Corpse without a name – Wijai Thongsut

This isn’t exactly Memoirs beyond the grave – at least let’s hope not, even though the author is definitely beyond the net – but at a symbolic level there is much to glean from this tale from six feet under. MB

ooo

ศพไม่มีชื่อ

Corpse without a name

 
??????????????????????????????? broken penx  

วิจัย ทองสุทธิ์

WIJAI THONGSUT

 
    TRANSLATOR’S KITCHEN
= ===  
เป็นเวลานานมาแล้วที่ร่างของฉันถูกฝังกลบใต้ผิวดินรวมกับศพอื่นๆ อีกหลายศพ แต่นั่นไม่ช่วยให้ฉันพ้นจากความเดียวดาย It was quite some time ago that my body was buried underground along with many other corpses, but that hasn’t helped me get over my loneliness.  
ฉันใช้เวลาไปกับการครุ่นคิดถึงความหลังขณะเฝ้ามองคนมา กราบไหว้ ฉันไม่รู้สึกดีใจ ไม่รู้สึกถึงความอาลัยอาวรณ์ พวกเขาคิดกันไปเองว่าฉันพึงพอใจกับพิธีกรรมที่พวกเขาสร้างขึ้น มันทำให้ฉันโกรธ ทำให้ความตายของฉันเป็นเรื่องง่ายและไม่สลักสำคัญ ฉันย้อนถามตัวเองว่า ถ้าเช่นนั้นฉันต้องการอะไรจากพวกเขา – จากคนแปลกหน้าเหล่านั้น ไม่มีคำตอบแน่ชัด ฉันอาจต้องการให้พวกเขาร้องไห้ ไม่ใช่เพียงในวันตายของฉัน แต่ร้องไห้ไปชั่วชีวิต – ร้องไห้ต่อชะตากรรมที่พวกเขาและฉันต้องเผชิญร่วมกัน I while away the time brooding about the past as I watch people come and bow or prostrate themselves. I don’t feel happy; I don’t feel any longing. They fancy I am pleased with the rites they think up. It makes me angry. It makes of my death something easy and unim- portant. So I ask myself, in that case what it is I want from them – from those strangers. There is no clear answer. Maybe I want them to cry not just on the day of my death but all their lives, cry over the fate they and I have to face in common.

=

=

=

=

=

ถ้าเช่นนั้นฉันต้องการอะไรจากพวกเขา: alternative translation, ‘If that’s the case, what do I want from them?’

ฉันอยากสั่งสอนพวกเขาว่า ไม่ใช้เรื่องง่ายในการแสดงออกด้วยระเบียบและพิธีกรรมที่คิดแต่งขึ้น ฉันอดรู้สึกไม่ได้ว่าพวกเขาทำเพื่อตัวเอง ปลอบตัวเองต่อสิ่งที่จะต้องเผชิญในบั้นปลายชีวิต ความรู้สึกนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะพวกเขาไม่กราบไหว้ฉันเพียงคนเดียว หากกราบไหว้ซากศพทั้งหมดในบริเวณ ฉันไม่ได้น้อยเนื้อต่ำใจ ทั้งหมดเป็นคนตาย และฉันไม่เห็นว่าคนตายจะชิงดีชิงเด่นเพื่ออะไร พวกเขาอาจนึกถึงศพอื่นที่มีประวัติน่าสนใจกว่าฉัน หรืออาจนึกถึงฉันมากกว่าในฐานะศพที่ไม่มีประวัติ I’d like to teach them that it’s not easy to express oneself by thinking up rites and regulations. I can’t help but feel that they do it for themselves, to console themselves for what they must face in the final part of their lives. This feeling doesn’t arise because they prostrate themselves to me alone. If they prostrated themselves to all the bodies here, I wouldn’t feel slighted. We are all dead people and I don’t see why dead people should strive for fame. Maybe they are thinking of other corpses that have a more interesting history than mine and think of me more as a corpse without history. การแสดงออกด้วยระเบียบและพิธีกรรมที่คิดแต่งขึ้น: ‘expressing oneself through existing rites and regulations [isn’t easy]’ is another possible translation.
ไม่มีใครรู้จักฉัน ไม่รู้แม้ชื่อเสียงเรียงนาม เมื่อฉันตายใหม่ๆ ฉันออกจะแปลกใจและประทับใจ พวกเขาพยายามอย่างยิ่งที่จะสืบค้นประวัติของฉัน กระตือรือร้นค้นหาสาเหตุการตาย ถ้าทำได้ฉันอยากประกาศตัวให้พวกเขารู้ บอกเล่าทุกอย่างเพื่อสะดวกต่อการจัดการศพ ทั้งที่ตอนมีชีวิตฉันแทบไม่เปิดเผยตัว ความกระตือรือร้นของพวกเขาทำให้ฉันรู้สึกเป็นมิตร กำแพงแห่งความระมัดระวังที่เคยคุ้มกันแน่นหนาพังทลายลง พวกเขามองผ่านเข้ามาได้แต่ไม่มีฉันอยู่ Nobody knows me, nobody knows even my name. Shortly after I died, I wondered and was impressed. They tried their utmost to flesh out my curriculum vitae and busied themselves trying to find motives for my death. If I could I’d like to declare myself to them, tell them everything to make it easy to deal with the corpse, even though when I was still alive I was rather standoffish. Their enthusiasm made me feel friendly. The wall of caution separating us had been demolished. They could see through, but I wasn’t there.  
ฉันเสียใจที่สร้างความยุ่งยากให้พวกเขา ศพจะเผาหรือฝังได้ก็ต่อเมื่อมีสิ่งยืนยันว่าฉันเคยมีชีวิตอยู่จริง ตลกตรงที่ใบหน้าและร่างกายซึ่งยังสมบูรณ์ไม่เปื่อยเน่าในเวลานั้น ไม่สามารถยืนยันว่าฉันเคยมีตัวตน ความมีอยู่ถูกบ่งชี้โดยชื่อ นามสกุล ที่อยู่ อายุ และประวัติอื่นซึ่งฉันไม่มีแสดง อย่างไรก็ตาม ในสภาพคนตาย พวกเขาสร้างประวัติให้ฉันจนได้ นับแต่เรื่องวันตาย สถานที่พบศพ การวินิจฉัยของแพทย์ วิธีและสถานที่เก็บรักษาศพ ชื่อถูกแทนที่โดยเลขที่ของลิ้นชักเก็บศพ รายงานการสืบสวนของตำรวจนับวันก็หนามากขึ้นจนได้รับการยอมรับว่าเป็นประวัติของฉัน I’m sorry I made their lives difficult. My corpse was to be burnt or buried only when there was some confirmation that I used to be alive. The funny thing is that my face and my body, which had yet to putrefy at the time, weren’t proof enough that I used to exist. Existence is defined by name, surname, address, age, and other records which I didn’t have to show them. In any case, as a dead person, they did manage to create a record for me, with date of death, how and where the body was found, post mortem diagnosis, and how and where the body was kept. The police investigation report kept thickening by the day until it was accepted that that was my history.

ซึ่งยังสมบูรณ์ไม่เปื่อยเน่า: repetitive, so no need to translate both expressions. ‘had yet to putrefy’ carries the full meaning.

Note the various translations of ประวัติ as history, record or curriculum vitae.

เมื่อมีประวัติแล้ว ศพของฉันจึงถูกจัดการด้วยพิธีกรรมง่ายๆ เพราะประวัติสั้นกว่าคนอื่น My body was then handled through a simple ceremony because my history was shorter than anyone else’s.  
  =  
ฉันไม่สามารถตัดสินได้ว่า ถึงเวลาสมควรที่ฉันจะตายหรือยัง ไม่ว่าชีวิตจะเป็นของฉันหรือของใคร มีหลายสิ่งที่ฉันไม่สามารถกำหนดกฎเกณฑ์เองได้ ไม่มีสิทธิ์อุทธรณ์ร้องขอ ทั้งที่ความเจ็บปวดนานัปการจากเคราะห์กรรมรุมเร้านั้นมีฉันเพียงลำพังเป็นผู้เผชิญ ที่สำคัญ ความตายของฉันเป็นเคราะห์กรรมที่ไม่ได้เกิดจากธรรมชาติ มีคนจงใจทำให้เกิด หลังความโกรธแค้นฉันถามตัวเองว่า นอกจากชะตากรรมมีสิทธิ์กำหนดชีวิตแล้ว มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งมีสิทธิ์อะไรมากำหนดความเป็นตายบ้าง I’m not in a position to decide if it was the proper time for me to die or not. Whether in mine or in someone else’s life, there are many things I couldn’t regulate. I didn’t have the right to appeal or demand, even though I was the only one to incur much pain from so much misfortune. Importantly, my death was a fate which didn’t come naturally. Someone meant it to happen out of resentment. I asked myself, besides fate which has the right to determine life, what right any ordinary mortal had to determine death.  
หรือเขาเป็นส่วนหนึ่งของชะตากรรม ตลอดชีวิตฉันแยกตัวไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร แต่สุดท้ายชะตากรรมของฉันยังคงเกี่ยวพันกับ “คนอื่น” คนซึ่งจะว่าไปแทบไม่รู้จักฉัน ยิ่งตัวฉันยิ่งไม่รู้เรื่องราวของเขา ถึงจะอยู่ในสภาพของคนตายซึ่งถือว่าหลุดพ้นแล้ว ฉันก็ยังไม่สามารถอธิบายความเกลียดชังที่คนคนหนึ่งมีให้กับคนอีกคนหนึ่งที่เขายังไม่รู้จักดี และเป็นความเกลียดถึงขั้นเอาชีวิต ในตอนแรกไม่ใช่ความเกลียดด้วยซ้ำ เป็นเพียงความอยากรู้อยากเห็นธรรมดา แต่ฉันไม่สนองความอยากรู้ของเขา เขาจึงทึกทักว่าสิ่งที่คนอื่นสงสัยเกี่ยวกับตัวฉันน่าจะเป็นจริง – ความสงสัยซึ่งถือเป็นการปรักปรำโดยปราศจากมูลเหตุ Or maybe that mortal was a part of fate. All my life I stayed aloof, unwilling to interfere with anyone, but in the end my fate was tied to others, to persons who, let it be said, hardly knew me and about whom I knew nothing. Even though I’m in the state of a dead person believed to be free from earthly concerns, I’m unable to explain the hate one person has for another person whom he has yet to know well, a hate so strongly felt as to take a life. At first it wasn’t hate; it was just ordinary curiosity, but I didn’t respond to their curiosity. So they took for granted that what others suspected about me was true – even though it was slander without foundation.

Here, เขา (he), referring to มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง, must be specified as such: ‘that mortal’.

=

=

Also, หลุดพ้น (to be free, released, liberated) needs to be expanded: ‘free from earthly concerns’.

เรื่องเริ่มขึ้นเมื่อฉันย้ายเข้าอยู่ในบ้านชายป่าห่างไกลผู้คน ด้วยต้องการทำงานที่ค้างคาให้เสร็จ เป็นนวนิยายที่ฉันตั้งใจเขียนให้มีความยาว 1,000 หน้า โครงเรื่องยังไม่สมบูรณ์ การเดินเรื่องติดขัด ฉันหวังว่าสถานที่เงียบสงบจะช่วยให้งานลื่นไหล มันเป็นความฝันของฉัน ถ้าทำสำเร็จชีวิตฉันจะได้มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันสักอย่าง ฉันเก็บตัวทำงานเหมือนฤษี นั่งอยู่หน้าโต๊ะ หน้ากองกระดาษระเกะระกะบนโต๊ะ เขียนบทแรกไม่ทันเสร็จ ฉันเปลี่ยนไปขึ้นบทที่สาม พอเริ่มติดขัดก็เปลี่ยนไปต่อตอนกลางบทที่ยี่สิบซึ่งเขียนค้างไว้ ในที่สุดฉันต้องเอาโครงเรื่องที่สร้างไว้มาแก้ใหม่ทั้งหมด โละสิ่งที่เขียนค้างตั้งแต่บทที่สามเป็นต้นไปทิ้ง ฉันเริ่มท้อ คงเป็นการแก้ครั้งที่สิบได้แล้ว แต่ฉันก็สามารถเอาชนะความเหนื่อยหน่ายและมุเขียนต่อไป It began when I moved to a house at the edge of the jungle away from people for the purpose of getting on with the writing of a novel I intended to be one thousand pages long. The plot still wasn’t perfect. The story had inconsist- encies. I hoped that by writing in a quiet place my work would flow smoothly. Such was my dream. If I succeeded, my life would have something tangible to show. I set about working as a hermit, sat in front of a table, in front of stacks of sheets of paper on the table. I hadn’t finished the first chapter when I changed to tackling the third chapter. As I began to get stuck I went over to add to the middle of chapter twenty, which was already written. Finally I had to redo the plot entirely and throw away all that I had written as of chapter three. I began to be discouraged. It must have been the tenth rewrite, but I was still able to win over boredom and concentrate on getting on with the writing.  
อุปสรรคอีกอย่างหนึ่ง นอกจากความเหนื่อยหน่ายคือ ฉันเริ่มรู้สึกว่าที่นี่ไม่เงียบสงบเหมือนที่เคยคิด บางครั้งเวลางานเริ่มเดิน มีสายตามองผ่านช่องไม้ข้างฝาเข้ามา พอออกไปดูกลายเป็นเด็กสามสี่คนวิ่งหนีไป นั่นยังไม่ร้ายเท่าบางครั้งเป็นสายตาผู้ใหญ่ พอออกไปดูก็วิ่งหนีไปเช่นเดียวกัน – ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาดู ฉันมารู้หลังจากตายไปแล้ว พวกเขาสงสัยกันว่าฉันเป็นคนบ้า ข้อปรักปรำนี้ไม่ไร้เหตุผลเกินไป การที่ใครสักคนเก็บตัวอยู่คนเดียวเป็นเวลานานเช่นนี้ เขาจะประคองจิตใจให้ครบถ้วนสมบูรณ์ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ข้อกล่าวหาเริ่มเกินเลยไปมากกว่านี้ บางคนบอกเล่าให้คนอื่นฟังว่า เขารู้จักฉัน ว่าฉันหนีมาจากหมู่บ้านทางอีกฟากหนึ่งของทิวเขา ถูกขับไล่ออกมาด้วยความผิดบางอย่างซึ่งเขาไม่รู้เพราะคนที่นั่นปิดกัน แต่ก็น่าจะเป็นความผิดร้ายแรงและน่าอับอาย Another obstacle besides boredom was that I was beginning to feel that it wasn’t as quiet as I thought at first. At times when the work was beginning to flow, there were eyes looking in through the chinks in the wooden walls. When I went out to have a look, three or four kids would run away. That wasn’t as bad as those eyes sometimes being those of grownups who, when I went out to have a look, also ran away – they took turns to spy on me. I came to learn after I was dead that they wondered if I wasn’t a madman. This allegation was not without foundation. That someone would stay alone for a long time like this and keep a sane mind wasn’t easy. But the allega- tions went much beyond that. Some people told the others that they knew me, I had fled from a village on the other side of the mountain, had been chased away for some crime which they didn’t know because people over there kept to themselves but it must have been a big and shameful crime.

=

=

=

=

=

=

=

‘to spy on me’ is not strictly in the text, which merely says ‘to come to look’, but seems to fit the situation.

คำบอกเล่านี้ได้รับการเชื่อถืออยู่พักหนึ่ง เชื่อฝังจิตฝังใจเหมือนพวกเขารู้จักฉันด้วยตนเอง ต่อมาอีกเดือนหนึ่ง นวนิยายของฉันคืบหน้าไปเพียงเล็กน้อย แต่เรื่องราวเกี่ยวกับตัวฉันลุกลามใหญ่โต ชาวบ้านคนหนึ่งกลับจากในเมือง บอกว่าเห็นรูปของฉันติดที่สถานีตำรวจ ฉันเป็นฆาตกรหนีหัวซุกหัวซุนมาหลบซ่อน พวกชาวบ้านตกลงใจจะจับตัวฉันส่งตำรวจ แต่ชาวบ้านคนนั้นยับยั้งไว้ เขาให้เหตุผลว่าสิ่งที่ฉันทำไม่ได้เลวร้าย เป็นการป้องกันตัวและบัง เอิญคนที่ฉันฆ่าเป็นที่รู้จักรักใคร่ของคนทั่วไป ถ้าฉันถูกจับ โทษที่ได้รับอาจรุนแรงเกินความผิด อีกอย่างหนึ่ง ฉันเก็บตัวอยู่เงียบๆ ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใคร This tale was believed for a while. The belief sank deep into their minds as if they knew me personally. One month later, my novel had hardly progressed, but the story about me had spread widely. One villager came back from town and said he’d seen my picture at the police station. I was a murderer on the lam. The villagers decided to arrest me and take me to the police, but that villager prevented them, arguing that what I had done wasn’t wrong, it was in self-defence and it so happened that the person I killed was popular and if I were arrested the punishment I would receive would be too harsh for the crime. Besides, I was keeping myself to myself and wasn’t making problems for anyone.

=

=

=

=

=

=

[หนี]หัวซุกหัวซุน = to flee, fly for one’s life, take to one’s heels; frantically, in a panic, in a headlong rush.

ขณะที่ข้อหารุนแรงขึ้น ฉันยังคงเก็บตัวเขียนหนังสือ ไม่รู้เรื่องราวที่คนอื่นปั้นแต่งใส่ความ As the accusations grew fiercer, I still kept writing, unaware of the stories of my crimes cooked up by others.  
คนที่ฆ่าฉันได้รับฟังสิ่งที่คนอื่นพูดถึงฉันโดยตลอด เขาไม่ออกความคิดเห็นเหมือนคนอื่น นิ่งฟังเงียบๆ ครุ่นคิด ไม่เคยเห็นด้วยกับใคร เขาเป็นคนฉลาดที่สุดในบรรดาคนพวกนั้น แต่ด้วยความคับแคบของผู้คนรอบข้าง เขาจึงไม่รู้จะแสดงความฉลาดออกมาในรูปไหน นอกจากฟังอยู่เงียบๆ หรือคิดค้านในใจ ตอนที่คนอื่นพูดถึงฉันในแง่ร้าย เขากลับรู้สึกกับฉันในแง่ดีตลอด ชื่นชมความสันโดษของฉัน แต่พอมีคนพูดถึงฉันในแง่เห็นใจว่าฉันถูกใส่ร้าย ถูกตั้งข้อหาเกินจริง เขากลับมองฉันในแง่ร้าย เขาว่าฉันฆ่าคนอย่างจงใจเป็นอาชญากรที่ควรแก่การลงโทษ อย่างไรก็ตาม ด้วยความฉลาดรอบคอบกว่าคนอื่น เขาไม่ปักใจเชื่อทันที และครุ่นคิดหาวิธีพิสูจน์ความจริง The man who killed me had listened to what had been told about me from the beginning. He didn’t express his opinion like the others but sat listening quietly, pondering, never agreeing with anyone. He was the smartest of them all, but due to the narrowness of mind of the people around him, he didn’t know how to ex- press his smartness other than by listen- ing quietly or protesting in his mind. When the others were busy maligning me, he was feeling for me all the time, admiring my reclusive stance, but as soon as someone sympathised with me for being maligned he looked at me in a negative light. He would say that I killed someone with intent and I should be punished as a murderer. In any case, being smarter and more thorough than the others, he didn’t make up his mind at once and mulled over ways to determine the truth.

=

=

=

=

=

=

=

=

=

ฉันถูกใส่ร้าย ถูกตั้งข้อหาเกินจริง: literally,‘I was slandered [through] exaggerated allegations’.

เรื่องราวเกี่ยวกับตัวฉันถูกแต่งเติมต่างๆ นานา เร้าความสนใจของเขามากขึ้น จนคืนวันหนึ่ง ขณะฉันกำลังพยายามตั้งชื่องานเขียนทั้งที่ยังเขียนไม่ได้ถึงครึ่ง ประตูไม้เก่าๆ ก็ถูกเคาะ ฉันเข้าใจในตอนนั้นว่าเป็นคนมาก่อกวน สักพักพอเบื่อก็คงเลิกไปเอง ฉันนั่งนิ่ง รอคอยอย่างอดทน เสียงเคาะยังดังต่อเนื่องและกระชั้นแรงขึ้นทุกที Stories about me were embellished every which way, drawing his attention increasingly, until one night, as I was trying to find a title for my novel even though I hadn’t written half of it, there was a knock on the old wooden door. I understood there and then that some- one had come to disturb me. After a while he’d get fed up and would leave. I sat still, waiting patiently. The knock was repeated several times and was louder each time.  
“ต้องการอะไร” เสียงฉันสั่นจากความกลัว ‘What do you want?’ My voice trembled with fear.  
“ให้เข้าไปได้ไหม” เสียงตอบ กลับฟังดูหวาดไม่แพ้กัน ‘May I come in?’ The answering voice sounded no less frightened.  
ฉันชั่งใจอยู่นาน เวลาตีสองกว่า ไม่มีทางคาดเดาได้ว่าแขกผู้มาเยือนหลังสองยามซึ่งไม่รู้จักมักคุ้นจะมาด้วยธุระใด ถ้าจำเป็นต้องคาดเดา สิ่งที่นึกถึงมีแต่เรื่องร้ายๆ I deliberated for a long moment. It was past two in the morning. There was no way I could guess what this unknown visitor coming at this time of night was here for. Forced to guess, I could only think of bad things.  
“ขอร้องเถอะ ข้างนอกมืดเหลือเกิน” ‘I beg you. Out here it’s too dark.’  
“ถ้าอย่างนั้นก็กลับไปสิ” ‘Go back then.’  
“ไม่ ผมมีเรื่องอยากคุยด้วย” ‘No. There’s something I want to talk to you about.’  
ผมจำไม่ได้ว่าเคยรู้จักคุณเมื่อไหร่ อีกอย่างผมกำลังทำงานอยู่” I don’t think I know you. Besides, I’m working.’ Literally, ‘I don’t remember ever meeting you.’
“งานอะไร” ‘Doing what?’  
ฉันรู้ว่าภายนอกบ้านมืดและน่ากลัวเพียงใด แม้ภายในบ้านเทียนไขสองเล่มยังไม่ช่วยคลายความมืดเท่าใดนัก I knew how dark and scary it was outside. Even inside the house the two tallow candles didn’t do much to keep darkness at bay.  
งานอะไรก็ช่างเถอะ ผมมีปืนคุณก็รู้ว่าการอาศัยในป่าต้องมีปืนผาไว้ป้องกันตัวจากสิงสาราสัตว์ หรือจากคนอย่างคุณ” None of your business. I have a gun. You know that living in the wild one must be armed to protect oneself from beasts or from people like you.’ Literally, ‘Never mind what kind of work.’
“ไม่ต้องกลัว ผมมาดี” ‘You don’t have to be afraid. I come in peace.’  
“ผมไม่ได้กลัว” ‘I’m not afraid.’  
“เขาว่ากันว่า คุณเป็นฆาตกรหนีตำรวจมา แต่ผมไม่เชื่อหรอก ผมอยากได้คำยืนยันจากคุณเอง” ‘They say you’re a murderer hiding from the cops, but I don’t believe that. I’d like you to tell me if it’s true.’  
“ใช่ ผมเป็นฆาตกร ฆ่าคนได้อย่างเลือดเย็น ขอให้คุณเชื่อเถอะ” ‘Yes, I’m a murderer. I kill people in cold blood. You’d better believe it.’  
อีกด้านหนึ่งของประตูเงียบไปนาน ฉันเชื่อว่าเขาเชื่ออยู่ไม่น้อย ฉันได้ใจ ย่องไปยืนหน้าประตู ถ้าเขายืนยันจะเข้ามา ฉันจะเปิดประตูให้ The other side of the door was silent for a long while. I felt certain he quite believed me. I took courage, tiptoed to stand in front of the door. If he insisted on coming in, I’d open the door for him.  
ฉันน่าจะเปิดประตูให้เขาในคืนนั้น อีกห้าคืนต่อมาเขายังเวียนมาถามซ้ำเรื่องเดิม พอฉันเปิดประตูก็เห็นเพียงหลังไวๆ หายไปในความมืด คืนที่หกฉันเปิดประตูรอเขา เขาก้าวเข้ามา ฉันปิดประตูและยืนกั้นไว้ I should have opened the door to him that night. Five nights later he was back to ask me the same thing. When I open- ed the door, I only saw his back fading into the darkness. On the sixth night, I opened the door and waited for him. He stepped inside. I closed the door and stood blocking his way.  
ไม่เหลือเค้าความอยากรู้อยากเห็นในตัวเขา มีเพียงความหวาดกลัว สายตาจับไปบนข้าวของทุกชิ้นในห้อง – เครื่องพิมพ์ดีด กองกระดาษ หน้าต่างปิดสนิท ไม่มีช่องทางให้เขาหนีออกไปได้ There was no trace of curiosity left in him, only dread. His eyes shifted around at the things in the room – the type- writer, the stacks of paper. The window was closed tight. There was no exit for him to flee.  
“คุณมากวนเวลาทำงานอีกแล้ว” ‘You’re disturbing me again during my working hours.’  
ใช่ ผมจะไม่มาอีก ผมเชื่อสิ่งที่คุณพูด ผมคงต้องกลับแล้ว” Sorry. I won’t do it again. I believe what you told me. I must go back now.’ ‘Yes’ instead of ‘Sorry’ would be too cavalier.
“เชื่อ เชื่อว่าอย่างไร” ‘Believe? Believe what?’  
“เชื่อว่าคุณเป็นฆาตกร” ‘That you’re a murderer.’  
“ผมบอกคุณไปอย่างนั้นหรือ” ‘Is that what I told you?’  
“ใช่” สีหน้างุนงง “คุณบอกอย่างนั้น” ‘Yes.’ He looked puzzled. ‘That’s what you said.’  
“ผมพยายามฆ่า แต่เขาไม่ตาย” ‘I tried to kill him but he didn’t die.’  
“ถ้าอย่างนั้น คุณหนีมาทำไม” ‘In that case, why did you flee?’  
“ผมหนีเพราะกลัวเขาจะฆ่าผมแต่หนีไม่พ้น เขาตามไปทุกหนทุกแห่ง” สีหน้าคนฟังไม่เข้าใจ “คุณรู้ไหมว่าผมฆ่าใคร ตัวผมเองไงล่ะ ผมพยายามจะฆ่าตัวของผมเอง แต่ไม่สำเร็จ” ‘I fled because I was afraid he’d kill me, but it didn’t work. He’s kept following me everywhere.’ The listener’s face showed that he didn’t understand. ‘You know who I killed? I killed myself, that’s who. I tried to kill myself but I didn’t succeed.’  
  =  
นับแต่วันนั้น เขาก็มาเป็นแขกประจำ อันที่จริงไม่ใช่แค่แขก เขาเป็นเหมือนเงาตามตัวของฉัน ไม่ว่าฉันจะไปไหน เขาติดสอยห้อยตามไปด้วยทุกแห่ง เขารู้เส้นทางที่ฉันใช้หลบเลี่ยงคนอื่นเวลาเข้าเมืองไปซื้อของและสัญญาว่าจะไม่บอกเส้นทางนั้นแก่ใคร เวลาทำงาน เขาเฝ้ามองอยู่ห่างๆ ด้วยความภูมิใจว่าสามารถสะกดความอยากรู้อยากเห็นไว้ได้ ฉันรู้ว่าเขายังไม่คลายความสงสัย ข้อปรักปรำที่ว่าฉันเป็นฆาตกรนั้นเขายังไม่ได้คำตอบแน่ชัด กลับมีความสงสัยอื่นเพิ่มมาอีก เช่น ฉันกำลังเขียนอะไรอยู่ ทำไมถึงเขียนเป็นเวลานานโดยไม่โงหัวขึ้นพักบ้าง ฉันมาจากไหน มีอาชีพแท้จริงอะไร สารพัดคำถามที่เขาข่มใจเก็บไว้เงียบๆ จะปริปากถามเมื่อเวลาและโอกาสเหมาะจริงๆ แต่ไม่เคยได้คำตอบ เขามีท่าทางอยากให้ฉันถามบ้าง แต่ฉันไม่เคยปริปากถามเช่นกัน อย่างไรก็ตามคำตอบเรื่องเหล่านั้นไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด มันสำคัญตรงที่เขาได้รู้จักฉันมากกว่าคนอื่น เวลามีคนพูดถึงฉัน เขาจะฟังอย่างกระหยิ่มใจ – บอกตัวเองว่า ไม่มีใครรู้จักฉันดีเท่าเขา เขาอดทนฟังจนที่สุดก็โพล่งออกมาว่า สิ่งที่คนอื่นพูดเกี่ยวกับตัวฉันไม่เป็นความจริง ฉันไม่ใช่ฆาตกร เป็นเพียงคนป่วยมาพักฟื้น ต้องการความสงบเพื่องานอดิเรกเล็กๆ น้อยๆ From that day, he came as a permanent guest. Actually not just as a guest: he was like a shadow following me. No matter where I went, he tailed me everywhere. He knew the tracks I used to avoid people when I went into town to buy things and promised he wouldn’t tell anyone about them. When I worked he watched me from afar with pride at being able to contain his curiosity. I knew he was still suspicious. He still didn’t have a clear answer about the allegation that I was a murderer. He had more suspi- cions, such as what was I writing? Why did I write for a long time without looking up and taking a break? Where did I come from? What was my real work? Lots of questions he forced himself to keep to himself and would utter only when time and occasion were proper, but he never got any answers. He looked as if he wanted me to ask questions but I never uttered any either. In any case, answers to those questions were not the most important things. They were important only in that he knew me better than other people did. When someone spoke about me, he would listen complacently – telling him- self that no one knew me better than he did. He listened patiently until he finally burst out that what was being said about me wasn’t true, I wasn’t a murderer, only a sick man who had come to rest and recuperate and who needed quiet to pursue a hobby of sorts.  
ไม่มีใครเชื่อสิ่งที่เขาพูด – เป็นครั้งแรกที่ใครสักคนพูดถึงฉันแล้วถูกปฏิเสธโดยสิ้นเชิง นับแต่วันนั้นไม่มีใครพูดถึงฉันอีก ความตายเป็นสิ่งเดียวที่มีน้ำหนักพอจะดึงความสนใจของชาวบ้านพวกนั้น Nobody believed what he said – it was the first time that someone talking about me was being totally contradicted. From that day on no one talked about me again. Death was the only thing that had enough weight to draw the attention of those villagers.  
เขามาหาฉันในวันหนึ่งหลังจากหายไปหลายวัน ท่าทางเขาแปลกไป ไม่สนใจซักถามเหมือนเคย เขาอาสาปัดกวาดบ้านให้ ชงกาแฟซึ่งในกาแฟนั้นมียาพิษจากพืชจำพวกเห็ดที่หาได้ในป่า นั่นเป็นการแสดงความฉลาดครั้งสุดท้ายของเขาก่อนถูกจับได้ในสองเดือนต่อมา ชาวบ้านช่วยแก้ต่างให้เขาว่า ฉันเป็นคนบ้า เป็นบุคคลอันตราย เคยฆ่าคนมาก่อนแม้ตำรวจไม่พบหลักฐานใดๆ ที่แสดงว่าฉันมีประวัติอาชญากร ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังคงเป็นคนบ้าและอาจฆ่าใครได้สักวันหนึ่ง สิ่งนี้คงไม่ต้องการหลักฐาน และตำรวจก็ช่วยอะไรไม่ได้ถ้าเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้นจริง ดังนั้นการกระทำของเขาจึงมีเหตุผลรับฟังได้ He came to see me one day after having been away for many days. He looked strange, didn’t care to ask ques- tions as before. He volunteered to sweep and clean my house and made coffee in which there was a poison from some mushrooms found in the jungle. That was his last show of smartness before his arrest two months later. The villagers excused him by saying that I was a madman, I was dangerous, I had killed before. Even though the police didn’t find any evidence whatsoever of a history of crime for me, I was still a madman and I might still kill some day: evidence wasn’t required in such a case and the police couldn’t be of help if this really happened. Therefore what he had done was creditable.  
มีหลักฐานหลายอย่างชวนสงสัยได้ว่าฉันมีสติไม่สมประกอบ รวมทั้งงานเขียนของฉันที่แสดงความสับสนฟุ้งซ่าน ฉันอยากแก้ต่างบ้างว่า มันเป็นงานที่ยังไม่ได้แก้ไข เป็นเพียงงานทดลอง ใครๆ ก็อาจเขียนอย่างฉันได้โดยไม่จำเป็นต้องบ้า นอกจากงานเขียนแล้ว การใช้ชีวิตของฉันและการเป็นบุคคลนิรนามที่ไม่สามารถสืบหาญาติพี่น้องได้ – ชี้ไปในทางเดียวกันว่า ฉันมีความผิดปกติอย่างใดอย่างหนึ่ง Various pieces of evidence prompted the suspicion that I was mentally deficient, including my writing, which showed mental confusion. I’d like to side with myself and point out that this work hadn’t been corrected; it was just a first draft. Anybody could write like me without being a madman. Besides my writing, my way of life and being a nameless individual whose relatives couldn’t be found, everything pointed in the same direction, which was that, one way or the other, I wasn’t normal.

=

=

แก้ต่าง = to hold a brief, to defend (a party in court); to speak for (someone), to make excuses for (someone else).

  =  
ฆาตกรตัวจริงได้รับโทษตามกฎหมาย ร่างของฉันถูกฝังชาวบ้านไม่เชื่อคำบอกเล่าของตำรวจ เหมือนกับที่ไม่เชื่อคำบอกเล่าของคนที่ฆ่าฉัน พวกเขายังปักใจเชื่อว่า ฉันเคยฆ่าคนมาก่อน คนที่ฆ่าฉันกลายเป็นวีรบุรุษซ่อนหน้าหลังลูกกรงเหล็ก เขาอ้อมแอ้มรับคำยกย่องซึ่งปรารถนามานาน และเมื่อได้รับแล้ว – แม้จะได้มาอย่างกระอักกระอ่วนใจ – เขาก็ไม่ปล่อยมันทิ้งไป ไม่ปฏิเสธ ความคาดหวังของเขาในครั้งแรกเพียงต้องการให้เรื่องของฉันเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง ผลที่ได้เกินคาด เขาอิ่มเอมใจกับคำยกยอปอปั้น จนห้องขังที่กว้างพอเดินไปมาได้กลับคับแคบบีบรัดจนกระดิกกระเดี้ยไม่ได้ เขาเป็นวีรบุรุษ ทำสิ่งถูกต้อง แต่ทำไมผลที่ได้กลับเป็นห้องแคบๆ (โปรดสังเกตว่า เขาเริ่มเชื่อว่าฉันเป็นฆาตกร) เขาพยายามนึกถึงใบหน้าฉัน ท่าทางหยิ่งยโส เหล่านี้เพิ่มน้ำหนักให้กับสิ่งที่เขาทำลงไป เขารอคอยผลฎีกาอย่างเชื่อมั่น ไม่สนิทสนมกับนักโทษคนอื่นเว้นแต่กับตำรวจเจ้าของคดี เวลาตำรวจคนนั้นมาเยี่ยม เขาแสดงตัวเหมือนเป็นเพียงผู้ต้องสงสัย ไม่ใช่นักโทษที่ศาลพิพากษาแล้ว เขาเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตัวฉัน ความไม่น่าไว้วางใจ บุคลิกชาเย็นซึ่งน่าจะฆ่าคนได้โดยไม่สะทกสะท้าน ตำรวจย้อนถามว่า แล้วการที่เขาใส่ยาพิษให้ฉันดื่ม เขารู้สึกสะทกสะท้านบ้างไหม The real murderer was punished according to the law. My body was buried. The villagers didn’t believe the claims of the police just as they hadn’t believed the claims of the man who killed me. They still held that I had killed before.  The man who killed me became a hero hiding his face behind iron bars. He hesitantly accepted the words of praise which he had long wished for and when he had received them – even though with unease – he didn’t reject them. He didn’t deny. His hope at first was merely to have my case talked about once more. The result above his expectation had the praise overwhelm him to the point that the cell which was wide enough to be paced became cramped and so constraining he could hardly move. He was a hero who had done the right thing but why did it result for him in a shrunken cell? (Please note that he was beginning to believe he was a murderer.) He tried to think of my face, of my arrogant attitude. This added weight to what he had done. He waited for the verdict with confidence. He wasn’t close to the other prisoners, but he was to the police officer who handled his case. When that officer visited him, he behaved as if he was merely a suspect, not a condemned criminal. He told him about me, my untrustworthiness, my cold-blooded personality of one who could kill without batting an eyelid. The police officer countered whether he had batted an eyelid when he poured poison for me to drink.

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

==ไม่สนิทสนมกับนักโทษคนอื่นเว้นแต่กับตำรวจเจ้าของคดี: literally, ‘He wasn’t close to the other prisoners, except to the police officer…’ This non sequitur needs rewriting.

=

ไม่สะทกสะท้าน = unabashed, unperturbed, unflappable, composed.

เขาตอบว่า แน่นอน เขาเจ็บปวดและขมขื่นมาก แต่ก็ด้วยเหตุผลทั้งหมดที่ตำรวจได้รับฟังจากชาวบ้าน ถ้าฉันไม่ตายเรื่องสะเทือนใจอาจเกิดได้มากกว่านี้ ตำรวจย่อมรู้ดีว่า หลายครั้งที่คนผิดถูกปล่อยตัวเพราะไม่มีหลักฐาน และคนผิดเหล่านั้นก็ทำความเดือดร้อนให้คนอื่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตำรวจซึ่งถูกเรียกว่าผู้พิทักษ์สันติราษฎร์จะไม่ช่วยพิทักษ์อะไรได้เลยเพราะขาดหลักฐาน อาชญากรฉลาดๆ ย่อมรู้ว่าอะไรคือหลักฐาน และจะไม่ปล่อยให้ตำรวจได้ “หลักฐาน” มัดตัวพวกมัน คนเลวฉลาดๆ พวกนี้ บางครั้งต้องให้คนธรรมดาจัดการกันเอง เพื่อความสงบสุขของคนทั่วไป ในกรณีของฉัน เป็นที่แน่นอนว่าฉันต้องเคยกระทำความผิดอย่างใดอย่างหนึ่งถึงได้เก็บตัว ไม่พบปะใคร และการที่ไม่สามารถสืบค้นประวัติความเป็นมาของฉันได้แสดงถึงความฉลาดในการไม่ทิ้งหลักฐาน เขาขอให้ตำรวจไตร่ ตรองว่า การปล่อยให้อาชญากรฉลาดล้ำลึกอยู่ใกล้กับชาวบ้านธรรมดาและไม่มีทางป้องกันตัวนั้นน่าจะเป็นอันตรายเพียงใด He answered that indeed he was very much hurt and bitter but for all the reasons the police had heard from the villagers, if I hadn’t died, something more alarming might have happened. The police know very well that many times the guilty are freed for lack of evidence and they proceed to make trouble for others time and time again. The police, who are called the guardians of the peace, can’t guard anything because they lack evidence. Clever criminals know what evidence is and don’t leave any behind for the police to truss them up. Those clever evil people, sometimes it is for ordinary people to handle them for the good of society. In my case, it was certain that I must have done something wrong of one sort or another because I was in hiding, I shunned people, and the inability to find out my background showed my cleverness in not leaving evidence behind. He asked the police officer to ponder how dangerous it was to let a deeply devious murderer be close to ordinary villagers who had no way of protecting them- selves.  
เขาสรุปว่า การฆ่าของเขาไม่ได้เกิดจากความโหดร้าย หรือหวาดระแวงอย่างไร้เหตุผล In summary, he said, his murder didn’t come from heartlessness or unfounded mistrust.  
ตำรวจปัดรำคาญว่า ไม่จำเป็นที่เขาจะต้องแก้ตัว คำแก้ตัวในเวลานั้นไม่มีผลกับการฎีกา The police officer, irritated, said there was no need for him to look for excuses. Excuses at this point held no sway over the verdict.  
ตำรวจคนนั้นแวะมาหาฉัน ไม่ใช่หน้าที่ที่เขาต้องไปเยี่ยมนักโทษหรือมาจุดธูปไหว้ฉัน หมดหน้าที่ของเขาตั้งแต่ศาลพิพากษาลงโทษคนผิดแล้ว ความจริงเขาไม่มีหน้าที่ในการสืบสวนจับกุม งานส่วนใหญ่ของเขาเกี่ยวกับการทำสำนวนฟ้องมากกว่า That officer came by to see me. It wasn’t his duty to go and visit prisoners or light up joss sticks and bow to the dead. His duty had been over since the tribunal condemned the wrongdoer. Actually it wasn’t his duty to investigate or detain. Most of his work had to do with filing cases.  
เขาแวะเวียนมาเยี่ยมฉันเพราะยังมีบางสิ่งติดค้างในใจ คำพูดของคนที่ฆ่าฉัน – ถึงจะน่ารำคาญกับการแก้ตัวลนลาน แต่ตรงกับความคิดเขา – ข้อสงสัยตลอดเวลาของอาชีพตำรวจ กฎหมายมีกฎเกณฑ์กำหนดว่าการกระทำใดเป็นความผิด ตำรากฎหมายเล่มหนาที่เขาเคยเล่าเรียนมามีความรอบคอบแม้แต่เรื่องรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เช่นคำว่า และ/หรือ ความรอบคอบเหล่านี้เองเคยลากคอคนดีๆ เข้าคุกมานักต่อนัก เพียงเพราะการตัดสินใจครั้งเดียวที่จะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดและบังเอิญตรงกับข้อความที่ในกฎหมายระบุว่า “เป็นความผิด” ขณะเดียวกัน กฎหมายก็เคยปล่อยคนเลวลอยนวลด้วยหาหลักฐานไม่พอยืนยันให้ตรงกับรายละเอียดที่ระบุไว้ He came by to see me because he was still uncertain about some things in his mind: the words of the man who killed me – even though his fumbling for excuses was irritating, they matched what he thought –, the constant sus- picion in police work, the law which specifies which acts are wrong, the thick law books he had studied which were comprehensive down to the smallest detail, such as the use of ‘and/or’. This comprehensiveness had tied a noose round the neck of many good persons and driven them to jail just because they decided once to do something which happened to come under the legal definition of ‘wrong’. At the same time, bad people were freed due to insufficient evidence in strict respect of the law.  
การอ้างว่าไม่มีกฎหมายใดไม่มีช่องโหว่ ทุกตัวบทกฎหมายเขียนขึ้นเพื่อความเป็นธรรมมากที่สุด – นั้น เขาไม่เห็นด้วยกับคำว่า มากที่สุด เขาเห็นว่าความยุติธรรมวัดเป็นปริมาณไม่ได้ ตัวอย่างเช่น กฎหมายบทหนึ่งให้ความยุติธรรมกับคนเก้าในสิบคน มีคนเดียวไม่ได้รับ กับอีกบทหนึ่งให้ความเป็นธรรมกับคนเพียงคนเดียวไม่ให้อีกเก้าคน ทั้งสองตัวบทถือว่าทรงไว้ซึ่งความยุติธรรมเท่าเทียมกันคือไม่มีความยุติธรรมเลย เพราะมันไม่เป็นการยุติธรรมถ้าคนคนหนึ่งได้รับความยุติธรรมน้อยกว่าอีกคนหนึ่งหรืออีกหลายคน ความยุติ- ธรรมคือทั้งสิบคนต้องได้รับความเป็นธรรมหรือไม่ก็ไม่ได้รับทั้งหมด The claim that there is no law without loopholes, that every law is written to be as just as possible – well, he didn’t agree with the words ‘as possible’. He thought that justice cannot be quantified. For example, a law gives justice to nine persons out of ten, only one doesn’t get it, and another law gives justice to one person, the other nine don’t get any: to deem that both laws equally convey justice means that justice doesn’t exist, because it is not fair when one person receives less justice than another person or other persons. Justice is that all ten people must receive equal treatment or else none of them.  
ถ้าพูดเรื่องความยุติธรรมแล้ว จะละเลยความเสมอภาคหรือคนคนเดียวไปได้อย่างไร Talking about justice, how can you forget equality or leave one person behind?  
ตำรวจคนนั้นหารือกับฉันในเรื่องนี้ ฉันไม่ให้คำปรึกษาแม้จะรู้ว่าเขาบริสุทธิ์ใจ ฉันอดรู้สึกไม่ได้ว่าฉันกำลังตกเป็นจำเลยอีกครั้ง – คงเป็นฉันกระมังที่ก่อให้เกิดความอยุติธรรมในความคิดของเขา That police officer consulted with me about this. I didn’t give him any advice, even though I knew that he was sincere. I couldn’t help but think that I was a defendant once again – maybe it was I who was the source of injustice in his thinking.  
  =  
ถ้าฉันตกเป็นจำเลยจริง อย่างน้อยก็เป็นครั้งที่สามแล้วที่การอยู่เฉยๆ ทำให้ฉันถูกตั้งข้อหา ครั้งแรกในคืนวันหนึ่งที่ฉันนั่งเขียนหนังสืออยู่คนเดียวในห้อง ไม่รับรู้ความเป็นไปภายนอก พ่อของฉันตายด้วยโรคภัยที่ทรมานเขามานานปี จะด้วยเหตุผลใดไม่แน่ชัด แต่ทุกคนสรุปว่าฉันเป็นสาเหตุการตายของพ่อ ต่อมาคนที่ฆ่าฉันตั้งข้อหาว่า เป็นเพราะฉันทำให้คำพูดของเขาไร้ความหมายจึงไม่มีชาวบ้านคนไหนฟังเขา เป็นความผิดของเขาเองต่างหากที่ไม่รู้วิธีพูดโน้มน้าวใจ เขาให้ความสำคัญกับความจริงมากเกินไปถึงขนาดยอมมาคลุกคลีกับฉัน ชาวบ้านพวกนั้นไม่สนใจหรอกว่าตัวฉันจริงๆ เป็นอย่างไร – เป็นคนบ้า หรือเป็นฆาตกรหนีมาหลบซ่อน – ไม่มีใครอยากพิสูจน์เรื่องนั้น If I were a defendant, at least it would be the third time that my staying put would give rise to accusations. The first time was on a night when I sat writing alone in the room, unaware of what happened outside. My father died of an illness that had tortured him for years. I don’t know exactly why everybody concluded that I was the cause of his death. Later the man who killed me claimed that it was because I had rendered what he said meaningless that the villagers no longer believed him. Actually, it was his own mistake that he didn’t know how to speak convincingly. He gave too much importance to the truth, to the point of associating with me. Those villagers weren’t interested at all in who I really was – a madman or a murderer in hiding. Nobody wanted to figure that out. =broken-pen
และในครั้งนี้ ไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่าการตกเป็นจำเลยขณะนอนนิ่งในหลุมฝังศพ ไม่มีโอกาสแก้ข้อกล่าวหาที่ว่าฉันเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความไม่เป็นธรรมให้กับกระบวนการยุติธรรม (ความคิดของตำรวจคนนั้นเลยเถิดไปถึงกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ) And this time there’s nothing worse than being a defendant while I lie still in the grave. I have no opportunity to answer the claim that I was a part of creating unfairness in the judicial pro- cess (that police officer’s thinking thus expands to the whole judicial process as a system).  
บทลงโทษสุดท้ายคือ ฝังฉันลึกลงไปใต้ผิวดิน ไม่ให้ผุดเกิดมาเป็นภาระกับกระบวนการยุติ- ธรรม – ทั้งระบบ The last penalty is, bury me deep into the ground. Don’t let me be reborn as a burden to the judicial process – to the whole system.  
=

‘Sop Mai Mee Chue’ in Chor Karrakeit 36, 1998

 
  Sorry: no information whatsoever
on this writer, which is ironically apposite
for this particular short story. Opposite,
the cover of Chor Karrakeit 36,
the Thai magazine where the original story was buried.
=chor 36

Tagged: , , , , , , , , ,

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: