Briefs – Korn Siriwatthano

Women needn’t bother reading this: it’s a man thing – Thai-style. And a happy New Year to you too! MB

การเกงใน

BRIEFS

discarded briefs1 discarded briefs

กร ศิริวัฒโณ

KORN SIRIWATTHANO

TRANSLATOR’S KITCHEN
= =
ตอนนี้ผมทำงานที่บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ทำหน้าที่เป็นพนักงานขายโครงการบ้านจัดสรร มีเพื่อนพนักงานในสำนักงานแปดคน รวมทั้งผู้จัดการและนักการภารโรงด้วย เป็นสำนักงานที่เปิดขึ้นเพื่อขายบ้านในโครงการนี้โดยเฉพาะ ขายบ้านในโครงการหมดเมื่อใดพวกเราต้องย้ายไปอยู่สำนักงานขายโครงการแห่งใหม่อีก ผมทำงานนี้มาเกือบสองปีแล้ว ทำท่าว่าจะไปได้สวยพอสมควร แต่ผมมีปัญหาที่แก้ไม่ตกอยู่อย่างหนึ่ง และมันกำลังจะถึงขั้นวิกฤติ… I now work in a private company as a salesman of housing estate units. We are eight of us, including the manager and the janitor. The office was opened to sell only the houses of that estate. When we’ve sold all the houses, we’ll be transferred to sell a new project. I’ve worked here almost two years. It looks as though I’m doing fairly well, but I have a problem I can’t solve and it has reached crisis point. The writing is simple and straightforward, thus calls for very few remarks, editorial or otherwise.
นั่นคือผมมีโรคประจำตัวชนิดหนึ่ง มันสร้างความอึดอัดใจและความทุกข์กังวลให้ผมมาก มันเป็นโรคที่เป็นมาตั้งแต่เด็กแล้ว เพียงแต่ตอนนั้นผมยังเป็นเด็กไม่รู้ประสีประสาอะไรนักจึงยังไม่มีปัญหามากเหมือนตอนนี้ ทั้งยังไม่รู้สึกอับอายกับโรคประจำตัวของตัวเอง และไม่เคยคิดมาก่อนว่ามันจะสร้างปัญหาให้ผมมากมายขนาดนี้ It is that I have a chronic disease. It embarrasses me and makes me very uneasy and worried. It’s a disease I’ve had since I was a child, except that when I was a child I didn’t know much so it wasn’t as big a problem as it is now. Besides, I didn’t feel ashamed of that chronic disease and I never thought it would create problems for me to that extent.
โรคประจำตัวที่ว่านั้นก็คือ ผมเป็นโรคใส่กางเกงในไม่ได้ ใส่กางเกงในแล้วจะเกิดอาการคันที่อวัยวะเพศขึ้นมาทันที คันยุบยิบไปหมด ต้องคอยแคะคอยเกาเจ้านกน้อยตลอดเวลา และด้วยเหตุนี้ตอนที่เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษา ผมจึงไม่นุ่งกางเกงใน ไม่ว่าจะอยู่ที่บ้าน ไปเที่ยว หรือจะไปโรงเรียนก็ตาม เวลาไม่นุ่งกางเกงในอาการคันจะไม่มี ทุกอย่างสบายดีปลอดโปร่ง แต่ถึงจะไม่ใส่กางเกงในก็ไม่ได้ทำให้ผมเดือดร้อนอะไรในตอนนั้น กลับคิดว่าดีเสียอีกที่ไม่ต้องเสียเงินซื้อกางเกงใน และไม่ต้องเสียเวลาซักด้วย That chronic disease is that I can’t wear briefs. Whenever I wear briefs, my genitals begin to itch at once. I’m itching all over. I must scratch my little bird all the time and for that reason when I was in primary school I didn’t wear briefs, whether at home, outdoors or at school. When I didn’t wear briefs, there was no itching, everything was fine and dandy, but my not wearing briefs wasn’t a problem for me then. I thought it was good actually that I didn’t have to waste money buying any or waste time washing them.
ปัญหาเริ่มเกิดขึ้นตอนที่ผมกำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษา ผมเริ่มเป็นหนุ่ม ความรู้สึกทางเพศค่อยปรากฏชัดเจนออกมา พอเห็นผู้หญิงสวยๆ เจ้านกน้อยของผมจะตื่นขึ้นมาทันที ผมเริ่มอับอายต่อสิ่งที่เกิดขึ้น เวลาที่เจ้านกน้อยตื่นขึ้นมา ผมต้องกดมันไว้ด้วยมือข้างใดข้างหนึ่ง หรือใช้วิธีการใดวิธีการหนึ่งสยบมัน โดยเฉพาะวิธีการเอาขาหนีบไว้ให้แน่นจนมันไม่สามารถแผลงฤทธิ์ได้ The problem began when I was in secondary school. I was a teenager by then. Sexual feelings were beginning to appear clearly. As soon as I saw a pretty girl, my little bird perked up at once. I began to feel embarrassed by what was happening. When my little bird perked up, I had to press it down with one hand or use one method or another to rein it in, especially the method of pressing my thighs together strongly so that it couldn’t rear up.
ตอนที่ตกอยู่ในสภาพแบบนั้นผมทรมานมาก ระยะการตื่นตัวของเจ้านกน้อยแต่ละครั้งก็กินเวลานานมาก กว่าจะปลอบประโลมหรือบังคับให้มันสงบเสงี่ยมเจียมตัวลงได้ก็ต้องใช้วิธีการสารพัด เป็นต้นว่าเอาหน้าแข้งไปฟาดกับขาโต๊ะ เขกเข่าแรงๆ หรือไม่ก็หักคอพับให้มันเจ็บ บางครั้งก็ต้องถอนขนทวนกลับแรงๆ เพื่อให้เกิดความเจ็บปวด มันจะได้สิ้นฤทธิ์เร็วขึ้น When I fell into that state, I suffered very much. My little bird would perk up each time over long periods. Before I persuaded or forced it to modesty I had to resort to all sorts of tricks, such as kick the table leg with my shins, knock my knees hard or else force-fold it to hurt it. Sometimes I had to pull the hairs strongly for pain to arise, which would speed up its return to the fold.
แต่ไม่ว่าผมจะจัดการกับมันด้วยวิธีใดก็ตาม มันจะได้ผลเพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น จนในที่สุดผมก็ต้องซื้อกางเกงในมาใส่ ยอมทนคันยุบยิบๆ ดีกว่าอับอายเพื่อนในห้องโดยเฉพาะเพื่อนผู้หญิง มันคันเหมือนมีมดหรือตัวหมัดเป็นร้อยเข้าไปเกาะกัดและวิ่งเล่นวุ่นวายอยู่ตามตัวเจ้านกน้อยของผม เวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่นผมจะพยายามอดกลั้นไม่เกาไม่ขยี้มัน แต่พอลับตาคนเมื่อใดผมต้องเกาต้องบี้ตามตัวเจ้านกน้อยยิกๆ เกือบตลอดเวลา ยิ่งตอนเรียนอยู่ในวิทยาลัยยิ่งอาการหนัก กว่าจะเลิกเรียนแต่ละวันผมเกาจนเจ้านกน้อยบวมเป่งเหมือนถูกแตนต่อย พอกลับถึงบ้านผมจะรีบถอดกางเกงในออกทันที ค่อยสบายอกสบายใจ But no matter how I dealt with it, it was only effective temporarily and only briefly, so that in the end I had to buy and wear briefs and bear with the itch- ing rather than be ashamed in front of my friends in the classroom, especially the girls. It itched as if there were hundreds of ants or fleas biting and crawling all over my little bird. When I was in front of others, I tried to bear with it without scratching or shaking it, but as soon as there was no one around I had to scratch and squeeze it almost all the time. It became even worse when I studied at university. Before the end of lectures each day I scratched it so much that my little bird was swollen as if bitten by a wasp. As soon as I was home I took off my briefs and felt better.
พอตอนใกล้จบวิทยาลัย เจ้านกน้อยของผมเป็นแผลเต็มไปหมด ผมเคยไปหาหมอ หมอบอกว่าผมเป็นโรคแพ้กางเกงใน ให้ทาแป้งที่เจ้านกน้อยเยอะๆ แต่ก็ยังไม่ได้ผล ยังคันเหมือนเดิม หมอเลยแนะนำให้เลิกใส่กางเกงในมาตั้งแต่บัดนั้น จวบจนบัดนี้ผมก็ยังไม่ใส่กางเกงใน By the time my university studies were almost over, my little bird was black and blue. I had seen a doctor. The doctor told me I was allergic to briefs, I should powder my little bird liberally. But that didn’t help. It itched as before. The doctor thus told me to give up wearing briefs. So from then on up until now, I have no longer been wearing briefs. =

เป็นแผลเต็มไปหมด: literally, ‘was full of wounds’.

หลายวันมานี้เพื่อนพนักงานหญิงสาวในสำนักงานสามสี่คนกำลังทำให้ผมปวดหัวไม่เว้นแต่ละวัน ผมแทบไม่กล้าลุกออกจากโต๊ะทำงานเอาเลย เพราะเจ้านกน้อยของผมมันตื่นบ่อย และทำท่าจะแข็งไม่ยอมหลับนอนง่ายๆ ด้วย ก็จะไม่ให้มันตื่นตึงตังบ่อยได้อย่างไร ในเมื่อแม่เพื่อนพนักงานสาวๆ สวยๆ สามสี่คนนั้นชวนกันนุ่งสั้นรัดรูป แถมผ่าหลังขึ้นมาเกือบถึงง่ามก้นมาเกือบสองอาทิตย์แล้ว และมักนั่งแลบอย่างไม่ระมัดระวังเสียด้วย ถึงจะเป็นเพียงท่าทางที่กระฉับกระเฉงของพวกเธอ แต่มันปลุกเจ้านกน้อยของผมให้กระปรี้กระเปร่าขึ้นมาด้วยนี่ซีที่ทำให้ผมหนักใจ For days now, the three or four young women at the office have been giving me headaches every single day. I hardly dare get up from my desk because my little bird wakes up often and stubbornly refuses to go back to sleep easily. How can it not perk up given that those pretty young women wear short tight clothes, and on top of that, for nearly two weeks now their backs have been bare almost down to their buttocks, and they tend to be on show when they sit down carelessly? Even though it’s only a display of energy on their part, it wakes up my little bird and makes it spry. And this is what gets me worried.
อันที่จริงผมมิได้ตั้งใจจะมองแบบเอาเป็นเอาตายเหมือนไอ้พวกบ้ากามวิปริต มันเป็นเพียงแวบเห็นผ่านๆ ไปเท่านั้น เจ้านกน้อยของผมมันไม่น่าจะตื่นทะลึ่งตึงตังบ่อย และผมก็มิได้ต้องการให้มันตื่นด้วย Actually, I don’t intend to ogle in earnest as perverts do. These are mere flitting glimpses. My little bird shouldn’t perk up saucily this often and I don’t want it to either.
ผมไม่รู้จะหาวิธีแก้ไขได้อย่างไร ครั้นจะซื้อกางเกงในมาใส่ผมคงทรมานอีก แค่คิดก็ขนพองสยองเกล้าแล้ว เพราะอาการคันมันทิ่มให้ผมสะดุ้งบ่อย และพลอยทำให้บุคลิกเสียด้วย การที่นั่งอยู่ดีๆ แล้วมีอาการสะดุ้งขึ้นสุดตัวบ่อย คงเป็นอาการที่ไม่ค่อยจะปกติในสายตาของเพื่อนร่วมงานเป็นแน่ ดีไม่ดีเพื่อนร่วมงานนำไปลือว่าผมเป็นโรคชักกระตุกแล้วจะยุ่งกันไปใหญ่ ผมเองก็ไม่รู้จะแก้ตัวอย่างไร และคงไม่มีผู้จัดการหรือเจ้าของบริษัทคนไหนจะเลี้ยงคนที่เป็นโรคชักกระตุกเหมือนคนเสียเส้นไว้ในสำนักงานให้เปลืองเงิน I don’t know how I can solve this problem. If I buy and wear briefs, I’ll be under torture again. Just the thought of it is enough to make my hair stand on end because the itching always startles me and ruins my character. Sitting quietly and then being startled to the utmost isn’t the kind of behaviour my co-workers would consider normal. If they spread the word that I have a compulsive twitch, there’s no saying where this would end. I don’t know how I could justify myself and no manager or company owner would waste money employing a compulsive jerker, thus perturbing everyone in the company.
ผมเคยแก้ไขด้วยวิธีการไม่พยายามมองผู้หญิงสวยๆ แต่ก็ไม่เคยได้ผลเพราะผมไม่สามารถบังคับจิตใจและสายตาไม่ให้มองได้สักครั้ง และหากผมจะทำอย่างนั้นกับตัวเองก็ออกจะเกินไปด้วยซ้ำ เพราะการมองหญิงสาวสวยๆ มิใช่เป็นเรื่องผิดปกติแต่อย่างใด ยิ่งผู้หญิงยุคนี้สามารถสวยได้ตามใจที่อยากจะสวยด้วยแล้ว ยิ่งทำให้อดมองไม่ได้ I used to solve the problem by trying not to look at pretty women but this wasn’t successful, because I was un- able to force myself or my eyes not to cast a side glance even once, and if I managed to do this to myself it would be too much actually because looking at pretty women is nothing abnormal, all the more so as women these days make themselves as attractive as they wish, so you can’t help looking.
ผมไม่รู้จะทำอย่างไรดีมันจึงจะเชื่องเหมือนสัตว์เลี้ยงในบ้านและรู้จักกาลเทศะ ผมเคยสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเองก่อนออกจากบ้านไปทำงานทุกเช้า เช้าละสองครั้ง บนที่นอนครั้งหนึ่ง กับในห้องน้ำเวลาอาบน้ำอีกครั้งหนึ่ง หวังจะให้เจ้านกน้อยมันเหนื่อยและหลับ- ไหลไปตลอดวันจนเลิกงาน แต่พอเพื่อนพนักงานหญิงเยี่ยมหน้าเข้ามาในสำนักงานมันก็พลิกตัวตะแคงดูเสียแล้ว ยิ่งเวลาพวกเธอมายืนคุยใกล้ๆ ได้กลิ่นแป้ง กลิ่นน้ำหอม ระรวยระรินด้วยแล้ว มันยิ่งตื่นเร็ว มันทำให้ผมต้องนั่งฝังตัวเองอยู่บนเก้าอี้เหมือนหุ่นดินเหนียว I don’t know what to do to it to tame it like a domestic animal at home and have it know its place. I used to masturbate before leaving the house to go to work twice every morning, once in bed and once in the bathroom when I showered, hoping to tire it out and have it sleep until the end of the workday, but as soon as my female colleagues came into the office, it turned to one side to have a look first. Even more so when they came and stood chatting close-by, smelling of powder, smelling of per- fume, even faintly: it woke up even faster, nailing me to my chair like a clay puppet.
เวลาพาลูกค้าไปดูบ้านในโครง- การก็ไม่ต่างกันนัก เพียงแต่ในตอนนั้นดีหน่อยที่มีแฟ้มคอยปกปิดมันไว้ได้ ทุกครั้งที่พาลูกค้าไปดูบ้านในโครงการ ผมจะนำแฟ้มข้อมูลติดตัวไปด้วยเสมอ อันที่จริงข้อมูลเกี่ยวกับบ้านในโครงการ ผมจำได้หมดแล้ว แต่ที่ยังต้องนำแฟ้มข้อมูลติดตัวไปด้วยก็เพื่อป้องกันอุบัติเหตุอันอาจจะเกิดจากเจ้านกน้อยของผมนั่นเอง When I take a customer to have a look at a house in the estate, it’s no different, except that then luckily I can hide it behind a file. Every time I take a customer to look at a house, I always take a data file along. Actually, I know the data regarding all the houses in the project by heart, but if I have to take the data file along it’s to prevent any incident my little bird might cause.
อยากจะบอกเพื่อนผู้ชายในสำนักงานให้รู้ว่าผมเป็นโรคประหลาดนี้เผื่อเขาจะมีวิธีแก้ไขบ้าง แต่ผมไม่กล้า มันเสี่ยงเกินไป บางทีเขาอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องไม่สลักสำคัญอะไร หรือเป็นเรื่องตลกเหลือเชื่ออะไรทำนองนั้น และไม่พยายามจะเข้าใจ แล้วเที่ยวประกาศให้ทุกคนในสำนักงานรู้อย่างคึกคะนองปากคนนั้นน่ากลัวนัก สามารถสร้างความดีงามและความเลวร้ายได้พอกัน I’d like to let my male colleagues in the office know of my strange disease to consult them about how to treat it but I don’t dare; it’s too risky. Maybe they’ll think it isn’t something important at all or it’s something incredibly comical or something like that and won’t try to understand and then will go about telling everyone in the office about it boisterously. People’s mouths are frightening. They are able to create good and evil equally.
และหากเป็นไปอย่างที่คิด ผมกล้ารับรองว่าสายตาทุกคู่ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงจะต้องจ้องมองมาที่เป้ากางเกงของผมเป็นจุดเดียวแน่นอน หน้าของผมคงแทบไม่มีใครมอง เพราะมัวจ้องมองรังเจ้านกน้อยของผมแทน ตัวผมคงเล็กเหลือนิดเดียวหากจะเทียบกับเจ้านกน้อยของผม และที่ร้ายไปกว่านั้น เพื่อนชายคงจะได้หยอกล้อผมเล่นตลอดวัน อย่างน้อยเวลายืนใกล้กันเขาจะแกล้งเอามือมาจับเจ้านกน้อยของผมเล่น บางทีมันอาจจะกลายเป็นของเล่นชนิดใหม่ของเพื่อนในสำนักงานไปก็ได้ คนยุคนี้สามารถเล่นกับอะไรก็ได้ทั้งนั้น แม้แต่กับความทุกข์ของคนอื่นก็ยังเอามาเล่นกันได้หน้าตาเฉย อุตสาหกรรมและเทคโนโลยียุคใหม่มันขอดเอาน้ำใจผู้คนให้แห้งหายไปทีละมากๆ จนน่าใจหาย น้ำใจถูกเคี่ยวไปสร้างวัตถุขึ้นมาใช้กันไม่เว้นแต่ละวัน And if it is as I think, I’d swear to it that all eyes, whether male or female, will stare at my crotch as one. Nobody will look me in the face because they’ll be staring at my little bird’s nest instead. Very little of me will be left compared to my little bird, and worse than that, my male colleagues will tease me all day long. At the very least when standing close-by they’ll pretend to grab my little bird with a playful hand. Maybe it’ll become a new kind of toy for my colleagues in the office. People these days are able to play with anything; they even play with the suffering of others without batting an eyelid. Manufacturing and technology in these modern times scrape goodwill off human hearts to an extent that takes the breath away. Goodwill is harvested to produce goods for daily use. =

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

หน้าตาเฉย: alternative translation: ‘with a straight face’.

อย่างไรก็ตาม ผมจะต้องรีบหาทางแก้ไขปัญหานี้ให้ได้ ไม่อยากให้มันเกิดอุบัติเหตุขึ้นกับงานของผมที่กำลังจะเดินไปด้วยดี งานยุคนี้ยิ่งหาลำบากอยู่ด้วย เมื่อไขว่คว้ามาได้แล้วก็ไม่อยากจะปล่อยให้หลุดมือไปด้วยเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเช้านี้บอกให้รู้ว่าผมจะประมาทการกระทำของเจ้านกน้อยไม่ได้อีกแล้ว หากขืนให้มันเป็นไปแบบนี้เรื่อยๆ คงไม่ดีแน่… In any case, I must hurry to find a way to solve this problem. I don’t want an accident to happen in my work, which is going well. Work these days is most difficult to find. When you finally land a job, you don’t want to let it slip out of your hands due to some non- sense. What happened that morning told me I could no longer underestimate the behaviour of my little bird. If I let this happen often, things would definitely end badly.
=
สามโมงเช้าผู้จัดการเรียกผมเข้าไปสั่งงาน ผู้จัดการของผมเป็นผู้หญิง ถึงจะมีอายุเฉียดสี่สิบและมีสามีแล้วแต่เธอยังดูสวยพริ้งเพราไปเสียทุกส่วน ผมจำได้ว่าพอเข้าไปยืนหน้าโต๊ะทำงานของเธอและยังไม่ทันได้นั่ง เพียงเธอเผยอปากแดงแจ๋ยิ้มให้ผมเท่านั้น เจ้านกน้อยของผมก็ขยับตัวกระพือปีกพึ่บๆ ขึ้นทันที ผมต้องรีบเอามือตะปบมันไว้แทบไม่ทันพร้อมกับหันหลังให้ผู้จัดการและคู้ตัวลง รู้สึกห้องแอร์ที่เย็นอยู่แล้วกลับเย็นยะเยือกลงอีกหลายเท่า At nine o’clock, the manager asked me to come over to receive work instruc- tions. My manager is a woman. Even though she’s approaching forty and is married, she still looks gorgeous all over. I remember that as soon as I went in and stood in front of her desk and even before I sat down, her merely moving her full red lips to smile at me had my little bird twitch and flap its wings at once. I hastily grabbed it in the nick of time and turned my back on the manager to force it down. I felt the already cool air-conditioned room turn several dozen degrees colder.
“เป็นอะไรไป วิชิต” ผู้จัดการตก- ใจกับอาการของผม ซึ่งมันก็น่าตกใจอยู่หรอกที่อยู่ดีๆ ผมก็เกิดอาการผิดปกติปุบปับขึ้นมาอย่างนั้น ผมหน้าซีดเผือดด้วยความตกใจยิ่งกว่า ‘What’s the matter, Wichit?’ The manager was shocked by my beha- viour, which was indeed shocking. I blanched out of shock. ผมก็เกิดอาการผิดปกติปุบปับขึ้นมาอย่างนั้น: needlessly repetitious, so left untranslated.
อ้อ … ลืมบอกไปว่า เจ้านกน้อยของผมเวลามันกระพือปีกเต็มที่นั้น มันจะโตคับเป้ากางเกงทีเดียว นึกดูเถิดว่ามันจะน่าเกลียดน่ากลัวขนาดไหน Oh, I forgot to say that when my little bird flaps its wings fully its bulge inflates my flies. Think of how disgusting, how frightening this is.
“ปวดท้องครับ” ผมรีบแก้ตัว ‘Stomach ache, ma’am,’ I hastily made excuses.
“คงปวดมากสิ … งั้นรีบไปหาหมอไวๆ เรื่องงานค่อยว่ากันพรุ่งนี้ก็ได้” ‘You must ache a lot. Well then, go and see a doctor right away. Work can wait. We’ll talk about it tomorrow.’
“ขอบคุณครับ” ‘Thank you, ma’am.’
พอออกจากห้องผู้จัดการแล้วผมก็รีบออกจากสำนักงานกลับบ้านทันทีมานอนมือก่ายหน้าผากด้วยความกังวลใจ เหตุการณ์เมื่อเช้านี้นับว่ายังโชคดีที่ผู้จัดการไม่ทันสังเกตเห็นความไม่สุภาพของเจ้านกน้อยของผม และผมก็สามารถแก้ตัวได้ทันทีและเหมาะสมกับสถานการณ์ ผมไม่เคยตกใจเท่าครั้งนี้มาก่อนเลย และอดคิดไม่ได้ว่าถ้าผู้จัดการเห็นหรือรู้ความจริงเข้าเธอจะยังให้ผมทำงานร่วมกับเธอต่อไปอีกหรือเปล่า มันอาจจะเป็นเรื่องที่ร้ายแรงหรือเป็นเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องก็ได้พอกัน แต่สักวันหนึ่งบังเอิญเจ้านกน้อยของผมมันลุกขึ้นมาตีปีกพึ่บๆ ต่อหน้าลูกค้าโดยที่ผมไม่สามารถช่วยอะไรได้เลยล่ะ … ไอ้เรื่องที่คิดว่าไม่เป็นเรื่องมันอาจจะกลายเป็นเรื่องใหญ่โตขึ้นมา และอาจจะเข้าข่าย กระทำอนาจารต่อหน้าต่อตาลูกค้าของบริษัทก็ได้ หากเป็นเช่นนั้นคงไม่มีบริษัทใดเลี้ยงพนักงานที่ไม่ใส่กางเกงในอย่างผมไว้แน่นอน As soon as I left the manager’s room I hurried out of the office and went straight back home, lay down with my hand on my forehead and worry in my heart. With what happened that morn- ing, it was lucky for me that the man- ager didn’t notice the improper behavi- our of my little bird and I was able to come up instantly with an excuse that fitted the situation. I’d never been so shocked before and I couldn’t help wondering whether, if the manager had seen or knew the truth, she’d still let me work with her or not. It might have turned into something nasty or some- thing nonsensical just as bad. But what if one day my little bird happened to flap its wings in front of a customer without my being able to do anything about it? What I thought was nonsense would become something enormous and would be considered unbecoming behaviour before a customer of the company. In such a case no company would keep an employee like me that didn’t wear briefs for sure.
ผมเริ่มมองเห็นมหันตภัยอันใหญ่หลวงจากเจ้านกน้อยของผมแล้ว มันคงไม่ใช่เรื่องที่ไม่สลักสำคัญอะไรอีกต่อไปแล้ว แต่มันคือปัญ- หาอันใหญ่โตที่จะละเลยไม่ได้ ดังนั้นทางที่ดีที่สุดและปลอดภัยที่สุด คือผมจะต้องหาทางป้องกันไว้ก่อน I began to see mega-danger coming from my little bird. It was no longer something without importance but a major problem that couldn’t be ignored. Therefore the best and safest thing was for me to find a way to protect myself beforehand.
แต่จะแก้ไขอย่างไร … นี่คือปัญหาที่ผมกำลังนอนคิดอยู่ในขณะนี้ But how to go about it? This is the problem I’m trying to figure out right now.
=
คำถามต่างๆ มากมายพรั่งพรูออกมาจากสมอง … ทำไมเจ้านกน้อยของผมจึงชอบตื่นมาตีปีกอย่างไร้มารยาท ทำไมผมจึงใส่กางเกงในไม่ได้ ใส่แล้วมันคันยุบยิบไปหมด อาการคันคือต้นเหตุแห่งปัญหากระนั้นหรือ และที่สำคัญที่สุดทำไมผมจึงไม่สามารถบังคับเจ้านกน้อยของผมได้ ทั้งที่มันคือส่วนหนึ่งของร่างกายเช่นเดียวกับอวัยวะส่วนอื่นๆ ความลี้ลับอันนี้มันอยู่ที่ไหนกันหนอ Lots of questions poured forth into my brain. Why did my little bird wake up and flap its wings so impolitely so often? Why couldn’t I wear briefs without itching like hell? Was the itching the source of the problem? And most important, why was I unable to control my little bird, even though it was part of my body the same as other organs? Where did this mystery reside?
เหตุการณ์ทั้งหมดมันคงไม่ได้อยู่ที่กางเกงใน เพราะกางเกงในเพิ่งมีใช้มาไม่กี่สิบปี คนรุ่นปู่รุ่นพ่อไม่เคยนุ่งกางเกงในกัน พ่อผมก็ไม่นิยมนุ่งกางเกงในแต่สามารถไปไหนได้ทุกหนทุกแห่ง ทุกสถานการณ์ โดยไม่เห็นจะมีปัญหาเหมือนผม Briefs are only part of the picture because briefs have only been worn for a few decades. Men of my grand- father’s generation didn’t wear briefs. My father didn’t like wearing briefs either but was able to go everywhere, so it seems, without any problem like mine.
หรือจะเป็นเพราะอาการคัน … บางทีมันอาจจะฝังเชื้อดื้อเอาไว้ตั้งแต่ที่เรียนอยู่ชั้นมัยธยมก็ได้ คิดอีกทีอาการคันไม่น่าจะเกี่ยวกันตรงไหน อาการคันเป็นเพียงอาการแพ้อย่างหนึ่งเท่านั้น เมื่อไม่นุ่งกางเกงในอาการคันก็ไม่มี ทุกอย่างปกติ … ถึงกระนั้นผมก็ยังไม่มั่นใจนัก บางทีมันยังมีเหตุผลสัมพันธ์อื่นที่ผมนึกไม่ออกก็ได้ Or is it because of the itching? Maybe it’s some stubborn germ imbed- ded from the time I was in secondary school. On second thoughts, the itching has nothing to do with it; it’s just a form of allergy. When I don’t wear briefs, there’s no itching, everything is normal … but then, I’m not too sure. Maybe there are related causes I can’t think of.
จะว่าจิตใจผมเป็นอกุศลก็ไม่ถูกต้อง เพราะเวลาที่เกิดอาการอย่างนั้น ผมมิได้คิดไปในทางที่ไม่ดีเลยแม้แต่ครั้งเดียว เว้นแต่ตอนที่ผมตั้งใจจะให้มันเป็นเช่นนั้นในที่ที่เหมาะสมและไม่เป็นที่เสื่อมเสียแต่อย่างใด ซึ่งมันเป็นเพียงความต้องการอันเป็นปกติธรรมชาติที่เด็กหนุ่มหรือผู้ชายโดยทั่วไปมีกัน To say that I have impure thoughts would be incorrect because when that condition happens I don’t think in a bad way, not even once, except when I intend it to be like that in the right place and with no risk to my reputation, since it’s merely a natural need of any youngster or man.
ผมคิดว่าคนอื่นก็คงเหมือนผม แต่ที่เขาไม่มีปัญหาเพราะเขาใส่กางเกงใน และกางเกงในคงแก้ปัญหาให้เขาได้ เท่าที่ผมถามเพื่อนๆ ดู ร้อยทั้งร้อยใส่กางเกงในกันทั้งนั้น ซึ่งอาจจะสรุปได้ว่าทุกคนต้องใส่กางเกงในยกเว้นผมมันจึงเกิดปัญหาขึ้นมา ทำให้ผมนึกถึงคนสมัยปู่สมัยพ่อของผมที่ไม่มีใครใส่กางเกงในกันเลย จะมีบ้างก็ใส่กางเกงขาสั้นบางๆ ไว้ข้างในเท่านั้น ซึ่งว่าไปแล้วมันก็ไม่สามารถจะป้องกันอะไรได้เลยหากเจ้านกน้อยของพวกเขาตื่นตึงตังขึ้นมา I think others are like me but they don’t have any problem because they wear briefs and briefs solve that problem for them. From what friends I’ve questioned tell me, a hundred per cent of them wear briefs, from which we can conclude that everyone wears briefs except me, so there’s a problem. It makes me think of the previous generations when no one wore briefs. A few wore thin shorts inside only, which, say what you will, weren’t able to protect anything when their little birds woke up.
ผมกำลังคิดว่าคงมีอะไรบาง อย่างที่ทำให้คนต้องใส่กางเกงในแบบรัดเนื้อตัว … แต่ผมยังนึกไม่ออก I’m thinking that there must have been some reason that made people wear tight-fitting briefs, but I still can’t figure it out.
หากมันตื่นตึงตังขึ้นในขณะที่จิตใจผมเป็นอกุศลก็ว่าไปอย่าง แต่นี่มันมิได้เป็นเช่นนั้น มันเกิดขึ้นทั้งที่ผมพยายามบังคังมิให้มันเกิด และมันเกิดขึ้นในขณะที่ผมกำลังกลัวว่ามันจะเกิด เหมือนเจ้านกน้อยของผมมันมีอิสระอยู่เหนืออำนาจบังคับของผม ราวกับมันมีชีวิตและจิตใจของมันเอง ไม่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับร่างกายและจิตใจของผมเลย If it woke up when I have impure thoughts, that’d be something else, but it isn’t the case. It happens even though I’m trying for it not to happen and it happens while I’m afraid it will happen, as if my little bird couldn’t care less about my authority, as if it had a life and a mind of its own, with no relation to my body and my mind at all.
มันน่ากลัว… How frightening this is!
ผมพยายามเอาธรรมะเข้าข่มบังคับและพยายามทำใจให้ว่าง แม้สภาพแวดล้อมในสังคมยุคเทคโนโลยีเหนือคนจะไม่เอื้ออำนวยเท่าใดก็ตาม เวลาอยู่ในสำนักงานก็พยายามสาละวนอยู่กับงานตลอดทั้งวัน เพื่อมิให้สายตาและจิตใจวอกแวกไปกับสภาพแวดล้อมแห่งโลกยุคโลกานุวัตร ถึงกระนั้งมันก็ยังเกิดปัญหา เพียงกลิ่นน้ำหอมแวบเข้าจมูกมันก็ทำให้เจ้านกน้อยของผมดิ้นขลุกขลักรบกวนให้รำคาญใจขึ้นมาทันที I’ve tried to use dharma to keep in control; I’ve tried to empty my mind, even though the social environment in this era of technology dominating man isn’t very conducive to it. When I’m in the office I try to focus only on work all day long for my eyes and mind not to err, distracted by the environment in the globalisation era. For all that the problem still arises. A mere whiff of perfume entering my nose makes my little bird stir annoyingly at once.
หลายครั้งที่ผมนึกถึงสิ่งเน่าเปื่อยและขยะแขยง นึกถึงว่าผู้หญิงทุกคนนั้นเน่าเปื่อยพุพองไปทั้งตัว โดยเฉพาะตรงเนินน้อยนั้น ผมนึกเห็นว่ามันเน่าเหม็นและเฉอะแฉะไปด้วยน้ำเลือดน้ำหนองเหมือนซากศพไม่น่าพิศวาส แต่พอแว่วยินเสียงใสๆ และนุ่มนวลแทรกมาในอากาศ เจ้านกน้อยของผมก็ตื่นมาตีปีกพึ่บๆ ด้วยอาการกระชุ่มกระชวย เหมือนคนที่ตื่นขึ้นหลังจากได้นอนพักผ่อนมาเต็มอิ่ม มันนึกจะตื่นตอนไหนมันก็ตื่นมาตีปีกพั่บๆ โก่งคอหงึกๆ จนผมตะปบไว้แทบไม่ทันเกือบทุกครั้งที่อยู่ต่อหน้าสาธารณชน โดยเฉพาะต่อหน้าลูกค้าที่มาติดต่อขอซื้อบ้าน ผมต้องเอาแฟ้มปิดไว้! Many times I’ve thought of rotten and repellent things, thought that all women are rotten and repellent all over, especially on those little hills of theirs. I can picture them in my mind as stinking and sticky with blood and pus like unattractive corpses, but as soon as I hear soft clear voices through the air, my little bird wakes up and flaps its wings spryly like someone waking up after a full night of refreshing sleep. Whenever it feels like it, it wakes up and flaps its wings and swells and I can hardly slap it down in time every time I’m in public, especially in front of customers interested in purchasing a house: I have to hide it behind a file!
นับวันมันจะดื้อด้านมากขึ้นจนน่าวิตก ในขณะที่พลังจิตของผมเริ่มอ่อนแอลงทุกขณะท่ามกลาง กระแสสังคมแห่งยุคบริโภค ทุกคนกำลังหลงเข้าสู่ยุคแบบใหม่ที่มีค่านิยมทันยุคทันสมัยและทันข้อมูล มันเป็นความงมงายสำเร็จรูปที่มนุษย์กำลังตกเป็นทาสของเครื่องมืออันเป็นผลิตผลทางอุตสาห- กรรมและเทคโนโลยีล้ำยุค แม้ผมจะพยายามบังคับมันเพียงใดก็ดูเหมือนจะไร้ผล มันยิ่งจะแผลงฤทธิ์เพิ่มขึ้น… It grows increasingly stubborn, to a worrisome extent, while my willpower is beginning to weaken in the fast flood of the consumer society. Everyone is straying into a new era that favours the new, the latest fashion and the latest info. It’s an instant foolishness in which man is becoming the slave of tools that are the products of ultra-modern manu- facturing and technology. No matter how much I try to control it, I’m doomed to fail; things will become even more noxious. =

=

=

=

=

=

=

=

=

แผลงฤทธิ์ = to act up, show one’s power/stuff/form.

=
บ่ายวันนั้นอากาศร้อนอบอ้าว หลังจากรับประทานอาหารกลางวันแล้วผมก็กลับเข้าสำนักงาน เพราะจะมัวเดินโอ้เอ้เหมือนคนอื่นไม่ได้ ถ้าเป็นเวลากลางคืนค่อยยังชั่วหน่อย ไม่ต้องกังวลกับเจ้านกน้อยนัก That afternoon the air was oppressive with heat. After lunch I went back to the office because I couldn’t dawdle like the others. If it were at night, it wouldn’t be so bad: I wouldn’t have to worry about the little bird.
ท้องฟ้าเขียวครึ้มด้วยเมฆฝนที่ทอดตัวลงต่ำเกือบชนยอดตึกสูงที่มองเห็นจากในสำนักงาน วันนี้ฝนตั้งเค้ามาแต่ก่อนเที่ยงแล้ว ช่วงนี้กำลังอยู่ในหน้าฝน ฝนจึงตกเกือบทุกวัน โดยมากจะตกในช่วงบ่ายสามโมงล่วงแล้ว แต่วันนี้เมฆฝนลอยต่ำผิดปกติ ฝนคงจะตกเร็วกว่าทุกวัน The sky was dark with rainclouds so low they almost collided with the tall buildings that could be seen from the office. Today rain had been threaten- ing since before lunch. This was the rainy season, so it rained almost every day. Usually it began to rain around three o’clock but today the clouds were lower than usual, it might rain earlier than it did every day.
ผมเข้ามานั่งในสำนักงานได้ไม่ถึงสิบนาทีฝนก็ตกเทลงมาเป็นม่านขาวไปทั่ว คนเดินถนนที่เตรียมร่มติดตัวมาด้วยก็กางร่มกันเป็นทิวแถว ไอเย็นเข้ามาในสำนักงาน บนถนนเต็มไปด้วยดอกร่มหลากสีสดสวยท่ามกลางม่านฝนสีขาวหม่น I had been sitting in the office barely ten minutes when the rain dropped down in a white curtain all around. People in the streets that had taken umbrellas along opened them in droves. Cold air entered the office. The streets flowered into multi-coloured umbrellas amidst the dirty white curtain of rain.
ในสำนักงานมีพนักงานหญิงอยู่ประจำโต๊ะกันครบทุกคนแล้ว แต่พนักงานผู้ชายอีกสองคนยังไม่เข้ามา พวกเขาคงติดฝนอยู่ในร้านอาหารใกล้ๆ นี้ พอฝนซาเม็ดพวกเขาคงค่อยหลบเข้าชายคาตึกลัดเลาะมาได้ พอผมเริ่มเปิดแฟ้มจะสะสางงานที่คั่งค้างอยู่ ไฟในสำนักงานก็ดับลงทันที เวลาฝนตกก็มักเป็นเช่นนี้เสมอ ฝนตกทีไรไฟจะดับพักหนึ่งก่อนแล้วค่อยติด วันนี้ก็เช่นกัน ไฟดับไปครู่หนึ่งแล้วก็ติด แต่มีไฟดวงหนึ่งไม่ยอมติด ภายในสำนักงานแสงสว่างไม่เพียงพอ พนักงานผู้หญิงต่างร้องเรียกหาภารโรงกันเจี๊ยวจ๊าวเกินความจำเป็น มีบางคนบอกว่าภารโรงเพิ่งออกไปกินข้าวยังไม่กลับมา In the office all the women sat at their desks but the other two male em- ployees had yet to come. They must have been caught by the rain in neigh- bouring food shops. When the rain relented they’d trail back progressing along the awnings of buildings. I had hardly opened a file to resume the pending work when there was a power cut in the office. It’s always like this when it rains. Whenever it starts raining, the electricity goes out and then comes back. It was the same today. The power went out and came back but one bulb refused to light up. The brightness within the office wasn’t enough. The female employees clam- oured for the janitor insistently. Some- one said he had just gone out for lunch and wasn’t back yet.
ในที่สุดมันก็ตกเป็นหน้าที่ของผมเพราะเหลือผมเป็นผู้ชายคนเดียว หลอดไฟดับแต่ตัวสตาร์ต-  เตอร์ยังแลบแผล็บๆ อยู่ ผมคิดว่าหลอดอาจเสื่อมหรือเคลื่อนจึงทำให้ไม่ติด ผมลากโต๊ะทำงานของเพื่อนคนหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้ดวงไฟมากที่สุดไปรอง แล้วเอาเก้าอี้ต่อขึ้นไปอีกสองชั้น Eventually the duty fell on me as the only man present. The light bulb was out but the starter was still crackling. I thought the bulb was dead or un- crewed so it didn’t catch. I dragged a colleague’s desk which was the closest right under the bulb and then added two layers of chairs.
“ช่วยกุมเก้าอี้ให้หน่อย” ผมขอร้องเพื่อนพนักงานผู้หญิง ‘Please hold the chairs for me,’ I asked a female colleague.
“เธอมาด้วย คนเดียวไม่ไหว” เธอชวนเพื่อนอีกคนที่นั่งโต๊ะติดกันมาช่วยกุมเก้าอี้ด้วย ‘You come too, one person isn’t enough,’ she pressed the friend sitting next to her to hold the chairs as well.
ผมขึ้นไปยืนบนเก้าอี้ตัวบนสุดแล้วเอื้อมมือหมุนหลอดไฟไปมา I climbed up and stood on the upper chair and then stretched out my hand to unscrew the bulb.
“อย่าก้มลงมาเชียว ฉันใส่เสื้อคอกว้างอยู่ด้วย” พนักงานสาวขี้เล่นพูดขึ้นขณะที่เงยหน้ามองดูผมจัดการกับหลอดไฟ ‘Don’t look down, will you. The collar of my blouse is loose,’ the young female employee said playfully as she looked up to see me deal with the bulb.
อันที่จริงผมมิได้คิดจะมองลงไปเลย เพราะขณะนี้จิตใจของผมกำลังอยู่ที่หลอดไฟ และตั้งใจตั้งแต่ก่อนขึ้นมาแล้วว่าจะพยายามไม่มองลงไป แต่เมื่อเธอพูดออกมาอย่างนั้นมันก็ทำให้ผมอดเหลือบมองลงไปไม่ได้ ทั้งที่รู้ว่าเธอคงดึงเสื้อปกปิดหน้าอกไว้เรียบร้อยแล้วจึงได้พูดเช่นนั้น Actually I didn’t think of looking down at all because for the moment my mind was on the bulb and I had decided before climbing up not to look down, but since she spoke like this I couldn’t help glancing down even though I knew she had made sure her blouse covered her bosom to speak like that.
เพียงแวบเดียวที่มองลงไป เจ้านกน้อยของผมก็ตื่นทะลึ่งตึงตัง ยักซ้ายยักขวา ปานเป้ากางเกงจะฉีกขาด สองสาวเห็นมันถนัดชัดตา ต่างถลึงตามองมันแน่นิ่งเหมือนถูกมนต์สะกดไว้อึดใจหนึ่งก่อนจะปล่อยมือจากการเกาะกุมขาเก้าอี้มาปิดตาตัวเอง ผมตกใจแทบช็อกเมื่อมันทะลวงซิปกางเกงโผล่หัวออกมาอย่างไม่รู้จักอับอายเอาเสียเลย ทั้งที่ผมมองอับอายแทบจะแทรกตัวเข้าไปในอณูอากาศให้หายไปเลย The moment I looked down, my little bird woke up erect and hard, twitched left and right, as if my flies would tear. The two women got an eyeful. Their eyes glazed as they watched it transfixed as if under a spell for a moment before they took their hands off the chairs to close their own eyes. I was startled into a state of shock when it stuck its head out of the zipper shamelessly, at which point I was so embarrassed I felt like vanishing into thin air.
“ว้าย!” ‘Eek!’
ทั้งสองสาวหวีดลั่นสำนักงาน ผู้จัดการถลันออกจากห้องมาดู ผมรีบปล่อยมือจากหลอดไฟฟ้ามาตะปบเจ้านกน้อยด้วยความตกใจสุดขีดจนลืมนึกถึงความปลอดภัย แล้วทั้งคนและเก้าอี้ก็หล่นโครมลงมากองอยู่กับพื้นไม่เป็นท่า ผมรู้สึกเจ็บตรงเข่าและข้อศอก พยายามจะเหยียดกายลุกขึ้นโดยลำพังหลังจากจับเจ้านกน้อยยัดลงในเป้ากางเกงเรียบร้อยแล้ว พนักงานสาวๆ ต่างหลบไปอยู่ไหนต่อไหนกันหมดแล้ว แม้ผมจะเจ็บและอายสุดขีด แต่เจ้านกน้อยของผมยังกระพือปีกโก่งคอหงึกๆ อย่างคึกคะนอง ผมลุกขึ้นได้ก็เดินออกจากสำนักงานทันที รู้สึกป่วนปั่นไปหมด… Their shriek shook the whole office. The manager darted out of her room to have a look. I let go of the light bulb to grab my little bird in such a panic I forgot about safety and then man and chairs fell down in an unsightly heap on the floor. I felt hurt at the knees and the elbows, tried to stretch out my body to get up by myself after forcing my little bird back inside my flies. The female employees had scampered back all places. Even though I hurt and was utterly ashamed, my little bird still flapped its wings and squirmed boisterously. I managed to get up and walked out of the office at once, in utter confusion.
=
ผมเริ่มท้อแท้ที่จะหาวิธีการควบคุมมันให้อยู่โดยที่ไม่ต้องให้กางเกงในเข้ามาเกี่ยวข้องเหมือนสมัยปู่สมัยพ่อ แต่ดูเหมือนทุกวิธีที่นึกได้ และนำมาใช้ก็ไม่สามารถควบคุมให้เจ้านกน้อยอยู่ในอำนาจได้ ผมลงทุนไปยืนพิจารณาศพก่อนที่จะเผา พยายามพิจารณาดูให้มันทะลุถึงกระดูกอย่างที่พระท่านว่า เพื่อเป็นการตัดกิเลสตัณหาที่พอกพูนอยู่ในใจ หรือบางทีมันอาจจะซ่อนอยู่ในเม็ดเลือดก็ได้ พยายามมองสิ่งสวยงามทั้งมวลเป็นภาพขาวดำ พยายามทำเป็นหูหนวกและเบื้อใบ้ แต่ดูเหมือนทุกอย่างจะไม่เปลี่ยนแปลง เพียงได้สัมผัสกับความเนียนนุ่มของอะไรบางอย่าง ซึ่งอาจจะเป็นแขนของใครบางคนหรือแม้แต่เนื้อของตัวเอง เจ้านกน้อยของผมก็ตื่นตีปีกผงกหัวหงึกๆ เหมือนไม่ได้เกิดอะไรขึ้นกับมันเลย … บางครั้งผมอยากจะตัดมันทิ้งให้รู้แล้วรู้รอด! I’m beginning to give up looking for ways to control it while still dispensing with briefs as in the times of my grandfather and of my father, but it seems that all the methods I can think of and test are unable to keep the little bird under control. I go as far as standing and contemplating corpses before they are burnt. I try to see through them to the bones as the monks exhort about getting rid of the lust that has accumulated in my mind or that might hide in the particles of my blood, about trying to see everything that is noble in black and white, trying to be deaf and dumb, but it seems nothing will change. At the mere contact of something soft which might be someone’s arm or even my own flesh, my little bird flaps its wings and raises its head forthwith as if nothing had happened to it at all … Sometimes I feel like cutting it off once and for all.
แล้วผมจะทำอย่างไรกับมันดี คิดไม่ออกจริงๆ ไม่นึกเลยว่าในชีวิตนี้จะมาลำบากยากใจกับเจ้านกน้อยของตัวเอง ตอนนี้มันกลายเป็นปีศาจที่คอยหลอกหลอนผมอยู่ตลอดเวลา เป็นสัตว์ประหลาดที่ผมไม่รู้จักไปแล้ว นับวันมันยิ่งมีอำนาจเหนือผมขึ้นไปเรื่อยๆ อดรู้สึกไม่ได้ว่ามันกำลังเป็นนายของผมเข้าให้แล้ว เพราะนอกจากผมบังคับมันไม่ได้แล้ว มันยังสามารถทำให้ผมหัวปั่นหัวคลอนได้อีกต่างหาก มันยิ่งดื้อและแกร่งกล้าน่าเกรงขามขึ้นเรื่อยๆ Then what am I to do about it? I really have no idea. I never thought that in this earthly life I’d be distressed by my little bird. It has become a ghost haunting me all the time, a monster I no longer know. The longer it goes on the more power it has over me. I can’t help feeling that it has become my boss by now because not only can’t I control it any longer but it’s able to make my head spin as well. It’s increasingly stubborn and terrifyingly daring.
กลางคืนผมนอนมือก่ายหน้าผากเป็นทุกข์ คิดไม่ออก มันสับสนไปหมด ผมกำลังจนปัญญา ไม่รู้จะแก้ไขและจัดการกับมันด้วยวิธีการใดดีมันจึงจะอยู่ในอำนาจควบคุมของผมได้ และต้องไม่ใช่วิธีการใส่กางเกงใน เพราะผมไม่อยากเกาอยากคันอีกต่อไป At night I lie with my hand over my forehead in distress, unable to think, in total confusion. I’m at the end of my tether, am at a loss at finding a method to correct it and handle it so it may stay within my control, and at the same time definitely not wearing any briefs because I no longer want to itch and scratch myself sore.
เจ้านกน้อยทำให้ผมวุ่นวายไม่เว้นแต่ละวัน ป้ายสีให้จิตใจผมหม่นหมองเป็นทุกข์ และดูเหมือนมันกำลังจะทำให้ผู้อื่นพลอยเป็นทุกข์ไปด้วย ข้อนี้อาจจะมองเห็นไม่ชัด แต่ผมสัมผัสได้ถึงมิติที่เกี่ยวข้องนี้แล้ว หากผมไม่สามารถควบคุมมันได้โดยสิ้นเชิงเมื่อใด มันอาจจะถึงขั้นผกผินบินไปจิกตีผู้คนและสิ่งต่างๆ ให้เกิดความวุ่นวายขึ้นทั้งเมือง หรืออาจวุ่น- วายไปทั่วโลกก็ได้ เพราะผมไม่แน่ใจว่าคนอื่นจะสามารถควบคุมเจ้านกน้อยของตัวเองได้หรือเปล่า … เป็นไปได้ว่ามันอาจจะหลุดกรงขัง My little bird embarrasses me every single day, slanders me so that I’m sad and suffering and it seems it’s threatening to make others unhappy too. This point you may not see clearly, but I can feel this incipient dimension already. If I’m unable to control it entirely at any time, it might reach the stage of turning round and taking flight to pick and swipe at people and things to create confusion all over town or even all over the world, because I’m not sure that others will be able to control their own little birds … It’s quite possible it might escape from its cage.
แล้วนี่อะไรจะเกิดขึ้น And then who knows what might happen?
ผมจะทำอย่างไรกับมันดี … ช่วยผมด้วย! What can I do about it? … Please help me!
=

‘Kangkaeng Nai’
in Chor Karrakeit 19, 1994

Korn Siriwatthano, born in 1956
in the south of Thailand, teaches
there and keeps collecting prizes
for his short stories. He is also
the author of a couple of novels.
His ‘The lookers-on’ was published
in 9 Thai short stories – 2009
and ‘Chain reaction’ in
13 Thai short stories – 2013.
.korn

Tagged: , , , , ,

One thought on “Briefs – Korn Siriwatthano

  1. […] in 9 Thai short stories – 2009, ‘Chain reaction’ in 13 Thai short stories – 2013 and ‘Briefs’ in this blog on 26 December […]

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: