Tag Archives: กันต์ธร อักษรนำ

Ceasefire – Kanthorn Aksornnam

This naughty tale by Ms Anais Nam is contraindicated for the straight-laced, the under-aged and the clean old men. I’m sure it’s in no way autobiographical and it has no bearing on actual happenings in the Land of the Free: the story harks back to ancient India and the setting is obviously Indonesia, the land of kretek. MB

พักรบ

CEASEFIRE*

2women 2women

กันต์ธร อักษรนำ

Kanthorn Aksornnam

TRANSLATOR’S KITCHEN

*แรงดาลใจและที่มาของเรื่องเล่าจากเรื่อง
“ไม่มีเวลาสำหรับการทะเลาะ” จาก “โลกียนิยาย”
แปลโดย ปรีชา ช่อปทุมมา (พิมพ์ครั้งแรก
ธันวาคม 2523: สำนักพิมพ์ต้นหมาก)

* Story inspired by ‘No time to quarrel’,
one story in the collection Lokiyaniyai
(Lewd tales) translated by Preecha Chorpathumma, published by Ton Mak in 1980.

ดูเหมือนว่าหญิงสาวทั้งสองคนจะพร้อมใจกันเห็นกรีฑาเป็นอากาศธาตุ หลังจากศึกสงครามตั้งแต่เย็นวานสงบลง เมื่อเสียงนกดุเหว่าเริ่มขับขาน จากนั้นสายฝนก็โปรยปรายลงมาอย่างไม่คาดฝัน หนักหน่วงราวกับต้องการลบล้างเรื่องราวต่างๆ บนพื้นโลกให้หมดสิ้น ขณะที่หญ้าวัยเยาว์กำลังแทงยอดอ่อนๆ ขึ้นมาจากผืนดิน ส่งกลิ่นหอมไปทั่วท้องทุ่ง It seemed the two girls agreed to see Krita as thin air, now that the war fought since last evening had quietened down when the blackbird began to sing. After that the rain unexpectedly came pelting down as if meaning to erase everything from the surface of the earth, while youthful grass sprouted up, exhaling a heady fragrance all over the fields.
กรีฑายังคงหลับใหลบนสมรภูมิสีขาวอันไร้ขอบเขต ขณะที่หญิงสาวเริ่มต้นพูดคุยกันถึงเรื่องราวระทึกใจ กลิ่นบุหรี่กานพลูอบอวลไปทั่วห้อง พวกใบไม้นอกหน้าต่างกระจกพากันสั่นสะทกไปกับแรงกระทบจากน้ำ ดูเหมือนว่าสภาพอากาศและธรรมชาติรอบกายจะพากันสะทกสะท้านไปกับเรื่องราวอันน่าอภิรมย์ที่เพิ่งจบลง… Krita was still sleeping on the white battlefield without borders while the girls began to chat about what excited them. The smell of clove cigarette pervaded the room. The leaves beyond the window panes shook under the lashing of raindrops. It looked as though the air and nature around meant to make them tremble with fear over the delightful event that had just ended.
ฉันไม่ใคร่ชอบเรื่องของอนาอิส นิน* นิลภัทรเอ่ยขึ้น มันเหมือนเรื่องที่จงใจประดิษฐ์ขึ้นอย่างไรชอบกล มีแต่คำทำนองว่า ศิลปะชั้นสูง ศิลปะชั้นสูง ล่องลอยเกลื่อนกลาดอยู่เต็มไปหมดในอากาศ หรือที่จริงแล้วหากจะยุติธรรมกับเธอสักหน่อย มันแทบเข้าไม่ถึงอารมณ์ทำนองนั้นของฉันมากกว่า ฉันกลับชอบเรื่องของอินเดีย มันได้อารมณ์ดิบๆ แต่ก็มีกลิ่นหอมหวานลี้ลับของดอกไม้ที่เราสัมผัสได้ ส่วนใหญ่มักเป็นเรื่องราวเก่าแก่ เล่าสู่กันฟังมาหลายร้อยปี ฉันจึงรู้สึกกับมันอย่างลึกซึ้ง ถึงกับมองเห็นภาพเร้นลับในห้องหับโบราณเหล่านั้นเลยทีเดียว… I don’t quite like Anais Nin’s stories**, Ninlaphat said. They look overly fab- ricated, sort of. There’s nothing but the words high-class art, high-class art floating all around in the air or rather, to be fair to her, let’s say it doesn’t quite suit my mood. I prefer stories from India. They can bring out the raw in you, but they also have the sweet scent of mysterious flowers you can touch. Mostly they are old tales told over hundreds of years, so I feel them deeply, to the point of seeing intimate scenes in those ancient rooms… ** The Franco-Cuban erotic writer Anais Nin (1903–1977) who was notably involved in a relationship with Henry Miller and his second wife June in the early thirties. In 1986 Henry and June: From the Unexpurgated Diary of Anais Nin shed some light on that relation- ship; a loose film ver- sion, Henry and June, came out four years later. 
นิลภัทรหลับตา นิ่งฟังเสียงสายฝนนอกหน้าต่าง ก่อนเอ่ยขึ้นว่า ฉันจะเล่าเรื่องหนึ่งให้เธอฟัง Ninlaphat closed her eyes and was still, listening to the rain out of the window, before saying, I’ll tell you a story.
เล่าสิที่รัก อยากฟังแทบตายเลยล่ะ ชฎาพริ้มตาหลับ ใบหน้าแนบหมอน ร่างเหยียดยาวนอนคว่ำอยู่บนโซฟาสีขาว ฉันชอบกลิ่นแบบนี้จัง…น้ำเสียงแผ่วเบาแสดงถึงความพึงพอใจ เธอดูราวกับลูกแมวจอมซนที่กำลังนอนพักเอาแรงเพื่อออกไปวิ่งเล่นซุกซนต่อ นอกจากกลิ่นกานพลูแล้ว อากาศในห้องยังมีกลิ่นกาแฟ และกลิ่นอับชื้นของบ้านไม้ยามต้องฝนอวลอยู่ด้วย ราวกับมีเมฆหมอกไร้รูปคลี่คลุมอยู่… Please do, darling. I’m dying to hear it. Chada sweetly closed her eyes, her face against the pillow, her body stretched out prone on the yellow sofa. I love this sort of smell … The low tone of voice expressed satisfaction. She looked like a naughty kitten resting before going out to play mischievously again. Besides the smell of clove, the air in the room also had a smell of coffee and the odour a wooden house gives off when exposed to the rain, as if there was a shapeless cloud of fog unfurling…
=
นานมาแล้วที่หมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งในอินเดีย นิลภัทรเริ่มเล่า มีช่างทองฝีมือดีและแสนขยันขันแข็งคนหนึ่งชื่อ วิทิศ เขามีอายุห้าสิบปี แม้ผมยาวสลวยนั้นจะขาวโพลน ทว่าร่างกายยังแข็งแกร่งกำยำ วิทิศมีเมียสวยอย่างร้ายกาจ ทั้งความสวยของใบหน้าและเรือนร่างอันน่าหลงใหล เป็นเหมือนอาวุธที่ผู้ชายทุกคนในโลกใฝ่ฝันจะครอบครอง เธอชื่อคีตา อายุเพียงสิบเจ็ดปี แต่งงานกับวิทิศมาได้ห้าปีแล้ว แต่ยังไม่มีลูก คีตาเป็นคนแข็งแรงชอบเกมกีฬาที่ทำให้เลือดในกายร้อนรุ่มคึกคัก ห้าปีที่ผ่านมาความเร่าร้อนระหว่างวิทิศกับหล่อนค่อยๆ กลายเป็นความอบอุ่น แต่ด้วยวัยสาวคีตาจึงยังมองหาเกมกีฬาใหม่ๆ ที่จะสร้างความเพลิดเพลินให้ทั้งคู่ และแล้ววันหนึ่งราวกับเทวดาบนสรวงสวรรค์ประทานของขวัญมาให้ คีตาก็ได้พบกับหนุ่มรูปงามราวสตรีผู้หนึ่ง เขามาที่บ้านเพื่อสั่งวิทิศให้ทำแหวนวงหนึ่ง แต่บังเอิญว่าวันนั้นวิทิศไม่อยู่บ้าน เพราะต้องเข้าไปในเมืองเพื่อส่งเครื่องทองให้ลูกค้า A long time ago in a small village in India, Ninlaphat began her tale, there was a talented and diligent goldsmith by the name of Withit. He was fifty years old. His long wavy hair had turned white but his body was still sturdy. Withit had an astoundingly pretty wife. Her face and body were of a beauty to die for, were like weapons all men in the world dreamt to handle. Her name was Gita. She was only seventeen. She had been married with Withit for five years but had yet to have a child. Gita was strong; she liked sports games that made the blood boil. In the past five years the fire between Withit and her had slowly dwindled to embers, but given her youth Gita still looked for new sports that would bring pleasure to their couple. And then one day it was as if a deity in heaven had sent her a present: Gita met a young man with the beauty of a woman. He came to the house to have Withit make a ring for him but as it happened that day Withit wasn’t at home because he had had to go into town to deliver gold ornaments to a client.
ทำไมต้องเป็นแบบนั้นเรื่อยเลยนะที่รัก ในวันที่สามีไม่อยู่บ้าน…ชฎาสอดแทรกขึ้น พร้อมเสียงหัวเราะเบาๆ  Why does it always have to be like this, darling, on the day the husband isn’t home? Chada interrupted, giggling.
เพราะว่ามันต้องเป็นวันเช่นนั้นน่ะสิที่รัก ฉันว่าเธอคลำทางเรื่องนี้ไม่ถูกแน่ ฟังต่อไปเถอะ นิลภัทรเริ่มลูบไล้ร่างไร้อาภรณ์ของชฎาด้วยน้ำมันหอมกลิ่นกุหลาบ ชฎาจึงหลับตา นิ่งฟังเรื่องราวต่อไป Because it must be on such a day, darling. I think you don’t quite get the gist of it yet. Listen first. Ninlaphat began to anoint Chada’s bare body with rose-scented oil, so Chada closed her eyes and listened quietly to the story.
=
เมื่อคีตาพบกับหนุ่มรูปงามเรือนร่างสูง และบอบบางราวสตรี ดวงตาคมขำคู่นั้นจึงเผลอสำรวจเขาอย่างตั้งใจ ผมของเขาสลวยดุจเส้นไหมยาวจรดบั้นเอว ดวงตากลมโตดำขลับราวค่ำคืน ทว่าดูหวานซึ้งเหมือนนัยน์ตาอิสตรี ดูเหมือนว่าหนุ่มรูปงามของเราจะมองเห็นความปรารถนาลี้ลับที่ซุกซ่อนอยู่ในอาภรณ์ของคีตา เขามีชื่อว่าปานี คีตาบอกว่า สามีนางไม่อยู่บ้านคงกลับมาถึงค่ำๆ รอสักหน่อยได้ไหม หรือว่าจะมาอีกวันหลังก็ตามใจ ทว่า ดวงตายังเพ่งมองปานีอย่างลึกซึ้ง ปานีพลันขยับกายเข้าใกล้ ใกล้พอจนได้กลิ่นหอมเชิญชวนของน้ำมันดอกกุหลาบจากเรือนผมของคีตา ดูเหมือนว่าคลื่นปรารถนาอันเร่าร้อนของคนทั้งคู่จะตรงกัน คีตาจูงมือปานีหนุ่มเข้าไปในห้อง จากนั้น เสียงเพลงจากคีตาก็บรรเลงขับขานไปกับมานพหนุ่มจนเย็นย่ำ When Gita met the handsome young man tall and lean like a woman, those charming round eyes of hers couldn’t help surveying him deliberately. His hair had the sleekness of silk threads down to his waist, his big round black eyes shone like the night but had the sweetness of a woman’s. It seemed that our handsome young man could see the secret wish that hid under Gita’s garments. His name was Pani. Gita told him that her husband wasn’t home and wouldn’t return before nightfall. Could he wait or come back some other day? It was up to him. But those eyes still stared probingly at Pani, who suddenly moved closer, close enough to smell the enticing perfume of the rose-smelling oil on Gita’s hairdo. The waves of fiery desire between the two of them seemed to meet. Gita took the young man by the hand and led him into the room. After that Gita sang her song in a duo with Pani until dusk.
=
เธอคงน่ากินชะมัด ชฎารำพึง ขณะที่นิลภัทรประทับรอยจูบเบาๆ ตรงสะโพกด้านซ้าย ซึ่งเป็นที่ประทับของรอยสลักรูปโล่เขน อันเป็นศาสตราวุธโบราณ แล้วค่อยๆ ลากนิ้วไปตามกิ่งก้านคดโค้งของเถากุหลาบเลื้อย ซึ่งช่างฝีมือดีจำหลักลวดลายอันวิจิตรไว้บนแผ่นหลัง เจ้าของรอยสลักส่งเสียงครางเบาๆ ในลำคอ She must have been awfully succulent, Chada mused as Ninlaphat dropped a soft kiss on her left hip where was etched a forearm shield, an ancient weapon, and then slowly dragged a finger along the curved branches of the rose creeper a gifted craftsman had tattooed on her back. The owner of the tattoo sent out a throaty groan. Forearm shield (โล่เขน)loe_khen
=
ได้เวลาสามีกลับมาแล้ว…นิลภัทรหยุดหายใจชั่วครู่ ก่อนเริ่มเล่าต่อ…ทว่าคีตายังไม่อยากพรากจากเปลวไฟที่กำลังคุโชนเช่นนี้ จึงบอกปานีให้หลบซ่อนอยู่ในบ้าน แล้วนำอาภรณ์ของสตรีมาให้ปานีสวมใส่ ซึ่งทำให้ชายหนุ่มดูไม่ต่างจากหญิงสาวผู้งดงามราวเทพธิดา จากนั้นคีตาบอกปานีให้ไปทำงานในครัว เธอวางแผนจะบอกวิทิศว่า รับสาวใช้มาทำความสะอาดบ้านตอนกลางคืนเพราะค่าแรงถูกกว่าเป็นไหนๆ เมื่อวิทิศกลับมาได้ยินถ้อยความดังนั้น จึงชื่นชมภรรยาสาวยิ่งนักว่าฉลาดเฉลียว รู้จักการใช้ทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เขาหอมแก้มคีตาทั้งสองข้างด้วยความรักใคร่ จากนั้นก็กลับเข้าห้องไปทำงานต่อ ส่วนคีตาเดินเข้าครัวและทำอะไรต่อมิอะไรอยู่กับปานีหนุ่มในอาภรณ์ของสตรีจนแทบสิ้นเรี่ยวแรง It was time for the husband to come back – Ninlaphat paused to breathe for a moment before resuming her tale – but Gita still didn’t want to part from the flames that were blazing like this so she told Pani to hide in the house and then gave him woman’s clothes to put on, which made him look no different from a young woman with the beauty of a god- dess. After that Gita told Pani to go and work in the kitchen. She planned to tell Withit she had hired a maid to clean the house at night because it was so much cheaper. When Withit came back and heard those words he praised his young wife highly for her cleverness, for knowing how to make the best of wealth. He kissed Gita on both cheeks with affection. After that he went into his room to get on with his work. As for Gita she walked into the kitchen and with Pani in lady’s wear indulged in a slew of loving tricks until almost all her strength was spent. ==

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

Of course, he doesn’t kiss her on the cheeks but sniffs them, as flat-nosed people are wont to do to show affection.

=
น่าตื่นเต้นจังที่รัก สามีหล่อนช่างโง่จนน่าสงสารเสียจริง ทั้งคู่คงระเริงรักกันอย่างนี้ไปได้เรื่อยๆ สินะ โดยที่สามีหล่อน…ชฎาส่งเสียงร้องเมื่อนิลภัทรเริ่มไล้เลื่อนมือจากเถากุหลาบสีเพลิงกลางแผ่นหลังลงมาสู่ร่องลึกและสาละวนอยู่ตรงนั้น ร่างไหวสะท้านเมื่อนิ้วไล้ลูบอยู่ในซอกหลืบอันน่าอภิรมย์ How exciting, darling! Her husband is so stupid it’s pathetic, really. The two of them must have kept on pleasuring themselves like this on and on while her husband … Chada sent out a shout when Ninlaphat’s hand began to abandon the fire-coloured creeper on her back to enter the deeper grove below and busied itself there. The body shivered when a finger slid into the delightful narrow opening.
=
และเมื่อคีตากลับเข้าห้อง นิลภัทรเล่าต่อ ขณะที่นิ้วยังเคลื่อนไหวช้าๆ …ช่างทองแสนขยันของเราก็ออกมาจากห้องทำงานอันเป็นเวลาเลิกงานปกติ กำลังจะเดินเข้าห้องนอน พลันได้ยินเสียงจานชามกระทบกันอยู่ในครัว จึงเดินเข้าไป และได้เห็นสาวน้อยคนหนึ่งรูปร่างสูงสะโอดสะองในชุดส่าหรี สาวน้อยกำลังยืนล้างจานอยู่ แค่เห็นจากด้านหลังเพียงเท่านั้น ความกำหนัดของวิทิศพลันบังเกิดขึ้นจนสุดระงับ เขาเดินเข้าหาร่างนั้นอย่างไม่อาจควบคุม ส่วนหนุ่มน้อยในส่าหรีก็ตกใจและไม่ทันได้ระมัดระวังตัว ร่างแบบบางนั้นก็ตกอยู่ในอ้อมกอดอันแข็งแกร่งของวิทิศเสียแล้ว วิทิศโอบกอดสาวน้อยจากด้านหลัง บรรจงจูบเบาๆ ที่ต้นคอไล่มาถึงผิวอันนวลเนียนของแก้ม ค่อยๆ คลายมวยผม แล้วพรมจูบไปทั่วร่าง ส่วนปานีหนุ่มนั้นกายสั่นสะท้านและไม่อาจต่อต้านขัดขืน วิทิศอารมณ์กำลังคุโชน แม้จะแปลกใจที่สัมผัสพบที่ราบไม่ใช่เนิน แต่ผิวที่เนียนนุ่มชวนหลงใหลทำให้เขายังรุดหน้าต่อไปด้วยความรู้สึกแปลกใหม่ ทว่าพลันนั้นเองแทนที่มือจะพบกับตาน้ำอันชุ่มฉ่ำในป่าทึบกลับเป็นพฤกษายืนต้นเด่นกลางพุ่มไม้ วิทิศล่วงรู้ในทันทีว่าภรรยาสาวสวมเขาเข้าให้แล้ว ด้วยความโกรธอันสุดระงับ และอยากแก้แค้นชายชู้ให้สาสม ด้วยพละกำลังที่เหนือกว่าและแรงราคะที่กำลังพลุ่งพล่าน เขาจับปานีในร่างสาวน้อยพลิกคว่ำอย่างง่ายดาย กระชากส่าหรีทิ้งแล้วบรรจงสอดใส่ประสบการณ์ครั้งแรกให้ปานีหนุ่ม ขณะที่ตัวเองก็พบกับความมหัศจรรย์ไม่แพ้กัน คนทั้งสองอยู่ในครัวจนกระทั่งเช้า… And when Gita came back to her room – Ninlaphat went on while her finger still moved slowly – our industrious goldsmith came out of his workroom at the usual time he stopped work. He was walking to the bedroom when he heard a clinking of cutlery in the kitchen, so he walked in and saw a young girl with a willowy body in a sari who stood washing the dishes. Just seeing her from behind, Withit’s lust sprang at once irrepressibly. Unable to control himself, he walked over to that body. The young man in a sari was startled and before he could protect himself, the slim body fell into the strong arms of Withit. Withit hugged the young girl from behind, sprinkled her neck with light kisses and then the soft skin of her cheek, slowly loosened her bun and then kissed her all over. As for young man Pani he was shivering and didn’t fight Withit. In his fiery mood, even though he wondered at meeting flatness where mounds should be, the smoothness of the skin enraptured Withit and made him proceed with a feeling that was new and strange, but then suddenly, instead of finding a wet spring hidden in a forest, his hand found an upright tree amid bushes. Withit understood at once that his young wife had cheated on him. In irrepressible anger and desire of revenge on the lover with interest, with his superior strength and the force of lust bursting out, he grabbed Pani in his female body and easily flipped him over, tore off his sari and then inserted experience for the first time into the young man Pani, and as they fell into similar wonder, the two of them stayed in the kitchen until morning… ==

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

Yes, you read that right: ‘experience’ (ประสบการณ์) is what the text says. Cute, no?

=
ชฎาครางเสียงดัง นึกไม่ถึงว่าเรื่องราวจะลงเอยเช่นนี้ ขณะที่นิ้วของนิลภัทรยังขยับขับขานต่อไป กระชั้นขึ้น กระชั้นขึ้น ในพื้นที่ชุ่มน้ำแห่งนั้น Chada moaned loudly. She hadn’t thought the story would turn out like this, while Ninlaphat’s finger went on tinkling closer and closer in that spring.
ใกล้จบแล้วที่รัก…จากนั้นเมื่อทุกอย่างเปิดเผย คีตาร่ำไห้กราบกรานแทบเท้าสามีปานจะขาดใจ หลังจากโต้แย้งกันด้วยเหตุผลต่างๆ นานา วิทิศยอมให้ปานีอยู่ในบ้านต่อไป รับใช้ทั้งคีตาและวิทิศ กระทั่งวันเวลาผ่านไป ปานีกลายเป็นผู้มีชื่อเสียงในฐานะมนุษย์คนแรกในอาณาจักร ผู้กลายเป็นที่รักของเพศทั้งสอง ว่ากันว่าแม้ในปัจจุบันนี้ บนดินแดนห่างไกลในชนบทของอินเดีย ยังมีรูปปั้นของปานีซึ่งมีสองใบหน้า และบนใบหน้าทั้งสองนั้นต่างก็มีรอยยิ้มพึงพอใจ… It’s almost finished, darling. After that, when everything was revealed, Gita wept and wailed and prostrated herself at her husband’s feet as if she was about to die. After a rancorous exchange of argu- ments, Withit allowed Pani to stay in the house to serve both Gita and him. As time passed, Pani became famous as the first man in the realm to be the lover of two sexes. It is said that to this day, in a distant part of the Indian countryside, there is still an image of Pani with two faces and on both these faces there is a satisfied smile.
ชฎาส่งเสียงร้องด้วยความพึงพอใจอย่างสุดระงับ กรีฑาค่อยๆ ลืมตาขึ้น เขาได้กลิ่นหอมของดอกไม้ชนิดหนึ่งอบอวลไปทั่วห้อง จากเตียงนอนเขาเห็นภาพงดงามน่าอัศจรรย์ของสองสาวที่โซฟาปลายเตียง ชฎากำลังแอ่นกายรับความสุขสมจากสัมผัสนิ้ว เธอหลับตาพริ้ม กัดริมฝีปากล่าง ส่วนนิลภัทรมองไปที่กรีฑาด้วยแววตาเชิญชวน กรีฑาไม่อาจต้านทานภาพอันท้าทายนี้ เขาลุกเดินมาที่โซฟา ขณะที่ชฎายังพริ้มตาหลับ แล้วค่อยๆ สอดกายเข้าไปในร่างชฎาจากด้านหลัง เธอส่งเสียงร้องอีกครั้ง อย่างยาวนาน ก่อนเงียบเสียงลง และหลับใหลไปในที่สุด จากนั้นกรีฑาจึงช้อนร่างอุ้มนิลภัทรมาที่เตียง… Chada let out irrepressible cries of gratification. Krita slowly opened his eyes. He perceived the sweet scent of some flower that pervaded the room. From the bed he saw the marvellous picture of the two girls on the sofa at the bottom of the bed. Chada was bent backwards being finger-pleasured. Her eyes were closed tight as she bit her lower lip. As for Ninlaphat, she was looking at Krita with invitation in her eyes. Krita couldn’t resist that challenging vision. He got up and walked over to the sofa while Chada still kept her eyes tightly shut, and then he slowly inserted his body into the body of Chada from behind. She cried out once again, a persistent cry, before falling silent and finally drifting into sleep. After that, Krita scooped up Ninlaphat’s warm body and carried it to the bed…
สงครามกำลังจะดำเนินต่อไปบนสมรภูมิสีขาวอันไร้ขอบเขต…กลิ่นกุหลาบยังกรุ่นอยู่ในลมหายใจ ทุกกลิ่นสอดประสานกันอย่างลงตัว ในวันหยุดที่สายฝนโปรยปราย เรื่องราวบางเรื่องกำลังเลือนหายไป และเรื่องราวใหม่ๆ กำลังจะเริ่มขึ้นราวกับไม่มีวันจบสิ้น… War resumed on the white borderless battlefield … the smell of roses was still exhaled with each breath. The smells blended harmoniously on a rest day of pelting rain. Some stories were ending and new ones were starting as if there was no end…
=Kanthorn Aksornnam
is the pen name
of Sivadee Aksornnam,
a poet, short story
and features writer
in her mid thirties.
=kanthorn1

Fresh Kills – Kanthorn Aksornnam

 เฟรชคิลส์

Fresh Kills

กันต์ธร อักษรนำ

KANTHORN AKSORNNAM

TRANSLATOR’S KITCHEN
ผมอยากไปเฟรชคิลส์สักครั้งหนึ่งในชีวิต ผมหลงใหลมันทันทีที่ผมได้อ่านเรื่องราวสั้นๆของมันในนิตยสารเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิก ก่อนอื่นผมเพียงอยากบอกว่าสาเหตุที่อยากไปเฟรชคิลส์นั้น ไม่ได้เป็นเพราะมันกลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ไปแล้วเท่านั้น แต่เป็นเพราะผมเชื่อว่าเฟรชคิลส์จะเป็นแหล่ง ‘วัตถุดิบ’ ชั้นดีเยี่ยมสำหรับอาชีพการงานของผม และเฟรชคิลส์นี่เองที่จะทำเงินให้ผมอย่างมากมายมหาศาล I intend to go to Fresh Kills presently. I’ve been eager to do so ever since I read a short article about the New York garbage dump in National Geographic. First off, I merely want to point out that the reason I want to go there isn’t just because the place has become hal- lowed ground, but because I believe Fresh Kills will be a prime source of raw material in my line of work and will earn me huge amounts of money. The first sentence actually reads: ‘I would like to go to Fresh Kills once in my life.’ I changed it to make it in tune with the ending, as well as more specific, thus more attention-grabbing. This is wrong of a translator, but editorially right.
ราว 5 ปีก่อนหน้า ผมหลงใหลงานศิลปะประเภทเครื่องประดับร่างกาย แต่เครื่องประดับที่ผมจมดิ่งหลงใหล เป็นเครื่องประดับที่ไม่ได้วางขายกันกลาดเกลื่อนทั่วๆไปตามร้านขายเครื่องประดับข้างถนน ตลาดนัด หรือตามห้างร้านหรูหราต่างๆ แต่เป็นเครื่อง ประดับพิเศษ ประเภทที่คนกลุ่มหนึ่งออกแบบกันเอง แต่ละแบบ แต่ละชิ้น มีเพียงชิ้นเดียวในโลก และที่สำคัญเครื่องประดับเหล่านั้นต้องมีเรื่องเล่า มีตำนาน มีที่มาที่ไปที่น่าสนใจ หรืออาจเข้าขั้นลึกลับ กระทั่งทำให้ราคาค่างวดของมันสูงขึ้นชนิดที่ต้องประมูลกันเลยทีเดียว About five years ago, I became passion­ate about the creation of body ornaments – not ornaments of the kind you can find for sale ten a penny in jewellery shops, display stalls, open markets or sundry luxury shops, but special ornaments designed by a select group of people. Each de­sign, each piece is unique in the world. And most important, each must have a history, a legend, an int­erest­ing origin, or even a secret, making its price so high as to justify auction bidding. In this paragraph, เครื่องประดับ is repeated five times; its translation, ‘ornament’, happens only three times: this makes for crispier reading.Note also that แต่ need not be translated by ‘but’ every time. Indeed, the proper translation of แต่ละ is ‘each’.
เครื่องประดับสุดพิเศษเหล่านั้น เป็นที่นิยมกันในหมู่นักสะสมที่ติดต่อกันผ่านทางเว็บไซต์เท่านั้น มันเป็นเหมือนโลกเฉพาะของกลุ่มคนคลั่งไคล้เรื่องเล่า หรือวีรกรรมผ่านเครื่องประดับร่างกาย ทั้งสร้อยคอ ต่างหู กำไล และเครื่องเจาะชนิดต่างๆ แน่นอนว่าเครื่องประดับโบราณอาจเป็นที่สนใจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เป็นที่นิยมในหมู่พวกเรานัก เพราะสิ่งที่พวกเราสนใจล้วนเป็นเครื่องประดับร่วมสมัยที่ถูกออกแบบขึ้นในกลุ่มนักออกแบบเครื่องประดับหนุ่มสาวจำนวนหนึ่งที่หลงใหลการบอกเล่าเรื่องราวผ่านผลงานในแต่ละชิ้น These very special ornaments are sought after by collectors that keep in touch through websites only. It is a kind of private world for those who are mad about the narratives or exploits behind body orna­ments, be they neck­laces, earrings, brace­lets or piercings of every des­cription. Age-old ornaments are interesting of course, but they are not popular among us, because what we crave are strictly contemporary ornaments created by a group of young designers passionate about the details involved in the production of each piece. Note two translations of ที่นิยม: ‘are sought after’, ‘are … popular’. Needless repetitions make for stultifying prose, although wilful repetition can have a charm of its own (ask Khun Saneh).
ผมขอยกตัวอย่างเครื่องประดับเมื่อไม่นานมานี้สักชิ้น มันเป็นที่โจษจันและแย่งชิงกันครอบครองในหมู่พวกเราชนิดบ้าระห่ำ มันคือจี้สร้อยคอที่ทำมาจากหูของลิงบาบูน ตัวที่กระโดดกัดหูท่านประธานาธิบดีของประเทศมหาอำนาจประเทศหนึ่งทางตะวันตก ลิงตัวนั้นถูกปืนของบอดี้การ์ดท่านประธานาธิบดีสำเร็จโทษทันทีที่มันกระโจนเข้างับหูข้างขวาของท่านจากต้นไม้ที่มันนั่งชื่นชมทิวทัศน์กับเพื่อนๆร่วมเผ่าพันธุ์ประมาณ 10 ตัว Allow me to take the example of one particular recent item which had us all talk­ing in our group and whose possession was fiercely disputed. It was a pendant made from the ear of a baboon which had bitten the right ear of the president of a west­ern super- power. The monkey was in­stantly kill­ed by the president’s body­guards even as it still held to the presid­ential ear after jump­ing off a tree where it had been enjoying the view in the company of a dozen other fellow creatures. .

.

.

Our worthy friend the baboon

เวลานั้นท่านประธานาธิบดีกำลังอยู่ในระหว่างการเดินทางเยือนพื้นที่ป่าสงวนแห่งหนึ่งแถบลุ่มแม่น้ำทางภาคตะวันตกของประเทศ ครั้งหนึ่งที่นี่เคยเป็นสมรภูมิรบครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ระหว่างชนพื้นเมืองกับกองทัพผู้รุกรานจากยุโรปที่เข้ามาตั้งรกรากในดินแดนแถบนั้นเมื่อกว่า 200 ปีก่อน และสมรภูมินี้เองที่ทำให้นายพลผู้ยิ่งยง เจ้าของฉายา ‘คนผมยาว’ ของกองทัพผู้รุกรานจบชีวิตลงอย่างทรมาทรกรรม ทั้งยังถูกนักรบของชนพื้นเมืองถลกหนังหัวไปตามธรรมเนียมปฏิบัติเก่าแก่ของผู้มีชัย At the time the president was touring a forest reserve in a valley west of the country which, a couple hundred years before, had been the theatre of the greatest battle in history between its native dwellers and invaders from Europe intent on settling there, and it was on that battle­ground that the famous general nicknamed Long Hair who led the invading army lost his life in a horrendous way and even had tribe warriors scalp him as was the immemorial custom of the victors. .

.

.

เจ้าของฉายา ‘คนผมยาว’ = ‘nicknamed Long Hair’, a reference to General Custer, in the context of the Little Bighorn battle of 1876, known as Custer’s Last Stand.

โชคดีที่ลิงตัวนั้นสิ้นใจก่อนที่หูของท่านประธานาธิบดีจะขาดลง หลังจากนั้นข่าวว่าแผลถูกลิงกัดที่หูข้างขวาของท่านประธานาธิบดีต้องถูกเย็บถึง 18 เข็ม ความต่อมาก็ว่าเพื่อนลิงที่เหลือต่างแตก ตื่นกระจัดกระจาย แม้จะอยากเข้าไปช่วยเพื่อน แต่ก็ต้องยอมจำนนต่ออำนาจของอาวุธปืน It was lucky that the monkey died before the president’s right ear was completely severed. It was later reported that eighteen stitches had been needed to get it back on. The other monkeys panicked and scattered. Though they wanted to go and help their friend, they were no match for firepower.
เรื่องนี้เป็นข่าวใหญ่โตแพร่สะพัดไปทั่วโลก โทรทัศน์และสื่อนานาชนิดพากันเจาะลึกทำข่าวกันยกใหญ่ และบังเอิญว่าขณะที่เกิดเหตุ ‘ลิงกัดหูท่านประธานาธิบดี’ นั้น เพื่อนในกลุ่มเรากำลังเดินทางท่องเที่ยวอยู่ในป่าสงวนแห่งนั้นเช่นกัน ผมขอให้นามสมมติเขาว่า สตีฟ The news spread around the world, and was grist to the mills of television and other media for quite a while, and it so happened that when the “monkey gets the ear of the president” incident took place a friend from our group was strolling through the forest reserve. Let’s call him “Steve”. ‘To have the ear of someone’ means to be listened to and believed by that person; hence the pun on the monkey ‘getting’ the ear of the president, in the spirit of the piece.
ทันทีที่เสียงปืนดังขึ้นสตีฟซึ่งกำลังเดินหา “วัตถุดิบ“ อยู่ในละแวกนั้นรีบรุดไปยังที่เกิดเหตุทันที เช่นเดียวกับนักท่องเที่ยวหลายคนในบริเวณนั้น เมื่อไปถึงนักท่องเที่ยวทุกคนต่างถูกบรรดาการ์ดร่างยักษ์ของท่านประธานาธิบดีกันออกไป และรีบรุดพาร่างอันมีหูชุ่มเลือดของท่านประธานาธิบดีขึ้นเฮลิคอร์ปเตอร์กลับเข้าเมืองทันทีเพื่อต่อหูที่ใกล้จะขาดอย่างเร่งด่วน As soon as he heard the gunfire, Steve, who was looking around for “fodder” in the vicinity, dashed to the scene, as did the other tourists nearby, but once there, all were prevented by the bodyguards from getting near as the bleeding president was being hustled into a helicopter and rushed back to town to urgently fix the almost severed ear. I could have translated วัตถุดิบ by ‘raw material’; ‘fodder’, which means the same, is shorter and sounds more ‘with it’.

Note how the elements of the second half of the sentence have to be reshuffled to read fluently in English.

นี่คือเรื่องราวที่สตีฟเล่าให้พวกเราฟังผ่านเว็บบอร์ด สตีฟเล่าว่า หลังจากขบวนทัพของประธานาธิบดีจากไป เขาเห็นร่างลิงบาบูนตัวนั้นนอนจมกองเลือดเพราะถูกปืนกล็อกขนาด 9 มม.ยิงใส่ในระยะเฉียดหูท่านประธานาธิบดี ปืนกระบอกนั้นยิงอย่างแม่นยำจนทะลุหัวใจ ปอด และม้ามของลิงบาบูนเคราะห์ร้ายตัวนั้น 3 นัด This is the story Steve told us on the web board. He said that after the presidential escort had left, he saw the body of the baboon lying in a pool of blood. It had been shot dead with Glock pistols within a hair’s breadth of the president’s ear. Three 9mm bullets had pierced the unlucky creature’s heart, lungs and spleen.
เมื่อแน่ใจว่าพวกลิงบาบูนที่เหลือไม่อาจแผลงฤทธิ์เดชอันใดแล้ว พวกการ์ดที่เหลืออยู่อีก 2-3 คนของท่านประธานาธิบดีก็จากไป และแล้วลิงบาบูนฮีโร่ตัวนั้นก็กลายเป็นตำนานเล่าขานกันในหมู่ลูกหลานลิงบาบูนสืบไปนานเท่านาน (สตีฟเล่าอย่างนั้น) When they felt sure that the other baboons wouldn’t act up, the two or three remaining bodyguards also left, and the heroic baboon became legendary for untold gener­ations of baboons to come (that’s how Steve put it).
โดยไม่รอช้า เมื่อทุกคนหันเหความสนใจไปยังตัวท่านประธานาธิบดี ความคิดอันฉับไวทำให้สตีฟตัดสินใจและกระทำการอย่างฉับไวยิ่งกว่า ปานลมพัด เขาใช้มีดเดินป่าที่พกติดตัวตรงไปยังร่างของลิงแล้วบรรจงเฉือนหูข้างขวาของบาบูนตัวนั้นออกจากร่างทันที เขาเก็บมันไว้อย่างดีในกล่องพลาสติก จากนั้นก็ผละมาราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น หลังจากนั้นกองทัพนักข่าวทุกแห่งหนต่างพากันเดินทางไปเจาะลึกทำข่าวและทำสารคดีเกี่ยวกับลิงบาบูนในป่าสงวนแห่งนั้นกันอย่างครึกโครม โลกจึงได้ชื่นชมวีรกรรมอันหาญกล้าของเจ้าบาบูนตัวนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีกในแง่มุมต่างๆ และเพื่อนลิงที่เหลือก็พลอยได้หน้าไปด้วย อย่างช่วยไม่ได้ Wasting no time, while everybody’s atten­tion was on the president, faster than a revolving fan blade Steve made up his mind and went into action. Using his bush knife he slashed his way to the body, daint­ily severed its right ear, slipped it in a plas­tic box and then sauntered off as if nothing had happened. Afterwards, an army of reporters from all over the world scrambled for news and features on baboons in this forest reserve. The world thus had the op­por­t­unity to admire the heroic deed of the ear-chomping baboon time and time again from all sorts of angles, and the surviving baboons gained much face in the process. One of the advantages of English is its richness in verbs of action, as here with ‘slashed his way’, ‘severed’, ‘slipped’, ‘sauntered off’ and ‘scrambled for’.‘Ear-chomping’ is an embellishment on my part.วีรกรรมอันหาญกล้า is tautological.
ซากศพของบาบูนตัวนั้นก็ถูกนำไปชำแหละ ผ่านกระบวนการนิติเวช เพื่อตรวจหา “อะไรบางอย่าง“ ภายในอย่างละเอียดลออที่สุดเท่าที่เครื่องไม้เครื่องมือทันสมัยของชาติมหาอำนาจจะทำได้ ว่ากันว่า เจ้าบาบูนอาจเป็น “อาวุธสังหาร“ ชนิดใหม่รุ่นล่าสุดที่ถูกส่งมากระทำการนี้โดยเฉพาะ The carcass of the slain hero was taken away to go through as painstaking a forensic analysis as the latest instruments of a superpower could devise to determine whether or not it was the latest killing machine specific­ally programmed for an assassination attempt.
สตีฟบังอาจตั้งชื่อให้ลิงบาบูนตัวนั้นเพื่อประกอบเรื่องราวสร้างมูลค่าให้กับเครื่องประดับล้ำค่าของเขาว่า บินลาเดน พวกเราส่งสารผ่านเว็บบอร์ดจากเรื่องราวของสตีฟกันอย่างเมามันยิ่งกว่าแทะเล็บ เมื่อประกอบกับข่าวใหญ่โตทางสื่อต่างๆ เรื่องของมันยิ่งทำให้ราคาค่างวดของเครื่องประดับชิ้นนั้นถีบตัวสูงขึ้นและเป็นที่ต้องการถึงขั้นต้องประมูลแข่งราคากันเพื่อครอบครอง “จี้หู“ ลิงบาบูนนาม ‘บินลาเดน’ ที่สร้างวีรกรรมกระโดดเข้ากัดหูข้างขวาของท่านประธานาธิบดีประเทศมหาอำนาจ To further embellish the story and thus push up the price of his handiwork, Steve wantonly called the baboon Bin Laden. We spread the details among ourselves through the web board faster than we could bite our nails. When linked to the big news in the various media, the story saw the asking price of the ornament go through the roof and such was the demand that there had to be an auction for the possession of the ear of Bin Laden the baboon who had heroically chewed on the ear of a super­power’s chief executive.
อันที่จริงแล้วมันก็เป็นจี้ธรรมดา ขนาดกะทัดรัด รูปสามเหลี่ยมด้านเท่า อัดกรอบด้วยเงิน ภายในบรรจุหูลิงบินลาเดน ที่ผ่านกระบวนการสตัฟฟ์ไว้อย่างดี แต่ที่มูลค่าของมันสูงมหาศาลถึง 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯนั้เป็นเพราะเรื่องราวของมันต่างหาก Actually, it was an ordinary earlobe, well proportioned and set in a triangular silver frame, with the Bin Laden ear inside properly stuffed, but that it did reach the staggering price of five million US dollars was due purely to its legend. ‘a triangular silver frame’: for the sake of brevity and simplicity I dropped the notion of the triangle being isosceles (สามเหลี่ยมด้านเท่า).
ผมลองคิดดูเล่นๆว่าถ้ามันเป็นหูของท่านประธานาธิบดีล่ะก็คงจะแพงบรรลัย และฉาวโฉ่โอฬารมากกว่านี้ It made me wonder how much more money and hoopla it would have generated had it held the president’s ear instead.
ข้อความหลายข้อความในเว็บบอร์ดของพวกเราได้แสดงทรรศนะกันไปต่างๆนานาเช่นว่า There was a great variety of opinions on our web board. For instance:
“บาบูนลาเดนตัวนี้ คงเฝ้ารอโอกาสนี้มานาน เมื่อรู้ข่าวว่าท่านฯจะมาเยือน” (มูชาร) “This Laden baboon must have been waiting for a long time before he got news of the presidential visit.” (Mushar­raf) Gen Pervez Musharraf was president of Pakistan between 1999 and 2008.
“เราไม่อาจคาดเดาได้ว่าเหตุใดบาบูน ลาเดนจึงรู้ว่าใครเป็นท่านประธานาธิบดี” (แบลร์) “We have no way of knowing how that Laden baboon knew who the president was.” (Blair) Tony Blair was prime minister in Britain from 1997 to 2007.
“เราขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเหตุการณ์นี้ และเราขอชื่นชม พร้อมทั้งคารวะเครื่องประดับล้ำค่าชิ้นนี้ด้วยใจจริง” (คาไซ) “We are deeply sorry for what happened and full of the deepest admiration and re­spect for this invaluable ornament.” (Karzai) Hamid Karzai has been president of Afghanistan since 2004.
“บาบูนตัวนั้นมีฌานหยั่งรู้ว่า ผู้ใดคือศัตรูตัวจริงของพระเจ้า โอ ขอพระองค์จงโปรดอภัยให้กับความกล้าหาญที่ใคร่ครวญแล้วนั้นด้วยเถิด” (อาร์มาดิเนจาด) “That baboon had a divine intimation of who the real enemy of God is. O, may Allah forgive that act of carefully considered bravery!” (Ahmadinejad) Ahmadinejad has been president of Iran since 2005.
“อาจเป็นวิญญาณนักรบพื้นเมืองเข้าสิงสู่” (ร่วมฤดี) “It must have been seized by the spirit of native warriors.” (Ruam- ruedee) [I’ve no idea who Ruamruedee is. A friend of the author, perhaps. ;-)]
ฯลฯ And so on.
พวกเราสามารถเช็คต้นตอเครื่องประดับของสตีฟได้ว่าเป็นหูลิงบาบูนตัวนั้นจริงหรือไม่จากข่าวที่ระบุว่า หูข้างขวาของลิงเคราะห์ร้ายตัวนั้นหายไป และกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตเล่าขานกันมาอีกหลังจากนั้น ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวถูกวางแผนไว้ล่วงหน้า และเป็นการจงใจโจมตีหูข้างขวาของท่านประธานาธิบดี! We were able to establish the authenticity of Steve’s ornament with the news that the right ear of the unfortun­ate monkey had gone missing, and heated debate followed on whether or not the whole thing had been premeditated as a way to discredit the president’s right ear.
กลุ่มของพวกเรามีเพื่อนๆกระจายอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก นี่เองจึงเป็นที่มาของเครื่องประดับอันมีเรื่องเล่าสุดแสนแปลกประหลาด รวมถึงเรื่องราวที่มาอันแสนเศร้ามากมายหลายชิ้น เช่น สร้อยคอที่ร้อยมาจากกระดูกชนเผ่าฮูตูและตุ๊ดซี่ ผู้จบชีวิตลงจากเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของรวันดาเมื่อปี 2537 หรือสร้อยข้อมือที่ได้มาจากชิ้นส่วนของเชือกเส้นที่ใช้ในการแขวนคออดีตประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซนแห่งอิรัก Our group has friends in many countries worldwide and this is the source of ornaments with the latest and oddest backgrounds, including many instances of distressing narra­tives, such as necklaces made out of bones from Hutus decimated by the Tutsis in the 1994 Rwandan Gen­ocide, or bracelets derived from bits of the rope used in the hanging of Iraqi president Saddam Hussein in 2006. I’ve added the date of Saddam’s hanging not just for symmetry with the Rwandan Genocide, but also because when this story is read years after its writing, the year of the event may not be readily in the reader’s mind.
สงสัยไปเถิดครับว่าพวกเราไปเอา “วัตถุดิบ“ เหล่านั้นมาได้อย่างไร ทุกคนต่างมีวิธีการและเส้นสายของตัวเอง เราเรียกมันว่า ความลับ In case you wonder how we manage to lay our hands on such “fodder”, we each have our methods and connec- tions – and that’s what we call trade secrets.
และนั่นเอง ทันทีที่ผมได้รับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับ เฟรชคิลส์ ผมรู้ในทันทีว่า เฟรชคิลส์จะเป็นแหล่งวัตถุดิบล้ำค่าสำหรับเครื่อง ประดับที่ผมกำลังจะออกแบบในอนาคต และมันจะต้องเป็นที่กล่าวขานกันในหมู่ของพวกเราเป็นแน่แท้ And so, when I found out about it, I knew at once that Fresh Kills would be a source of invaluable material for any ornament I would design in the future, bound to make quite a stir among like-minded friends.
อันที่จริง เฟรชคิลส์ คืออดีตที่ทิ้งขยะของชาวนิวยอร์ก พื้นที่ 5,000 ไร่ของมันอยู่ในเขตสแตเทนไอส์แลนด์ของมหานครนิว ยอร์ก สหรัฐอเมริกา มีขยะมากมายมหาศาลถึง 135 ล้านตันสิงสถิตอยู่ที่นั่น แต่สิ่งที่ดึงดูดผมในบรรดาเศษขยะกองมหึมามหาศาลเหล่านั้น คือเศษซากขยะทุนนิยมที่หลงเหลืออยู่ของอดีตตึกแฝดเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ที่พังทลายลงมาอย่างครึกโครมจากการโจมตีของกลุ่มก่อการร้ายนาม ‘อัลกออิดะห์’ เมื่อวันที่ 11 กันยายน ปี 2001 หรือ ที่เราเรียกกันสั้นๆว่า 9/11 Fresh Kills used to be a dumping ground for New York refuse. The 900-hectare landfill on Staten Island, which is part of the New York megalopolis, holds 135 million tons of garbage. But what attracted me about this huge amount of refuse was the capitalist debris from the former World Trade Center twin towers that collapsed after the Al Qaeda terrorist attack on 11 September 2001, or 9/11 as we call it. Converting พื้นที่ 5,000 ไร่ to ‘900-hectare’ in the text avoids having recourse to a footnote.
ว่ากันว่าก่อนหน้านี้ เฟรชคิลส์เป็นสถานที่อันน่ารังเกียจเดียดฉันท์ของผู้คนในละแวกนี้มาช้านาน ทว่าเมื่อเศษซากอาคารเวิลด์เทรดฯชุดแรกเดินทางมาถึง ที่แห่งนี้กลับกลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาทันที เนื่องจากว่าชาวเกาะสแตเทนเองก็สูญเสียพี่น้องเพื่อนฝูงไปไม่ต่ำกว่า 250 คนจากมหาโศกนาฏกรรมครั้งนั้น Reportedly, before that, Fresh Kills had been a source of perennial embarrassment for the im­mediate neighbour­hood, but when the first remains of the WTC towers reached it, it became hallowed ground at once, not least because Staten Island residents had lost no fewer than 250 relatives and friends in the tragedy.
มีเรื่องราวเล่าว่าเศษซากมหาศาลของตึกแฝดเวิลด์เทรดที่ถล่มลงมาหลังถูกเครื่องบิน 2 ลำพุ่งชนนั้นถูกขบวนเรือทยอยขนย้ายมาไว้ที่เฟรชคิลส์แห่งนี้เอง และจากการตรวจค้นเศษซากขยะขนาด 1.4 ล้านตันของอดีตตึกแฝดยักษ์ใหญ่หลายครั้งอย่างถี่ถ้วน เจ้าหน้าที่สามารถระบุเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายได้ราว 300 คน โดยอาศัยหลักฐานที่พบในกองขยะ ว่ากันว่า ในที่สุดจะมีการสร้างอนุสรณ์สถานขึ้น ณ บริเวณที่เรียกกันว่าฮิลส์ อันเป็นที่ที่เศษซากของอาคารเวิลด์เทรดฯถูกนำมาทิ้งไว้นั่นเอง It is reported that the enormous amount of debris resulting from the collapse of the twin towers after each was struck by an aeroplane was transported by barges to Fresh Kills and dumped in a part of the landfill which became known simply as the Hill. After thorough sifting of the 1.4 million metric tons of debris from the towers, some three hundred victims were identified through evidence found there. It is said that a memorial will be erected on the Hill. Editorial decision not to translate อันเป็นที่ที่เศษซากของอาคารเวิลด์เทรดฯถูกนำมาทิ้งไว้นั่นเอง as this has already been stated in the same paragraph.
เฟรชคิลส์ฟื้นคืนชีพอีกครั้งจากที่เคยเป็นอดีตที่ทิ้งขยะธรรมดาสามัญ ขณะนี้มันกลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ มีผู้ไปเยือนเพื่อค้นหา หรือระลึกถึงบางสิ่งบางอย่างของตึกสูงระฟ้าที่กลายเป็นเศษซากไปแล้ว ณ วันนี้ ผู้คนมากมายที่หลั่งไหลมายังนิวยอร์ก อาจอยากไปเยือนและไว้อาลัยให้กับตึกแฝดเวิลด์เทรดฯและผู้เสียชีวิตที่บริเวณ“กราวด์ซีโร่”ซึ่งเป็นอดีตที่ตั้งของตึก และปัจจุบันกำลังมีการก่อสร้างตึกระฟ้าแห่งใหม่ขึ้นแทนที่ Fresh Kills was thus resurrected after being a dumping ground for ordinary garb­age. It now is hallowed ground people visit in search of relics or in memory of the destroy­ed mega-skyscrapers. Even now, large numbers of people keep streaming into New York to visit “Ground Zero”, the site of the former twin towers on which new mammoth skyscrapers are being built, to mourn those who lost their lives there.
ก่อนหน้านี้ผมเคยมีผลงานเครื่องประดับชิ้นเล็กๆที่ได้สร้างชื่อให้กับตัวเองในกลุ่มเพื่อนๆมาแล้วจำนวนหนึ่ง ชิ้นแรกคือห่วงสะดือที่ทำมาจากเศษนาฬิกาข้อมือฝังเพชรที่ผมได้มาจากศพของญาติผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งซึ่งจบชีวิตลงในโศกนาฏกรรมครั้งร้ายแรงในประวัติศาสตร์ บริเวณชายฝั่งประเทศอินโดนีเซีย ที่เราเรียกมันว่า สึนามิเมื่อปี 2547 ตอนนั้นมันมีมูลค่าสูงถึง 500,000 ดอลลาร์สหรัฐจากเรื่องราวที่มาที่ไปของมัน กว่าที่จะกลายมาเป็นเครื่อง ประดับแสนสวยอีกชิ้น และผู้ที่ได้ครอบครองมันคือมหาเศรษฐีนักล่าเครื่องประดับจากตุรกี So far, some of the little ornaments I’ve created have given me a measure of notoriety among our group of friends. The first was a navel coil I made from the remains of a jewelled wristwatch I got from the body of a wealthy relative of mine whose life ended in the 2004 tsunami, the biggest tragedy in history that struck the Indonesian coastline and beyond. At the time its value went as high as five hundred thousand US dollars because of its origins rather than its beauty, and the person who came into its possession is a millionaire from Turkey who collects body ornaments.
จากนั้นเครื่องประดับอีกชิ้นก็ตามมา มันคือต่างหูที่ทำมาจากฟันปลอมสุดแพงของอดีตนายกรัฐมนตรีประชานิยมในประเทศบ้านเกิดของผม ก่อนที่เขาจะถูกทหารโค่นล้มอำนาจลงและกลับประเทศบ้านเกิดเมืองนอนไม่ได้จนบัดนี้ ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีประชานิยมของผมจึงต้องกลายเป็นยิปซีผจญภัยเร่ร่อนไปค่อนโลก The next was a set of earrings from the pricey denture of a former populist prime minister of my native country before soldiers removed him from power and who has since then fled the country of his birth to avoid being jailed and thus must keep roaming the world in pitifully luxurious exile. I have linked the two sentences of this paragraph in order to avoid repeating ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีประชานิยมของผม which, though derisive, sounds a bit too heavy in English.
หลายคนในกลุ่มเพื่อนสงสัยว่าผมไปได้ฟันปลอมของท่านมาได้อย่างไร Several among our friends have been wondering how I managed to lay my hands on that denture.
เรื่องนี้ผมมีข่าวที่ตัดแปะเก็บไว้ยืนยันได้ คือเมื่อครั้งที่ท่านลงทุนเดินสายลงไปใช้ชีวิตติดดินเยี่ยงชาวบ้านธรรมดา นุ่งผ้าขาวม้าอาบน้ำกลางแจ้ง นอนกลางดิน กินกลางทรายในช่วงยุคทองของอำนาจ โอกาสงามมาถึงตอนที่ท่านกำลังแอ็คท่าอาบน้ำถ่ายวิดีโออยู่นั้นเอง ฟันปลอมชุดนี้ของท่านก็ร่วงลงมา ทว่าจะด้วยความกลัวเสียภาพลักษณ์ผู้นำหรือด้วยเหตุอันใดก็ตามแต่ ท่านจึงทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ และฟันปลอมชุดนี้อันประกอบ ด้วยฟันกรามข้างซ้ายสามซี่ก็ถูกหนุ่มชาวบ้านในละแวกนั้นเก็บไป โชคดีที่ท่านมีฟันปลอมสำรองพกติดตัวไปด้วยหลายชุด I have several newspaper clippings to back my story. It happened when His Excel­lency went to the length of invest­ing a day or so of his life pre- tending to live as an ordinary villager, putting on a loincloth to shower in the open, sleep­ing rough and eating with his fingers. The golden opportu­nity came during his shower act under video cover­age. His denture fell off, but out of fear of marring his image as a leader then at the zenith of his power or for some other reason, His Excellency pretended not to notice, and the denture, composed of three left molars, was later found by a young villager from the area. Fortu- nately His Ex­cel­­lency had taken along plenty of substi­tute denture sets. ลงทุนเดินสายลงไปใช้ชีวิตติดดินเยี่ยงชาวบ้านธรรมดา literally means ‘investing in laying a line down to earth to live in the manner of ordinary villagers’, which calls for rephrasing.

Not to overcrowd the second sentence, the expression ในช่วงยุคทองของอำนาจ is translated in the next (‘then at the zenith of his power’) where it comes more naturally.

ผมรับรู้ข่าวสารนี้โดยบังเอิญจากเพื่อนนักข่าว และได้พยายามติดต่อหนุ่มชาวบ้านผู้นั้นเพื่อขอซื้อฟันปลอมในราคาสุดแพง เพื่อนำมันมาแปรรูปเป็นต่างหูแสนสวย และขายมันไปในราคาที่แพงกว่าต้นทุนถึง 20 เท่า ปัจจุบันต่างหูคู่นั้นตกทอดผ่านมือนักสะสมเครื่องประดับในกลุ่มไปหลายทอดหลายต่อ จนกระทั่งไปตกอยู่ที่เพื่อนนิรนามชาวสิงคโปร์ I learned of this by chance from a journ­alist friend of mine and hastened to contact the young villager to buy the denture off him at a handsome price in order to trans­form it into a beautiful ornament I eventu­ally sold at twenty times the initial outlay. The set of earrings has changed hands many times among collectors and is now in the pos­session of a friend in Sing- apore who shall remain unnamed. นิรนาม means ‘anonymous’; ‘who shall remain unnamed’ is preferred here to underscore the need for secrecy stated earlier (‘trade secrets’).
ผมอยากไปเยือนเฟรชคิลส์สักครั้งเพื่อสืบค้นบางสิ่งบางอย่าง บางสิ่งที่อาจกลายเป็นตำนานเล่าขาน ใครจะกล่าวหาว่าผมกำลังคิดทำธุรกิจจากซากความพินาศ ความล้มเหลว ความโศกเศร้าเสียใจของชาติทุนนิยมชาติหนึ่ง ไม่เป็นไร ผมเองก็โศกเศร้าไม่น้อยที่ต้องทำเช่นนี้ ผมเพียงอยากบันทึกเรื่องราวในรูปแบบของผม ในเครื่องประดับของผม และเรื่องเล่าของผม I want to visit Fresh Kills at least once to search for a few things – things that might become legendary. Never mind those who will claim that I’m thinking of making money out of the loss, failure and sorrow of a capitalist country. I myself feel much sorrow at having to do this. I merely want to record events my own way, through my own ornaments and my own narrative.
ใครจะรู้ว่าผมจะหยิบเศษอะไรขึ้นมาจากเฟรชคิลส์เพื่อมาประกอบกันเป็นเครื่องประดับชิ้นใหม่ เพื่อนหลายคนคงอยากรู้ถึงที่มาที่ไปของเครื่องประดับชิ้นนี้แน่นอน แต่ผมมั่นใจว่าจะต้องมีใครสักคนที่อยากครอบครองมัน Who knows what debris I’ll pick up at Fresh Kills to turn it into an ornament? Many friends will be eager to know the ins and outs of that piece and I’m dead certain someone will want to own it.
ผมคิดว่าผมอาจกำลังแปรเปลี่ยนความโศกเศร้าระทมทุกข์ให้เป็นความงดงามขึ้นได้บ้างเท่านั้นเอง ผมคิดไปอีกว่า ผมกำลังแปรเปลี่ยนขยะไร้ค่าให้กลายเป็นความงามที่มีค่าขึ้นอีกครั้ง ก็เท่านั้น I think that in so doing I’ll be merely changing sorrow and loss into a thing of beauty. I also think that I’ll be turning worth­less garbage into value-adding beauty – that’s all.
อาจคล้ายๆกันกับที่นักนิเวศวิทยาชาวอเมริกันชื่อสตีเวน แฮนเดลทำอยู่ เพราะแฮนเดลเองก็ต้องการให้เฟรชคิลส์อันไร้ค่าและแสนเศร้ากลายเป็นพื้นที่ป่า ทีมงานของแฮนเดลปลูกต้นไม้และไม้พุ่มไปแล้ว 7 ชนิดรวม 700 ต้น จากวันที่ผมอ่านเจอเรื่องราวของมัน ที่สุดแล้วเมื่อเกิดความหลากหลายทางชีวภาพอันเกิดจากปัจจัยช่วยต่างๆโดยเฉพาะนก เฟรชคิลส์จะกลายร่างเป็นป่าแคระตามแนวชายฝั่งอีกครั้ง แม้จะต้องใช้เวลายาวนานก็ตาม It may not be much different from what American ecolo­gist Steven Handel is doing because he too wants worthless and thor­ough­ly depressing Fresh Kills to turn into wood­land. Some time ago, his team planted seven hundred trees and shrubs of seven species. Eventually, with biodiversity foster­ed by various factors, especially birds, Fresh Kills will turn into a forest shield along the coast, though this will take time. .

.

.

Steven Handel

ว่ากันว่าวิสัยทัศน์ของแฮนเดลอาจเปลี่ยนเศษซากจากโศก นาฏกรรมของนิวยอร์กให้กลายมาเป็นมรดกที่มีชีวิตซึ่งคงอยู่อย่างถาวร และเฟรชคิลส์จะแปรสภาพเป็น “เกาะสีเขียวกลางทะเลเมือง“ ดังที่แฮนเดลกล่าวไว้ Handel’s vision reportedly will turn the remains of the New York tragedy into a permanent living legacy and Fresh Kills will be transformed into “a green island in an urban sea”, as he himself put it.
ครับ ผมกำลังจะเดินทางไปทีนั่นในเร็ววันนี้ เพื่อควานหาเศษซากขยะโลกแห่งการค้าที่ผมจะนำมันมาออกแบบทำเป็นเครื่องประดับ อาจเป็นต่างหูสักคู่ที่ทำมาจากเศษซากรถของฟอร์ด ของจีเอ็ม หรือของเด็มเลอร์ไครส์เลอร์ ซึ่งบังเอิญจอดอยู่ที่นั่นในวันนั้น และผมจะตั้งชื่อเครื่องประดับชุดนั้นว่า “ซากบิ๊กทรี” Yes, I’m getting ready to travel to Fresh Kills by and by to search among the refuse of the world of trade for some item I will design into an orna- ment, maybe a couple of ear­rings made out of some fragment of a Ford, GM or Daimler-Chrysler car that hap- pened to be parked there that day, and I’ll call the set “The Big Three Remains”.
หรือบางทีอาจเป็นจี้สร้อยคอที่ทำมาจาก อดีตไม้กางเขนเงินที่บังเอิญถูกทับถมบี้แบนอยู่ใต้กองขยะเหล่านั้น ผมอาจสร้างเรื่องราวสร้างมูลค่าให้มันได้อีกครั้ง และมันจะกลายเป็นสิ่งสูงค่าที่น่าจดจำอีกครั้งหนึ่ง Or perhaps it’ll be a pendant made out of a former silver cross that might have got crushed out of shape under tons of trash. I’ll create its narrative and restore its value and it’ll be a high-priced item of note once again.
ผมเชื่อเช่นนั้น! That’s what I believe.
ตีพิมพ์ครั้งแรกนิตยสารช่อการะเกด
ฉบับที่ 42, 2550
First published in Chor Karrakeit 42, 2007.
Kanthorn Aksornnam
is the pen name
of Sivadee Aksornnam,
a poet, short story
and features writer
in her early thirties.
.image001