One hundred and ten baht – Uthis Haemamool

I chose this story because I was once down to just about as little in terms of money, prospects and cigarettes, but my brand then was Khrong Thip. MB

หนึ่งร้อยสิบบาท

One hundred
and ten baht

10_bahtV 100bahtbill

อุทิศ เหมะมูล

UTHIS HAEMAMOOL

TRANSLATOR’S KITCHEN
ชรัส ชายหนุ่มผู้อยู่ในช่วงรองานหลังจากที่ได้ยื่นใบสมัครงานไปตามสถานที่ต่างๆ เขารอจดหมายเรียกตัวหรือเสียงโทรศัพท์ตอบกลับมาได้สี่สัปดาห์แล้ว Charat, a young man who has applied for work in a number of places, has been waiting for a letter or a phone call for a job interview for four weeks already.
สี่สัปดาห์ที่เงินร่อยหรอลงไปทุกวัน สี่สัปดาห์ที่จะต้องหาเงินมาจ่ายค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ที่ตามมาอีกเป็นพะเรอเกวียน แล้วยังค่ากินอยู่ในแต่ละวันอีกเล่า เขานั่งอยู่ที่ปลายเตียง ผมยุ่งเป็นกระเชิง หน้าบวมและมันเยิ้มเพราะหลับไม่เต็มตื่น นี่ก็เก้าโมงเช้าแล้ว อีกเดี๋ยวเหล่าหัวหน้างานทั้งหลายก็คงจะง่วนทำงานกันละ พวกเขาคงจะเริ่มตรวจสอบรายชื่อและประวัติของผู้สมัครงานแต่ละคนๆ และอีกไม่นานหรอกเสียงโทรศัพท์ก็คงจะดังขึ้นในห้องของเขา ชรัสมองไปที่หัวเตียงและหยิบซองบุหรี่ยับยู่ขึ้นมา สูบมาร์ลโบโรไลท์เสียด้วยนะนั่น ในซองบุหรี่มีบุหรี่หงิกงอเหลืออยู่มวนเดียว เขาค่อยๆแกะกระดาษออกอย่างบรรจง และนึกแค้นใจตัวเองที่เมื่อคืนนี้เขาคงหงุดหงิดอะไรสักอย่างเป็นแน่ นึกสิ นึกสิ ให้ตายเถอะ พอพยายามจะใช้ความคิดอะไรสักอย่างท้องก็คอยจะร้องโกรกกรางเสมอ เขาต้องหงุดหงิดอะไรสักอย่างนะแหละ และคงจะเผลอขยำซองบุหรี่ไว้ในอุ้งมือก่อนที่จะปล่อยมันทิ้งไป โอ้ แล้วดูตอนนี้สิ สภาพมันเสียหายยับ เขาค่อยๆบรรจงคลี่กระดาษออกอย่างแผ่วเบา และมือไม้ก็เริ่มสั่น เพราะไอ้ท้องเฮงซวยนี่แท้ๆ อาการงอแงต่างๆก็วิ่งโร่กันมาเป็นขบวน โอ๊ะ บุหรี่มวนสุดท้ายมีรอยปริแตกเสียแล้วหละ มาอีกแล้ว อาการหงุดหงิดมาอีกแล้ว เขาค่อยๆ สูดลมหายใจเข้าออกอย่างหนักแน่นและผ่อนเบา เขาลุกจากเตียงเดินไปเสียบกาต้มน้ำร้อน จากนั้นเดินไปที่โต๊ะทำงาน ฉีกเทปใสออกมาประมาณหนึ่งนิ้วแล้วพันโดยรอบปิดรอยปริแตกของมวนบุหรี่ ยังดีนะที่มันแตกตรงใกล้ๆก้นกรอง เขากลับลงมานั่งที่ปลายเตียงอีกครั้ง และเริ่มคิดคำนวณเงินที่เหลืออยู่ติดกระเป๋า Four weeks that his money has been dwindling every day, four weeks having to find money to pay the rent and the water, electricity and phone bills that follow each other inexorably. And then the cost of food every day as well! He’s sitting at the foot of the bed, dishevelled, his face swollen and oily for lack of proper sleep. It’s already nine in the morning. Before long, bosses will get busy, they’ll begin to check the names and histories of applicants and before long the phone will ring in his room. Charat looks at the head of the bed and picks up the crumpled packet of cigarettes – Marlboro Light, no less. In the packet remains only one cigarette, warped. He slowly and carefully tears off the paper and is angry with himself for having been in a foul mood of some kind for sure last night. Think! Think! Damn it, as soon as he tries to think, his stomach always starts to rumble. Oh, and then look at it now, how warped it is! He unfolds the paper gingerly and his hands shake, because of his damn belly. Petulance takes over. Oh! There’s a tear in this last fag. Here it comes! Here it comes! Here comes irritation again. He slowly and firmly slows down his breathing to control it. He gets up from the bed and goes and plugs in the kettle. After that he walks over to his desk, tears off about one inch of clear tape and sticks it around the cigarette to hide the tear. Luckily it tore close to the filter tip. He goes back and sits down at the foot of the bed once more and begins to count the amount of money that remains in his pockets. =

=

=

=

=

=

[I didn’t know your face could be oily ‘for lack of proper sleep’.]

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

Note the use of ‘fag’ instead of ‘cigarette’; this isn’t in the text, but the kind of shorter, slangy word plausible in an internal monologue.

หนึ่งร้อยกับอีกสิบบาท เอาละ ในทุกๆ วันเขาคงจะอดทดกินข้าวมื้อเดียวได้อยู่หรอก เพราะฉะนั้นอาหารมื้อเช้าก็รวบยอดไปกินมื้อเย็นเสียทีเดียวเลย และอีกอย่างที่สำคัญกว่านั้นน่ะ ถ้าเกิดเดินออกไปซื้อข้าวแล้วท่านหัวหน้างานทั้งหลายเขาโทรมาพอดี โอย ไว้ใจได้เสียที่ไหนหละไอ้เรื่องเล่นตลกพรรค์นี้น่ะ ดีแล้ว รวบยอดไปกินเสียทีเดียวเอาอีตอนที่นายหัวหน้างานทั้งหลายเขาเลิกงานกันแล้วนั่นหละ สบายใจกว่า จากนั้นชรัสก็เพ่งพิศบุหรี่หงิกงออยู่ในมือ ถึงเวลาที่ควรจะเลิกเสียแล้ว นี่ควรจะเป็นมวนสุดท้ายของแกแล้ว แกต้องยอบรับข้อเท็จจริงอันนี้หละ แกต้องยอมทิ้งเพื่อนเก่าของแกเสียแล้ว ต่อจากนี้ไปเวลาที่นั่งห้องน้ำ ดื่มกาแฟ และเวลาที่กระวนกระวายใจจะไม่มีมันคอยอยู่เคียงข้างอีกแล้วหละ ชรัสตัดสินใจจะใช้โมงยามสุดท้ายกับบุหรี่มวนสำคัญนี้ด้วยการนั่งละเลียดกาแฟยามเช้า เขาเพ่งพิศความอัปลักษณ์ของบุหรี่มวนนี้อย่างหลงใหล มันคงเต็มไปด้วยแรงอัดแห่งความหงุดหงิดอะไรสักอย่างที่เมื่อคืนเขาได้ขยำขยี้อัดแน่นไว้ในบุหรี่มวนนี้ มันสะบักสะบอมนัก รอยปริแตกที่พันไว้ด้วยเทปใสนั่นทำเขาหวั่นไหว และเมื่อเขาชงกาแฟเสร็จแล้ว เขาก็สะกิดไฟแช๊ก ไฟมันสว่างโชติและพลิ้วไหวเล็กน้อย เมื่อเขายื่นบุหรี่เข้าไปใกล้ดวงไฟและสูดลมเข้าปอด เจ้าดวงไฟน่ารักนั้นก็เอนตัวอย่างชดช้อยเข้าหาปลายบุหรี่ มันแตะสัมผัสยาเส้นอย่างแผ่วเบา ได้ยินเสียงกรอบแกรบจากการเผาไหม้ฟังแล้วสุขใจยิ่งนัก เขาหลับตาลง กลุ่มควันขาวละเอียดไหลล่องลงสู่ลำคอและปอด พวกมันพลิกตัวกลับอย่างสวยงาม เหมือนนักกีฬาว่ายน้ำมืออาชีพที่เจนสระน้ำของตนที่ใช้ฝึกฝนบ่อยๆ พวกมันพลิกพลิ้วส่ายไหวออกมาจากปอดและผ่านลำคอขึ้นมาสู่อากาศภายนอก เคลื่อนขบวนอย่างอ้อยอิ่งสวย­งามก่อนที่จะจางหายไป อา ชรัสครางเบาๆในลำคอ เขาค่อยๆลืมตาขึ้นภายใต้ม่านหมอกของกลุ่มควันนั้น One hundred and ten baht. Now then. Every day he must bear with having only one meal, therefore breakfast will have to wait until dinner, and worse still, what if he happens to be out buying food and those bosses call right then … shucks, you never know when this kind of jinx might happen. Going out to eat when those bosses are no longer at work is just as well. After that Charat begins to stare at the warped cigarette in his hand. It’s time he should stop altogether. This should be his very last cigarette. He must face the fact. He must accept giving up on this old friend. From now on whenever he sits in the bathroom or drinks coffee and whenever he feels frustrated he won’t have it by his side any longer. Charat decides to use the last moment with this important cigarette sipping his morning coffee. He stares at the poor condition of this cigarette with fascination. It bears the marks of annoyance which for some reason made him squeeze this cigarette so tightly last night. It’s badly battered. The tear covered by the clear tape makes him anxious and when he has made the coffee, he strikes the lighter. Its flame is bright and a little wobbly. When he brings the cigarette towards it and inhales, the lovely flame leans gently to touch the tip of the cigarette, gets lightly into contact with the tobacco, the crackling of the burning is heard, utterly pleasing. He closes his eyes. Fine white smoke flows down his throat and into his lungs, turns around beautifully like a professional swimmer familiar with the pool he trains in often, turns around and leaves the lungs and the throat to waft back into the air outside, unfurling forward ever so slowly before it dissolves. Ah! Charat moans lightly in his throat. He slowly opens his eyes under that grey curtain of smoke. เอาละ = very well, okay, now then.

=

รวบยอด = to total, to do all at once; overall; so an alternative translation could be: ‘breakfast will have to make do for dinner as well’.

เมื่อสองเดือนที่แล้วบ้านที่เขาเช่าอยู่หลังนี้ดูจะสะดวกสบายและโอ่โถง อยู่ในซอยอันสงบร่มรื่น เดินออกไปไม่ถึงร้อยก้าวก็ถึงถนนหลัก ผู้คนแถวนี้รู้จักเขาเป็นอย่างดี เนื่องจากต่างรู้กันดีว่ามันเป็นบ้านที่ไม่เคยหลับ แว่วยินเสียงเพลง เสียงพูดคุยกันตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน ในตอนเย็นย่ำผู้คนแถวนี้มักจะเดินมาทักทายอยู่เสมอในทำนองว่า เอาหลานชายป้าไปเข้าฉากด้วยมั้ยเล่า หรือ ที่กองถ่ายยังขาดตัวประกอบอยู่หรือเปล่า ชรัสนั้นได้แต่ยิ้มแหยๆก็เขาไม่รู้จะตอบว่าอย่างไร เขาเป็นเพียงหัวหน้าพร๊อพประกอบฉากเท่านั้น งานสายนี้มีทั้งช่วงขาขึ้นและขาลง คาดเดาอะไรไม่ได้ เขารู้ข้อจำกัดนี้ดี ดังนั้นเขาจึงต้องหางานที่มั่นคงกว่ารองรับไว้ นี่ก็เดือนหนึ่งแล้วที่เขารองานอยู่ ไม่มีวี่แววว่าที่แห่งไหนจะติดต่อมา อีกทั้งงานพร๊อพประกอบฉากก็เงียบหายไปเลย ลูกมือของเขาแยกย้ายกันไปหางานทำกับนายอื่นที่ไม่สิ้นศรัทธากับวงการมายา นี่แกคงได้พร่ำพ่นอะไรที่มันไม่เข้าท่าให้คนในสายงานฟังอยู่หรอก ก็ไอ้ตอนเมาน่ะแกกร่างนักไม่ใช่หรือวะ เขาถึงพากันหายเงียบไม่เอาแกไปทำงานด้วยน่ะ แกพูดอะไรไว้บ้างน๊า นึกสิ นึกสิ ชรัสกวาดตามองบ้านอันโอ่โถง และรู้สึกว่ามันใหญ่เกินไปสำหรับเขาเสียแล้ว เฉกเช่นเดียวกับกระเพาะที่ใหญ่เกินไปสำหรับอาหารและรสนิยมที่สูงส่งเกินกว่ากำลังซื้อของตน ครั้นจะย้ายออกไปเช่าห้องเล็กๆอยู่ ทุกสถานที่ก็จำต้องเอาเงินมัดจำล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งเดือนอยู่ดี แล้วเขาจะไปหามันมาจากไหน Two months ago the house he rented looked convenient and grand, in a quiet, shady street, the main road not quite a hundred steps away. People around here knew him well because each was well aware that this house never slept, songs and conversations were heard day and night. In the evening the people around here walked by and greeted him saying things like ‘Can my grandson act too?’ or ‘Does your troupe need more actors?’ Charat just smiled wryly, not knowing how to answer. He was only responsible for the props. This work has its ups and downs, it can’t be second-guessed. He knows this limitation well, so that he must find work more stable to rely on. He’s been waiting for work for a month now, there’s been no sign of contact from anywhere. Besides, the work of theatre accessories has gone dead quiet, his underlings have scattered looking for work with other bosses that still have faith in the world of magic. He must have prof- fered words that didn’t make sense to others in this line of work – well, when drunk you swagger a lot, right? So they left quietly, refusing to have him work with them. What did he say? Think! Think! Charat sweeps his gaze around the grand house and feels it’s too big for him now in the same manner as his stomach is too big for his food and his tastes far above his purchasing power. As for moving to a small room, every place will demand at least one month rent in advance and where would he find that? =

=

=

=

=

=

=

=

=

Grandson or nephew? It could be either, but grandson is more likely: it makes the woman older, hence more conservative and remonstrative.

ความหวังของเขาอยู่ที่ตู้จดหมายหน้ารั้วบ้าน นั่นไงเสียงมอเตอร์ไซค์ของบุรุษไปรษณีย์และเสียงบีบแตรซึ่งดังแว่วเลยเข้าไปท้ายซอยแล้ว เมื่อเดินมาถึงตู้รับจดหมายเขาหลับตาและเล่นซ่อนหากับตัวเอง เขาลืมตาขึ้นและกล่าวเสียงดังในใจกับตัวเองว่า จ๊ะเอ๋ แต่สิ่งที่พบในตู้จดหมายนั้นทำเขาผิดหวังอย่างขมขื่น His hope lies in the letterbox on the fence in front of the house. Isn’t that the sound of the postman’s motorcycle with its hooting audible right to the end of the street already? When he walks over to the letterbox, he closes his eyes and plays hide- and-seek with himself. He opens his eyes and says loudly in his heart ‘Peekaboo!’ but what he finds in the letterbox disappoints him bitterly.
จดหมายซองหนึ่งเป็นใบแจ้งหนี้ของโทรศัพท์มือถือ เมื่อฉีกซองดูก็พบว่ามันเต็มไปด้วยโบรชัวร์โปรโม­ชั่นมากมายที่อัดแน่นอยู่เต็มซอง ใบแจ้งหนี้เป็นเพียงกระดาษแผ่นขาวๆบางๆที่เล่นซ่อนหากับเขาอีกตลบหนึ่ง วินาทีนั้นเขารู้สึกว่าได้สัมผัสอะไรที่เย็นชาและแล้งน้ำใจ เหมือนกับว่าเขาไม่เคยรู้จักภาษาและตารางเหล่านี้มาก่อนในชีวิต เฉกเช่นเดียวกับเมื่อตอบรับไมรตรีจิตเซ็นชื่อของตัวลงในแผ่นเอกสารขอเปิดบัญชีธนาคาร พนักงานจะยิ้มให้เราพลางเอานิ้วชี้ลงในแผ่นเอกสารและกล่าวว่า เซ็นตรงนี้ค่ะ และมือของเธอก็ยังคงวางทับไว้บนแผ่นเอกสารนั้น เห็นแล้วรู้สึกอบอุ่นและไว้วางใจ แต่แท้จริงแล้วพนักงานเหล่านั้นวางมือไว้เพื่อว่าลูกค้าจะไม่พลิกกลับเปิดหน้าที่อยู่ด้านหลังดู One letter is a statement of what he owes for his mobile phone. When he tears off the envelope he finds it’s stuffed with promotion brochures, the bill is just a thin whitish sheet of paper playing another round of hide- and-seek with him. Right then he feels he’s touching something cold and heartless as if he had never before known that language and those squares in his life, in the same manner as when we respond to friendship by signing our name in a document asking to open a bank account, the officer smiles at us while putting her finger on the document and saying ‘Please sign here’ and her hand still loiters on that docu- ment, by which you feel warm and trustful, but actually the officer is putting her hand there for the cust- omer not to flick the document over and read what’s on the other side.
ส่วนอีกอันนั้นเป็นใบปลิวเชิญชวนให้ไปสวดภาณยักษ์ใหญ่ ข้อความส่วนใหญ่ทำนาย (เรียกว่าชี้ชัดอย่างจัดเจนดีกว่า) ว่าปีนี้เป็นปีแห่งโชคเคราะห์ ควรจะมาสะเดาะเสียแต่โดยดี หากไม่มาสะเดาะเคราะห์แล้วชีวิตคุณจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ คำบรรยายต่างๆ ชวนอกสั่นขวัญแขวน ขยายความให้เห็นว่าจะเจออุบัติเหตุบ้าง เจ้ากรรมนายเวรจะตามจองล้างจองเวรบ้าง ชีวิตจะหมกไหม้ตายทั้งเป็น เขารู้สึกโกธรแค้นตัวเองนักที่อ่านใบปลิวแผ่นนี้ในใจ เพราะรู้สึกเหมือนกับว่าได้กลืนกินคำสาปนี้ลงไปในลำไส้เสียแล้ว มันเป็นรสชาติที่ขมและดำอย่างบอกไม่ถูก ทำไมไม่อ่านออกเสียง! ทำไมไม่อ่านออกเสียง! เขาตัดพ้อกับตัวเอง เรื่องดีๆอย่างนี้มันจะได้กระจายออกไปจากตัวเขาเสียบ้าง Another thing is a pamphlet inviting participation in a collective prayer to be protected from ill luck. It foretells – or rather, states blandly – that this year is a year of ill fortune that should be exorcised without delay. If you don’t come and exorcise it your life will be like this, like that. The ex- planations provided are scary, making it obvious you’ll face acci- dents, retribution will follow revenge, life will be weighed down with anxiety or bitterness, a living death. He’s angry with himself for reading this pamphlet in his head because he feels as if he has gobbled up this curse already. It’s indescribably bitter and noxious. Why not read it aloud? Why not read it aloud, he complains to himself. A good story like this would emanate from him and spread.
และที่ถืออยู่ในมืออีกสามสี่แผ่นก็เช่นกัน มันเป็นใบปลิวจาก เค.เอฟ.ซี, พิซซ่า ฮัท, แมคโดนัลด์ และรายการสินค้าจากเทสโก้โลตัส มันมาอีกแล้ว ท้องมันร้องอีกแล้ว เขาเหลือบมองดูใบปลิวของเค.เอฟ.ซี. ซึ่งเป็นโฆษณาตัวใหม่เป็นรูปคนครึ่งตัวแต่หัวเป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอบแห้ง มันเขียนคำโปรยประมาณว่าเปลี่ยนรสชาติเสียบ้าง ก็แล้วไอ้ไก่ของเอ็งมันราคาสี่บาทห้าบาทเหมือนบะหมี่รึเปล่าหละ ก็เปล่านี่หว่า เอ็งให้ทุกๆ คนเขาเปลี่ยนแปลงแต่เอ็งเคยเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างเล่านอกจากแอดโฆษณาน่ะ ใช่สินะ จริงๆแล้วเอ็งอาจจะเป็นเจ้าแห่งการเปลี่ยนแปลงก็ได้ เอ็งเข้ามาในชุมชนแล้วปักป้ายเสียหรูว่า ‘ขอเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน’ จากนั้นก็ ‘ขอเป็นส่วนแบ่งของชุมชน’ แล้วจากนั้นก็ ‘ขอเป็นส่วนใหญ่ของชุมชน’ จากนั้นเอ็งก็ทำเบอร์เกอร์หมูย่าง เอ็งค่อยๆ แทรกเข้ามาในวาระสำคัญๆ ของชีวิต ในงานเลี้ยงฉลองความสำเร็จ งานพบปะสังสรรค์ แล้วจากนั้นก็แทรกซึมเข้าสู่การบริโภคประจำวัน ขยับขยายสถานภาพตัวเอ็งจากวาระโอกาสสำคัญสู่ปัจจัยสี่ในการดำรงชีพ และในเมื่อมันเป็นปัจจัยพื้นฐานเสียแล้ว ปัญญาชนหรือนักคิดก็ต้องหุบปากลงอย่างเหนียมอาย และเล่นลิ้นติดตลก ก็เพราะน่องไก่กับแป้งอบชีสนั่นมันอุดตันคอหอยอยู่ และเมื่อท้องมันอิ่มแล้วพวกเขาก็กรูกันไปสนามประลองปัญญา และสนามประท้วงในประเด็นอื่นที่พวกเขาจะได้แสดงความกระหายวัฒนธรรมหลากหลายอันแรงกล้าต่อไป ใครมันจะไปกล้าทักท้วงเอ็งเล่า ลูกหลานของนักคิดเหล่านั้นกำลังร้องไห้งอแงเพราะอยากกิน คนรักของปัจเจกชนทั้งหลายก็เรียกร้องหาวาระอันแสนพิเศษ เหตุผลไม่ได้อยู่ในสนามแห่งหัวใจ ไม่ได้อยู่ในห้องนั่งเล่น ไม่ได้อยู่ที่เตียงนอน ไม่ได้อยู่ในวันพบญาติ เอ็งมันเป็นนักเปลี่ยนแปลง และเอ็งก็ทำสำเร็จแล้วด้วย พวกเรากำลังคิดถึงเอ็งในฐานะปัจจัยสี่ไม่ใช่ของกินเล่นฟุ่มเฟือยแล้วนี่นะ And the three or four other pam- phlets in his hands are the same. They are brochures from KFC, Pizza Hut, McDonald’s and lists of goods from Tesco-Lotus. Here it goes again, his stomach is complaining again. He looks up at the KFC pamphlet, which has a new ad, the picture of half a body with ready- made dry egg noodles for a head. A sprinkling of words enjoins you to change flavours. Well, is your chick- en priced at four or five baht like egg noodles? Hell, no. You want every- one to change but have you ever changed anything apart from your ads? Well, actually, you might be the champion of change: you entered into the community brandishing a luxurious placard saying ‘Let me be a part of the community’, from that to ‘Let me have a larger part in the community’ and from that to ‘Let me be the dominant part of the com- munity’ and from that you made grilled pork burgers, you sneaked into the important moments in life, in parties celebrating achievements, in get-togethers, and from that you went and interfered with daily con- sumption, expanding your status from important occasions and times to the four fundamentals of existence and as these are basic factors, intellectuals or thinkers have had to keep their mouths shut shyly and quibble with humour, because your flour-and-cheese-stuffed chicken legs engorge their pharynxes and when their bellies are full they rally to wisdom training grounds and protest grounds on those other topics where they can show their intense thirst for variegated culture. Who will dare pro- test? The children and grandchildren of those thinkers are snivelling be- cause they want to eat; the partners of those individualists are demanding quality time. Reason is not in the field of the heart, is not in the living room, is not in bed, is not on days of meeting relatives. You are a reformist and you’ve been successful. We are thinking of you from the point of view of the four requisites, not for frivolous leisurely nibbles, you know. =

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

นี่หว่า = dammit, for God’s sake, bloody hell. (Not very polite; use advisedly.)

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

The four requisites, according to Buddhism, are 1) food, 2) clothing, 3) accommodation and 4) medical care.

ชรัสเพ่งพิศใบปลิวนั้นอย่างหัวเสียและรู้สึกหิวโหย สายลมเย็นระรื่นพัดผ่านมา เขาแหงนหน้ามองตามทิศทางลม กอไผ่ยามต้องลมส่งเสียงซู่ซ่าเหมือนห่าฝน ถนนในซอยเงียบสงบร้างผู้คน ใบปลิวจากร้านอาหารฟาสฟูดส์ทั้งหลายโดนสายลมพัดกระจายเกลื่อนเต็มท้องถนนในซอย ดูมันระริกระรี้ร่าเริงนัก เขาเดินไปตามท้องถนน เก็บใบปลิวที่กระจัดกระจายไว้ในอ้อมแขนได้หอบใหญ่ เขาเก็บมันเพลินจนเดินมาถึงหน้าร้านอาหารตามสั่ง แม่ค้ายืนมองเขาอยู่นานแล้วด้วยสายตาช่างสงสัย เมื่อชรัสเงยหน้าขึ้นก็สบกับสายตาที่ว่านั้นทันที เขายิ้มให้อย่างจืดเจื่อน เพราะดูสภาพเขาในตอนนี้ไม่ต่างจากคนเก็บขยะสักเท่าไหร่ น้ำก็ยังไม่ได้อาบ ผมเผ้าเป็นกระเซิง อีกทั้งบ้านของเขาก็เงียบสงัดวังเวงจนน่าสงสัยมาหลายสัปดาห์แล้ว เขารู้สภาพของตนดีเลยกล่าวแก่แม่ค้านางนั้นว่า “เก็บเอาไปให้รถขยะรีไซเคิลน่ะ” แม่ค้านางนั้นไม่ได้ตอบคำเขา เพราะ ชรัสก็ไม่เคยตอบคำของนางเช่นกัน ว่าจะเอาหลานของนางไปเข้าฉากหรือเปล่า ดังนั้นแล้วชรัสก็เดินย้อนกลับเข้าบ้านของตนไป Charat peers at those pamphlets, incensed and feeling famished. A gust of cold wind blows by. He looks up to follow the gust of wind. The bamboo under the wind patters as if under the rain. The street is quiet and devoid of people. Lots of pamphlets from fast-food outlets are scattered about by the wind all over the street, looking very gay. He walks along the road, gathers the scattered pamphlets in his arms, which are soon fully loaded. He has a great time collecting them until he comes before a made-to-order food shop. The female vendor has stood looking at him for quite some time with suspi- cion in her eyes. When Charat looks up, he’s faced with those eyes at once, he smiles at her sheepishly because his condition at the moment isn’t much different from that of a refuse collector. He hasn’t showered yet, he’s dishevelled; besides his house has been suspiciously dead quiet and forlorn for weeks. He’s perfectly aware of his condition so he tells the vendor ‘I’m keeping them for the refuse collectors to recycle’. The woman doesn’t answer him because Charat has never answered her either when she asked if he wanted her grandson to join the set. Thus he retraces his steps to his own house.
ชรัสนอนอ่านหนังสือและเผลอหลับไปจนล่วงถึงตอนบ่าย เขาอยากจะทำงานบ้านฆ่าเวลาบ้างหรอก ทว่าเรี่ยวแรงที่มีอยู่นั้นดูเหมือนจะไม่อำนวยเอาเสียเลย ยกของหนักมันก็ต้องออกแรง เพียงนิดหน่อยมือไม้ก็สั่นเทา และท้องก็รู้สึกแสบและว่างโหวง บ้านของเขานั้นเต็มไปด้วยกองกระดาษและกองหนังสือวางเรี่ยราดระเกะระกะ ทั้งที่ซื้อมาอ่านเอง และที่ซื้อเหมามาเพื่อใช้เป็นของประกอบฉาก และยังมีหนังสืออีกประเภทที่กลุ่มคนในวงการเขาเรียกว่า เรฟ’เฟอร์เรนซ์ Charat lies reading a book and drifts into sleep until sometime in the afternoon. He wants to do some housework to kill time, but the strength he has doesn’t seem to allow for it. To lift something heavy you have to use strength. Just a little and your hands shake and your belly hurts and feels hollow. His house is full of piles of paper and of books placed every which way, those he bought and read himself and those he bought wholesale to serve as elements of the background, and there are even other books of the kind people in his circle call reference books.
เขากำลังหลับสนิทและรู้สึกผ่อนคลายจากเรื่องราวต่างๆนานา ที่นั่นเป็นสถานที่อันแสนสงบ กระนั้นก็ชวนตื่นตัวและก่อความสนเท่ห์ แยกแยะไม่ได้ว่าเป็นสีหรือขาวดำ ช่างหมดจดสะอาดดีแท้ เปรียบเหมือนในที่แห่งนั้นเขามีดวงตาสำหรับมองเพียงอย่างเดียว ปราศจากภาระผูกพันของเรือนกายอันถ่วงหนัก เขาเป็นอิสรเสรีแม้กับอวัยวะทุกส่วนของตัวเอง เหมือนภูมิทัศน์แก้วผลึกที่มีไว้สำหรับมอง อ๊ะ มีไว้สำหรับฟังด้วย เขาได้ยินเสียงหละ มีใครอยู่ที่นั่นหรือเปล่า เสียงนั้นแว่วมาแต่ไกล แต่เขาก็รู้สึกว่าเสียงนั้นช่างคุ้นเคยเหลือเกิน มีใครอยู่ที่นั่นหรือเปล่า นั่นมันน้ำเสียงของเขานี่ แต่หาได้ออกมาจากกล่องเสียงของเขาไม่ มันลอยใกล้เข้ามาจากอีกฝากหนึ่งของภูมิทัศน์อันอธิบายได้อย่างยากยิ่งนั้น He’s sleeping soundly, away from all sorts of worries. This is a most quiet place, prompting him to wake up and creating doubt nevertheless. He can’t distinguish whether it is colour or black and white. It’s thoroughly spick and span. It’s as if in this place he has eyes only to see, devoid of the need to be bound to a body that is fully loaded. He’s free, even from every organ of his, like the milky quartz landscape he has to see. Ah! Is there someone there or not? That voice is coming from afar but sounds most familiar. Is there someone there or not? But that’s his own voice, yet not coming from his own throat. It comes floating from another side of the landscape, something most difficult to explain. =

=

=

=

=

=

=

=

=

=

แก้วผลึก = milky quartz, rock crystal.

“รบกวนช่วยออกมาหน้าบ้านด้วยครับ” ทันทีที่สะดุ้งตื่นเขารู้สึกเจ็บร้าวไปทั่วสรรพางค์กาย อวัยวะภายในต่างบิดขมวดเป็นเกลียว และแขนขาก็อ่อนเปลี้ยเพลียแรง แรงโน้มถ่วงทำอะไรกับร่างกายที่เขาทิ้งไว้ชั่วครู่นี้นะ ‘Please come out to the front of the house, sir.’ As soon as he’s startled awake, he feels pain in his whole body. Each internal organ is twisted into a bundle and his members are devoid of strength. What has the force of gravity done to the body he has momentarily deserted?
“รบกวนช่วยออกมาหน้าบ้านด้วยคร๊าบ” เสียงใหญ่และแหบเบียดแทรกผ่านประตูหน้าบ้านเข้ามา ชรัสรู้สึกถูกจู่โจมทันทีทั้งๆ ที่ยังง่วงงุน ‘Please do come out to the front of the house, sir.’ A loud hoarse voice comes in through the front door. Charat feels invaded at once, even though he’s still sleepy.
เขาเดินออกไปหน้าประตูรั้วบ้าน ใช้มือทั้งสองข้างประคองศีรษะ เหมือนพยายามประกอบมันให้เข้าที่เข้าทาง ชายนิรนามร่างใหญ่ยืนมองเขาแล้วส่งสายตาตำหนิแวบหนึ่งด้วยข้อหาที่ปล่อยให้เขารอและตะโกนเรียกอยู่นาน ชายนิรนามร่างใหญ่สวมชุดสีน้ำเงิน ผิวสีดำแดง ดวงตานั้นแดงก่ำเหมือนคนเมาเหล้าตลอด­เวลา ยามสนทนาเปล่งเสียงแหบแห้งและหย่อนยาน เหมือนคนที่สูบบุหรี่จัดและดื่มมาได้ในระดับหนึ่งแล้ว ส่วนหน้าผากนั้นเยิ้มเป็นมันด้วยคราบเหงื่อไคล เมื่อชรัสเดินเข้าไปใกล้ เขาส่งยิ้มหวานให้จนน่าระแวงสงสัย ในมือของเขาถือสมุดฉีกเล่มหนึ่งพร้อมปากกา จากนั้นเขายื่นบัตรประจำตัวมาให้ดูพลางกล่าวว่ามาจากมูลนิธิศพไร้ญาติ ชรัสรับบัตรประจำตัวนั้นมาดูโดยอัตโนมัติ และส่งกลับอย่างไม่ใส่ใจ เขาเห็นอีกแล้วว่าชายคนนั้นหรี่ตามองตาแวบหนึ่ง He walks out to the front gate, using both hands to hold his head as if trying to set it in place. A big- bodied stranger stands looking at him and then has a momentary reproving expression for having been left to wait and call out repeatedly. That big-bodied stranger is wearing a dark blue suit, his skin is coppery, his eyes are bloodshot like those of a drunkard. When he speaks his voice is hoarse and flabby like a chain smoker’s with already a certain level of alcohol in him. As for his face, it’s oily with sweat and scurf. When Charat walks up to him, he produces a smile so sweet it’s suspicious. He has a writing pad and a pen in his hand. He holds out his ID card for Charat to see, saying he comes from the foundation for the dead without relatives. Charat takes the ID card, glances at it and returns it casually. He sees the man squint as he looks into his eyes.
“ช่วยบริจาคเงินสำหรับศพไร้ญาติด้วยนะครับ” ชายนิรนามกล่าวอย่างทะมัดทะแมง เมื่อเห็นชรัสยังยืนนิ่งอยู่เขาจึงกล่าวย้ำว่า “ตามแต่กำลังศรัทธาแล้วกัน” ‘Please give some money for the dead without relatives, sir,’ the man says earnestly. When he sees Charat still standing motionless he adds, ‘As much as you wish.’ Here, need to adjust the wording, as ตามแต่กำลังศรัทธา (up to the faith you have) doesn’t translate well.
อีกแล้ว เมื่อข่าวสารนี้เดินทางไปยังประสาทรับรู้ของเขา เขาก็เดินกลับเข้าไปในบ้านโดยอัตโนมัติ มองดูเงินที่เหลืออยู่ หนึ่งร้อยกับอีกสิบบาท เขาหยิบเงินทั้งหมดแล้วเดินออกมาหน้าบ้านอีกครั้ง ชายนิรนามตาไวมองเห็นธนบัตรก็จรดปากกาเขียนลงในสมุดฉีกล่วงหน้าเรียบร้อย ชรัสยื่นเงินจำนวนหนึ่งร้อยบาทให้ Again! When this message reaches his brain, Charat walks back to inside the house automatically, looks at the money that remains: one hundred and ten baht. He picks it all up and walks back to the front of the house. The man’s sharp eyes see the banknote and he reaches for his pen to jot the number on his pad right away. Charat holds out the one- hundred-baht note to him.
“โอ๊ะ ไม่ต้องเขียนหรอกครับเปลืองกระดาษเปล่าๆ ผมช่วยยี่สิบบาทก็แล้วกัน กรุณาช่วยทอนให้ผมด้วยนะครับ” ‘Oh, no need to write it down, sir. Don’t waste paper. I’ll donate twenty baht. Please give me the change for it.’
ชายนิรนามสำแดงสายตารังเกียจอย่างเด่นชัด ขอโทษนะครับนี่ไม่ใช่ร้านขายของชำที่จะมาแตกแบงค์ทอนเงินกันเป็นล่ำเป็นสัน ชรัสลอบอ่านเอาจากสายตาของเขา และก้มหน้าลงอย่างละอาย มันช่วยไม่ได้จริงๆ The man’s expression is clearly one of disgust. Excuse me, sir, this isn’t a grocery where people come in their thousands to break big bank- notes – Charat can covertly read this much in his eyes and he lowers his head in embarrassment: it can’t be helped.
“ศพไม่มีญาตินะคุณ” น้ำเสียงเปี่ยมด้วยความตำหนิ “ช่วยสักร้อยนึงก็แล้วกันนะ” น้ำเสียงสบประมาทว่าไม่เคยมีใครให้น้อยกว่านี้หรอก “ผมเขียนลงในใบรับแล้วด้วย” ‘It’s dead people without relatives, you know!’ The voice is deeply accu- satory. ‘Put up a hundred, all right?’ The insulting tone implies nobody gives any less than this. ‘Here, I’ve written it down in the receipt.’
“มันช่วยไม่ได้จริงๆครับ เก็บเอาไว้ให้ผมกินข้าวบ้างเถอะ ทั้งเนื้อทั้งตัวผมก็เหลืออยู่ร้อยบาทนี่แหละ ถ้าคุณไม่ทอน ผมก็ไม่มีตังค์กินข้าวนะ” ชรัสอุธรณ์ ‘This can’t be, sir. I need to keep enough to eat. I’ve only got this hundred baht left altogether. If you don’t give me change, I’ll have no money left to eat, you know,’ Charat appeals.
“โอ้ย ไม่มีเงินทอนหรอกคุณ ห้าสิบบาทก็แล้วกัน” น้ำเสียงของชายนิรนามตำหนิอย่างกระฟัดกระเฟียดมากขึ้น ‘I don’t have any change. Let’s say fifty and that’s it.’ There’s rising anger in the disparaging tone of the stranger.
“ผมให้ได้เท่านี้แหละ ก็ไหนคุณบอกว่าตามแต่กำลังศรัทธาไง” ชรัสขึ้นเสียงบ้าง ‘I can only give you this much. Didn’t you say it was up to me?’ Charat says, raising his voice.
ชายนิรนามกระชากฉีกใบเสร็จรับเงินที่เขาเขียนไว้ก่อนหน้านี้ทิ้งอย่างหัวเสีย “เอาไว้วันหลังก็แล้วกัน” เขากล่าวแล้วเดินจากไปอย่างเปี่ยมศักดิ์ศรียิ่ง แว่วยินเสียงบ่นงึมงำอย่างเหนื่อยหน่ายคล้อยหลังไปว่า โอ … ศพไม่มีญาติแท้ๆ ธนบัตรหนึ่งร้อยบาทที่ยังถืออยู่ในมือของชรัสนั้นร้อนรุ่มขึ้นมาด้วยบาปและความขัดแย้งของศรัทธา The stranger tears off the receipt he’s made out and throws it away angrily. ‘Some other time, then!’ he says and then walks away in a most dignified way, still mumbling wearily in his back ‘Oh … dead truly without relatives…’ The one-hundred-baht banknote Charat still holds in his hand is burning with sin and denial of faith.
พอกันที เขาสบถคำหยาบคายมากมายภายในใจ ขณะเดินกลับเข้าบ้านนั่นเองก็ได้ยินเสียงรถซาเล้งรับซื้อกระดาษและของเก่าแล่นผ่านเข้ามา(เป็นประจำทุกๆ วันอยู่แล้ว) คุณลุงซาเล้งมาได้เหมาะเจาะจริงๆ นี่แหละคนที่เขาต้องการหละ ชรัสกวักมือเรียงคุณลุง พลางนึกถึงกองใบปลิวที่เขาเก็บในห้องครัว เรื่องอะไรจะให้มันรีไซเคิลแล้วเอามาแจกใหม่ฟรีๆ ว่าแล้วชรัสก็เดินเข้าบ้านหอบเอากองกระดาษทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ออกมาชั่งกิโลขาย เขากวาดตาไปรอบๆ ห้องกลาง กองนิตยสารนั่นด้วย พวกหนังสือประกอบฉากนั่นด้วย แล้วก็ไอ้เรฟ’เฟอร์เรนซ์นั่นด้วยหละ Enough! He swears a series of vulgar epithets in his mind. As he walks back into the house he hears the engine of a saleng* buying paper and old items coming this way (as it does every day). The old man is coming at the right time indeed. This is the man he wants. Charat signals to him, thinking of the pile of pamphlets he keeps in the kitchen: why should he have them recycled and distributed anew for free? Whereupon he walks into the house and lifts the box with the whole pile of paper he has and goes out to have it weighed for sale. He sweeps his eyes around the central room. That pile of magazines too. And those prop books also, and those reference books as well. * A now usually motorised tricycle peddler collecting paper, bottles and sundry bits and pieces. ซาเล้ง
“กิโลละบาทนะคุณ ถ้าเป็นกระดาษลังล่ะก็แพงหน่อย กิโลละบาทห้าสิบ” ‘One baht a kilo, you know. If it’s packing paper, it’s a little more, one baht fifty a kilo.’
“ผมมี เอาไปเลยคุณลุง เอาไปเลย ผมมีเยอะ ไม่ต้องช่วยหรอกคุณลุง เดี๋ยวผมหอบออกมาให้เอง คุณลุงแค่ยกขึ้นตราชั่งอย่างเดียวก็พอ เก็บแรงไว้คุณลุง เราจะรวยกันแล้ว” อารมณ์โกธรเคืองของเขาเปลี่ยนแปลงเป็นยินดีอย่างรวดเร็ว ‘Fine. Take it, take it all, uncle. I have a lot. No need to help me, uncle. I’ll carry it all out for you, uncle, just put it on the scales, that’ll do, preserve your strength, uncle, we’ll both be rich soon.’ His angry mood had quickly given place to delight.
“ที่บ้านทางฟากโน้นน่ะ เขาเอากองเอกสารบัญชีออกมาขายให้ลุง ตั้งสามสี่ร้อยกิโลล่ะ” คุณลุงกล่าวอย่างตื่นเต้น น้ำลายเป็นฟองขาวๆ เกาะอยู่ตรงริมฝีปากทั้งสองข้าง “อย่าบอกใครเชียวนา ไอ้ปกเอกสารตราช้างน่ะ เวลาลุงเอาไปส่งต่อมันเป็นอีกราคานึงล่ะ ก็กำไรนิดๆหน่อยๆหรอก” ‘That house over there, they sold me lots of accounting documents, three to four hundred kilos of them,’ the uncle claims with excitement, white foam sticking to both sides of his mouth. ‘Don’t tell anyone, okay. Those Elephant brand covers, when I resell them they fetch another price, make me some money, what.’
“นั่นแน่ เจ้าเล่ห์นะเนี่ย เอาน้ำเย็นๆสักหน่อยเถอะคุณลุงไม่ดีกว่า เดี๋ยวผมซื้อโค้กให้ลุงกระป๋องนึงเลยเอ้า” ‘Right on. A bit of a trickster, aren’t you? Have some cold water, uncle, how about it? Come, I’ll buy you a Coke.’
การณ์เป็นไปดังนี้ ชรัสขายทั้งหนังสือ กองกระดาษ ลังกระดาษและขวดเหล้าเบียร์ที่กองสุมกันอยู่หลังบ้าน เขาได้เงินจากการนี้ถึง สามร้อยห้าสิบเจ็ดบาทห้าสิบสตางค์ So it goes. Charat sells books, piles of paper, packing boxes and bottles of booze and beer that have accumulated at the back of the house. All of this earns him three hundred and fifty-seven and a half baht.
“เอ้า ลุงให้เป็นสามร้อยห้าสิบแปดบาทเลย” คุณลุงกวาดมืออันผอมแห้งออกจากตัวเป็นเชิงชี้ขาด จากนั้นก็ควักเงินจ่ายให้ ‘Well, I’ll make it three hundred and fifty-eight baht.’ His thin and dry hand makes a sweeping gesture signalling finality. After that he counts the money and hands it over.
“ใจใหญ่จริงๆคุณลุง รออยู่นี่ก่อนคุณลุง เดี๋ยวผมจะไปซื้อโค้กมาให้” ชรัสเบิกบานยิ่งนัก ‘You’re really generous, uncle. Wait here first. I’ll go and buy you that Coke.’ Charat is beaming.
“ลุงขอเป็นอะไรที่มันชูกำลังได้มั้ยเล่า” คุณลุงทำเสียงอ้อมแอ้ม ‘How about some kind of energy drink instead,’ the old man mumbles.
“แน่ะ เจ้าเล่ห์อีกแล้ว ได้เลยๆ” ชรัสหยอกเย้าก่อนเดินจากไป ‘Sure. Up to your tricks again, hey? It’s yours,’ Charat teases before walking away.
ที่ร้านขายของชำ เขาสั่งเครื่องดื่มให้คุณลุง เขารู้สึกเป็นสุขนัก เกิดอาการใจใหญ่ขึ้นมาจนคับร้าน เอาไวไวมาลังหนึ่ง ไข่ไก่อีกแพค หนึ่ง ผักกาดขาวด้วยนะจ๊ะ เขามองธนบัตรหนึ่งร้อยบาทเจ้าปัญหาที่ยับยู่ยี่ นี่เขาเผลอขยำขยี้มันตั้งแต่เมื่อไหร่นะ ดีหละ เอามาร์ลโบโล ไลท์มาสองซองเลย At the grocery store, he orders the drink for the old man. He feels ex- tremely happy. With a sudden gener- osity too big for the shop, he takes a box of the stuff, a carton of eggs as well, and a Chinese cabbage, please. He looks at the problematic one-hundred-baht note which is all crumpled. Hey, when did he crush it like this? Well, let me have two packets of Marlboro Light.
เถ้าแก่ร้านขายของชำจัดการเอาของต่างๆ ใส่ถุงให้เสร็จสรรพ พลางยื่นบุหรี่สองซองแยกให้ ชรัสรับมาดู ซองหนึ่งมีคำเตือนว่า ‘บุหรี่ทำให้เส้นเลือดในสมองแตก’ ส่วนอีกซองหนึ่งมีคำเตือนว่า ‘สูบบุหรี่ทำให้แก่เร็ว’ ชรัสยื่นบุหรี่ซองแรกคืนให้เถ้าแก่ และแจ้งความจำนงไปที่ซองที่มีคำเตือนว่า ‘ควันบุหรี่เป็นอันตรายต่อผู้ใกล้ชิด’ The grocer puts the various items in a bag and hands him the two packets of cigarettes separately. Charat takes them and has a look. On one packet there’s the mention ‘Smoking makes blood vessels in the brain break’; on the other, the warning is ‘Cigarette smoke is dangerous for those around you’. [Charat missed the most edifying warning: ‘Smoking gives you rotten feet’.]5146_thaihealth_7qfxt9az8cbe
เฉพาะค่าบุหรี่ชรัสยื่นเงินเจ้าปัญหาหนึ่งร้อยสิบบาทให้เถ้าแก่ ฝ่ายเถ้าแก่นั้นยิ้มละไมทอนเงินคืนให้สองบาทเฉพาะค่าบุหรี่เช่นกัน ซองละห้าสิบสี่ เถ้าแก่ว่าเป็นนโยบายขายตัดราคาจากร้านมินิมาร์ท The price of the cigarettes alone gets the better of the fateful one hundred and ten baht he hands out to the grocer. The grocer smiles sweetly as he gives him the two-baht change for the cigarettes only – fifty-four baht per packet. The grocer says it’s his policy to undercut the Minimart price.
= ‘Nueng Roi Sip Bat’ in Krungthep Turakit, October 2004.
Uthis Haemamool was born in 1975 in Saraburi Province. An arts student of Chulalongkorn University, he has built up a substantial body of works in the last ten years consisting of novels, short stories, articles on films and a travel book. He is now editing a cultural magazine. His novel Lap Lae, Kaeng Khoi earned him
the SEA Write Award in 2009.
=อุทิศ เหมะมูล

Tagged: , , , , ,

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: