Selling durians – Nuan Oo

Enough of funerals and buried corpses. Here is a fun story for a change, in the manner of good old Humorist. MB

พ่อค้าทุเรียน

Selling durians

green-durian green-durianx

หนวนอู้

NUAN OO

TRANSLATOR’S KITCHEN
= =
เสียงพ่อคุยกับแม่ถึงทุเรียนที่คุณอาสามคนเอามาให้เมื่อวานและวันนี้ ผมรู้สึกว่าทั้งสองพูดเย้าแหย่กัน พ่อเป็นคนชอบพูดเล่น และมักชอบพูดอะไรที่เกินความจริงและเป็นไปไม่ค่อยได้อยู่เสมอ แม่ว่าพ่อพูดเหมือนหนังการ์ตูน บางทีชอบแกล้งพูดหรือพูดแกล้งอะไรทำนองนั้น แม่ก็ดูเหมือนชอบพูดแบบเดียวกัน แต่บางคราวก็ชอบขัดคอ และบางคราวก็โกรธหาว่าพ่อพูดอะไรไม่ได้สติ Dad’s voice is talking to mum about the durians the three uncles brought us yesterday and the day before. I feel that they are teasing each other. Dad likes to say funny things and tends to exag- gerate or talk about things that can’t be. Mum says dad talks like a cartoon. Sometimes he likes to pretend to talk or talks to pretend or something like that. It seems mum likes to speak in the same way, but at times she likes to contradict and at times she angrily says that what dad says is daft. คุณอาสามคน: only two are real uncles (see below); the third one is a friend of the family, whom the little boy calls ‘uncle’ anyway as he calls grownups younger than his father. คุณอา specifically is father’s younger brother, sister or cousin.
ผมเงี่ยหูฟังอยู่ตลอดเวลา รู้สึกว่าเรื่องชักจะเข้มข้นขึ้น และในที่สุดก็ได้ยินเสียงท้าทายกัน I prick up my ears all the time, feel that the story is heating up and in the end I hear challenge in their voices.
พ่อท้าว่า “ทำไมจะไม่กล้า” Dad queries, ‘Why wouldn’t I dare?’
แม่ท้ากลับว่า “โธ่เอ๊ย ไม่มีทาง” Mum retorts, ‘Oh dear! No way!’
พ่อท้าหรือเถียงว่า “ทำไมจะไม่มีทาง ไม่เห็นจะยากเย็นอะไร ฉันก็เอาใส่ตะกร้าไปที่ตลาดสิ” Dad asks or argues, ‘Why “no way”? It’s easy enough, I say. Just putting them in a basket and going to the market.’
แม่ถามว่า “แล้วจะขายยังไงไม่ทราบ” Mum asks, ‘And how will you sell them, pray tell?
พ่อตอบว่า “ก็นั่งลงขายเหมือนคนอื่นๆ น่ะสิ” Dad answers, ‘I’ll just sit down and sell, like everyone else, of course.’
แม่ว่า “ต้องนั่งอีตรงที่พวกแม่ค้าเขาตั้งกระจาดขายกันที่หน้าตลาดนะ” Mum says, ‘You must sit right where the women are lined up to sell in front of the market, you know?’
พ่อตอบ “เออ ตรงนั้นแหละ” Dad answers, ‘Yeah, right there.’
ถึงตอนนี้ผมลุกขึ้นไปนั่งร่วมวงสนทนาด้วย และกำลังจะอ้าปากถาม ก็พอดีพ่อชิงถามขึ้นเสียก่อนว่า “เฮ่ย พรุ่งนี้ไปขายทุเรียนกับพ่อไหม” At this juncture, I get up to join the conversation and I’m opening my mouth to ask something when dad chimes in ahead of me, ‘Hey, will you come and sell durians with me tomorrow?’
ผมนึกหาคำตอบไม่ทันจึงหันไปถามแม่ว่า “แม่ไปด้วยหรือเปล่า” I can’t think of an answer so I turn to ask mum, ‘Will you come too, mum?’
แม่ตอบ “เรื่องอะไร โธ่เอ๊ย ไม่มีทาง ยังจะมาชวนคนโน้นคนนี้อีก” แม่ยิ้มเยาะพ่อแล้วพูดกับผมว่า “แม่ไม่ไปหรอก เรื่องอะไร” Mum answers, ‘What for? Oh dear! No way! And he’s asking others as well!’ She smirks at dad and then says to me, ‘I’m not going. Why should I?’
ที่จริงผมก็ไม่ค่อยอยากไป ผมอาจถนัดซื้อของมากกว่าขายของ แต่ถ้าพ่อจะไปจริงๆ ผมอาจไปด้วยก็ได้ เพราะผมอยากรู้ว่าพ่อจะขายทุเรียนได้จริงหรือเปล่า Actually, I don’t quite want to go either. I’m better at buying things than selling, but if dad really goes, I’ll go with him because I want to know if he’s really going to sell durians.
=
เช้าวันรุ่งขึ้น พ่อหาตะกร้ามาสองใบซึ่งใส่ทุเรียนได้ 5 ลูก ทุเรียนที่จะเอาไปขายมี 7 ลูก เมื่อวานนี้มีทุเรียนทั้งหมด 11 ลูก แม่กินไปแล้ว 1 ลูก แล้วก็ขอเก็บเอาไว้อีก 3 ลูก แม่บอกว่าเอาไปขาย 7 ลูกก็มากเกินไปแล้ว และไม่เชื่อว่าพ่อจะขายได้จริงๆ ส่วนอีก 2 ลูกแม่ช่วยหาถุงไนลอนมาใส่เพื่อให้ผมช่วยหิ้วไป ผมลองหิ้วลองเดินดูก็ถูกหนามทุเรียนแยงน่อง ผมอยากเกี่ยงไม่หิ้วถุง แต่เมื่อพ่อเกร็งข้อหิ้วตะกร้าก็เลยเปลี่ยนใจไม่เกี่ยงดีกว่า The next morning dad takes two baskets in which he puts five durians. Altogether there are seven to be sold. Yesterday there were eleven durians in all. Mum has already eaten one and has asked to keep another three. Mum tells dad that taking seven durians to sell is too much and she doesn’t believe he’ll be able to sell them anyway. As for the remaining two, mum puts them in a nylon bag for me to carry. I test carrying them as I walk and get my calves shot by their spikes. I want to argue over having to carry durians but when I see dad tensing up to lift the baskets I change my mind about arguing.
จากบ้านถึงตลาดระยะทางเกือบสองกิโล ผมแน่ใจเพราะได้ยินคนอื่นเขาประมาณไว้แล้ว ใครๆ แถวนี้ก็เดินไปตลาดกันทั้งนั้น บางคนก็ใช้จักรยาน เราเดินมาได้ครึ่งทางพ่อก็วางตะกร้าลง หันไปมองทางที่เดินมาแล้ว ผมก็หันไปมองบ้าง นึกในใจว่าถ้าแม่เดินตามมาก็จะดี ผมไม่ค่อยมั่นใจเลยว่าพ่อจะขายทุเรียนได้ พ่อไม่ใช่พ่อค้า พ่อเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ส่วนผมก็ไม่ใช่เช่นกัน ผมอายุ 10 ขวบ เรียนหนังสืออยู่ชั้น ป. 5 ส่วนแม่อยู่บ้านและไปซื้อกับข้าวหรือข้าวของที่ตลาดบ่อยเกือบทุกวัน แต่แม่ก็ไม่เคยไปขายของเลยเช่นกัน From the house to the market it’s almost two kilometres. I’m certain because I’ve heard others figure it out. Everyone around here walks to the market; some use bicycles. We’ve walked half way when dad puts the bas- kets down, turns to look at the distance covered. I too turn to look, thinking it would be good if mum were following us. I’m not sure dad can sell the durians. Dad is no vendor; he’s a university professor. And I’m no vendor either. I’m ten years old; I’m in the fifth grade. As for mum she stays at home and she goes to buy food or things at the market almost every day, but she has never gone there to sell things either.
ที่ตลาดผมเห็นคนขายของส่วนมากเป็นผู้หญิง คนซื้อส่วนมากก็เป็นผู้หญิงเช่นกัน ผมถามพ่ออีกครั้งเพื่อความแน่ใจว่า “ทำไมพ่อไม่ชวนแม่มาด้วย” At the market I see that most sellers are women. Most of the buyers also are women. I ask dad once again to be sure, ‘Why didn’t you invite mum to come along?’
“นั่นซี” พ่อตอบสั้นกุด ‘Indeed,’ dad answers pithily.
“กลับไปชวนแม่ดีกว่า เพราะที่ตลาดมีแต่แม่ค้าทั้งนั้นเลย แม่อาจจะขายเก่งกว่าพ่อก็ได้นะฮะ” ‘We’d better go back to have her come because there are only women here. Maybe she can sell better than you, you know.’
“นั่นซี” พ่อตอบเหมือนเดิม ‘Indeed,’ dad answers as before.
ผมสงสัยว่าพ่อจะลังเลหรือไม่ก็ใจลอยเสียแล้ว I wonder if dad is hesitating or having second thoughts.
พ่อหันไปมองทางไปตลาดแล้วก็คว้าตะกร้าขึ้นมาหิ้วแล้วออกเดิน ผมจึงต้องฉวยถุงของผมขึ้นมาบ้าง เหลือทางอีกไม่มากนัก เดินไปได้อีกเจ็ดแปดก้าวก็มีคนรู้จักเดินสวนทางมา เป็นผู้หญิงหิ้วตะกร้ามีผักสองสามชนิดโผล่ให้เห็น เขามองทุเรียนในตะกร้าของพ่อแล้วร้องทักว่า “อาจารย์จะเอาทุเรียนไปให้ใครแต่เช้าเชียวคะ” Dad turns to look at the entrance to the market then grabs the baskets and lifts them and then starts to walk, so I must heft and carry my bag along. There isn’t much walking left to do. Another seven or eight steps and some- one we know coming the other way passes us. It’s a woman with a basket holding a variety of vegetables. She looks at the durians in dad’s baskets and then greets him with, ‘Professor, who are you going to give durians to so early in the morning?’
“ครับ” ‘Hi.’
ผมได้ยินพ่อตอบสั้นๆ ว่า ‘ครับ’ เท่านั้นเอง แล้วเราก็เดินผ่านกันไป I hear dad answer only ‘Hi’ and then we walk past each other.
เช้านี้พ่อชอบตอบอะไรสั้นๆ และไม่ตรงคำถามหลายเรื่อง ผมไม่ค่อยชอบเลย This morning dad likes to answer with short words that have little to do with the questions. I don’t quite like that.
“ทำไมพ่อไม่บอกเขาว่าจะเอาไปขายล่ะ เผื่อเขาเกิดอยากซื้อ” ‘Why didn’t you tell her we were going to sell them? Just in case she’d feel like buying one?’
“นั่นซี” พ่อตอบ ‘Indeed,’ dad answers.
“เอ๊ะ! คุณพ่อน่ะ อะไรๆ ก็นั่นซีอยู่เรื่อยเลย” ‘Come on, dad! What’s this “indeed”, “indeed” thing of yours?’
ผมชักไม่ชอบคำตอบของพ่อขึ้นทุกทีแล้ว I really don’t like the way he answers every time.
“นั่นซีนะ” พ่อก็ยังตอบว่า นั่นซี … นั่นซีนะ อยู่อย่างเก่า ‘Yes indeed.’ Dad still answers with ‘indeed’ … ‘indeed’ as before.
ผมมองหน้าพ่อ พ่อมองหน้าผมแล้วก็ยิ้มนิดๆ I stare at him. He stares at me and then smiles a little.
“พ่อจะขายใบละกี่บาทฮะ” ผมถามเพราะนึกขึ้นได้ว่ายังไม่มีใครพูดถึงเรื่องราคากันเลย ‘How much will you sell each for, dad,’ I ask because I think nobody has mentioned any price yet.
“ยี่สิบบาทมั้ง” พ่อตอบ ‘Twenty baht, I think,’ dad answers.
“ถ้าเขาต่อสิบบาทล่ะฮะ” ผมถาม ‘What if they bargain for ten baht,’ I ask.
“เฮ่ย เขาคงไม่ต่อมากอย่างนั้นหรอก … แต่สิบบาทก็ขาย” ‘Now, they wouldn’t, would they? … But if they did, I’d sell for ten.’
“ถ้าขายลูกละยี่สิบบาทก็ได้ตังค์แยะเลย แล้วพ่ออย่าลืมขนมที่แม่ฝากซื้อนะครับ” ‘If you sell them twenty baht each, you’ll get pots of money. And don’t forget the cakes mum asked you to buy, too.’
ก่อนจะออกจากบ้านแม่สั่งให้พ่อซื้อขนมกลับมาด้วย แม่ยังถามพ่ออีกหลายคำ พร้อมทั้งยังทำท่าไม่เชื่อว่าพ่อจะเอาทุเรียนไปขายที่ตลาดจริงๆ Before leaving the house, mum ordered dad to bring back some cakes. She even said many more words to him and acted too as if she didn’t believe he’d really take the durians to sell at the market.
แม่ถามว่า “เธอแน่ใจหรือ” Mum asked him, ‘Are you sure?’
พ่อตอบว่า “แน่เสียยิ่งกว่าแช่แป้ง” Dad answered, ‘Surer than ever.’ Variant: Surer than death and taxes.
แม่ทำหน้ายิ้มเยาะแล้วพูดว่า “ถ้าเจอกานท์ หรือไกร หรือสิทธิ์ล่ะ” Mum smiled mockingly and then said, ‘What if you meet Karn or Krai or Sit?’
พ่อตอบว่า “ก็ดีสิ จะได้ขายให้เขาเสียเลย” Dad answered, ‘That’d be good. I’d sell to them, of course.’
สามคนที่แม่เอ่ยถึงคือคุณอาของผมสองคนกับเพื่อนพ่ออีกหนึ่งคน ซึ่งคือคนที่เอาทุเรียนชนิดต่างๆ และขนาดต่างๆ มาให้เรา คุณอาและญาติพี่น้องของพ่อหลายคนชอบกินทุเรียน เมื่อวานผมเห็นอากานท์แบกกระสอบใบหนึ่งที่มีอะไรตุงๆ อยู่ค่อนกระสอบเดินผ่านหน้าบ้านผมไป แล้วไม่นานก็หิ้วทุเรียนมาให้พ่อสามลูก อาบอกว่าไปซื้อเหมามาไม่แพง ส่วนอาไกรและเพื่อนพ่อก็เอาทุเรียนมาให้ก่อนหน้านั้นวันหนึ่ง มันจึงเป็นวันที่บ้านผมมีทุเรียนมากมายอย่างที่เคยมีมาก่อน The three persons mum referred to are my uncles and a friend of dad’s. They are the ones who gave us the durians of various species and sizes. Several of dad’s relatives like to eat durians. Yesterday I saw Uncle Karn carrying a gunny sack on his shoulder which had something bulging at the bottom as he walked past my house and shortly afterward he brought dad three durians he said he’d bought wholesale at a good price. As for Uncle Krai and dad’s friend, they had brought us durians the day before that, so on that day my house had many durians, more than ever before.
ผมไม่ชอบกินทุเรียน และเมื่อวานผมก็ไม่ยอมกินด้วย แม่กับคุณยายชอบมาก แต่ตอนนี้คุณยายไม่อยู่ ไปค้างบ้านคุณป้าที่กรุงเทพฯ พ่อก็ดูเหมือนไม่ชอบทุเรียนเหมือนแม่ แต่ผมก็ไม่แน่ใจนักว่าพ่อชอบหรือไม่ชอบกินอะไร ผมได้ยินพ่อพูดกับแม่บ่อยๆ ถึงชื่ออาหารหลายชนิด และบอกว่าไม่ชอบสักชนิด เวลาแม่จะไปตลาดพ่อมักสั่งว่า “ไอ้นั่นฉันไม่ชอบนะ ไม่ต้องซื้อมาเผื่อ” ซึ่งแม่ก็มักจะตอบกลับมาว่า “อะไรๆ เธอก็ไม่ชอบทั้งนั้นแหละ แต่ซื้อมาทีไรกินเรียบหมดทุก อย่าง คนที่ชอบยังไม่ทันจะได้กินด้วยซ้ำ” I don’t like durians and yesterday I refused to eat any. Mum and granny like them very much but now granny isn’t here, she’s staying over at auntie’s house in Bangkok. Dad doesn’t seem to like durians, like me, but I’m not sure whether he does or doesn’t like to eat anything. I often hear him mention to mum the names of many kinds of food and telling her he doesn’t like any of them. When mum goes to the market, dad will order, ‘That I don’t like. Don’t buy any for me,’ to which mum usually answers, ‘You don’t like anything, but you gulp down whatever I happen to buy and there’s none left for those that like it.’
ถึงพ่อไม่ชอบทุเรียนแต่อาจกินเรียบหมดอย่างที่แม่ว่าก็ได้ แต่ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อจะต้องเอาทุเรียนที่ใครๆ เอามาให้เราไปขายต่อด้วย ถึงแม้เมื่อคืนพ่อจะอธิบายว่าทำเพื่อทดสอบความมั่นคงในจิตใจ ทดสอบความกล้า โดยเฉพาะกล้าทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน ผมก็ยังไม่ค่อยจะเข้าใจดีนักหรอก แต่ก็ภาวนาขอให้พ่อทำสำเร็จ Even if he doesn’t like durians, dad will eat them all, as mum says, but I don’t understand why dad must go and sell the durians we’ve been given. Even though last night he explained it was to check his mental steadfastness, his daring, in particular daring to do some- thing he had never done before, I still don’t understand very well, but I pray that he be successful.
ผมจำได้ว่าเคยมีการท้าทายและทดสอบความมั่นคงในจิตใจระหว่างพ่อกับแม่หลายเรื่อง เช่นเมื่อเร็วๆ นี้ ก่อนหน้าปิดเทอมและก่อนที่เราจะเดินทางมาพักผ่อนที่บ้านของพ่อที่อำเภอพนัสนิคม เรื่องนั้นคือกระดุมเสื้อเชิ้ตของพ่อหลุดหายไปหนึ่งเม็ด พ่อจึงอดใส่เสื้อตัวที่พ่อชอบไปหลายวัน ต่อมาแม่หากระดุมมาใส่ให้ใหม่และเตือนพ่อให้ใส่เสื้อตัวนั้นได้แล้ว ซึ่งพ่อก็ไม่ยอมใส่ แม่เตือนพ่อหลายวันและพ่อก็ไม่ยอมใส่สักวันหรืออีกสักครั้งเดียว ในที่สุด แม่พูดว่า “โธ่เอ๊ย! กะอีแค่กระดุมไม่เหมือนกันแค่นี้ก็ไม่ยอมใส่ กระดุมเม็ดเดียวก็กลัว ยังงี้จะไปกล้าทำอะไร” พ่อกลับตอบแม่ว่า “เม็ดเดียวไม่เหมือน ฉันไม่ชอบ ถ้าเป็นห้าสีห้าแบบทั้งห้าเม็ดสิจะใส่ให้ดู” แม่ก็ตอบว่า “โธ่เอ๊ย!” อีกครั้ง และอีกหลายวันต่อมาแม่บอกพ่อว่า “หากระดุมที่เหมือนกันมาเปลี่ยนให้แล้ว ใส่ได้แล้วย่ะ” I remember that there have been challenges and testing of steadfastness between dad and mum many times, such as recently, before the end of term and before we travelled to rest in dad’s house in Phanat Nikhom district*. The story is that dad’s shirt lost a button, so dad didn’t wear the shirt he liked for many days. Later mum sewed a new button for him and told him he could wear the shirt but he wouldn’t. Mum reminded him for days and still dad didn’t wear it, not even once. Finally mum said, ‘Oh dear! Just because one button is different you won’t wear that shirt. If you’re afraid of a single button, what is it you’ll dare to do?’ Dad retorted, ‘A single odd button I don’t like. If all five were the same, of course I’d wear it!’ Mum answered, ‘Oh dear!’ once again and several days later she told dad, ‘I found buttons that are the same and I’ve sewn them on. You can now wear that shirt, dear.’ =

=

=

* Northernmost district of Chonburi province, about one hour’s drive east- southeast of Bangkok.

=
เกือบจะถึงตลาดอยู่แล้ว ผมภาวนาเอาใจช่วยให้พ่อทำการทดสอบความมั่นคงในจิตใจได้เป็นผลสำเร็จ เราข้ามถนนไปยังห้องแถวที่อยู่ขวางหน้าก่อนจะถึงตัวตลาด แถวนี้เป็นร้านกาแฟ ร้านขายของชำ ร้านขายข้าวสาร ร้านซื้อขายผลไม้มากๆ ชนิดเป็นเข่งๆ ลังๆ ที่แม่ค้าขนมาจากไร่จากตำบลอื่นๆ รอบตัวอำเภอ We have almost reached the market. I pray dad will be successful in the determination of his steadfastness. We cross the road to reach the row of houses that stand in the way before we reach the market. They are a coffee shop, a grocer’s, a shop selling rice and a shop selling many kinds of fruit in crates that women from the fields all around the district have brought to sell. ===

ปาท่องโก๋ pathongko

พ่อเอ่ยชวนกินกาแฟกับปาท่องโก๋ก่อนจะไปนั่งขายทุเรียนที่ตัวตลาด ผมยินดีรับคำชวนทันที Dad offers to have coffee and pathongko* before we go and sit down to sell durians inside the market. I gladly accept the offer at once. =

* Fried popover (pictured above)

พ่อสั่งกาแฟร้อนกับโอวัลตินร้อนอย่างละถ้วย ผมเดินไปหยิบปาท่องโก๋ที่อยู่ในชามใบโตมาสองคู่ ในชามใบโตนั้นยังมีซาลาเปาทอดอีกอย่าง แต่อร่อยสู้ปาท่องโก๋ไม่ได้ ใครมากินกาแฟมักหยิบปาท่องโก๋ในชามใบโตมากินแทบทุกราย จะกินกี่คู่ก็ได้ เสร็จแล้วจึงจ่ายเงินภายหลัง Dad orders a cup of coffee and a cup of Ovaltine. I go over to the plate and take two double pathongko. In that plate there are also fried salapao* but they aren’t as tasty as pathongko. Almost everyone that orders coffee helps himself to pathongko, as many doubles as you want. You pay once you’ve eaten. =

=

* Chinese stuffed bunsfried salapao

ผู้หญิงเจ้าของร้านเอาเครื่องดื่มมาวางให้เราที่โต๊ะและมองดูทุเรียนของพ่อด้วย แล้วก็พูดว่า “โอ้โฮ ทุเรียนลูกงามจัง ซื้อที่ตลาดนี่เหรอ” The female owner of the shop brings the drinks to the table and looks at dad’s durians and says, ‘Wow! Beautiful durians these. You bought them at the market, did you?’
ทำไมจึงถามเช่นนั้น ผมรีบแก้ความเข้าใจผิดของเขาโดยเร็ว “ไม่ได้ซื้อครับ จะเอาไปขาย” Why does she ask like this? I hasten to correct her misapprehension. ‘We didn’t buy them. We’re here to sell them.’
ตอนนี้เจ้าของร้านหันมาพูดกับผมว่า “ขายลูกละเท่าไหร่ อ้อ ในถุงก็มีแต่ลูกเล็กกว่า” At this point, the shop owner turns to me and says, ‘How much? Oh, there are others in the bag, but they are smaller.’
“ขายลูกละยี่สิบบาทครับ” ผมรับบอกราคาด้วยความดีใจ คงจะขายได้ที่นี่ละ ‘Twenty baht a piece, ma’am,’ I hasten to tell her the price gladly. Maybe we’ll make a sale right away.
“แพงไปหน่อยนะ ที่ตลาดเขาขายกันลูกละสิบสี่สิบห้าเท่านั้น” ‘That’s too much. At the market they sell them for fourteen, fifteen baht a piece only.’
เอ…ผมไม่รู้ว่ามันถูกหรือแพง แต่อาจจะแพงอย่างเขาว่าก็ได้ หมู่นี้ผมได้ยินพวกคุณลุงคุณอาพูดกันว่าปีนี้ทุเรียนแยะและมีราคาถูกกว่าปีก่อนๆ แต่ผมก็ไม่รู้ว่าราคาถูกหรือแพงนั้นมันเป็นเงินเท่าไร Oh? … I don’t know if it’s cheap or expensive, but maybe it’s expensive as she says. These days I hear grownups say this year is bad for durians and they are cheaper than in previous years, but I don’t know how many baht is considered cheap or expensive.
ผมหันมองพ่อก็เห็นกำลังดื่มกาแฟและไม่ได้มองมาที่ผมเลย ผมจึงตัดสินใจบอกว่า “สิบห้าก็ขายครับ” ตอนที่เราเดินมายังไม่ถึงตลาดเห็นพ่อบอกว่าเขาต่อเท่าไรก็ขายทั้งนั้น ผมคงขายไม่ผิดราคา I turn to look at dad whom I see drinking coffee and not looking at me at all. So I decide to say to her, ‘Fifteen it is, then.’ When we were walking before we reached the market, I heard dad say he’d sell at whatever price was bargain- ed for, so I’m not selling at a wrong price.
เจ้าของร้านหยิบลูกที่โตที่สุดไปจากตะกร้าแล้วก็พูดว่า “ฉันเอาลูกนี้นะ สิบสองบาทก็แล้วกันนะจ๊ะ ลูกอื่นๆ น่ะสิบบาทใช่ไหม” พูดเสร็จก็ถือทุเรียนกลับไปที่คอกชงกาแฟ The shop owner chooses the biggest durian in the basket and then says, ‘I’ll take this one, twelve baht, all right? Ten baht for the others, right?’ Having said this, holding the durian she goes back to the coffee-making corner.
ในร้านยังมีคนอื่นๆ ที่นั่งดื่มกาแฟโอเลี้ยงอยู่อีกสองโต๊ะ แล้วผมก็เห็นคนหนึ่งลุกขึ้นมามองทุเรียนในตะกร้า เขาหยิบขึ้นมาลูกหนึ่งแล้วก็ถามผมว่า “ใบละสิบบาทหรือ” ผมตอบว่า “ใช่ครับ” เขาก็ต่อว่า “เจ็ดบาทได้ไหม” In the shop there are two other tables with people drinking o-liang* and I see one of the men getting up to come over for a look at the durians in the baskets. He picks up one durian and then asks me ‘Ten baht, right?’ I answer, ‘Yes, sir.’ He adds: ‘How about seven?’ =

* Sweet iced black coffee

ผมหันมองพ่ออีกหนแล้วถามพ่อว่า “เขาต่อเจ็ดบาทได้ไหมพ่อ” พ่อไม่ตอบ แต่อาจจะพยักหน้าน้อยๆ ก็ได้ ผมไม่แน่ใจ I turn to look at dad once again and then ask him, ‘He wants it for seven baht, dad. Is that okay?’ Dad doesn’t answer but maybe he nods a little, I’m not sure
“ได้ครับ” ผมตัดสินใจเองอีกครั้ง ไม่เห็นพ่อพูดอะไรสักคำเดียว ‘Okay, sir,’ I decide once again. I don’t see dad saying anything.
ผู้ชายคนนั้นหยิบทุเรียนในตะกร้าเพิ่มขึ้นมาอีกลูกควักเงินจากกระเป๋าวางให้ผมบนโต๊ะ มีธนบัตรใบละ 10 บาทกับเหรียญบาทอีก 4 อัน แล้วก็ฉวยทุเรียน 2 ลูกกลับไป That man lifts another durian from a basket and then takes money out of his pocket and puts it for me on the table. There’s a ten-baht banknote and four one-baht coins and then he takes the two durians and walks away.
ไม่น่าเชื่อว่าผมขายทุเรียนได้สตางค์ และไม่น่าเชื่อว่าผมเป็นคนขาย! ไม่ใช่พ่อ! I can’t believe I’ve sold durians and made money and I can’t believe it’s me selling, not dad!
มีใครอีกสองคนจากโต๊ะถัดไปลุกมามองทุเรียนในตะกร้าที่เหลืออีก 2 ลูกและในถุงของผมอีก 2 ลูก มีเสียงถามจากคนที่ดูแก่กว่าอีกคนว่า “ลูกละเจ็ดบาทหรือ เหลืออยู่กี่ลูก อ้อ สี่ลูก ลูกละห้าบาทก็แล้วกันนะ ลุงจะเหมาหมดเลย” Two more people from the other table come over to look at the remaining two durians in the basket and the two durians in my bag. The one who looks older says, ‘Seven baht each, is it? How many are there? Oh, four. Five baht each then, okay? I’ll take them all.’
ผมหันไปถามพ่อว่าลูกละ 5 บาทได้ไหม พ่อก็ไม่ตอบอีกตามเคย พ่อก้มหน้าดื่มกาแฟ ดื่มหรือว่าเอาปากไปชนแก้วไว้เฉยๆ ก็ไม่รู้ ถ้วยแก้วไม่เอียงพอที่น้ำจะไหลเข้าปาก และหน้าของพ่อก็ก้มต่ำกว่าที่จะดื่มกาแฟที่เหลือไม่ถึงครึ่งแก้วได้ I turn to ask dad if five baht a piece is fine. Dad doesn’t answer, as before. He lowers his head, sipping his coffee, drinks or has his mouth against the cup I don’t know. The cup isn’t tilted enough for the coffee to flow into his mouth and his face is bent too low for him to be drinking the coffee that’s left in less than half of the cup.
ผมจำต้องตัดสินใจอีกเป็นครั้งที่สามว่า “ได้ครับ” ลุงคนที่ต่อราคาจึงวางเงินไว้บนโต๊ะ 20 บาท แล้วทั้งสองก็หิ้วทุเรียนไปหมด 4 ลูก I must decide for the third time to say ‘Okay, sir.’ The man who has bargained thus puts twenty baht down on the table and then the two of them carry the four durians away.
ทั้งตะกร้าและถุงที่ผมถือมาว่างเปล่า มีเงินวางอยู่บนโต๊ะ 34 บาท ไม่น่าเชื่อว่าขายได้แล้ว ผมบอกกับพ่อว่า “ขายหมดแล้ว” พ่อไม่ตอบ แต่เลื่อนแก้วโอวัลตินมาให้ตรงหน้า ผมเพิ่งนึกได้ว่ายังไม่ได้ดื่ม ผมกินปาท่องโก๋เพื่อให้โอวัลตินหายร้อน และโดยไม่รู้ตัวว่าใช้เวลาทำการค้าขายจนโอวัลตินหายร้อนพอดี Both baskets and the bag are empty. There are thirty-four baht on the table. I can’t believe we have sold out. I tell dad, ‘We have sold out!’ Dad doesn’t answer but pushes the glass of Ovaltine further towards me. I realise I haven’t drunk yet. I ate a pathongko to let the Ovaltine cool down and I wasn’t aware how much time I spent selling so that the Ovaltine is no longer hot.
ยังไม่ทันยกขึ้นดื่มก็มีคนเดินมา เจ้าของร้านนั่นเอง “แหม ขายหมดเร็วจัง ว่าจะเอาอีกสักสองลูก ขายถูกดีนะ แต่ทำไมของฉันแพงกว่าเพื่อนล่ะจ๊ะ ตั้งสิบสองบาท เอ้า นี่ตังค์” พูดเสร็จก็เดินจากไป ดีที่ไม่คาดคั้นเอาคำตอบ เพราะผมก็ไม่รู้จะตอบว่าอย่างไร 12 บาทแพงขนาดไหนก็ไม่รู้ Before I can bring the glass to my lips, someone comes in, the shop owner herself. ‘Well, that was fast! I meant to have two more, you sell them cheap, but why did you sell to me more expensive than the others? Twelve baht, no less. Anyway, here’s your money.’ Having said this, she walks away. It’s good she didn’t demand an answer, because I don’t know how to answer. Twelve baht: how expensive that is I have no idea.
ผมดื่มโอวัลตินหมดแก้วแล้วก็บอกให้พ่อเก็บเงินใส่กระเป๋า พ่อก็ทำตามแต่เหลือเหรียญไว้ค่าเครื่องดื่มกับปาท่องโก๋เป็นเงิน 5 บาท I drink up the Ovaltine and then I tell dad to put the money in his pocket. Dad does that but leaves five baht on the table to pay for the drinks and the pathongko.
พอออกมานอกร้านผมอดส่งเสียงดังด้วยความตื่นเต้นดีใจไม่ได้ “โอ้โฮ เราขายได้จริงๆ ได้กำไรแยะเลย” As soon as we are out of the shop, I can’t help exclaiming loudly out of excitement, ‘Wow! We really sold them and made a lot of profit!’
พ่อก็คงจะดีใจมากเช่นกันเมื่อพูดตอบว่า “เห็นไหมล่ะว่าขายได้จริงๆ” Dad must be very happy too when he answers by saying, ‘You see? We did sell them.’
ก่อนจะเดินกลับบ้านผมนึกถึงขนมที่แม่ฝากซื้อจึงเตือนพ่อ แต่พ่อส่ายหน้าบอกว่าไม่ต้องซื้อหรอก “เอาเงินนี่แหละฝากแม่” Before walking back home, I think about the cakes mum wants, so I remind dad but he shakes his head and says we don’t have to buy any. ‘Let’s bring all the money to mum.’
ตอนนี้ผมอดรู้สึกผิดหวังขึ้นมาไม่ได้ พ่อน่าจะเดินต่อไปจนถึงตลาดแล้วซื้อขนมหวานหรือผลไม้อะไรก็ได้ไปฝากแม่สักอย่าง แต่ไม่ซื้อก็ไม่ซื้อ … กลับบ้านก็ได้ บางทีแม่อาจจะอยากเห็นเงินทั้งหมดที่เราขายทุเรียนได้ก็ได้ ขนมค่อยออกมาซื้อตอนเย็นหรือตอนไหนก็ได้ Now I can’t help feeling disappointed. Dad should walk on to the market and buy those cakes or some fruits to offer mum, but if he won’t buy any he won’t buy any, let’s go back then. Maybe mum wants to see all the money we got from selling the durians, she’ll go out and buy cakes in late afternoon or whenever she feels like it.
=
เมื่อถึงบ้านผมรีบบอกแม่ทันที และทันทีที่แม่ตอบกลับมาก็คือ “ไม่มีทาง” ผมต้องย้ำว่า “ขายหมดแล้วจริงๆ ไม่เชื่อแม่มาดูซี่” สิ่งที่ผมและพ่อยื่นให้ดูคือตะกร้าและถุงไนลอนที่ว่างเปล่า แม้กระนั้นแม่ก็ยังไม่ยอมเชื่อกลับพูดว่า “เธอขายจริงๆ หรือ ไม่มีทาง เอาไปให้ใครมาแล้วน่ะซี” When we are back, I tell mum at once and she at once shoots back, ‘No way!’ I must insist. ‘We sold them all. If you don’t believe me, come and have a look.’ What dad and I show her is the empty baskets and nylon bag. Even then she won’t believe us and says instead, ‘Did you really? No way. You gave them away, I’ll wager.’
ผมแทบจะต้องตะโกนเมื่อพูดว่า “ไม่ได้ให้ใครเลย” ดีที่ไม่ถูกแม่ดุ แม่กลับทำหน้ายิ้มๆ แล้วพูดอย่างคนอารมณ์ดีว่า “ขายที่ไหนไม่ทราบจ๊ะ ใครมาซื้อไม่ทราบจ๊ะ” I almost have to shout when I say, ‘We didn’t give them away!’ At least she doesn’t tell me off. Instead, she puts on a smile and says good-humouredly, ‘Where did you sell them, pray tell? To whom, pray tell?’
“ก็ขายที่ตลาดน่ะซีฮะ” ผมยืนยัน ‘At the market, of course!’ I insist.
“ถึงตลาดเร้อ!” ยังไงๆ แม่ก็ไม่ยอมเชื่อ “ไหนล่ะขนมที่ซื้อฝากแม่” ‘You did go to the market, did you?’ No matter what, mum won’t believe us. ‘Then where are the cakes I asked for?’
“ก็พ่อไม่ให้ซื้อ พ่อ…เอาตังค์ให้แม่ดูซี่” ‘Dad didn’t want to buy them … Dad, show mum the money!’
พ่อหยิบสตางค์ออกมาจากกระเป๋ากางเกง Dad takes the money out of his trouser pocket.
“นี่ไง … นี่ไงค่าทุเรียน เห็นมั้ยล่ะ” ผมบอกแล้วช่วยดึงธนบัตรดึงเหรียญบาทมาจากมือพ่อไปยื่นให้แม่ ‘Here you are … the money from selling the durians, see that?’ I tell her as I take the banknote and the coins out of dad’s hand to hold them out to her.
“โธ่เอ๊ย อัฐยายซื้อขนมยาย” แม่ไม่รับสตางค์ที่ผมยื่นให้ “เอาใส่กระเป๋าพ่อไว้เถิดจ๊ะ” ‘Oh dear! Buying granny cakes with granny’s money!’ Mum won’t take the money I proffer. ‘Put it back into dad’s pocket.’ Variant: The wool still comes from the sheep’s back.
“นี่ … ฉันขายได้จริงๆ นะ ไม่เชื่อถามลูกซี่ ขายที่ร้านกาแฟ ยังเดินไปไม่ถึงตลาด แวะกินปาท่องโก๋แล้วก็มีคนมาซื้อ นี่ไม่ใช่เงินในกระเป๋าหรอกนะ” ‘Hey, I really sold them, you know. If you don’t believe it, ask the kid. We sold them at the coffee shop, we didn’t even enter the market, stopped by to eat pathongko and people came over to buy. This isn’t my pocket money at all.’
พ่อเพิ่งจะตอบแม่เป็นครั้งแรก คงมัวฟังผมพูดกับแม่ แต่เมื่อเห็นไม่ได้ผลจึงต้องพูดเอง ตอนนี้ผมไม่เห็นหน้าพ่อยิ้มด้วยความครึ้มใจเหมือนตอนเราเดินมาถึงหน้าบ้าน ผมก็เช่นกัน ชักยิ้มไม่ออก It’s the first time dad answers mum. He must have heard what I told mum but when he sees it’s hopeless he has to speak out himself. By now I don’t see him smile in high spirits as when we were back in front of the house. Neither can I quite smile.
“ไม่ใช่เงินในกระเป๋าแล้วเงินที่ไหนล่ะ ก็เห็นควักออกมาจากกระเป๋าหยกๆ” แม่ว่า ‘If it’s not pocket money, then where does it come from? I saw you take it out of your pocket, didn’t you?’ mum says.
“หมายความว่าไม่ใช่เงินเก่าในกระเป๋าของฉันน่ะสิ เป็นเงินที่ขายได้ ถ้าไม่เก็บใส่กระเป๋าแล้วจะเอาไปไว้ที่ไหนล่ะ” พ่อเถียงแล้วก็ชี้แจงต่อไป “จะให้ฉันถือตะกร้าเปล่าสองใบใหญ่ๆ ต่อไปทำไมถ้าไม่กลับบ้าน อยากกินขนมก็ไปซื้อเอาเองสิ ไอ้เราก็ไม่รู้ว่าเขาขายกันตรงไหน ไม่อยากถือตะกร้าเร่อร่ามัวเดินหาร้านขนมอยู่หรอก หนอย! หาว่าเราไม่ได้ไปตลาด” ‘It means it’s not old money in my pocket, it’s money from the sale. If I didn’t keep it in my pocket, where should I have put it?’ dad argues and then points out further: ‘Why would you want me to carry two big baskets if not to return home? If you want to eat cakes, go and buy them yourself. I don’t know where it is they are on sale, I didn’t want to burden myself with baskets awkwardly looking for a shop selling them. Look at you! Still claiming we didn’t go to the market!’
ผมว่าพ่อคงจะเริ่มโกรธ หรือเคือง หรือไม่พอใจ หรืออะไรก็ไม่รู้ล่ะ แต่แม่ก็ยังไม่ยอมเชื่อ I think dad is beginning to get angry or resentful or unhappy or I don’t know what, but mum still doesn’t want to believe him.
แม่ทำหน้าเหมือนจะยิ้มเยาะน้อยๆ แล้วพูดว่า “ก็ไม่จริงหรือ ก็เมื่อกี้บอกหยกๆ ว่าไปไม่ถึงตลาด” She makes a kind of mocking smile and then says, ‘Well, isn’t that so? Didn’t you just tell me you didn’t quite reach the market?’
“โธ่เอ๊ย! กะแค่ไม่ได้ซื้อขนมมาจากตลาดเท่านั้น ร้านกาแฟก็อยู่ติดตลาด รู้งี้เอาปาท่องโก๋มาซะก็ดี” ‘Oh dear! Just because we didn’t buy cakes at the market! The coffee shop is next to the market. If I’d known, I’d have bought you pathongko!’
นั่นซี ผมก็คิดเช่นเดียวกัน พ่อน่าจะซื้ออะไรกลับมาสักอย่างเพื่อเป็นพยานในการไปตลาด That’s right. That’s what I think too. Dad should have bought something as proof that we went to the market.
“โธ่เอ๊ย! ถึงเอาปาท่องโก๋มาก็ไม่เชื่อ แวะซื้อตอนกลับจากบ้านใครก็ได้ของแค่นี้” ‘Oh dear! Even if you brought back pathongko I wouldn’t believe you. You could have stopped by on your way back from someone’s house, such small things like that.’
โอย! แม่ไม่ยอมเชื่อจริงๆ ตอนนี้ไม่รู้พ่อคิดอะไร แต่สำหรับผมนั้นไม่มีปัญญาแล้ว ผมคงไม่สามารถจะหาทางอธิบายให้แม่เชื่อถือได้อีก เหตุผลดีๆ ก็บอกไปหมดแล้ว เสียงดังๆ ก็ใช้ไปมากแล้ว คงต้องปล่อยเป็นหน้าที่ของพ่อ ถ้าพ่อทำไม่ได้ผมก็ไม่มีทางช่วยอะไรอีกแล้ว Groan! Mum really doesn’t want to believe it. I don’t know what dad is thinking now. As for me, I give up. I don’t think I’m able to explain so that mum believes me. All the good reasons we’ve already put forward, we’ve raised our voices enough already. I must leave it to dad. If dad can’t do it, there’s no way I can help.
“ไม่เชื่อก็ตามใจ เราอุตส่าห์รีบเอาเงินที่ขายได้มาฝาก ไม่เอาก็อย่าเอา … ไปดูหนังกันดีกว่า” พ่อหันมาชวนผม ซึ่งผมก็รีบตอบรับด้วยความยินดีว่า “ไปสวนสนุกดีกว่าฮะพ่อ เพราะหนังเขาฉายตอนกลางคืน” ‘If you don’t believe us, it’s up to you. We’ve endeavoured to bring back to you the money from the sale at once. If you don’t want it, leave it … Let’s go to the movies,’ dad turns to invite me, and I hasten to answer with pleasure, saying, ‘Let’s go to the amusement park instead, because movies show in the evening.’
=
ผมได้ไปสวนสนุกในตอนสายๆ ส่วนตอนกลางคืนก็ได้ดูหนัง อาจจะเป็นรางวัลที่ทำให้พ่อทดสอบความมั่นคงในจิตใจได้เป็นผลสำเร็จ เอ … หรือว่าไม่สำเร็จ ผมก็ไม่แน่ใจ ดูเหมือนพ่อยังมีอะไรตกค้างอยู่ในจิตใจ ตอนก่อนนอนพ่อยังพูดเหมือนบ่นกับผมว่า “แล้วเมื่อไหร่จะทำแบบนี้ได้อีกหนเล่า” I went to the amusement park in late morning and in the evening I went to see a movie. It must be my reward for helping dad to pass the test of mental steadfastness. Eh? Or was it a failure? I’m not sure. It seems dad still has something on his mind. Before going to bed he even says, as if complaining to me, ‘And when will we do this sort of thing again?’
ผมรู้สึกว่าพ่อจะเคืองแม่ไม่น้อยเลย หรืออาจเคืองนิดเดียวก็ได้ อ๊ะ … หรืออาจจะไม่เคืองเลยก็ได้ แฮ่ะๆ … ผมก็ไม่ค่อยแน่ใจนักหรอก I feel that dad is rather annoyed with mum or maybe only a little or maybe not at all. Ah, I can’t be certain.
พ่อบอกอีกว่าถ้าเมื่อไรแม่เชื่อว่าพ่อได้ขายทุเรียนไปแล้วจริงๆ ก็มีหวังบ่นเสียดายไปเจ็ดวันเจ็ดคืน เสียดายที่พ่อขายทุเรียนดีๆ 7 ลูกด้วยราคาเพียง 46 บาทเท่านั้น แม่จะต้องเสียดายแน่ๆ เพราะแม่ชอบกินทุเรียนมาก Dad also says that when mum ends up believing he really did sell the durians, you can bet she’ll complain at length over his selling seven good durians for only forty-six baht. She must be sorry for sure because she likes durians very much.
พ่อยังพูดต่อไปอีกเมื่อเห็นแม่เดินมาใกล้ในรัศมีที่จะได้ยินว่า “สม … อดกินทุเรียน ไม่ได้ง้อให้เชื่อ เราทำสำเร็จก็แล้วกัน มีใครแถวนี้กล้าบ้างล่ะ ใครจะกล้าหิ้วทุเรียนของฝากจากญาติจากเพื่อนออกไปนั่งขายที่ตลาด … ใครจะกล้า … ฮ่าฮ่า” Dad goes on saying, when he sees mum walk up close enough to be able to hear, ‘Serves her right … no durians to eat, she won’t believe us, but we did it, and that’s that. Is there anyone around here who’s daring enough to take durians given by relatives and friends to go and sell them at the market? … Who would dare? … Ah! Ah!’
ผมได้ยินเสียงแม่ลอยมา “ถึงไงก็ไม่แน่จริงหรอกว้า ถ้าแน่จริงก็ต้องเอาไปขายให้คนที่เอามาให้สิ แล้วก็บอกเขาด้วยว่า นี่คือทุเรียนลูกที่คุณเอามาให้เมื่อวานนี้ด้วย” I hear mum’s voice floating forth. ‘Even so, it’s not for sure. To be sure they must be sold back to those who gave them in the first place and they must be told these are the durians you brought us yesterday.’
“เออ … คราวหลังคอยดูก็แล้วกัน” เสียงพ่อ ‘Right … we’ll do that next time around.’ Dad’s voice.
“เออ … แล้วจะคอยดู แล้วก็ไปคนเดียวนะ ไม่ต้องเอาเจ้าตัวนี้ไปด้วย” เสียงแม่ ‘Right … and I’ll be watching and you’ll go alone, too. No need to take the kid with you.’ Mum’s voice.
“เออ!” เสียงพ่อ ‘Right!’ Dad’s voice.
=

‘Pho Kha Thurian’
in Chor Karrakeit 19, 1994

Nuan Oo published four or five collections of short stories up to twenty years ago, mostly dealing with childhood, children and memories of troubled times (1970s and 1980s). No other information and no picture available from the internet. Opposite, cover of one of his books, Kham Khor Thoat (Apology). Kham Khor Thoat Nuan Oo

Tagged: , , , , , ,

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: