. That means we try to give all of our customers, whether rich or poor, the opportunity to fulfil their wishes if they know their limitations, do not wish beyond their means and, most important, understand that this is a sale. Those with deep pockets who wish to be great musicians may become world-famous conductors, but those with little in their pocket might just lead a school band or something like that.’ =

=

ไม่ว่าจะยากดีมีจน: alternative translation, ‘whatever their state of wealth’.

เขาชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ นัยน์ตาเหยี่ยวจ้องผมเขม็ง “คุณปรารถนาอะไรล่ะ มันต้องสมน้ำสมเนื้อกับเงินในกระเป๋าหน่อยนะ เรามีสินค้าสามประเภทหลักให้เลือกคือ ความร่ำรวย อำนาจ และความมีชื่อเสียง” He leaned out towards me. His hawk’s eyes stared at me. ‘What is it you wish? It must be consistent with the money in your pocket. We have three types of goods to choose from: wealth, power and fame.’
ผมนิ่งงัน รู้สึกสับสน ไม่แน่ใจว่าตนเองปรารถนาอะไร I stood stock-still, feeling confused, not sure of what I wished any longer.
ความร่ำรวยหรือ เอาไปทำไมในเมื่อกำลังจะตายในอีกไม่กี่เดือน และผมจะรวยได้สักแค่ไหน ในเมื่อผมมีเงินจ่ายค่าปรารถนาเพียงน้อยนิด ทางร้านคงไม่โง่หยิบขวดสมปรารถนาบรรจุเศรษฐีร้อยล้านยื่นให้ผมหรอก Wealth? What for since I’d be dead in a few months? And how much wealth, given that I had so little money to pay for my wish? The shop wouldn’t be stupid enough to pick a jar full of billions of baht and hand it over to me.
อำนาจ? ด้วยเงินเท่านี้ ผมอาจได้เป็นทหารหนุ่มที่ทำรัฐประหารได้เจ็ดวันก่อนถูกนำไปยิงเป้า หรือเป็นรัฐมนตรีที่ถูกจับข้อหาบุกรุกป่าสงวน Power? With only this much, I might end up as a young soldier making a coup seven days before being caught and executed or a minister arrested under the accusation of invading a forest reserve.
ความมีชื่อเสียง? ใช่แล้ว ใครๆ ก็ปรารถนามัน ประวิทย์ตายอย่างมีความสุขเมื่อเขาได้เป็นนักเขียนสมใจนึก ตัวผมล่ะ? อยากได้อะไรก่อนตาย Fame? That was it. Everybody wishes to be famous. Prawit died happy being the writer he wished to be. What about me? What did I want before dying?
“การมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ เป็นที่รู้จักในสังคม ผมปรารถนามัน” ผมกล่าวอย่างมั่นใจ ‘Fame is sought after. To be widely known, that’s what I wish for,’ I stated with certainty.
คนขายยิ้มน้อยๆ “ใช่…ร้อยละแปดสิบของลูกค้าร้านเรามักจะมาขอซื้อ การยอมรับ ชื่อเสียง เพราะมันปลอดภัยกว่าการซื้ออำนาจ ส่วนความร่ำรวยไม่ค่อยมีใครต้องการหรอก เพราะคนที่มาซื้อความปรารถนาจะต้องมีเงินมาก…” (กว่านี้ เขาคงคิดในใจเช่นนั้น) “…เป็นส่วนใหญ่…แล้วคุณอยากได้ชื่อเสียงแบบไหนล่ะ ผมจะได้จัดหาสินค้าให้ใกล้เคียงกับวงเงินของคุณ” The seller smiled a little. ‘Yes … Eighty per cent of our customers come to purchase recognition, fame, because it’s safer than purchasing power. As for wealth, few people want it, because those who come to buy must have money…’ (More than this, he must be thinking.) ‘…most of them. What sort of fame do you want? I’ll arrange for an article that fits your means.’
เขาหยิบกระดาษ ดินสอ ขึ้นเตรียมจด He took a sheet of paper and a pencil and prepared to take notes.
“เอ้อ…ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากมีชื่อเสียงทางใดทางหนึ่งก็ได้ ให้คนส่วนใหญ่รู้จักผม และจารึกชื่อไว้นานๆ” ‘Uh … If possible I’d like to be famous in one way or another so that most people know me and my name is remembered for a long time…’
“เป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ว่างั้นเถอะ” เขาจดยิกๆ ‘Let’s say a historic person, then.’ He jotted something down at length.
“ครับ” ผมตอบอายๆ “ถ้าเงินแค่นั้นจะซื้อได้ ผมก็อยากมีชื่อจารึกในประวัติศาสตร์” ‘Yes,’ I said shyly. ‘If that money can buy it, I’d like to have my name carved in history.’
“ของชาติหรือของโลก เอาของชาติก็พอนะ จะได้หาสินค้าให้ง่ายหน่อย” ‘National history or world history? National is enough. It’ll be easier to find a product.’
“พอครับ” ‘Enough, yes, sir.’
“แล้วเอาประวัติศาสตร์ในด้านไหนล่ะ ศิลปะ การแสดง กฎหมาย การแพทย์ การศาสนา…” ‘Then which side of history? Arts? Entertainment? Law? Medicine? Religion…’
“เอาการศาสนาดีกว่าครับ” ผมชิงตอบ “ผมทำบาปมามาก ถ้าสามารถทำอะไรที่เป็นคุณต่อศาสนาได้ก็จะเป็นการไถ่บาปได้ในตัว” ‘Religion is better,’ I interrupted. I’ve sinned a lot. If I’m able to do something that is good for religion, the sins will be eliminated ipso facto.’
“อืมม์…แบบองคุลีมาลย์” ‘Mm … Like Angulimala*.’
“ทำนองนั้นแหละครับ” ใจผมพองเปี่ยมด้วยความสุข “ผมจะได้มีชื่อเสียงระดับองคุลีมาลย์เชียวหรือนี่ ไม่น่าเชื่อเลยว่าวงเงินแค่นี้จะซื้อได้” ‘Something like that.’ My heart brimmed with happiness. ‘Can I really be as famous as Angulimala? I can’t believe only this much can buy that.’ *A ruthless killer redeemed by a sincere conversion to Buddhism.
“ก็ไม่แน่หรอก” เขาค้นกุกกักในลิ้นชักไม้ข้างฝา “ลิ้นชักนี้มีความปรารถนาด้านศาสนากับประวัติศาสตร์ อืมม์ มีแต่ราคาแพงๆ ทั้งนั้นเลย” ‘I’m not sure.’ He rummaged haltingly in a wooden cabinet by a wall. ‘This drawer has wishes for religion and history. Mm. But all these items are expensive.’ ลิ้นชักไม้ข้างฝา: a single drawer by a wall sounds weird, hence ‘cabinet’.
เขาหยิบขวดขึ้นทีละขวด ในนั้นบรรจุน้ำยาสีสดใสหลายชนิด ผมใจหายใจคว่ำ เพราะไม่ว่าจะหยิบขวดไหนขึ้นมา เขาก็จะวางกลับคืน สั่นหัว พลางพูดว่าราคานี้ขายไม่ได้ He picked up one flask after another. They were full of many sorts of clear medicinal liquids. My heart sank because whichever flask he picked he put back, shaking his head as he said he couldn’t sell at that price.
“โอ้…นี่ไง ความปรารถนาที่ราคาเหมาะกับเงินในกระเป๋าของคุณพอดี มันปิดฉลากว่า อุทิศตนเพื่อศาสนา และประวัติศาสตร์ชาติไทย” ‘Oh … this one! A wish whose price just fits the money in your pocket. Its label says “Dedicating oneself to religion and the history of the Thai nation”.’
ผมมองมันด้วยความปีติ ผมกำลังจะกลายเป็นประวัติศาสตร์ I looked at it with glee. I was about to make history.
“แต่เอ ทำไมราคาถูกนัก สงสัยจะปิดราคาผิด หรือไม่ก็อยู่ในช่วงลดราคา เอาไงดี หรือว่าจะเก็บไว้ก่อน ลองหาขวดอื่นดูดีกว่า” เขาทำท่าจะวางคืน ‘But how come it’s so cheap? I wonder if this is the right price tag, or else it’s left over for the sales. What shall we do? Let’s put it aside first and look for another flask.’ He made as if to put it back.
“ขายให้ผมเถอะครับ ผมต้องการมัน” ‘Sell it to me, sir. I want it.’
เขาลังเล “มันถูกผิดปกติ ผมไม่อยากขาดทุน” He hesitated. ‘It’s unusually cheap. I don’t want to lose money.’
“มันอาจอยู่ในช่วงลดราคาอย่างคุณว่า” ‘It must be for the sales, as you said.’
เขายกมันส่องกับแสงไฟ หมุนขวดไปมา He raised it to the light and turned it this way and that.
“อาจเป็นได้ ฉลากเดิมๆ ไม่มีรอยแกะ” เขาเขม้นมองอีกครั้ง “เอาก็ได้ ผมขายให้คุณ” ‘It’s possible. It’s the original label, though: it hasn’t be opened.’ He scrutinised it again. ‘All right, I’ll sell it to you.’
ผมรีบรับไว้ทันที “ผมมีสิทธิ์จะเปิดดูก่อนมั้ยครับ มันอาจหมดอายุหรือเสื่อมสภาพแล้ว” I took it at once. ‘Do I have the right to open it first? Maybe it’s passed its use-by date and has gone bad.’
“ไม่ได้เด็ดขาด ของเรามีประกัน ถ้าคุณเปิดขวด ความสมปรารถนาจะระเหยออกไปทันที ซื้อแล้วไม่รับคืน แต่คุณยังมีสิทธิ์เปลี่ยนใจนะ” ‘Absolutely not! Our products are under guarantee. If you open the flask, the power to grant your wish will evaporate at once. Ours is a no-return policy. But you still have the right to change your mind.’ =

‘use-by date’, ‘no-return policy’: modern jargon chosen to emphasise the weirdness of the tale.

“ไม่หรอกครับ ผมเอาขวดนี้” ‘No way. It’s this jar I want.’
=
ผมเดินออกจากร้านด้วยความกระหยิ่มยินดี ถึงแม้ตายก็จะไม่มีใครตราหน้าว่าไอ้ขี้ยาเป็นเอดส์ตาย แต่ผมจะกลายเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ที่อุทิศตนเพื่อศาสนา เป็นการลงทุนที่คุ้นค่าด้วยเงินเพียงสองพันกว่าบาทที่วิ่งราวมาได้เมื่อเช้า I walked out of the shop in elation. Even when I was dead no one would accuse me of being a junkie who died of AIDS, but I’d become someone in history who had dedicated himself to religion. It was a worthwhile investment of the little over two thousand baht I had run around to gather pilfering this morning. =

=

=

=

[Correction thanks to Khun Vasana C.]

ผมทนรอให้ออกพ้นซอยที่มืดและแคบร้างผู้คนไม่ไหวแล้ว ผมอยากเสพความสมปรารถนาเดี๋ยวนี้เลย I could no longer bear waiting to be out of the dark, narrow and deserted street. I wanted to taste my wish right now.
ผมหยุดที่เสาไฟฟ้า หายใจออกจนหมดปอดขณะหมุนเกลียวเปิดฝากลิ่นเหม็นเหมือนเนื้อไหม้โชยออกมา ผมรีบสูดดมเต็มปอด นึกแปลกใจว่าความสมปรารถนากลิ่นเช่นนี้หรือ I stopped under an electricity pole, expelled all the air from my lungs as I unscrewed the stopper. A stench as of burning flesh came out. I hurriedly filled my lungs with it, wondering about my wish having such a smell.
ตัวยาเริ่มออกฤทธิ์ ผมมึนงงจนต้องยึดเกาะเสาไฟฟ้าไว้ หัวสมองแล่นจี๋ มองเห็นเวลาเป็นเช่นกระแสน้ำที่พัดผ่านร่างไป ผมเห็นประวัติศาสตร์ไทย The medicine began to work. I felt dazed to the point of having to cling to the electricity pole. My head was spinning. I saw time as a stream flowing past my body. I saw Thai history.
วันนั้นเป็นวันศุกร์ เดือนสาม ขึ้นหนึ่งค่ำ ปีจอ ตรงกับสมัยรัชกาลที่หนึ่ง ขุนศรีกัณฐัศว์กรมม้า นายทองรัก และนายเรืองพากันไปเสี่ยงอธิษฐานในพระอุโบสถวัดครุฑ ใช้ดอกบัวอ่อนคนละดอก อธิษฐานว่า หากใครมีบุญญาธิกาสามารถสำเร็จพระโพธิญาณ ขอให้ดอกบัวอ่อนพลันเบ่งบานเถิดปรากฏต่อมาว่าดอกบัวของนายเรืองบานแต่เพียงดอกเดียว นายเรืองดีใจมาก แน่ใจว่าตนจะสำเร็จพระโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้าแน่ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นายเรืองก็ไปกินนอนอยู่ที่ศาลาการเปรียญเก่าวัดอรุณฯ สมาทานอุโบสถศีล เวลาฟังเทศน์ก็ใช้ผ้าสำลีชุบน้ำมันพาดที่แขนทั้งสองข้าง จุดไฟบูชาต่างประทีปทุกวัน That day was a Friday in the third month of the Year of the Dog, that is, during the First Reign. Khun* Sikanthat of the Cavalry Corps and commoners Thong-rak and Rueang were going to make a solemn wish in the consecrated hall of Wat Khrut**, with the help of one lotus bud each. Each prayed that if he had enough accumulated merit to achieve bodhisattva status, may the lotus bud bloom swiftly. As it turned out, Rueang’s lotus was the only one to bloom. Rueang was delighted, certain he would achieve bodhisattva status on his way to buddhahood. From then on he went to live in the old sermon hall of the Temple of Dawn and undertook to observe the eight precepts. When he listened to sermons he used oil-impregnated cotton cloth to wipe his arms, and lit worship candles every day. * Khun (ขุน, not คุณ) was the lowest nobility title in pre-1932 Siam.** A vanished monastery once located off the city island in the northern area of Ayutthaya. 

ขึ้นหนึ่งค่ำ: I give up on that one, and on ขึ้นแปดค่ำ in the next paragraph – in both cases phases of the moon. Can someone enlighten me?

หลังจากนั้นเจ็ดวัน ถึงวันศุกร์ ขึ้นแปดค่ำ หลังจากฟังเทศน์จบแล้ว นายเรืองซึ่งนุ่งขาวห่มขาวก็ใช้ผ้าชุบน้ำมันพันตัวจนรอบ นั่งพับเพียบพนมมือกลางลานดิน แล้วจุดไฟเผาตัวเองจนตาย มีคนหลั่งไหลมาดูมากมายนับหลายร้อย พลางเปล่งเสียงสาธุพร้อมกันขณะไฟลุกท่วมตัว Seven days later, after listening to the evening prayers, Rueang, who was dressed in white, wrapped his entire body in oil-soaked cloth, sat down, crossed his legs and joined his hands in the middle of the courtyard and then lit a fire to burn himself to death. Hundreds of people poured in to watch and shouted out ‘Amen’ in unison as the flames engulfed his body.
ครั้นถึงเดือนหก ปีฉลู ในสมัยรัชกาลที่สอง นายนกก็เผาตัวเองตายที่วัดอรุณราชวรารามอีก ฝูงชนต่างเปล่งเสียงสาธุขึ้นพร้อมกัน เชื่อว่าเป็นการอุทิศตนเพื่อพระศาสนา ต่อมามีคนปั้นรูปคนทั้งสองไว้หน้าวัดจนทุกวันนี้ By the sixth month of the Year of the Ox in the Second Reign, commoner Nok too burned himself to death at the same Temple of Dawn. The crowd shouted ‘Amen!’ in unison, believing this to be dedication of oneself to religion. Later sculptures of the two were made and placed in front of the temple where they remain. =

=

=

=

จนทุกวันนี้: until today.

ผมร้องลั่นโดยไม่มีเสียง เข้าใจความหมายของกลิ่นเนื้อไหม้ รู้แล้วว่าผมกำลังจะกลายเป็นประวัติศาสตร์โดยวิธีใด I screamed without uttering a sound, understood the meaning of the smell of burning flesh. I knew now in which way I was to make history.
ผมพยายามดิ้นรนต่อสู้กับอะไรบางอย่างที่ครอบครองร่างกายผมไว้ แต่ดูเหมือนว่าร่างกายและวิญญาณของผมได้แยกจากกันเสียแล้ว I tried to struggle with something that was in possession of my body but it looked as if my body and my soul had already parted ways.
ผมถูกกักขังอยู่ในร่างกายที่ไม่ยอมฟังคำสั่งของตัวเอง สมองหมุนติ้ว ขณะที่เท้าพาตัวผมก้าวเดินไปเรื่อยๆ I was detained in a body which refused to listen to its own orders. My head spun as my feet carried me forward step by step.
มุ่งตรงสู่วัดข้างหน้า Straight to the temple ahead.
First published in the author’s short-story collection Sop Tai Tiang (The corpse under the bed), 1996.
Sorajak Siriborirak, born
in the Northeast in 1955,
is a pharmacy-trained civil servant.
A prolific columnist and writer
of horror stories, he was diagnosed
with Parkinson’s disease in 2009.
o

Marlee’s second death – Wutisant Chantwiboon

oo
All the ingredients not to say tics of self-reflective, self-questioning, ambivalent and layered post-modern writing are in this short story, with of course the lure of the return to consciousness if not life of the dead.
All told, another ghost story with a difference. MB
oo

มาลีกับความตายครั้งที่สอง

Marlee’s second death

foulard-en-soie-vert

วุฐิศานติ์ จันทร์วิบูล

Wutisant Chantwiboon

TRANSLATOR’S KITCHEN
บ่ายวันหนึ่งเมื่อกลับมาถึงสำนักงาน วิภาพบจดหมายฉบับหนึ่งอยู่บนโต๊ะทำงาน เธอหยิบซองสีขาวไร้ลวดลาย มองดูรอยหมึกจางๆ พิมพ์ชื่อและที่อยู่ของเธอ นอกจากนั้นไม่มีข้อความอื่นใดที่อาจบ่งบอกถึงที่มานอกจากตราไปรษณีย์ เพียงแค่นี้เธอก็รู้ได้ว่าเป็นจดหมายของใคร เธอสอดซองจดหมายไว้ในกระเป๋าถือ จัดการกับเอกสารบนโต๊ะอยู่จนกระทั่งเลิกงาน One afternoon, when she returned to the office Wipha found a letter on her worktable. She picked up the plain white envelope, looked at her faintly typed name and address, with no indication of source apart from the post office stamp. Just this and she knew who it was from. She slipped the envelope into her bag and dealt with the documents on her table until the end of office hours. ไร้ลวดลาย: literally, ‘without decorative design; thus, ‘plain.
เธอเดินออกมารอรถเมล์ที่อนุสาวรีย์ชัยฯ ขึ้นรถปรับอากาศคันหนึ่งจากต้นสาย เลือกที่นั่งเดี่ยวด้านเดียวกับคนขับ วิภาเปิดกระเป๋าดึงซองจดหมายออกมา ใช้ปลายคัตเตอร์บรรจงกรีดบนซองด้านหนึ่ง เก็บคัตเตอร์แล้วคลี่จดหมายออกดู มีชื่อของเธออยู่มุมบนด้านซ้ายมือ ตามด้วยจุดไข่ปลาสามจุด ไม่มีวันที่หรือถ้อยคำอื่นใดนอกจากตัวพิมพ์ดีดด้วยหมึกจางๆ เป็นพืดเต็มหลายหน้ากระดาษ เธออ่านเงียบๆ สลับการเหม่อมองภาพความสับสนภายนอกรถ She walked over to the bus stop at the Victory Monument, got on an air- conditioned bus at start of line and took the only seat available on the driver’s side. She opened her bag and pulled out the envelope, used a cutter to carefully slice it open on one side, put the cutter back and pulled the letter out. On the left top corner, her name was followed by three sus- pension points. There was no date or other words above the text typed in pale ink over many pages. She read quietly in between gazing at the confused scenes outside.
วิภาแวะหาอะไรกินก่อนกลับมายังห้องพัก เธออาบน้ำจนรู้สึกเย็นชื่น สวมชุดนอนสีน้ำเงินเดินมาหน้าโต๊ะเขียนหนังสือ คลี่ผ้าโพกศีรษะออกขยี้ผม และเช็ดอย่างบรรจง ขณะสายตาจับจ้องอยู่ที่จดหมาย วิภาหย่อนร่างบนเก้าอี้ หยิบจดหมายขึ้นมาเปิดอ่านอีกครั้ง She sought something to eat before returning to her boarding room. She took a shower and felt refreshed, put on a blue nightgown, walked over to the desk, undid the terry cloth around her head and shook her hair then dried it with care while her eyes stayed on the letter. She let herself down on the chair, picked up the letter, unfolded it and read it once again.
=
วิภา… Wipha…
หลายวันมานี้มีเรื่องราวเกิดขึ้นกับฉันมากมายเหลือเกิน จนอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงกลับมาอีกครั้ง ความมืดโรยตัวลงมา สายลมแผ่วพัดหอบไอเย็นเข้ามาภายในกระท่อม ขณะฉันกำลังเขียนจดหมายฉบับนี้ ฉันยังไม่สามารถสลัดภาพของมาลีออกไปได้ ราวกับหล่อน พยายามติดตามฉันอยู่ตลอดเวลา ไม่สินะ ฉันต่างหากที่พยายามติดตามหล่อนไป วิภาจำมาลีได้ไหม ผู้หญิงจากบ้านโสเภณีคนหนึ่งที่ฉันพยายามเล่าให้ฟัง ในขณะที่ฉันกำลังเขียนถึงเรื่องราวของศรีฬา ตอนหนึ่งฉันเล่าถึงมาลี วันนั้นเป็นวันที่ศรีฬาและเพื่อนๆ หนีโรงเรียนไปเที่ยวที่บ้านโสเภณี จึงทำให้เขาได้รู้จักมาลี ฉันเคยบอกเธอแล้วไม่ใช่หรือว่า มาลีเป็นตัวละครที่มีชีวิตชีวามากที่สุดในฉากนั้น แต่มันก็น่าจะจบลงเพียงเท่านั้น เธอจำมาลีได้ไหม… Lately so many things have happened to me that my splitting headaches are back. Darkness has fallen around me. A light wind is blowing cold air into the cabin. As I write this, I’m still unable to shake off the vision of Marlee as if she was trying to follow me all the time. Actually, no: it’s I trying to follow her. Wipha, you remember Marlee, don’t you? That girl from the brothel I’ve tried to tell you about. While I was writing the story of Seela, at one point I told you about Marlee. That was the day Seela and his friends played truant to go to the brothel, and thus met Marlee. I’ve told you, haven’t I, that Marlee was the liveliest character in that scene, but it should have ended there. You remember Marlee, don’t you? … The use of the formal หล่อน (she) in the letter is worth noticing. Ironically it applies to Marlee, ‘the girl from the brothel, while the more familiar เธอ (you, he, she) addresses Wipha.
= = =
วิภานึกถึงมาลี จำได้ว่าเขาเขียนเล่าถึงเรื่องนี้เสียยืดยาวเชียว นี่เขาคิดจะเล่าเรื่องของมาลีอีกงั้นรึ วิภาครุ่นคิดขณะที่ผ้าขนหนูยังคลุมศีรษะ เธอลูบเส้นผมอยู่ไปมา Wipha thought of Marlee, remem- bered that he had written about this at great length. Was he thinking of telling her about Marlee all over again, Wipha pondered, the terry cloth still loosely tied around her head. She kept stroking her hair.
=
ก่อนที่ฉันจะเล่าเรื่องของมาลี ฉันอยากแนะนำให้เธอรู้จักศรีฬาเสียก่อน ศรีฬาเขามีอะไรหลายอย่างคล้ายกับฉันมากเหลือเกิน แต่ความจริงแล้วฉันมีอะไรที่คล้ายเขามากกว่า เพราะเขาเกิดก่อนฉันหนึ่งปี และมันไม่ได้มีเพียงเราเท่านั้นที่คล้ายกัน แต่รวมถึงครอบครัวของเราทั้งสอง เราจึงกลายเป็นครอบครัวชาวเรือที่คล้ายกันมากที่สุด พ่อของเรามาจากหมู่บ้านเดียวกัน และเป็นเพื่อนรักกัน ในขณะที่แม่ของเรามีเชื้อสายจีนเช่นเดียวกัน Before telling you about Marlee, I’d like to introduce Seela to you first. Seela is almost alike me in many ways, but actually I have even more things in common with him, because he was born one year before me and it’s not just us who are alike but also our two families, so that we are boat-faring families that are most alike. Our fathers come from the same village and are bosom friends while our mothers both have Chinese blood.
ในส่วนที่ต่างกันระหว่างเราคือ ตรงที่ฉันมีลักษณะด้อยกว่าเขาในด้านกายภาพ เขามีร่างกายแข็งแรงสมส่วน ในขณะที่ฉันเป็นเหมือนเด็กอมโรค และที่สำคัญที่สุดคือเขามีน้องสาวที่น่ารักคนหนึ่ง ในขณะที่ฉันมีน้องชาย The differences between us are that I’m more of a weakling, he has a strong and well-proportioned body while I’m like a sickly child, and, most important, he has a lovely younger sister while I have a younger brother.
ด้วยเหตุว่าครอบครัวเรามีความละม้ายคล้ายคลึงกันมากจนยากที่จะแยกแยะความแตกต่าง มันจึงเป็นเสมือนกระจกสะท้อนซึ่งสามารถมองเห็นตัวเองได้จากอีกฝ่ายหนึ่ง และนี่เป็นสาเหตุเบื้องต้นทำให้ฉันคิดที่จะเขียนเรื่องราวของเขาออกมา เพราะครึ่งหนึ่งในเรื่องราวของเขานั้นมีฉันรวมอยู่ด้วย และมันง่ายที่จะเล่าเรื่องราวอย่างตรงไปตรงมา… Because our families are so much alike that it’s difficult to spot the differences, it’s like a mirror in which one side is able to see itself in the opposite side, and this is the first reason why I want to write about him, because half of what concerns him involves me and writing about it forthrightly is easy…
=
วิภาขมวดคิ้วเข้าหากัน ครุ่นคิดถึงศรีฬา เธอเริ่มไม่แน่ใจเสียแล้ว ครั้งแรกเธอคิดว่าศรีฬาเป็นเพียงแค่ตัวละครที่เกิดขึ้นจากจินตนาการของเขาเสียอีก แต่นี่เขากลับมีตัวตนอยู่จริง หรืออาจเคยมีตัวตนอยู่จริง ถ้าอย่างนั้นแล้วมาลีล่ะ ความใคร่อยากรู้เข้าครอบงำเธอเสียแล้ว Wipha frowned, thinking about Seela. She was no longer sure. At first she thought Seela was merely a character born out of his imagination, but now it turned out he existed or might have existed for real. In that case, what about Marlee? Wipha was already overtaken with curiosity.
=
แต่แล้วในเช้าวันรุ่งขึ้น เธอรู้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นกับฉัน ขณะที่สายลมหนาวพัดผ่านเข้ามาทางหน้าต่างกระท่อมด้านทิศเหนือ ฉันตกอยู่ในภวังค์กึ่งหลับกึ่งตื่นคล้ายอยู่ในความฝัน มาลีมานั่งจ้องมองฉันอยู่ข้างๆ หล่อนคงเฝ้าดูอยู่เงียบๆ เหมือนที่หล่อนเคยเฝ้ามองศรีฬายามที่เขาหลับ หล่อนไม่ได้พยายามปลุกฉันเลย นอกจากเสียงเรียกแผ่วเบาที่คล้ายกับเสียงของสายลมหนาว But then the next morning, do you know what happened to me? While a cold wind entered my cabin through the window from the north, I fell into a state of somnolence as if I was in a dream. Marlee had come and sat staring at me by my side. She was watching me quietly as she had watched Seela while he slept. She didn’t try to wake me, but called me as soundlessly as does the cold wind:
“ถึงเวลาตื่นของเธอแล้วล่ะ” ‘It’s time for you to wake up.’
ฉันลืมตาตื่นขึ้นมาพบใบหน้ายิ้มระรื่น แล้วหลับตาลงอีกครั้ง พยายามขับไล่ภาพในความคิดฝันออกไป ฉันคิดว่าตัวเองคงหมกมุ่นอยู่กับงานมากเกินไปจนฟุ้งซ่าน หล่อนช่างมีชีวิตชีวาเหลือเกินในฉากนั้น แต่เมื่อฉันลืมตาขึ้นอีกครั้ง ปากของฉันต้องอ้าค้าง ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองใบหน้ายิ้มละไมของหล่อน I opened my eyes on a face smiling gaily and then closed my eyes again, trying to chase the vision from my dream. I thought I’d been absorbed in work to the point of distraction. She was exceedingly alive in that scene, but when I opened my eyes again, my mouth simply gaped and my eyes opened wide and stared at her smiling face.
“จำฉันไม่ได้หรือ ฉันอยากเห็นเธอเล่าเรื่องของฉัน” หล่อนพูด แตะนิ้วชี้กับริมฝีปากของตัวเอง แล้วเอามาแตะริมฝีปากของฉัน ก่อนที่ฉันจะแหกปากร้องลั่น เพียงเท่านั้นเอง ทำเอาฉันนิ่งงัน เงียบเชียบ ราวกับเข้าใจเรื่องราวได้ทั้งหมด ‘Do you remember me? I’d like you to tell my story,’ she said, putting her index finger to her lips and then to mine before I could utter a shout. This was enough to keep me quiet, dead still, as if I understood the whole story.
“ลุกขึ้นมาเถอะ ช่วยเล่าเรื่องของฉันให้จบ” ใบหน้ายิ้มแย้มของหล่อนช่างสดกระจ่างราวกับดวงจันทร์ในคืนเพ็ญ หล่อนดูต่างไปจากเมื่อก่อนมาก ฉันจำได้ดี แต่ยามนี้ หล่อนกลับดูงดงามราวกับดอกไม้ กลิ่นหอมอ่อนๆ รวยรินสดชื่น ทำให้ฉันต้องยอมแพ้ ลุกขึ้นแต่โดยดี… ‘Get up, will you. Tell me how my story ends.’ Her smiling face was so very bright, like a full moon. She looked very different from before. I remember- ed it well, but at that moment she looked as beautiful as a flower. I had to give in to her faint perfume, subtle and fresh, and I got up willingly…
=
วิภาขมวดคิ้วเข้าหากันอีกครั้ง แตะนิ้วชี้กับริมฝีปากตัวเองราวกับมันจะช่วยให้เธอเข้าใจเรื่องราวได้ทั้งหมด หรือว่ามันเป็นเรื่องจริงกันนะ ตอนอยู่บนรถเมล์ เธอคิดว่ามันเป็นเพียงเรื่องสั้น เพราะการอ่านจดหมายของเขาแต่ละฉบับนั้นเหมือนกับได้อ่านเรื่องสั้นสักเรื่องหนึ่ง เขาเป็นคนเงียบดูแปลกแยกและโดดเดี่ยว เธอเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า เรื่องที่เขาเล่าอยู่นี้เป็นเรื่องจริง หรือเป็นเรื่องที่อยู่ในจินตนาการอันเพ้อฝันของเขากันแน่ บางทีมาลีอาจเคยมีตัวตนอยู่จริงก็ได้ แต่เธอไม่เชื่อเรื่องผีสางนางไม้หรือวิญญาณเหลวไหลอะไรที่เขาพยายามเล่าอยู่นี้เลย นี่มันศตวรรษไหนกันแล้ว Wipha frowned again, put her index finger to her lips as if this would help her understand the whole story. Or was it a real story? On the bus, she had thought it was only a short story because reading his letters each time was like reading a short story. He was quiet, looked alienated and lonely. She was beginning to wonder whether what he was telling her here was true or something out of his delirious imagination. Maybe Marlee had really existed, but she didn’t believe in this nonsense of ghosts or souls he was trying to tell her here. Which century was this?
=
ขณะที่ฉันออกไปทำธุระยามเช้า และกลับมาพร้อมแก้วกาแฟ นั่งลงหน้าเครื่องพิมพ์ดีด ฉันพยายามคิดว่าหล่อนเป็นอะไรกันแน่นะ คล้ายกับว่ามีตัวตนอยู่จริง หล่อนนั่งทับส้นเท้าอยู่ข้างๆ เฝ้ามองฉันอ่านทวนต้นฉบับ แสงเช้าสาดเข้ามาตกต้องอยู่หน้าประตูก่อนถึงร่างของมาลี ฉันมองดูใบหน้าแย้มยิ้มของหล่อน While I went out to do my morning chores and came back with a cup of coffee and sat down before my typewriter, I tried to think what the matter with her was, almost as if she really existed. She sat on her heels beside me, watching me going over the text. Morning sunshine entered and spread in front of the door without quite reaching Marlee’s body. I looked at her smiling face. ‘without quite reaching Marlee’s body seems to me more vivid than ‘before reaching, as the Thai has it. The problem here is one of formulation: ‘sunshine spread in front of the door before reaching her body sounds weird.
“ศรีฬาต้องคืนดีกับน้องสาวก่อน” ฉันพูด หล่อนพยักหน้าน้อยๆ ยิ้มให้กำลังใจ ‘Seela must make it up with his sister first,’ I said. She nodded a little, with a smile of encouragement.
หลังจากฉันพาน้องสาวมาคืนดีกับศรีฬาแล้ว ฉันเริ่มอารัมภบทถึงงานวัดในฤดูหนาว ค่ำคืนหนึ่งเมื่อศรีฬาทะเลาะกับเพื่อนหญิงที่เขาพามาเที่ยวงาน เขาจึงปล่อยหล่อนไว้ในวงล้อมแห่งแสงสีอันเร่าร้อนของสตริงวงดัง เขาเดินออกมารับไอเย็นของฤดูหนาว และได้พบมาลีโดยบังเอิญ ทั้งสองจึงชวนกันเดินเที่ยวงานวัด ไหว้พระ ยิงปืน ดูหนังกลางแปลงด้วยกัน มาลีพยายามเบียดเรือนกายกับร่างของเขา หล่อนเฝ้ากระซิบบอกเขาว่า หล่อนชอบเขา After I took his sister to make up with Seela, I began to picture in a temple fair in the cold season. One night when Seela quarrelled with the friend he had brought to the fair, he left her surrounded by the sultry coloured lights of a famous string band. He walked out to enjoy the fresh air of the cold season and met Marlee by accident. The two of them thus strolled about the fair, calling on the monks, playing in the shooting gallery, watching an open-air movie together. Marlee kept trying to press her body against his. She whispered to him that she liked him.
พอหนังจบ พวกเขาเดินออกมาภายนอก ร้านรวงปิดกันหมดแล้ว มาลีพาเขาเข้าไปในซุ้มไม้ริมกำแพงด้านหนึ่ง When the movie was over, they walked out of the fair. All the stalls had closed by then. Marlee took him to a grove by a wall on one side.
ฉันเหลือบสายตาดูนาฬิกา และหันมองดูรอยยิ้มของมาลี I looked up to glance at the clock and turned to look at Marlee’s smile.
“เลยเวลาทำงานของฉันแล้ว พรุ่งนี้ฉันจะต่อฉากนี้ให้จบ” หล่อนยิ้ม พยักหน้าด้วยความพอใจ โน้มร่างเข้ามาจูบแผ่วเบาที่แก้มของฉัน พลางกระซิบคำขอบคุณ หล่อนยืนขึ้น ร่างนั้นเริ่มโปร่งแสงและเลือนหายไปตรงหน้า ฉันรู้สึกถึงความสั่นสะท้านของตัวเองเมื่อนึกถึงริมฝีปากของหล่อน มันเย็นเยือกราวกับน้ำแข็ง… ‘It’s past my working time. I’ll finish this scene tomorrow.’ She smiled, nodded with satisfaction, bent over to kiss me lightly on the cheek as she whispered ‘Thank you’. She stood up. Her body turned translucent and faded out before my eyes. I felt my own shivering when I thought of her lips. They were as cold as ice!
=
วิภาเงยหน้าขึ้นจากจดหมายด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดใจ เธอเริ่มไม่เข้าใจว่าเหตุใดเขาจึงพยายามเล่าเรื่องนี้ให้เธอฟัง เขาต้องการอะไรกันแน่ บางทีเขาอาจว่างมากเกินไป หรือเขาอาจเครียดเพราะหมกมุ่นอยู่กับงานเขียนของเขา จึงพยายามที่จะระบายมันออกมา แต่ทำไมเขาต้องระบายใส่เธอด้วย วิภาก้มมองดูจดหมายในมือ เธอลุกขึ้นเดินเอาผ้าขนหนูไปแขวนตากบนราวเหล็ก นั่งลงบนเตียงนอน มองมายังโต๊ะหนังสือ เธอเดินกลับมาหย่อนร่างบนเก้าอี้อีกครั้ง หยิบจดหมายขึ้นมาถือค้างไว้ตรงหน้า Wipha looked up from the letter with a peculiar feeling. She was beginning to wonder why he was telling her this. What did he want? Maybe he was too idle, or he was under tension from excessive absorption in his writing and was trying to let it out. But why let it out on her? Wipha looked at the letter in her hand. She got up and went to put the terry cloth to dry on the iron clothes pole, sat down on her bed, looked at the writing desk. She walked back to ease herself onto the chair again, picked up the letter and held it in front of her. I take โต๊ะหนังสือ to mean โต๊ะเขียนหนังสือ, that is ‘writing desk rather than ‘bookcase (ตู้หนังสือ, further down).
=
รุ่งเช้าวันต่อมา มาลีมานั่งมองฉันอยู่เช่นเดิม ท้องฟ้าเพิ่งจะเริ่มสาง ลมหนาวผ่านเข้ามาแผ่วเบา หล่อนคงเฝ้าดูใบหน้าฉันอยู่เงียบๆ เมื่อฉันลืมตาตื่น ใบหน้าของหล่อนเรื่อแดง เผยรอยยิ้มสดกระจ่าง The next morning, Marlee came to sit and look at me as before. It was getting light; a cold breeze was blowing in. She kept staring at me quietly. When I opened my eyes, her face was flushed, beaming a fresh bright smile.
“ตื่นได้แล้วพ่อคนขี้เซา” หล่อนหยอกเย้าแก้ขวย ฉันเฝ้ามองดวงตาคู่นั้นจนหล่อนเบือนหน้าหนี มันทำให้ฉันพบความงามบางอย่าง มันอาจเป็นความงามที่ทำให้    ศรีฬาหลงรักหล่อนก็เป็นได้ คงไม่ใช่เรื่องแปลกหากเขาจะหลงรักมาลี เพราะมันกำลังทำให้ฉันหลงรักหล่อนด้วยอีกคนไม่ได้ ฉันพยายามบอกตัวเอง พยายามหักห้ามใจไม่ให้อ่อนไหวเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา วิภาจำบัวตองได้ไหม เด็กสาวแสนหวานคนนั้น ทำไมฉันจะไม่หลงรักหล่อน ในเมื่อหล่อนเหมือนนางฟ้าออกเช่นนั้น ‘Wake up, sleepyhead,’ she teased to hide her embarrassment. I stared into her eyes and she turned away. This made me find a beauty of some kind, perhaps the beauty that had Seela fall in love with her. There was nothing strange in his falling in love with Marlee, because it was making me fall in love with her too. No way, I tried to tell myself, trying to suppress my feelings as every time in the past. You remember Buatong, don’t you, Wipha, that sweet young girl? Why shouldn’t I fall in love with her when she was so much like a fairy?
=
วิภาจำบัวตอง ตัวละครในเรื่องสั้นของเขาได้ เธอเคยอ่านมัน แต่เธอไม่รู้ว่ามันจะมีความพิเศษอะไร เพราะหล่อนก็แค่ตัวละครที่ไม่อาจสัมผัสได้ นอกจากมโนภาพที่เกิดขึ้นในจินตนาการ นี่เขาหลงรักตัวละครเหล่านี้จริงหรือ เขาอ่อนไหวง่ายเพียงนี้เชียวหรือ หรืออาจบางทีเขาคงจะหลงรักผู้หญิงทุกคนที่พบตามท้องถนนก็เป็นได้ เธอพยายามสะบัดศีรษะไปมา ราวกับมันสามารถทำให้ความนึกคิดเหล่านี้หลุดออกไปจากสมองได้ Wipha remembered Buatong, a character in a short story of his. She had read it, but she didn’t know if it had anything special, because Buatong was only a character that could not be visualised except in the imagination. Had he really fallen in love with this character? Was he so easily carried away? Or maybe he fell in love with every woman he met in the street. She shook her head as if this would dislodge those thoughts from her brain. มโนภาพ: literally, mental picture; vision; imagination.พยายาม (try) is best left untranslated: unless youre trussed up, either you shake your head or you dont, even if in doing so you try to… The rest of the sentence would be shot.
=
ฉันรีบลุกขึ้น มาลีช่วยเก็บที่นอนเอาวางไว้บนตู้หนังสือ ฉันหยิบผ้าพันคอมัดย้อมสีเขียวอ่อนมาคล้องคอหล่อน I scrambled to get up. Marlee helped tidy the bedding and put it on top of the bookcase. I took a pale green scarf and folded it around her neck.
“เธอจะได้รู้สึกอุ่น” ฉันพูดเมื่อนึกถึงริมฝีปากเย็นเยือกราวน้ำแข็งของหล่อน ‘It’ll keep you warm,’ I said as I thought of her icy-cold lips.
มาลีจับมือฉันไว้ รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นในอุ้งมือนั้น อบอุ่นและนุ่มนวล ฉันยิ้มให้และรีบออกไปทำธุระ กลับมายังกระท่อมอีกครั้งพร้อมด้วยถ้วยกาแฟและกระติกน้ำร้อน ฉันชงชาเขียวญี่ปุ่น กลิ่นของใบชาระเหยหอม Marlee took my hands. I could feel the warmth of her palms, the warmth and the softness. I smiled at her and hurried out to do my business. I returned to the cabin with a cup of coffee and a hot water bottle. I made Japanese green tea. The vapour of the tea leaves was fragrant.
“เผื่อเธอจะรู้สึกดีขึ้น” ฉันรินน้ำชาใส่ถ้วยใบน้อย วางไว้ตรงหน้าหล่อน ‘To make you feel better.’ I poured the tea in a small cup I placed in front of her.
“มันไม่จำเป็นสำหรับฉันหรอก” มาลียิ้ม ขบขันความคิดของฉัน ‘That’s not necessary for me.’ Mar- lee smiled, amused by my reflection.
“แต่เธอหนาวไม่ใช่หรือ ลองดูหน่อยสิ” ฉันคะยั้นคะยอ หล่อนยกถ้วยชาขึ้นจิบ แล้ววางลงดังเดิม ‘But you’re cold, aren’t you? Try it,’ I insisted. She raised the cup and took a sip then put the cup down.
“เธอไม่รู้หรอกว่า ที่ที่ฉันจากมามันหนาวขนาดไหน กลางคืนที่มืดมิด” น้ำเสียงของหล่อนเศร้าสร้อย ดวงตาคู่นั้นฉายแววหม่นเพียงเล็กน้อยแล้วเปลี่ยนเป็นสุกใส ระบายยิ้มเต็มใบหน้า ‘You’ve no idea how cold it is where I come from, and pitch black at night.’ Her voice was sad. Her eyes had a fleeting dull gleam and then were back to brightness, a contented smile all over her face.
“เล่าเรื่องของฉันต่อเถอะ” ‘Get on with my story.’
ฉันจัดกระดาษม้วนเข้าแท่นพิมพ์ดีด มองดูหมึกจางๆ เริ่มอ่านที่เขียนค้างไว้เมื่อวาน ฉันรู้ดีถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น คล้ายกับมันเคยเกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่ง มาลีมองดูฉันพลางยิ้มน้อยๆ มันอาจเป็นช่วงชีวิตที่หล่อนมีความสุขก็ได้ I introduced a sheet of paper into the typewriter, looked at the pale ink, began to read what I had written the day before. I knew what was going to happen, similar to what had happened once. Marlee looked at me, smiling lightly. Maybe it was a time of her life when she was happy.
ฉันเริ่มเรื่องของมาลีต่อจากเมื่อวาน ทั้งสองกอดจูบกัน ศรีฬาปฏิเสธสิ่งที่เกินเลยไปกว่านั้น ใช่ว่าเขานึกรังเกียจ แต่เป็นเพราะเหตุผลบางอย่าง ฉันไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไร แต่มองเห็นความบริสุทธิ์บางอย่างในการแสดงออกอันละมุนละไมของพวกเขา I resumed Marlee’s story from the day before. They hugged and kissed. Seela refused anything beyond that. Not that he was averse to it, but for some other reasons. I don’t know what they were, but I could see innocence of some kind in their tender performance.
มาลีเล่าให้เขาฟังถึงวันแรกที่ได้พบกัน เขาทำให้หล่อนนึกถึงน้องชาย ทั้งที่ความจริงแล้วมาลีไม่เคยมีน้องชาย หล่อนเพียงฝันอยากมีน้องชายสักคน และเขาเหมือนน้องชายในความฝันของหล่อน แต่มาลีไม่ได้บอกความจริงกับเขาในข้อนี้ Marlee told him about the day they met. He had made her think of her younger brother, even though in truth Marlee didn’t have a younger brother. She merely dreamt of having one and he was like the younger brother in her dreams, but she didn’t let on about this. น้องชาย:  because of the formal language in use, Ive opted for ‘younger brother rather than ‘little brother, which is the usual transla- tion (used in dialogue further down).
ฉันหยุดเขียนและหันมองมาลี หล่อนยิ้มและเริ่มเล่าให้ฟังว่า ตั้งแต่หล่อนได้พบเด็กหนุ่มคนนี้ ทำให้หล่อนได้พบความฝันในวัยเด็ก หล่อนรู้สึกละอายกับอาชีพของตน หล่อนอยากหนีไปจากมัน และใช้ชีวิตเหมือนผู้หญิงธรรมดาคนอื่นๆ หล่อนเอ่ยเล่า มองดูฉันด้วยแววตาอ่อนโยน I stopped writing and turned towards Marlee. She smiled and began to tell me that since she had met this young man she had met the dream of her childhood. She felt ashamed of her job. She wanted to flee from it and spend her life like any ordinary woman, she claimed, looking at me with gentleness in her eyes.
ฉันเริ่มฉากตอนที่มาลีมารอพบศรีฬาหน้าโรงเรียนในเย็นวันหนึ่ง ขอร้องให้เขาช่วยหาที่ซ่อนให้ หล่อนเล่าแผนการหนีให้เขาฟัง ร้องขอให้เขาไปรอที่ปั๊มน้ำมันหลอดก่อนถึงโรงพยาบาล เมื่อทั้งสองไปพบกัน เขาพาหล่อนมาค้างที่บ้านพี่ชาย เย็นวันต่อมา เพื่อนมาบอกข่าวการหนีไปจากซ่องของมาลี ทำให้เขารู้ว่า เรื่องที่น่าหวาดกลัวกำลังจะเกิดขึ้น I began the scene when Marlee went to wait for Seela in front of the school early one evening, to beg him to find a hiding place for her. She told him of her plan to escape, beseeched him to go and wait at the small petrol station a little before the hospital. When the two of them met, he took her to stay overnight at his elder brother’s house. In the evening of the next day, a friend came to tell him that Marlee had escaped from the brothel, which made him realise that something dreadful was about to happen. oปั๊มน้ำมันหลอด 
มาลียิ้มอย่างพอใจเมื่อฉันบอกว่า พรุ่งนี้จะเขียนเรื่องของหล่อนให้จบ มาลีโน้มร่างเข้ามาจูบที่แก้มของฉันเหมือนวันวาน เอ่ยคำขอบคุณ ร่างของมาลีค่อยๆ โปร่งแสง ก่อนเลือนหายไปพร้อมด้วยรอยยิ้มของมวลดอกไม้ ฉันมองเห็นชายเสื้อแขนยาวสีฟ้าพลิ้วไหวในสายลม... Marlee smiled with satisfaction when I told her I’d finish her story tomorrow. She bent over to kiss me on the cheek like the day before, uttering the words ‘Thank you’. Her body gradually turned translucent before fading away along with the smile of all the flowers. I saw the tails of her light blue long- sleeved shirt floating away in the wind…
=
วิภาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยความรู้สึกอ่อนล้า ราวกับว่าเธอได้เข้าไปเผชิญกับเรื่องเล่าของเขาด้วยตัวเอง แต่เธอก็ยังไม่อยากเชื่ออยู่ดีเรื่องที่มาลีมาหาเขาทุกเช้า มันอาจเป็นส่วนที่เขาจินตนาการหล่อนขึ้นมาเองและอาจหลงเพริดอยู่กับมันมากเสียจนเกิดสับสนและแยกแยะไม่ออกว่าอันไหนเป็นเรื่องจริง อันไหนเป็นเรื่องลวงที่เขาพยายามทำให้มันเป็นจริง บางทีเขาอาจเป็นเหมือนพวกวิกลจริต แต่คงไม่ใช่ เธอเคยพบเขาสองสามครั้ง เขาดูเศร้าๆ เงียบและโดดเดี่ยวมากเกินไป เธอคิดว่าควรอยู่ห่างเขาไว้หน่อยคงดี และรักษาระยะห่างตรงนั้นเอาไว้ เพราะเขาอาจทำให้เธอเป็นโรคประสาทไปด้วยก็ได้ Wipha reclined against the back of the chair with a feeling of lassitude as if she had herself gone through the story he was telling. But she still didn’t want to believe that Marlee came to see him every morning. He must have made her up and gaily indulged in it so much it gave rise to confusion and the inability to distinguish what was true and what was delusive that he tried to make true. Maybe he was slightly deranged, but maybe not. She had met him a few times. He looked excessively sad, quiet and lonely. She had thought it would be better to back away from him and keep him at a distance because he might make her neurotic too.
วิภาถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน ก้มมองดูจดหมาย เธอรู้สึกคล้ายกับมีอะไรบางอย่างดึงดูดให้เธออ่านต่อ ทั้งที่เธออยากถอนตัวเองจากเรื่องราวเหล่านี้ให้เร็วที่สุด ทว่าสิ่งเดียวที่ทำได้ก็คือการอ่านให้มันจบๆ เสียที Wipha heaved a sigh of exhaustion, lowered her head to look at the letter. She felt as if something was compelling her to keep reading, even though she wanted to withdraw from the story as fast as possible. But the only thing she did was to read it through.
=
แล้วเช้าวันนั้นก็มาถึง หล่อนนอนลงข้างกายของฉัน และคงเฝ้ามองดวงตาพริ้มหลับของฉันอยู่เนิ่นนานราวกับหล่อนปรารถนาเฝ้ามองอยู่เช่นนั้นจนฉันรู้สึกได้ถึงการจ้องมองของหล่อนได้กลิ่นหอมของดอกไม้ผสานกับลมหนาวจางๆ เมื่อลืมตาขึ้น ฉันพบใบหน้าของหล่อนลอยอยู่ตรงหน้า ใกล้เสียจนฉันตกใจ มาลียังคงเฝ้าเพ่งพิศต่อไปโดยไม่สนใจว่าฉันตื่นแล้วหรือยัง หล่อนมองดูดวงตาของฉันอย่างอ่อนโยนราวกับฉันเป็นเด็กน้อยคนหนึ่ง Then the morning of that day came. She lay beside me and must have watched my eyes closed in sleep for a long time as if she was determined to watch like that until I became aware of her watching and of the fragrance of flowers in the cold breeze. When I opened my eyes, I found her face floating before me, so close I started. Marlee kept on looking intently without paying attention to whether I was awake or not. She gazed at my eyes with tenderness as if I was a little child.
“ฉันเหมือนน้องชายของเธอด้วยหรือ” ‘So I’m like your little brother, am I?’
หล่อนยิ้ม ส่ายหน้า She smiled, shook her head.
“ไม่ใช่หรอก เธอก็รู้ว่าฉันไม่เคยมีน้องชาย” ‘Of course not. You know I don’t have a brother.’
ฉันชันร่างขึ้นนั่งพิงตู้หนังสือ เฝ้ามองดวงตาคู่งาม I sat up, my back to the bookcase, staring at those beautiful eyes.
“ศรีฬาเขาก็รู้ว่าเธอไม่เคยมีน้องชาย” ‘Seela knows you never had a brother.’
หล่อนพยักหน้ารับรู้ She nodded in acknowledgment.
“เธอเหมือนกับเขามากนะ เหมือนเป็นคนคนเดียวกัน” ‘You’re very much like him, as if you were one and the same person.’
หล่อนยิ้ม She smiled.
“ใช่แล้ว เราเหมือนกัน เพียงแต่ฉันไม่มีน้องสาว” ‘That’s right. We’re alike, except I don’t have a sister.’
“เธออยากมีน้องสาวรึ” ‘Would you like to have one?’
ฉันยิ้ม I smiled.
“เหมือนเธออยากมีน้องชายนั่นแหละ” ‘Just as you’d like to have a brother.’
เราต่างหัวเราะให้กัน We laughed at each other.
“เธอไม่รู้รึว่าเขาอยู่ที่ไหน” ‘Don’t you know where he is?’
หล่อนส่ายหน้า She shook her head.
“แต่เธอรู้ว่าฉันอยู่ที่นี่” ‘But you know I’m here.’
“เป็นเพราะเธอคิดถึงฉันนะซี ฉันจึงรู้ว่าเธออยู่ที่นี่” หล่อนพูด ‘It’s because you’re thinking about me that I know you’re here,’ she said.
“ฉันคงต้องคิดถึงเธอบ่อยๆ แล้วล่ะ” ‘Then I must think about you often.’
หล่อนเผยรอยยิ้มเศร้า She gave a sad smile.
“ฉันมาอีกไม่ได้แล้ว ฉันจะหายไปเมื่อเรื่องของฉัน  เมื่อฉันได้ตายเป็นครั้งที่สอง ฉันมาลาเธอ” ‘I can’t come any longer. I’ll disappear when my story – when I die for the second time. I’ve come to say goodbye to you.’
“เธอจะไปไหน” ‘Where will you go?’
ฉันรู้สึกคล้ายถูกจู่โจมโดยไม่ทันได้ตั้งตัว I felt like being assaulted without warning and with no time to react.
ฉันยังเล่าเรื่องของเธอไม่จบเลย ‘I haven’t finished your story yet.’
“ฉันต้องไปแล้วล่ะ ไกลแสนไกลเชียว พวกเขาจะตามมา พบฉัน และจับฉัน” ดวงตาของหล่อนหวาดสะทก ‘I must go, very far away. They’re after me; they’ll find me and catch me.’ Her eyes were fearful.
“ศรีฬาต้องช่วยเธอได้ เขาต้องช่วยเธอได้แน่” ‘Seela must help you. He must help you for sure.’
แต่ดูเหมือนหล่อนรู้ดีว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น  But it seemed she knew very well what would happen.
“ไม่หรอก เธออย่าหลอกตัวเองอยู่เลย พวกเขาจะจับฉัน เด็กหนุ่มคนนั้นช่วยฉันไม่ได้หรอก สุดท้ายเขาต้องเจ็บตัวเพราะฉัน ฉันจดจำค่ำคืนนั้นได้ดี ฉันอยากขอโทษเขาเหลือเกิน แต่ไม่เคยได้มีโอกาส…เธอว่าไหม เขาเป็นคนที่น่ารักนะ…ฉันรักเขา” หล่อนมองดูฉัน พูดด้วยเสียงสั่นสะท้านไม่ปะติดปะต่อ หยาดน้ำรื้นไหลจากดวงตา ‘No. Don’t fool yourself. They’ll catch me. That young man can’t help me. In the end he’ll have to suffer because of me. I remember that night very well. I’d so much want to apologise to him but I’ve never had a chance to … He’s such a lovely man, don’t you think? … I love him.’ She looked at me, speaking in a staccato, shaking voice, with tears in her eyes.
“ฉันช่วยอะไรเธอไม่ได้เลยหรือ” ‘Isn’t there anything I can do to help you?’
“ไม่หรอก ขอบใจเธอมาก เพียงแค่เธอยอมเล่าเรื่องของฉัน” มาลีพูดหอบหายใจแรงพยายามเช็ดดวงตาของตัวเอง  ‘No. Thanks very much for being willing to tell my story,’ Marlee said, gasping for breath, trying to dry out her eyes.
“ฉันจะไม่เล่าเรื่องของเธอ ฉันไม่…” ฉันพูดราวกับพยายามหน่วงเหนี่ยวลูกโป่งที่กำลังจะหลุดลอยสู่ฟากฟ้ายามค่ำคืนเอาไว้ ‘I won’t tell your story. I won’t…’ I said as if trying to prevent a balloon from escaping into the sky at night.
“ไม่ได้นะ เธอต้องเล่ามันออกมาให้จบ จริงอย่างที่เป็นจริงเท่านั้น เธอรับปากฉันแล้ว” ‘No! You must finish it, tell it as it is. You promised.’
“ไม่มีวิธีใดเลยหรือ” ‘Is there no other way?’
มาลีส่ายหน้า Marlee shook her head.
“ขอโทษนะที่ทำให้เธอไม่สบายใจ ฉันไม่เป็นไรแล้ว” หล่อนฝืนยิ้ม “ฉันต้องไปแล้วล่ะ ฉันอยู่เหมือนทุกวันไม่ได้ ฉันคงไม่ได้พบเธออีก” ‘I’m sorry for making you unhappy. Never mind me.’ She forced a smile. ‘I have to go. I can’t stay like every day. I won’t meet you again.’
“เธอจะไม่มาอีก?” ‘You won’t come again?’
มาลีส่ายหน้า ยิ้มเศร้า เอื้อมมือปลดผ้าพันคอออก ฉันจับมันไว้ที่เดิม Marlee shook her head, smiled sadly, raised her hand to take out her scarf. I stopped her gesture.
“ฉันให้เธอ ที่นั่นหนาวมิใช่หรือ” น้ำตาหล่อนรื้นไหลลงอาบแก้ม หล่อนกอดฉันไว้แน่น ร่างของหล่อนอบอุ่นด้วยเลือดเนื้อเช่นเดียวกับมนุษย์ และแล้วความรู้สึกนั้นค่อยๆ คลายออกร่างของหล่อนค่อยๆ เลือนจางลง ดวงตาคู่เศร้าของฉัน จนกระทั่งร่างของหล่อนเลือนหายไป น้ำตาของฉันไหลอาบแก้ม หล่อนจะไม่กลับมาอีกแล้ว… ‘Keep it. It’s cold over there, isn’t it?’ Her tears ran down her cheeks. She hugged me tightly. Her body was warm with blood like any human being’s and then that feeling slowly left her body, slowly faded. The sad eyes looked at me until her body vanished. Tears ran down my cheeks. She wouldn’t come back again…
=
วิภาเอามือเช็ดดวงตาเปียกชื้น พลิกจดหมายไปหน้าสุดท้าย เธอมีความรู้สึกอย่างแปลกประหลาด ราวกับถูกจ้องมองด้วยดวงตาที่ไม่มีอยู่จริง บางครั้งจากเบื้องหลัง บางครั้งอยู่ตรงหน้าเธอเอง เธอรับรู้ได้ถึงความเศร้าของมาลีราวกับว่าเธอเป็นมาลีเสียเอง ภาพของหล่อนจึงชัดเจนราวกับมาลีต่างหากที่เป็นคนเล่าเรื่องทั้งหมดให้เธอฟัง Wipha wiped her moist eyes with her hand, turned the letter to its last page. She had a strange feeling as if she was being watched by eyes that didn’t exist, sometimes from behind, sometimes right in front of her. She felt Marlee’s sadness as if she was Marlee herself. Her image was thus clear as if it was Marlee who was telling her the whole story.
=
มันเป็นวันที่ฉันทุกข์ทรมานมากที่สุดในชีวิตของการเขียนหนังสือ มากกว่าวันที่ฉันไม่สามารถเขียนอะไรได้เลย เพราะฉันจำต้องเขียนในสิ่งที่ไม่อยากเขียน และไม่เคยปรารถนาให้มันเกิดขึ้น แต่มันก็เกิดขึ้นจนได้ ใช่สิ ไม่มีใครช่วยหล่อนได้เลย มาลีถูกจับได้ขณะพยายามหนีเพื่อนๆ ตามมาพบศรีฬานอนสลบไสลอยู่ริมถนน พวกเขามาช้าเกินไป อีกไม่กี่วันต่อมา หลังจากศรีฬากลับมาเรียนได้ตามปกติ เขาได้ข่าวว่ามาลีผูกคอตาย This is the most tormenting day in my life as a writer, more than on those days when I’m unable to write anything, because I’m forcing myself to write what I don’t want to write, what I never wished to happen but which has happened. That’s right, no one could help her. Marlee was caught while trying to escape. Friends looking for Seela found him lying unconscious by the roadside. They had come too late. A few days later, after Seela had gone back to school as usual, he received the news that Marlee had hanged herself.
ฉันทิ้งศรีฬาไว้ตรงนั้น กับความทรงจำครั้งสุดท้ายก่อนที่วัยเยาว์จะพรากไปจากเขา ในขณะที่ฉันยังไม่อาจลืมมาลีได้ ทุกเช้าฉันเฝ้ารอที่จะได้พบหล่อนอีก แต่ก็ไม่มีแม้แต่ร่างโปร่งแสงของมาลี…ทำไมหนอ หล่อนถึงได้มาเหมือนกับความฝันและจากไปไม่ต่างจากความฝัน… I give up Seela at that point bearing one last memory before youth deserted him, while I still can’t forget Marlee. Every morning I wait for her to come again, but there isn’t even her translucent body. Why did Marlee come like a dream and leave as in a dream?
วิภา เธอจะให้ฉันทำอย่างไร ในเมื่อฉันไม่พบผ้าพันคอสีเขียวอ่อนผืนนั้น แม้ว่าฉันพยายามหามันจากทุกซอกทุกมุมของกระท่อมโทรมๆ หลังนี้ มาลีคงรับมันไปเพื่อเป็นของขวัญชิ้นสุดท้าย Wipha, what do you expect me to do when I can’t find that pale green scarf even though I’ve looked for it in every corner of this rundown cabin? Marlee must have taken it as a last gift.
เรื่องราวของศรีฬายังไม่จบเพียงเท่านี้ แต่ฉันไม่รู้จะเขียนอะไรอีกแล้ว เพราะหลังจากนั้นไม่นานเขาได้จากลาพวกเราไป แต่เชื่อฉันเถอะว่า เขาจะกลับมาอีกครั้งหนึ่งในเวลาอันใกล้นี้ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวหลายปีที่สูญหายไป ฉันอยากรู้ว่า เขาจะทนต่อเสียงหลากไหลของสายน้ำที่พร่ำเพรียกอยู่ในจิตใจของเขาได้อีกนานแค่ไหน และเมื่อเขากลับมา ฉันจะบอกในสิ่งที่เขาไม่เคยรู้มาตลอดชีวิต เขาไม่เคยรู้หรอกว่า มาลีรักเขามากขนาดไหน การได้พบเขาทำให้ทั้งชีวิตของหล่อนเปลี่ยนแปลงไป แต่บางทีเขาอาจลืมมาลีไปแล้ว The story of Seela doesn’t stop here but I don’t know what to write further, because not long after that he took leave of us. But believe me: it won’t be long before he comes back again to tell the story of those many years that have vanished. I’d like to know how long he’ll be able to withstand the multitude of voices of the currents that continuously call out in his conscience, and when he is back, I’ll tell him what he has never known in his life. He has never known how much Marlee loved him. Meeting him changed her entire life, but maybe he has already forgotten her.
=
จดหมายจบเพียงเท่านี้ มีคำลงท้ายคำเดียวว่า เสมอ และไม่ลงชื่อเหมือนทุกครั้ง ราวกับเขาไม่เคยให้ความสำคัญกับมันเลย The letter ended there. There was one last word – ‘Always’ – and no signature, as every time, as if he didn’t attach any importance to it.
วิภาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ภาพต่างๆ ยังหมุนเวียนอยู่ในความคิดคำนึง โดยเฉพาะภาพของมาลี เธอมองเห็นภาพได้ชัดเจนราวกับว่าเธอเคยรู้จักหล่อนมาก่อน Wipha reclined against the back of the chair. The various pictures were still revolving in her mind, especially pictures of Marlee. She saw them clearly as if she had known her before.
วิภาลุกขึ้นจากโต๊ะ หันมาทางเตียงนอน ฉับพลันร่างของเธอเย็นวาบด้วยความตระหนกใจเมื่อมองเห็นภาพรางๆ ของหญิงสาวในชุดสีฟ้านั่งอยู่บนเตียง หล่อนส่งยิ้มให้เธอ วิภารู้ได้ทันใดเลยว่า หล่อนคือมาลี! หล่อนช่างเหมือนกับภาพในความคิดของเธอเสียจริง เธออ้าปากค้างโดยไม่มีเสียงใดเล็ดลอดจากริมฝีปาก เอามือขยี้ตาตัวเอง เมื่อเอามือออก เธอพบแต่ความว่างเปล่า เธอพยายามขยี้ตาอีกครั้งด้วยความไม่แน่ใจ เดินช้าๆ มายังเตียงนอน พลันเหลียวมองไปรอบๆ ห้องอย่างนึกหวาด พบเห็นเพียงความว่างเปล่า หากทว่าภาพของมาลียังติดตรึงอยู่ในใจของเธอ She got up from the table, turned towards the bed. Suddenly her body froze in fright when she saw the faint picture of a young woman dressed in light blue sitting on the bed and smiling at her. Wipha knew at once it was Marlee. She was so much like the picture in her mind. Her mouth opened wide without a sound passing her lips; her hands rubbed her eyes. When she took her hands off them she saw only emptiness. She tried to rub her eyes again in doubt, walked slowly to the bed while looking around the room fearfully, met nothing but emptiness, but with the picture of Marlee still in her mind. The second and third sentences need to be translated as one. หล่อนส่งยิ้มให้เธอ: ‘She smiled at her would be confusing.
วิภานั่งลงบนเตียงนอน ร่างของเธอยังเย็นเฉียบ แต่แล้วเธอเหลือบไปเห็นผ้าพันคอสีเขียวอ่อนตกอยู่ เธอหยิบมันขึ้นมาดูและพลันนึกถึงผ้าพันคอสีเขียวที่เขาให้มาลีเป็นของขวัญ แต่มันมาอยู่ในห้องของเธอได้อย่างไรกัน Wipha sat down on the bed. Her body was still icy cold but then she glanced down and saw the pale green scarf on the floor. She picked it up and looked at it while thinking of the green scarf he had given Marlee. But how had it come into her room?
วิภาเหลียวมองไปรอบๆ ห้องอีกครั้ง… She looked around the room once again…
=

‘Marlee kap khwamtai khrang thee song’ in Chor Karrakeit 44, 2008.

Wutisant Chantwiboon,
born 1973 in Ayutthaya
in a trading family,
is the author of two collections
of short stories and, lately,
of two novels for young readers,
The old man’s tales
and The return of the seagulls.
o

The house of death – Rueang-yoo

บ้านของความตาย

The house of death

เรืองอยู่

RUEANG-YOO

TRANSLATOR’S KITCHEN
1 1
ทำไมนึกถึงที่นั่นซ้ำๆ Why do I keep thinking about that place?
2 2
ที่นั่นกลายเป็นเมืองใหญ่ มีสะพานข้ามสี่แยก และมีห้างสรรพสินค้าใหญ่โต That place has become a big city. There is a bridge over the intersection and a large department store.
นั่งรถแท็กซี่ไปตามถนนแปดเลน สองข้างทางเป็นเมืองตลอด ตรงไปเลยสี่แยก วนกลับมาใต้ทางยกระดับ การจราจรค่อนข้างสับสน I sit in a taxi along the road of eight lanes now, urbanised all the way on both sides, straight on until, past the intersection, we make a U-turn under the highway. The traffic is rather messy. Note the use of the article in ‘the road’: ‘the’ implies that the road is known to the narrator, hence the remark ‘of eight lanes now’.
ลงรถหน้าวัด เดินมาถึงร้านหนัง-สือตรงสี่แยกข้างท่ารถประจำทาง เป็นร้านที่ไม่คุ้นตามาก่อน I come out of the car in front of the temple, walk to the bookshop at the intersection on the side of the bus stop. It’s a shop I’ve never seen before. Note the absence of personal pronoun in Thai in these first three para- graphs; one is needed in English.
คนขายเป็นหญิงสาวสองคน ฉันเปิดหนังสือพิมพ์ อ่านข่าววรรณกรรม หญิงสาวคนหนึ่งกำลังสนใจละครยามบ่ายในโทรทัศน์เครื่องเล็ก หญิงสาวอีกคนมองว่าฉันจะซื้ออะไร ฉันต้องวางหนังสือพิมพ์ไว้อย่างเดิมเพราะสายตาเธอ It’s run by two young women. I take a newspaper, read the literary page. One of the girls’ attention is on the afternoon soap on the small TV set. The other girl keeps looking to see if I’ll buy something. I must put the newspaper back because of her stare.
แล้วฉันก็จ่ายเงินซื้อเล่มเดียว เป็นหนังสือการ์ตูนขายหัวเราะ และยืนอ่านตรงนั้น Then I pay for one book. It’s a comic cartoon and I stand there reading it.
เสียงเธอบอกว่าอ่านจบแล้วซื้อคืนเอาไหม คิดครึ่งราคา Her voice says will I sell it back when I’m finished with it, at half-price.
ข้อเสนอของเธอทำให้ฉันหัวเราะ Her offer makes me laugh.
= =
3 3
ฉันกลับมาเยี่ยมบ้าน มายืนอยู่ตรงที่เคยเป็นบ้านของเรา มองไปเห็นแต่โกดังปิดเงียบ แต่ฉันเห็นบ้านของเรายังคงอยู่ที่นั่น และเห็นแม่ I’m back home on a visit. Come and stand in front of what used to be our house. The only thing to be seen is a warehouse, locked-up, silent, but I see our house is still there, and I see Mum. The temptation here is to write ‘I come’, but as a matter of style, since ‘I’ is in the previous sentence, it can be omitted in the next.
แม่แก่ชรามากแล้ว และอยู่คนเดียวในบ้านเก่า บ้านที่ไม่มีอีกแล้ว บ้านในอดีตที่สูญสลายไปจากปัจจุบัน Mum is very old and stays alone in the old house, a house that is no longer, a house in the past that has vanished from the present.
กลิ่นชื้นอันคุ้นเคย กลิ่นน้ำมันเครื่อง กลิ่นสนิมเหล็ก และกลิ่นดินลูกรัง ฉันจำได้ดี แม้ไม่มีอีกแล้ว The familiar damp smell, the smells of engine oil, of rusty metal and the smell of red earth: I remem­ber them well, even though they are no longer there. Writing ‘the smell’ four times seemed a bit too much, so I pared it down to three – rather than one.
บ้านเก่า บ้านที่คุ้นเคย แต่ไม่มีอีกแล้ว ห้องนอน เตียงไม้เก่า มุ้งและที่นองนุ่น กลิ่นอับเช่นนั้น ฉันจำได้ The old house, familiar yet gone, the bed­room – old wooden bed, mosquito net and soft mat­tress –, that musty smell, I do remem­ber.
แม่อยู่คนเดียว ทำงานคนเดียวในครัว Mum is alone, works alone in the kitchen.
ระหว่างที่แม่ก่อเตาถ่าน พัดจนควันคลุ้งไปทั่ว ตัดกับแสงแดดยามเย็นที่ลอดมาตามไม้ระแนง ฉันได้คุยกับแม่ บอกกับแม่ถึงเรื่องราวของฉัน และถามข่าวคราวของคนในครอบครัว While Mum lights the coal stove and fans it until there is smoke everywhere obstructing the late after­noon light which enters through the wooden laths, I talk with her, tell her about me and ask how the members of the family are faring. This sentence could easily have been split into two, but the author might not be happy about it, since he didn’t mean it like that.
แม่อยู่คนเดียวได้อย่างไร How can you stay alone, Mum?
แม่ว่าแม่อยู่กับหมากับแมว Mum says she stays with her cats and dogs.
เมื่อก่อนแม่ไม่ค่อยชอบสัตว์เลี้ยง พอฉันไปจากบ้าน แม่ก็เลี้ยงหมาเลี้ยงแมว เพราะฉันรักหมารักแมว Before, Mum didn’t quite like domestic ani­mals. As soon as I left the house, she began to keep cats and dogs, because I love cats and dogs. Funny how in English you’d say ‘cats and dogs’ rather than ‘dogs and cats’ (‘raining cats and dogs’).
แม่เคยเอาแมวของฉันไปปล่อย ฉันต้องไปตามหามันอยู่หลายวัน แต่ไม่เจอ แม่สงสารฉัน Mum once took my cat and dumped it far away. I looked for it for days but didn’t find it. She took pity on me.
แล้วฉันกับแม่ก็ต้องพรากจากกัน And then Mum and I had to part.
แม่บอกให้ฉันย้ายมาอยู่ที่นี่ แต่ต้องมาอยู่คนเดียว Mum told me to move back here but I must come alone.
แล้วแม่จะไปไหน Then where will you go, Mum?
=
ข้ามถนนไปยังอีกฝั่ง ฉันรู้สึกคุ้นๆ อยู่เหมือนกัน เป็นหมู่บ้านในชนบท ข้างถนนดินลูกรัง มีคลองส่งน้ำตัดผ่าน Over the road feels familiar to me somehow. It’s a hamlet in the country. A canal cuts across the red-earth road. Unlike in French (latérite), the word ‘laterite’ (ดินลูกรัง) is little used in English; so, red earth it is.
หากเดินไปตามเขื่อนข้างคลองจนถึงประตูเปิดปิดน้ำ จะเห็นแม่น้ำขาว สว่างโล่ง If you walk along its embankment up to the water gate, you’ll see a white river, a bright, empty space.
บ้านริมแม่น้ำโปร่งโล่ง มีกลิ่นใหม่ของเนื้อไม้และน้ำยาเคลือบเงา กลิ่นแห้ง กระด้างแปลกแยกไม่คุ้นเคย The houses along the river are far between. There is a fresh smell of wood and enamel, a dry smell, heady, alienating, unfamiliar. Here, unlike in many clusters best reduced to a single word, every adjective must be translated.
พ่อ แม่ พี่สาว และหลาน อยู่กันพร้อมหน้า Dad, Mum, my big sister and my nephews are all there.
พวกเขาอยู่ด้วยกันในบ้านหลังใหม่ริมแม่น้ำ They live together in the new house by the river.
แต่ฉันต้องอยู่คนเดียวในบ้านเก่าของวันวาน But I must live alone in the old house of yore.
=
4 4
ฉันกลับมาอยู่ที่บ้านเก่าคนเดียว แม้แต่หมาแมวก็ย้ายตามแม่ไปหมด I return to stay in the old house alone. Even the cats and dogs have moved away with Mum.
ตอนปลายฤดูฝนอากาศชุ่มชื้น ต้นไม้โตเร็ว หลังบ้านกลายเป็นป่ารก มีตัวเหี้ย งู และสัตว์แปลกๆ อยู่เต็มไปหมด By the end of the rainy season the air is steamy. Trees grow fast. The back of the house has be­come overgrown, with monitor lizards, snakes and strange animals all over the place.
กลางคืนก็ชื้นแฉะ และยุงเยอะ At night it’s damp and full of mosquitoes.
ตรงบ่อน้ำด้านหนึ่งรกเรื้อไปด้วยไม้เลื้อย มีตัวเหี้ยคลานอยู่ใต้พื้นกระดาน One side of the pond is covered with creep­ers. There’s a monitor lizard crawling under the wooden floor.
ฉันรู้สึกว่าพวกเหี้ยกลับมาอยู่ที่นี่พร้อมกับฉัน หากแม่อยู่จะไม่มีสัตว์พวกนี้ย่างกรายเข้ามาในบ้าน I feel that the lizard has moved in along with me. If Mum was still here no such animal would approach the house.
ค่ำวันหนึ่งฉันเอาแท่งเหล็กหนักๆ มาจากโรงเรียนหน้าบ้าน รอให้ตัวเหี้ยคลานผ่านใต้กระดานข้างบ่อน้ำแล้วโยนใส่หัวมัน เหี้ยตายคาที่ แต่ตัวยังดิ้นบิดไปบิดมา One evening I take a heavy iron bar from the school in front of the house, wait until the monitor lizard is crawling under the wooden floor on the pond side and fling it at its head. The lizard dies on the spot but its body keeps twisting back and forth.
=
มันเป็นฤดูน้ำหลาก น้ำในแม่น้ำค่อยๆ เอ่อท่วมสองฝั่งและเต็มลำคลอง แม้ว่าจะปิดประตูกั้นน้ำแล้ว It is high water season. The water in the river slowly covers both banks and fills the canal, even though the water gate is closed.
ฉันยืนอยู่ตรงชานเรือนกับพ่อ เห็นน้ำไหลดังกึงๆ ค่อยๆ เต็มท่อระบายน้ำที่พาดอยู่ใต้ทางเข้าบ้าน I stand on the porch with Dad, see the water gurgle past, slowly filling the drain which runs under the path leading to the house.
ฉันชี้ให้พ่อดูกระแสน้ำกระแทกถนนเป็นฟองฟู่แสดงถึงความแรงของมัน เพียงไม่นานก็ท่วมทางเข้าบ้าน ท่วมถนน และไหลเข้ามาตามร่องน้ำจนท่วมบริเวณบ้านเจิ่งนองไปทั่วใต้ถุน I point out to Dad the course of water striking the road, its frothy foam showing its strength. Before long it floods the path, floods the road and runs along the ditches until the area around and under the house is flooded.
พวกผู้ใหญ่ช่วยกันเก็บของไม่ให้เสียหาย The grownups help one another move things to prevent losses.
ส่วนเด็กๆ เล่นสนุกกันใหญ่ จนต้องคอยปราม As for the children, they are having a great time, so much so that they must be admonish­ed.
ฉันลงไปสำรวจข้างล่าง น้ำที่ไหลนองไม่มีท่าจะหยุดหรือบรรเทาลงเลย I go down to survey. The water flooding in gives no indication of levelling or receding at all.
สังเกตเห็นบางอย่างในสระตื้นๆ ข้างบ้าน มันไม่ใช่ขอนไม้ที่พัดพามาตามน้ำ I notice something in the shallow pool by the house. It isn’t a chunk of wood floating in with the water.
พอหันไปอีกทีก็เห็นเป็นจระเข้ ฉันไม่กล้ากระดุกกระดิก When I turn round again I see it’s a croco­dile. I dare not move a muscle.
มีเด็กๆ เล่นอยู่ใกล้ๆ บริเวณนั้น ฉันพยายามไล่พวกเขาออกไปให้ห่าง แต่ไม่บอกอะไร เพราะกลัวว่าจะแตกตื่นแล้วโดนจระเข้าทำร้าย There are children playing nearby. I try to make them go away from there but tell them nothing because I’m afraid they might get panicky and fall prey to the crocodile.
แม่ก็เดินเก็บของอยู่ใกล้ๆ แถวนั้นด้วย Mum walks about collecting things in the same area.
ฉันพยายามเอาหินขว้างไปใกล้ๆ ตัวจระเข้ไม่ให้โดน มันขยับห่างออกไปเล็กน้อย I try to throw stones close to the crocodile so that it leaves her alone. It flails its tail and moves away a little.
แล้วฉันก็รีบขึ้นบันไดไปบอกพ่อ Then I run up the stairs and tell Dad.
แต่แม่เดินเข้าไปใกล้มัน ฉันต้องตะโกนเรียก But Mum walks closer to it. I shout her name in warning.
=
5 5
มีใครบางคนในครอบครัวของฉันตาย ฉันอยู่ในงานศพที่วัด Has someone in my family died? I attend the funeral at the temple.
หรือว่าแม่ตาย แต่ในความรู้สึกเหมือนว่าฉันตายไปแล้ว Or it is Mum who died? But my feeling is I’m the one who’s dead.
หรือว่าพี่สาวตายซ้ำอีกหน Or my big sister has died all over again?
ฉันนั่งฟังพระสวดและพูดคุยกับลูกพี่ลูกน้องวัยเดียวกัน ท่ามกลางบรรยากาศทึมเทาของศาลา I sit listening to the monks chanting and chat with a cousin of about my age in the subdued atmosphere of the pavilion.
แต่ว่าลูกพี่ลูกน้องคนนี้ตายไปหลายปีแล้วไม่ใช่หรือ เขาโดยไฟดูดตายขณะลงไปช็อตปลาในน้ำ But this cousin has been dead for many years, hasn’t he? He electrocuted himself as he was zapping fish in the water.
หลานชายบวชเณรหน้าไฟให้พี่สาว ฉันต้องไปช่วยพระโกนหัวและนุ่งผ้าห่มจีวรให้เณรใหม่ My nephew is being ordained during my sister’s cremation. I must go and help the monks shave the head and dress the newly ordained novice. In English, unless there is a risk of confusion, you talk about your ‘sister’, not your ‘big/little/elder/younger sister’.
ระหว่างนั้น หลานชายกลับเป็นเด็กอีกครั้ง ร่างกายของเขาค่อยๆ หดเล็กลง ถอยกลับสู่ความเป็นเด็ก As this takes place, my nephew becomes a child once again. His body slowly shrinks, retreat­ing into childhood.
ฉันจับทารกขึ้นมาอุ้ม ผ้าจีวรหล่นลงไปกองกับพื้น I take the infant in my arms. The monk’s attire falls to the ground in a heap.
พี่สาวเดินมา หัวเราะ บอกว่าระวังนะ My sister comes by, laughs, tells me to be careful now.
ฉันกลับเอ็นดูหลานยิ่งขึ้น เขาเป็นเด็กหน้าตาน่ารัก เหมือนที่เห็นตอนเล็กๆ นั่นแหละ I’m increasingly taken by my nephew, such a lovely face, just as when he was a child.
เด็กน้อยทำท่าเกร็ง เบะปาก แล้วเบ่ง ขี้ไหลปรืดออกมา The little child stiffens, opens his mouth, then pushes hard. Liquid shit flushes out.
ความตายช่างสวยงามเหมือนเสียงไวโอลินบรรเลงเป็นเพลงธรณีกันแสง Death is so beautiful, like the sound of a violin playing ‘Thorranee Kan Saeng’*. * The theme song of the 1957 Hindi film Mother India.
=
ญาติพี่น้องที่ไม่ได้เจอกันมานานได้ มาชุมนุมกันในงานศพ แต่เมื่อหันไปมองรายรอบ ฉันเห็นแต่ญาติและคนรู้จักที่ตายไปแล้วทั้งนั้น ภาพถ่ายหน้าโลงศพเป็นรูปของฉันตอนอายุ 20 Relatives who haven’t seen one another in a long time meet during the funeral, but when I turn to look around I see only relatives and acquaintances that are already dead. The photograph in front of the coffin is of me at age 20.
ฉันอยากออกไปจากงานศพ ฉันอยากจะกลับบ้าน I want to leave the funeral. I want to go home.
แม่ไปไหน Where is Mum?
คนรักของฉันหายไปไหน Where is the one I love?
ฉันไม่ชอบความตาย ฉันอยากกลับไปทำงาน ทำในสิ่งที่อยากทำ และยังไม่ได้ทำ I don’t like death. I want to go back to work, do what I feel like doing and haven’t done yet.
ฉันไม่ชอบอยู่ในงานศพของคนในครอบครัว ฉันไม่อยากอยู่ในงานศพของตัวเอง ฉันอยากจะกลับบ้าน I don’t like to attend family members’ fu­nerals. I don’t want to attend my own funeral. I want to go home.
ฉันลุกขึ้น ทำท่าจะเดินออก I get up, meaning to leave.
พี่สาวทัดทาน เธอไม่ต้องการให้ฉันไปอย่างไร้มารยาทต่อแขกเหรื่อ และบอกให้รอใครสักคนว่างเพื่อไปส่งฉันด้วยมอเตอร์ไซค์ My sister tries to stop me. She doesn’t want me to be discourteous to the guests by leaving. She tells me to wait until someone can give me a lift by motorcycle.
แต่ฉันไม่ต้องการ ฉันอยากจะกลับบ้านเดี๋ยวนี้ But I don’t want that. I want to go back home now.
เดินไปบนถนนแห่งความโดดเดี่ยวอันยาวไกล เดินไปบนถนนอันเดียวดายของความเป็นมนุษย์ To walk along the unending road of loneli­ness, to walk along the solitary road of the human condition.
=
กลับจากงานศพ เดินไปจนถึงบ้าน บ้านที่รกรุงรัง บ้านที่ตายไปแล้ว ข้าวของผุพังใช้ไม่ได้กองสุมกันอยู่ตามมุมต่างๆ เป็นขยะไร้ค่า Back from the funeral, I walk to the house, a house in a mess, a house already dead, its useless broken things all piled up in corners as worthless refuse.
ฉันตายไปจากโลกนี้แล้วจริงๆ หรือสิ่งเก่าๆ ที่ขังเป็นตะกอนในจิตใจก็เหมือนกับความผุพังของบ้าน วันเวลาผ่านไปก็เก็บแต่เรื่องราวเก่าๆ รกรุงรังอยู่ในความทรงจำ Am I really dead from this world or are the old things confined as sludge in my mind like the state of decay of the house? The time that passes only keeps a mess of memories of old stories.
ความตายคืออะไรกันแน่ คือการหลุดพ้นไปจากสิ่งเหล่านั้น หรือคือการจมหายไปกับซากปรักหักพังของมัน What exactly is death? Is it detachment from those things or is it the sinking of their debris?
ฉันอยากให้ความตายของคนที่ฉันรักเป็นอิสระ เป็นความเบาสบาย ไม่ต้องแบกหนัก ไม่ต้องทุกข์ระทมอีกต่อไป ล่องลอยไปสู่อิสระ และวิญญาณของพวกเขาน่าจะได้พักผ่อน I’d like the death of the ones I love to be free, to be easy, without burden, without torment any longer, a floating towards freedom, so that their souls can rest.
ปล่อยให้วิญญาณของฉันกักขังอยู่ในโลกใบเก่า Let mine be detained in the old world.
=
6 6
ตอนเช้ามืดฉันออกจากบ้านมาตลาดเช้า หนังกลางแปลงโต้รุ่งฉายหนังจีนกำลังภายในถึงตอนใกล้จบ แข่งกับท้องฟ้าที่เริ่มสว่างจนเห็นเงาบนจอไม่ชัด Before dawn I leave the house to go to the morning market. An all-night open-air cinema showing a Chinese inner force movie is about to end, competing with the sky which is beginning to light up so that the shapes on the screen are dim.
มีของขายเต็มถนนไปหมดเรียงเป็น 3 แถว เว้นทางเดิน 2 ช่อง แม่ค้าล้วนคุ้นหน้า เห็นมาตั้งแต่เด็ก There are three rows of goods for sale along the road, with two lanes to walk by. All of the women sellers are familiar faces. I’ve seen them since I was a child.
มารอเจอแม่อยู่หน้าร้านปาท่องโก๋ เห็นแม่จูงจักรยานคันเก่าเดินซื้อกับข้าวใส่ตะกร้าหน้ารถจนแน่น มีฉันตอนเป็นเด็กนั่งซ้อนท้าย มือหิ้วโอวัลตินร้อนในกระป๋องนม I come and wait and meet Mum in front of the pa-thongko* shop. I see her pushing an old bicycle as she walks and buys food- stuffs she crams into the front basket. There is me as a child sitting astride at the back, holding hot Ovaltine in a milk can. * Fried popover
ตั้งใจว่าจะมาช่วยแม่เดินซื้อของ แต่ก็ไม่ได้ทำอย่างนั้น I mean to help Mum with the shopping but I don’t do that.
แล้วทำไมจึงนึกถึงที่นั่นซ้ำๆ Then why do I keep thinking about that place?
=
ที่นั่นกลายเป็นเมืองใหญ่ มีสะพานข้ามสี่แยก และมีห้างสรรพสินค้าใหญ่โต That place has become a big city, with a bridge over the intersection and a large department store.
มีทางเดินแปลกตา ไม่เคยเห็นมาก่อน เจาะกำแพงใหม่เป็นประตูเข้าวัด ประดับประดาอย่างอลังการ A walkway I’ve never seen before goes through a new wall as a gate to the temple, sumptuously decorated.
เดินเข้าไปเห็นคนมากมาย จอดรถเป็นทิวแถว และพากันหิ้วปิ่นโตเข้าไปในศาลาการเปรียญ As I walk inside I see a great many people. They park their cars in row after row and, carrying pintos*, enter the sermon hall. * Pinto or food carrier
ฉันเดินสำรวจไปเรื่อย เคยมาเดินบ่อยครั้งตอนเป็นเด็ก นึกไม่ถึงว่าหลังวัดจะอลังการขนาดนั้น สร้างภูเขาจำลองและทะเลสาบ เป็นผลงานของเจ้าอาวาสและนักการเมืองระดับชาติ I walk around observing. I came here often when I was a child. I never would have thought the back of the temple could be so resplendent, with the cre­ation of a mock-up mountain and lake. It’s the work of the abbot and a national-level politician.
อาคารเรียนหลังใหญ่มาก เป็นตึกสูง 6 ชั้น มี 3 อาคารติดต่อกัน ป้ายโรงเรียนใหญ่โตอย่างกับศาลากลางจังหวัด The school buildings are enormous, six-floor-high, three in a row. The school sign is as big as the one at the provincial government house.
ภายในภูเขาจำลองเป็นอาคารพาณิชย์เปิดพื้นที่ให้เช่าทำการค้า ชั้นใต้ดินของภูเขาเป็นที่จอดรถ Inside the mock-up mountain, there are com­mer­cial buildings with spaces to rent for trading pur­poses. The underground floors of the mount­ain are car parks. ‘Floors’ rather than ‘floor’, right or wrong, to emphasise the (grotesque) hugeness of the undertaking.
เคาะผนังถ้ำจำลอง มันกลวงๆ เหมือนทำด้วยไฟเบอร์กลาส I knock on the wall of the mock-up cavern. It sounds hollow as if made of fibreglass.
เจอพระที่เคยเป็นเพื่อนกันตอนเรียนชั้นประถม เขารู้จักฉัน แต่ฉันนึกชื่อเขาไม่ออก I meet a monk I was friends with in elementary school. He recognises me but I can’t remember his name.
เขาพาฉันเดินไปด้านหลัง เห็นทะเลสาบกว้างใหญ่ เดินไปจนสุดที่ขังสัตว์ ม้า วัว และแกะ He takes me to the back. I see a wide lake, walk to one end where animals are kept, horses, cows and sheep.
ม้าตัวหนึ่งทำท่าประหลาดๆ ใส่เรา ทำให้รู้สึกประดักประเดิด One horse seems to object to our presence, which is disconcerting.
พระเพื่อนหายเข้าไปในกุฏิ ฉันมองทะเลสาบ ลึกลับ กว้างไกล น้ำใส เห็นตลิ่งสูงชัน My friend disappears into a monk’s cell. I look at the lake – mysterious, vast, with clear water and steep banks.
พอพระเพื่อนออกมา ฉันเลยถามว่าขุดทะเลสาบขึ้นมาทำภูเขาใช่ไหม When my friend the monk comes out I ask him if the lake was dug to build the mountain.
เขาภูมิใจ He looks proud. Rather than ‘He is proud’.
เราเดินออกมา เขาต้องนำกุญแจไปเปิดห้องเก็บของที่ศาลาการเปรียญ และถามฉันว่าไม่ได้มาทำบุญหรือ We walk out. He must get the key to open the junk room in the sermon hall and asks me if I didn’t come to make merit.
ฉันรู้สึกอ้างว้าง I feel forlorn.
ตอนลาจากกัน ฉันเพิ่งนึกออกว่าเขาชื่อมานะ It’s only when we part that I remember his name is Marna.
=
สนามหญ้าของโรงเรียนเคยมีนักฟุต-บอลชื่อมานะมาซ้อมเตะฟุตบอลอัดกำแพงที่ทาสีเป็นเป้าประตูเป็นประจำ The field at school used to have a footballer named Marna who often trained by kicking the ball against the goal painted on one wall.
วันนี้ฟ้าอุ้มฝน ไม่มีใครที่สนาม Today the sky feels like rain. There’s no one on the green. ฟ้าอุ้มฝน: ‘the sky hugs rain’, lovely expression, alas untranslatable as such.
ฉันไม่ได้เล่นฟุตบอลมานานเท่าไรแล้ว มานะก็คงไม่ได้เล่นเลย เพราะเป็นพระ How long has it been since I last played football? Marna isn’t playing either, because he’s a monk. Alternative translation: ‘It’s been a long time since I last played football.’
สักพักก็มีเด็กๆ ในชุดกีฬามาที่สนาม After a while, children in sports gear come out on the green.
เด็กๆ มาซ้อมฟุตบอลเหมือนเคย They’ve come for a football training session as always.
. . .
‘Barn Khong Khwamtai’ in Chor Karrakeit 55, January-March 2011
‘Rueang-yoo’ is a pen name
of Wachira Thongkhem,
also known in his literary criticism
as Supharp Phimchon.
.

In the night of old age – Atsiri Thammachoat

ในค่ำคืน
ของความชรา

In the night
of old age

Bangkok-Buddha_Telegraph Bangkok-Buddha_Telegraph

อัศศิริ ธรรมโชติ

USSIRI DHAMMACHOTI

Pronounced ‘at.si.ri tham.ma.choat’
TRANSLATOR’S KITCHEN
.
เมื่อแก่ตัวลงมากและรู้สึกว่าความตายใกล้เข้ามา เขาเฝ้าคิดอยู่แต่เรื่องความตายกับความฝัน Now that he is very old and feels that death is approaching, he thinks only of death and dreaming.
เขาเคยมีพ่อแม่ มีญาติผู้ใหญ่ มีครอบครัว มีคนรัก แต่ก็หายไปหมดแล้ว คงเหลือแต่เขาเท่านั้นที่ได้แต่นั่งซึมซับเฝ้านึกถึงกลิ่นอายอันอบอุ่นที่ครั้งหนึ่งเคยมีอยู่ภายในบ้านหลังนี้ และในทุกครั้งที่รู้สึกเดียวดาย เขาก็อดถามไม่ได้ว่า ผู้คนเหล่านี้ไปอยู่เสียที่ไหนหนอ He once had parents, senior relatives, a family, a woman he loved, but they have all disappear­ed, leaving behind only him who sits listlessly recalling the atmo- sphere of warmth that once pervaded this house, and every time he feels lonely he can’t help asking himself where all these people have gone. How to translate มีคนรัก? Singular or plural? If singular, ‘a person’, ‘a woman’ or ‘a man’? The clue comes eight paragraphs down (เธออันเป็นที่รัก). He is obviously thinking about his life companion, his wife.
พวกเขาเหล่านี้หายไปกับความตาย แต่เมื่อความตายไม่ได้หายไปไหน พวกเขาก็น่าจะอยู่ที่ตรงไหนสักแห่ง They have disappeared in death, but as death hasn’t gone any- where, they should still be around some­where.
ความตายเป็นเพียงแค่คำจำกัดความของชีวิตหรือว่าเป็นสถานที่ เช่นเดียวกับความฝันเป็นรูปธรรมหรือว่านามธรรมกันแน่ อย่างเช่นเมื่อคืนที่ผ่านมาเขาฝันเห็นพ่อยังหนุ่มฟ้อแต่งตัวหล่อ ผูกเนคไท มีผมดำมันหวีเรียบแปล้ และหน้าตาสดใส ทั้งที่ก่อนตายเขาเห็นพ่อแก่ หัวล้าน และหน้าตาหมองเศร้าเพราะเจ็บป่วย พ่อดูดีมีสุขขึ้นอย่างน้อยก็ในความฝัน และยิ่งเมื่อได้ยินพ่อถามเขาขึ้นว่า “เมื่อไรจะได้เจอกันเสียทีเล่าลูก เจ้าดูทุกข์โศกเหลือเกิน” เขาก็ยิ่งแน่ใจว่า พ่อมีสุขอยู่ในฝัน ไม่แก่เฒ่า ไม่เจ็บปวด Is death the only meaning of life or is it a place? Same with dreams: are they abstract or concrete? For instance, last night he dreamt he saw his father as a dashing young man, smartly dressed, wearing a tie. His glossy hair was combed flat and his face was radiant, even though before his death he had seen his father old, bald, and gloomy be­cause he was in pain. His father look­ed contented at least in the dream, and when he heard him asking ‘When will we finally meet, son? You look so distressed!’ he was even more convinced that his father was happy in the dream, wasn’t old, wasn’t in pain. อย่างเช่น: ‘for instance’ and ‘for example’ are interchangeable in almost all cases; the use of one or the other is a matter of personal preference and sense of euphony.
ดังนั้นเมื่อเขาตื่นขึ้นจึงได้แต่ภาวนากับตัวเองว่า “ขอให้ความตายสบายเหมือนกับความฝันเถิด” Therefore, when he woke up he only wished to himself, ‘May death be as cosy as in the dream.’
คืนนี้เขาก็ตื่นขึ้นมานอนตาสว่างอยู่ในความมืดเหมือนเคย ตั้งแต่แก่ตัวมานี้เขาเข้านอนแต่หัวค่ำและตื่นมาในตอนดึกเกือบทุกครั้ง ไม่กล้าแม้แต่จะเหลือบมองนาฬิกาที่แขวนไว้หน้าเตียงว่าเป็นเวลากี่โมงแล้ว ตีสามหรือตีสี่ ในขณะที่รู้ดีว่าขืนนอนต่อไปจนถึงฟ้าสว่างก็ไม่อาจข่มตาให้หลับลงได้อีก คนแก่หลับได้เท่านี้ก็เต็มตาเต็มอิ่มแล้ว ไม่ได้รู้สึกทรมานหรือว่าอ่อนเพลียแต่อย่างใด เขาจึงเปิดไฟลุกขึ้นจากเตียงนอนมานั่งลงที่โต๊ะเขียนหนังสือเหมือนที่ตื่นมาทุกครั้ง Tonight, he wakes up and lies eyes wide open in the dark as usual. Since he has grown old, he goes to bed at nightfall and wakes up in the middle of the night almost every time, doesn’t even dare to glance at the clock hung in front of his bed to know what time it is, three or four in the morning, while knowing that if he remains in bed until dawn this won’t force his eyes to close in sleep again. Sleeping only this much is more than enough for old people. He doesn’t feel tormented or weak in any way, so he turns on the light, gets up from the bed and goes and sits at his writing desk as he does every time he wakes up. Too bad that the contrast of ตาสว่าง…ในความมืด cannot be duplicated in English: ‘eyes bright in the dark’ would sound a little odd, a little fanciful here. Hence, ‘eyes wide open’.Sometimes, as in ‘Sleeping only…’, inverting the order of terms in a sentence is required by the language itself.
เขาเหลือบมองนาฬิกาเวลาใกล้ตีสี่ ขณะนั่งนิ่งอดสงสัยอีกไม่ได้ว่า โชคดีหรือร้ายกันแน่ที่ยังคงมีชีวิตอยู่ ชีวิตกับความตายและความฝัน ระยะหลังมานี้เขาครุ่นคิดถึงเรื่องนี้บ่อยครั้ง อาจจะเป็นเพราะความแก่เฒ่าที่เริ่มจะแยกไม่ออกแล้วว่าการมีชีวิตอยู่กับความตายและความฝัน เหมือนและแตกต่างกันอย่างไร He casts a glance at the clock around four in the morning. As he sits still he can’t help wond­ering again whether it’s good or bad for him to still be alive. Life and death and dreaming: lately he mulls over this often, maybe because old age makes him increasingly unable to distinguish the similarities and dif­ferences between being alive, dead and dreaming. There are many ways to translate ครุ่นคิด: to be thoughtful, ponder, contemplate, brood (over/upon), mull (over). ‘To brood’ is more unhappy a mental activity than ‘to mull’, which implies repetition and deep thinking rather than despair and rancour.
ความร้อนอบอ้าวนิ่งและเงียบอยู่ในความมืดภายนอก เขามองผ่านมุ้งลวดของหน้าต่างกระจกที่เปิดกว้างออกไป พลางคิดว่า อีกไม่นานฟ้าก็จะสว่างแล้ว ความตายคือความมืดลึกลับหรือ ไม่น่าจะใช่ คำว่ารุ่งอรุณแห่งความตายน่าจะหมายถึงความสว่าง เช่นเดียวกับความฝันที่มีแสงสว่างอยู่เสมอ ความฝันไม่ใช่ความมืด ไม่อย่างนั้นเราจะได้เห็นตัวเราหรือว่าคนอื่นๆ ปรากฏอยู่ในฝันหรือ Sweltering heat hangs still and silent in the outside darkness. He looks through the mosquito net of the wide open window while thinking that before long the sky will lighten. Is death a mysterious dark­ness? It shouldn’t be. The ex­pression ‘the dawning of death’ should mean brightness, the same as dreams which are always bright. Dreams are not darkness. Other­wise how could we see ourselves or others in dreams?
เมื่อคืนที่ผ่านมา อีกภาพหนึ่งของความฝันเขาเป็นเพียงเด็กตัวเล็กที่แม่อุ้มไว้ในวงแขนและมีพ่อที่เป็นหนุ่มแต่งตัวหล่อยืนยิ้มอยู่ข้างๆ แม่ก็อยู่ในวัยสาวเช่นเดียวกับพ่อที่เป็นหนุ่ม ทั้งที่ 10 ปีก่อนตายเขาเห็นแม่แก่เฒ่าทุกข์ทรมานเจ็บปวดอยู่กับโรคร้ายหลายอย่าง ทั้งแม่และพ่อในฝัน ทั้งคู่ต่างสดใส สว่าง และสงบอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน ความตายก็คงจะคล้ายกับความฝัน คือสว่างและสงบ นึกถึงตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกและสัมผัสได้ถึงความรักเอื้ออาทรอันอบอุ่นทั้งปวง ขณะที่เป็นเด็กนอนนิ่งอยู่ในวงแขนของแม่ Last night, in another sequence of the dream, he was merely a small child his mother held in her arms and there was his father as a dashing young man who stood smiling beside them. His mother was young also, as young as her husband, even though ten years before she died he had seen her very old and tormented by pain from several ailments. Both his father and mother in the dream were cheerful, radiant and at peace as he had never seen them. Death must be like dreams, that is, radiant and peace­ful. Thinking about it now, he begins to feel and experience the all-encompassing, warm, caring love a child feels in his mother’s em­brace. One thing that needs watching all the time in translating Thai is tenses, which may be simply implied in Thai but must be specified in English. Hence the shift here, as previously in this story, from present to past tense.
ช่วงสุข สว่าง และสงบ ไม่มีที่ใดเหมือนอีกแล้ว So happy, bright and peaceful no place can later compare to it.
วันคืนผ่านไปบนม้าไม้ที่ควบเล่น ชั่วเวลาไม่นานเขาก็ได้พบกับเธออันเป็นที่รัก กำลังยืนยิ้มแก้มยุ้ยอยู่ตรงหน้าเขาในฝัน เธอที่รักของเขาอยู่กับเรือนร่างวันสาวที่เปี่ยมสุข ทั้งที่เมื่อใกล้ตายเธอทั้งผมหงอก ฟันหัก และได้พยายามอย่างโศกเศร้าเป็นอย่างยิ่ง เพื่อที่จะหนีไปให้พ้นจากโรคภัยทั้งหลายที่เกาะกินตัวเธออยู่ในขณะนั้น แต่ในความฝันเธอยังคงรูปที่ทั้งสาวทั้งสวยอยู่ นึกถึงตอนนี้ เขาได้กลิ่นอันหอมหวานของพวกมาลัยดอกไม้ในวันแต่งงานลอยวนอยู่รอบๆ Time passed riding a banana- bole horse, but it wasn’t long before he met the one who was to be the love of his life and who stood smiling with chubby cheeks in front of him in the dream. The love of his life had the body of a young woman brimming with happiness, even though when she was near death she had grey hair, broken teeth and tried most heartbreak­ingly to be rid of the various ailments that were eating her up at the time. But in the dream she was still young and pretty. Thinking about it now, he feels the sweet fragrance of the flower garlands on their wedding day floating around.
ความตายกับความฝันน่าจะทำให้พ่อแม่และเธอของเขาก้าวเข้าสู่ความสงบ ได้พบกับแสงสว่างและมีชีวิตอยู่เป็นอมตะไม่ต่างกัน ได้กลับไปเป็นหนุ่มสาวและไร้ความเจ็บปวดเศร้าโศกใดๆอีก เขาจึงค่อนข้างแน่ใจว่า ความตายกับความฝันเต็มไปด้วยแสงสว่าง มีแต่สุขและสงบ Death and dreams should make his parents and wife step into peacefulness, find light and live in immortality equally, return to being young and devoid of any pain or sorrow. So he is fairly certain that death and dreams are full of light, offering only happiness and peace.
ทีวีตั้งอยู่บนหลังตู้หน้าโต๊ะเขียนหนังสือห่างออกไปแค่มือเอื้อม ทีวีไม่ใช่เพื่อนที่ดีของคน ไม่ว่าจะในเวลาไหนและอยู่ในวัยใด สำหรับเขาแล้ว ทีวีมีเอาไว้เพื่อคนจนตรอกที่ยังไม่รู้ว่าจะไปทางไหนได้ ตัวเขาเองก็เช่นกัน เวลานี้ได้แต่นั่งนิ่งอยู่ในความเงียบ เขาจึงเปิดทีวี แสงสว่างหน้าจอก็พลันบังเกิดขึ้นพร้อมกับรูปเงาและสีเสียงที่ตามมา The TV set is placed on a cupboard in front of his writing desk, at arm’s length. Television is no good friend to people of whatever age at what­ever time. For him, television is for corner­ed people who still don’t know which way to go. It’s the same for him. Now he only sits still in the silence, so he switches the TV on. The screen turns bright and images and sound follow.
. . .
…ไฟกำลังลุกไหม้ลามเลียตึกสูงตัวอาคารหลายแห่ง ที่ตั้งอยู่ในย่านธุรกิจใจกลางของเมืองหลวง โดยมีรถดับเพลิงที่ได้แต่ส่งเสียงโหยหวนอยู่อีกฟากหนึ่งของถนน ทหารถือปืนกลุ่มหนึ่งกำลังพากันหมอบหลบอยู่ข้างรถดับเพลิง ในท่ามกลางควันไฟมืดดำที่แลเห็นได้จากแสงเพลิงจับท้องฟ้า เสียงระเบิด เสียงปืนในคืนอันสงัดดังทะลุตู้ทีวีออกมา พร้อมกับเสียงพากย์บรรยายของคนรายงานข่าว ที่บอกอย่างตระหนกตกตื่นว่า นี่คือการถ่ายทอดสดอันเป็นสถานการณ์ปัจจุบันที่กำลังเกิดขึ้น โดยฝีมือของกลุ่มชนที่บ้าคลั่งกำลังก่อการจลาจลเผาบ้านเผาเมือง ในขณะเดียวกัน มีกองกำลังลึกลับไม่ทราบว่าฝ่ายไหนก็กำลังพยายามขัดขวางเจ้าหน้าที่ผู้ที่จะเข้าไปปฏิบัติงาน การปะทะต่อสู้กันจึงได้เกิดขึ้นอย่างที่เห็นอยู่นี้ มีเสียงปืนและระเบิดดังขึ้นอย่างต่อเนื่องมานานนับชั่วโมงแล้ว …Fires are burning several tall buildings in a business district in the heart of the capital, with fire engines merely howling from across the road. A group of weapon-wielding soldiers go and crouch behind the fire engines while black smoke visible in the glare of the fires eats up the sky. Explosions and gunshots in the quiet night burst out of the TV set along with the startled voice of the newscaster saying that this is live reporting of the situation as it un­folds, the handiwork of a group of people madly bent on rioting by burn­ing down the city. At the same time a mysteri­ous armed group of unknown allegiance is trying to prevent the authorities from per­form­ing their duties, which has led to the clashes as can be seen now. Gunshots and explosions have been heard continuously for hours. Singular or plural is another headache for the translator of Thai, who must act on deductions: since there are ‘several tall buildings’ there are fires and fire engines, rather than one fire and one fire engine. But that group of soldiers may well be taking shelter behind a single fire engine…
ภาพรถพยาบาลลำเลียงผู้บาดเจ็บกำลังวิ่งขวักไขว่ เสียตื่นตระหนกบอกว่า คนที่ตายและบาดเจ็บมีทั้งพลเรือนและทหาร Ambulances transporting the wounded are seen driving helter-skelter. The panicky voice says that the dead and wounded are both civilians and soldiers. Here I assume that ‘the panicky voice’ is that of the announcer, rather than panicky voices from the soundtrack.
ภาพศาลากลางจังหวัดในพื้นที่หลายแห่งก็กำลังถูกเผา ภาพเลื่อนไปหลายที่ เห็นอาคารทรงไทยหลายแห่งพวยพุ่งด้วยควันดำ เปลวไฟแดงฉานปะทุเป็นประกายอยู่กับท้องฟ้ายามดึก Provincial halls in several places are seen being set on fire, one scene after another. Thai-style buildings in several places are seen vomiting black smoke. Bright red flames throw blasts of sparks into the night sky. ภาพ: image, picture, scene, vision – or none of the above: the passive voice (‘are seen’) can also do the trick.
รายงานข่าวและภาพยังได้ย้อนความกลับไปว่า นับตั้งแต่รัฐบาลได้ตัดสินใจใช้กำลังทหารเข้ากระชับพื้นที่โอบล้อมผู้ชุมนุมตั้งแต่ตีสามของเมื่อคืนที่ผ่านมาได้เกิดการปะทะกันขึ้นมาจนถึงขณะนี้ มีคนตายและบาดเจ็บแล้วเป็นจำนวนมาก มีทั้งเจ้าหน้าที่ ผู้ชุมนุม และชาวบ้านทั่วไปที่เคราะห์ร้ายถูกลูกหลง Flashback of news reports and pictures: since the government decided to use military force to recover the area around the demonstrators as of 3am last night, there have been clashes up until now. There are many dead and wounded, offi­cials, demonstrators, and unfortunate ordina­ry citizens caught by stray bullets. ชาวบ้านทั่วไป: folks, common folk, local people, villagers – or ‘ordinary citizens’, since this is happening in the heart of Bangkok.
ภาพรถหุ้มเกราะคันหนึ่งกำลังทลายรั้วไม้ไผ่แหลมและภูเขายางรถยนต์อันเป็นแนวกั้นของผู้ชุมนุมทั่วไป เห็นธงสีแดงที่ปักไว้คู่กับธงชาติค่อยๆเอนล้มลงมาก่อนหายไปจากจอ กลุ่มผู้ชุมนุมกำลังถอยร่นหนี ขณะที่ทหารกลุ่มหนึ่งที่มากับรถหุ้มเกราะเดินดาหน้าเข้าไปพร้อมกับยิงปืนขู่ไล่ในท่ามกลางควัน ระเบิด และเสียงปืนตอบโต้ Scene of an armoured car des­troying the fence of sharp bamboo sticks and mountains of tyres pro- tecting the demonstrators; red flags fluttering along national flags are seen slowly collapsing before dis- appearing from the screen. A group of demon­strators retreats in haste as soldiers who have come with the armoured vehicles advance as a body shooting all the way to make them flee amidst the smoke, the explosions and gunshots from both sides. .
ที่ถนนสายหนึ่งมีคนตายอยู่บนทางเท้า เห็นลูกกระสุนปืนกระจายตกเกลื่อนอยู่ข้างตัว ห่างออกไปมีถังแก๊สตั้งอยู่ข้างกองยางที่ถูกเผา เห็นแต่ควันสีขาวที่ยังคงลอยอ้อยอิ่งอยู่กับพื้นถนน มีรถเมล์คันหนึ่งกำลังถูกไฟเผาไหม้อยู่ห่างออกไปอีก ภาพทำให้เห็นว่าตลอดทั้งสายของถนนนี้ว่างโล่งเหมือนไร้สิ่งมีชีวิตอยู่ On one road there is a dead man on the pavement. A scattering of cartridges is visible around the body. At a distance a gas tank is placed next to a burning pile of tyres. There is only white smoke to be seen still floating on the surface of the road. Further away a bus is being set afire. The pictures show that the whole stretch of road is deserted as if devoid of any living thing.
มีการประทะต่อสู้กันอยู่ตามจุดต่างๆ ทั้งที่ข้างถนน ตามสี่แยก ซอกมุกตึก และตรอกซอย สู้กันด้วยสารพัดอาวุธสงครามทั้งที่บนทางด่วนและใต้ทางรถไฟลอยฟ้า ภาพตู้โทรศัพท์และตู้กดเงินหลายแห่งถูกทุบทำลาย และตามมาด้วยภาพของการปล้นสะดมฉกชิงข้าวของต่างๆจากอาคารร้านค้าที่กำลังถูกไฟเผาไหม้ ในขณะที่ภาพชาวบ้านทั้งหลายจากทีวีที่เขาเห็นไม่พากันวิ่งหนีด้วยความตกใจตื่นกลัว ก็ได้แต่หลบซ่อนซุกตัวอยู่ภายในบ้าน สุ้มเสียงอันตื่นตระหนกของผู้รายงานและบรรยายภาพข่าวของเหตุการณ์เหล่านี้ได้สรุปในตอนท้ายว่า นี่คือสงครามกลางเมืองและการก่อจลาจลที่เป็นมิคสัญญี… There is fighting going on at various points, along roadsides, at intersections, at the corners of build­ings and in streets and lanes, fighting with a variety of war weapons on the Express­way as well as under the Skytrain track. Scenes of telephone booths and ATMs being vandal­ised, followed by scenes of looting of various goods from the commercial buildings on fire. At the same time, the pictures of ordinary people that he sees on television do not show them fleeing in panic but huddling inside their houses. The panicky voice of the reporter com­menting on these events summarises in the end that this is a civil war and rioting is a calamity.
โอ้ กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร เวลาตีสี่จากหน้าจอทีวีที่เขาเห็นในคืนนี้ ใกล้จะเป็นเมืองร้างที่มีแต่เปลวไฟ เศษขยะ และรอยเลือด Oh! The City of Angels, the immortal celest­ial abode, at 4am from the pictures he can see on the TV screen, has become a deserted city with nothing but flames, rubbish and blood trails.
. . .
เขาคิดถึงคำว่า รุ่งอรุณแห่งความตาย แต่ว่ามืดหรือสว่างเขาไม่รู้แล้ว โลกและชีวิตจริงที่กำลังดำเนินไปผ่านทางหน้าจอทีวีอย่างคืนนี้เป็นเรื่องที่เขารับรู้มานานแล้ว และพยายามที่จะอธิบายได้ด้วยความคิดของคนแก่อย่างเขาที่ขณะนี้เอาแต่หมกมุ่นครุ่นคิดอยู่กับเรื่องของความตายความฝันว่าชีวิตกับความจริงแตกต่างออกไปจากความฝันและความตาย ก็คงเป็นเพราะว่ามันมีทั้งมืดและสว่าง He thinks of the expression ‘the dawning of death’ but whether dark or bright he doesn’t know any longer. The world and real life displayed on TV tonight is some­thing he has known for a long time and tried to explain with the think­ing of an old man like him who these days does nothing but brood over death and dreams: that life and reality differ from dreams and death may be because they have both darkness and light.
คือในความสว่างมีความมืดซ่อนอยู่ ในขณะที่ความมืดก็สามารถค้นหาแสงสว่างได้พบแม้ว่าในบางครั้งมันจะอยู่ไกลถึงที่ปลายอุโมงค์หรือว่าขอบฟ้าก็ตาม ความขัด-แย้งและการต่อสู้ปะทะกันถึงได้เกิดขึ้นทั้งกลางคืนและกลางวันมานานร่วม 2 เดือนแล้ว มาถึงตอนนี้เขารู้สึกขำอย่างข่มขื่น ขณะที่เสียงปืนยังดังทะลุลอดจอทีวีออกมาอยู่ไม่ขาด That is, in light darkness is hidden, just as darkness is able to find light, even if at times it is as far as the end of a tunnel or over the horizon. Disagreements and clashes have thus happened at night as well as in the daytime in the past two months. At this point he feels bitter­ly amused while gunshots still pierce the television screen without surcease.
แต่จะอย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่เรื่อง ไม่ใช่โลก และชีวิตที่คนวัยอย่างเขาผู้ปรารถนาเฉพาะแต่ความสุข ความสว่าง และความสงบจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย อีกทั้งหัวใจของเขาก็อ่อนแอเกินไปเสียแล้วที่จะมานั่งดูความเป็นจริงอันโหดร้ายของชีวิตเช่นนี้ได้ มาถึงตอนนี้เขาได้ยินเสียงหมอเตือน ดังแว่วขึ้นมาว่า “วัยนี้แล้ว ลุงควรระวังเรื่องโรค หัวใจกับเบาหวานเอาไว้ให้ดี ตอนนี้ลุงเป็นโรคความดันโลหิตสูง อีกสองโรคจะตามมา ทำตัวสบายๆนะลุง อย่าเครียด อย่าคิดมาก” But in any case this has nothing to offer, this isn’t a world and a life for a man of his age who pines only for happiness, light and peace to get involved in. Besides, his heart is too weak now to sit watching the horrible reality of life like this. At this point he hears the voice of his doctor saying, ‘At your age you should be very careful about heart failure and diabetes. You suffer now from high blood pressure, and the other two might follow. Take things easy, uncle. Don’t be tense. Don’t think too much.’
แม้จะเชื่ออย่างค่อนข้างแน่ว่า ในความตายมีแสงสว่างและความสุขรอรับเขาอยู่ เหมือนกับพ่อ แม่ เมีย ที่ปรากฏในฝัน แต่เมื่อเริ่มรู้สึกว่าชักจะหน้ามืด เวียนหัว หัวใจสั่น เขาจึงค่อยๆยกรีโมตขึ้นแล้วกดปุ่มให้แสงสว่างตรงหน้าจอทีวีดับมืดลงและเงียบ Although he is fairly certain that in death there is light and happiness waiting to receive him like his father, his mother and his wife who appear in his dreams, as he begins to feel dizzy and his heart races he slowly raises the remote and pushes the button for the TV screen to turn dark and silent.
เป็นอีกค่ำคืนหนึ่งของความชราที่หัวใจอ่อนแอของเขาสะอื้นไห้ขื่นขมและรันทดหนัก รู้สึกได้ถึงกลิ่นเลือดและความตายที่แผ่ซ่านเข้ามาว่ายวนอยู่ภายในบ้าน เขาไม่อาจทนรับความจริงอันโหดร้ายของโลกและชีวิตเช่นนี้ได้อีกต่อไปแล้ว นอกจากภพหน้าฟ้าใหม่ ขอดวงวิญญาณทั้งหลายจงเข้าสู่ภพของความตายด้วยความสว่าง ความสงบ และเป็นสุขเถิด จงมีชีวิตเป็นอมตะ คงความเป็นหนุ่มเป็นสาว ไม่แก่เฒ่า และไม่เจ็บปวดทุกข์ทรมานอยู่ในภพแห่งความฝันตามที่เขาเชื่อเถิด This is another night in old age when his weak heart sobs to utter embitterment and dis­tress. He can feel the smell of blood and death spreading and hovering around inside the house. He may not bear facing the horrid truth of a world and a life like these much longer, only the new sky of a next world. May all souls enter the world of death with light, peace and hap­piness for an immortal life as men and women in their prime, not old, not in pain or in torment, as in the world of dreams he believes in!
วิญญาณทั้งหลายเอ๋ย… จงสุข สว่างและสงบ เหมือนทารกนอนหลับอยู่ในอ้อมแขนของมารดาผู้อ่อนโยนเถิด ไม่มีที่ใดเหมือนอีกแล้ว O souls, be happy, bright and in peace, like infants sleeping in their gentle mother’s arms, a place never to be found again!
แม้จะเชื่อว่าความตาย คือความสว่าง ความสงบ และความสุข เช่นเดียวกับความฝัน แต่ถึงกระนั้นคนแก่อย่างเขาก็ยังไม่อยากตายไปจากโลกนี้ และคิดว่าการได้หลบซ่อนอยู่กับความฝันอย่างที่เคยมานั้น ถึงอย่างไรก็ยังดีกว่าการได้พบเผชิญกับความตายอยู่ดี Even though he believes that death is light, peace and hap- piness, in the same manner as dreams, for all that an old man like him still doesn’t want to leave this world and thinks that retreating into dreams as he does is in any case better than facing death.
ขณะฟ้าสาง เขาเฝ้ารอค่ำคืนที่จะได้หลับฝันครั้งต่อไปอีก อย่างไม่ยอมรับว่ากลิ่นของความตายยังคงว่าย วนอยู่รอบๆ ตัวเขา และมีเสียงคร่ำครวญ… When the day breaks, he waits for nightfall when he can dream once again, as he doesn’t want to admit that the smell of death still hovers around him and its voice is lamenting… และมีเสียงคร่ำครวญ: ‘and its voice is lamenting’ or ‘amidst lamentations’?
. . .
‘Nai Khamkhuen Khong Khwamchara’
in Chor Karrakeit 55, 2011
Born in 1947, National Artist Ussiri Dhammachoti (pr. at.si.ri tham.ma.choat) is a former journalist and a lifelong writer of short stories. He received the SEA Write Award in 1981 for one of his collections, Kuntong…you will return at dawn. .