The inheritors – Nat Sartsongwit

ooo
Here is a short piece of science fiction that is long on implications for human freedom given the growing stranglehold of technology on the fate of one and all: tomorrow’s reality? MB

ผู้สืบทอด

THE INHERITORS

electric_chair electric_chair

ณัฐ ศาสตร์ส่องวิทย์

NAT SATSONGWIT

TRANSLATOR’S KITCHEN
เพล้ง! Crash!
เสียงแก้วตกกระทบพื้นดังก้องไปทั่วห้อง น้ำส้มคั้นสีเหลืองแสดประดับด้วยเศษแก้วกระจายไปตามพื้น The sound of a glass smashing on the floor filled the room. Freshly pressed orange juice studded with splinters of glass spurted all over the floor. [Unfortunate but unavoidable repetition of the word ‘floor’/พื้น.]
“เป็นอะไรไปหรือคุณณัฐ” ผู้ชายท่าทางสุภาพสมกับชุดแต่งกายสีสะอาดตาที่สวมอยู่หันมาถามเพื่อนร่วมงาน ที่กำลังสาละวนใช้กระดาษชำระซับน้ำที่เลอะอยู่บนพื้นอย่างเห็นอกเห็นใจ ‘What’s the matter, Mr Rath*?’ a man whose solicitous politeness matched the immaculate suit he wore turned to ask his colleague who was busy using tissues to mop up the liquid on the floor. * The proper transliteration, ‘Rat’, is unfortunate in this context. So, Rath it is here.
“เอ้อ…ไม่รู้สิวิรัช ทำไมผมถึงปัดมันตกจากโต๊ะได้ก็ไม่รู้ ไม่น่าเลย…” คนชื่อรัฐตอบเสียงกระเส่า ‘Uh … I don’t know, Wirat. I don’t know how I knocked it off the table. I didn’t mean to…’ the man called Rath answered in a voice that quivered. ไม่น่าเลย literally means ‘I shouldn’t have’ or ‘It shouldn’t have happened’.
“รู้สึกว่าพักนี้คุณมีท่าทางใจลอยมากนะ มีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่าหรือเป็นเพราะว่า…” ‘I feel you’re rather absent-minded these days. Are you unhappy about something or is it that…’
“ไม่หรอก…ขอบคุณนะที่เป็นห่วง” ‘Not at all … Thank you for your con- cern.’
เสียงออดสั้นๆ ติดต่อกันสามครั้งดังขึ้น รัฐรวบรวมเอกสาร 2-3 ชิ้นบนโต๊ะใส่ลงในกระเป๋าเอกสารประจำตัว ก่อนลุกขึ้นจากโต๊ะทำงาน เขาเอี้ยวตัวไปทางด้านหลัง ใช้ปากกาสีแดงขีดเครื่องหมายกากบาทบนปฏิทินที่แขวนอยู่บนฝาผนังด้วยมือที่ สั่นเทา หมึกสีแดงขีดทับตัวเลขวันที่สีน้ำเงินที่อยู่ถัดจากตัวเลขที่มีร่องรอยถูก กากบาทมาก่อนแล้ว เขาเหลือบมองดูรอยหมึกล่าสุดพร้อมกับถอนใจยาว Three beeps were heard in quick suc- cession. Rath gathered the few docu- ments on his desk and put them in his briefcase. Before getting up from the desk, he leaned backwards, used a red pen to mark with a cross and a hand that shook the calendar hanging on the wall. The red ink covered the number of the day printed in blue next to the numbers that had already been crossed out. He glanced at the latest number and heaved a sigh.
“สถานีจอดยานขนส่งมวลชนจุดต่อไปคือสถานีเตาปูน ผู้โดยสารที่มีความประสงค์จะลงที่สถานีนี้ กรุณาเตรียมตัวได้แล้ว ยานของเราจะใช้เวลาจอด 10 วินาที” เสียงประกาศด้วยสำเนียงแปร่งๆ จากลำโพงสีแดงดังขึ้นบนเพดานยาน รัฐถอนใจยาวอีกครั้งก่อนที่จะคว้ากระเป๋าลุกขึ้นจากที่นั่ง เขายกนาฬิกาข้อมือดูในขณะที่เคลื่อนตัวไปยังประตูทางออก ‘The next stop of the mass transit craft is Tao Poon Station*. Passengers wishing to disembark at that station please get ready. Stop-off time: ten minutes.’ The announce- ment in a jarring twang came out of the red loudspeakers on the ceiling of the craft. Rath heaved a sigh once again before grabbing his briefcase and standing up from his seat. He raised his wrist to look at his watch as he moved towards the exit door. o* In central Bangkok.
“ตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว กรุณารับบัตรประจำตัวและกุญแจรถจักรยานของคุณคืนได้ที่ช่องรับของ” เสียงตอบเบาๆ ดังออกมาจากลำโพงสีแดงขนาดเล็กเหนือช่องที่มีป้าย “ช่องรับของ” รัฐสืบเท้าไปข้างหน้าสองก้าวเพื่อรับบัตรประจำตัวและกุญแจรถที่เลื่อนไหลออก มายังช่องรับของ จากนั้นจึงหิ้วกระเป๋าก้าวเท้าผ่านประตูไปยังด้านใน แล้วเลี้ยวซ้ายตรงไปยังจักรยานสีเขียวคันเล็กๆ ที่จอดแฝงอยู่ในแถวจักรยานอีกนับพันคันที่อัดแน่นอยู่บริเวณลานจอดรถ เขาวางกระเป๋าเอกสารที่หิ้วติดมือมาลงในตะกร้าหน้ารถ จากนั้นจึงปั่นจักรยานคู่ชีพออกไปยังถนนสายเล็กๆ เลียบคลองซึ่งคลาคล่ำไปด้วยแถวจักรยานแน่นถนน ‘After checking your belongings, please retrieve your ID card and bicycle key from the deposit slot.’ The confidential voice came out of the small red loudspeaker above the slot marked ‘Deposit slot’. Rath took two steps forward to pick up his ID card and bicycle key as they emerged from the slot. After that, he grabbed his briefcase and walked through the door, turned left and went straight to one of the thousand small green bicycles lined around the parking lot. He placed the briefcase on the front carrier. After that he rode his trusty bicycle out into a small road along a canal. The road was teeming with bicycles. ไปยังด้านใน: going inside. Inside what?ที่หิ้วติดมือ: that he carried in his hand. Need not be translated.On the other hand, the last sentence must be cut to avoid confusion, as ซึ่ง refers to the road, not the canal.
“เข้ามาได้ ใช้ประตูหมายเลข 2 ด้านขวามือ” เสียงจากกล่องโลหะสีตะกั่วบนด้านข้างของประตูห้องพักดังขึ้นเมื่อรัฐสอดบัตร ประจำตัวเข้าไปในช่องเล็กๆ เหนือตู้รับจดหมายประจำห้องพัก เขาดึงบัตรกลับแล้วจูงจักรยานข้ามธรณีประตูที่เปิดอ้าออก ประตูบานนั้นปิดไล่หลังในทันทีที่จักรยานคู่ชีพเคลื่อนพ้นแนวประตูเข้าไป ‘Permission to enter. Use door number two to your right,’ the voice from a lead- coloured metallic box placed on one side of the door to the flat resounded when Rath slipped his ID card into the small slot above the letterbox of the flat. He retrieved the card and then walked in, pushing his bicycle through the door as it opened. The door shut after him as soon as his faithful stead had cleared it.
“กลับมาแล้วหรือพี่ ทำไมถึงได้ทำหน้าอย่างนั้นล่ะ ไม่เอาน่า พี่น่าจะเข้าใจนะ สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเราก็เกิดขึ้นกับคนอื่นๆ เหมือนกัน” ‘So you’re back, dear. Why the long face? Come on, you should understand. What’s about to happen to us happens to everyone else as well.’
รัฐปิดปากเงียบ เขาปลดมือนุ่มละไมของภรรยาที่โอบรอบคอลงอย่างช้าๆ ฝ่ายสามีถอนหายใจอีกครั้งแล้วเดินขึ้นไปยังด้านในของห้องพัก แก้วกาญจน์มองตามหลังคู่ชีวิตพร้อมกับน้ำตาที่เริ่มไหลลงมาอาบแก้ม Rath kept his mouth shut. He slowly dis- engaged the soft hands of his wife from around his neck. He sighed once more then walked to the upper level of the flat. Kaewkan looked at her life partner’s back as tears began to slide down her cheeks. เดินขึ้นไปยังด้านในของห้องพัก: literally, ‘walked up to the inner part of the flat’, so I make this a two-level flat instead.
“คุณแม่ครับ…วันนี้คุณพ่อเป็นอะไรไปหรือครับ ตั้งแต่วันที่ผมเอาบัตรที่ศูนย์บริการประชากรแห่งชาติส่งกลับมาให้คุณพ่อดู แล้ว ผมรู้สึกว่าคุณพ่อเปลี่ยนไปมาก ทุกเย็นเคยเล่นวิดีโอเกมกับผมก็ไม่เล่นเลย ที่เคยออกวิ่งด้วยกันก่อนเวลาอาหารเย็นก็หยุดไปเหมือนกัน มีอะไรหรือเปล่าครับคุณแม่” เสียงลูกชายคนเดียวที่โตเป็นหนุ่มเต็มตัวแล้วดังแว่วขึ้นมาจากชั้นล่าง “เอ๊ะ…คุณแม่ คุณแม่ คุณแม่ร้องไห้เรื่องอะไรหรือครับ” นั่นคือเสียงรบกวนครั้งสุดท้ายที่เขาได้ยินวันนั้น ‘Mother, is something the matter with Father today? From the day I took the card of the National Mass Service Centre back to show him, I feel he’s changed a lot. Every evening he used to play video- games with me but he doesn’t any longer. Running together before dinner he’s given up too. Is something wrong, Mother?’ The voice of her single son who was now a young man came from the floor below. ‘Eh? Mother … Mother … Why are you crying, Mother?’ That was the last dis- turbing voice he heard that day.
“พี่ดึกแล้วนะ…ทำไมยังไม่หลับอีกล่ะ” เสียงภรรยากระซิบถามในความมืดหลังจากเฝ้านับเสียงถอนใจของฝ่ายสามีจนทนไม่ ไหว “รีบนอนเถอะ พรุ่งนี้จะได้หน้าตาสดใส อย่าลืมว่าเราต้องเป็นเพื่อนเจ้าโทนไปที่ศูนย์ฯ เพื่อรับตัวคู่ของลูกที่ทางศูนย์ฯ เขาจับคู่มาให้ ทำใจให้ได้เถอะพี่ ขอให้ใช้วันที่เหลือของเราอย่างมีความสุขที่สุดจะดีกว่า… นะพี่ ให้เหมือนเมื่อครั้งที่เราเจอกันครั้งแรกที่ศูนย์ฯ ก่อนที่คุณพ่อและคุณแม่ของพี่จะรับตัวน้องมาที่นี่ ก่อนที่ท่านทั้งสองจะ…” ‘It’s late, dear. Why aren’t you sleeping yet?’ his wife whispered in the dark after listening to her husband’s breathing until she couldn’t stand it. ‘Go to sleep so that tomorrow you look bright and fresh. Don’t forget we must accompany Thoan to the Centre to receive the partner the Centre has arranged for him. You must stay calm, dear. Let’s be utterly happy on our last day. It’s the best we can do, don’t you think, dear? Like the first time we met at the Centre before your father and mother took me to live here and then the two of them…’
“หยุดพูดเรื่องนี้เสียทีได้มั้น” เสียงของเขาแผดลั่นห้องนอน ก่อนที่จะยกมือขึ้นก่ายหน้าผากอีกครั้ง แล้วปล่อยให้หลับไปอย่างลำบากยากเย็นอย่างนั้นตลอดคืน ‘Stop talking about this, will you?’ His voice boomed in the bedroom before he brought his hand to his brow once again and then let himself into a troublesome sleep for the rest of the night.
“อ๋อ…พ่อหนุ่มคนนี้เองที่จะมาเป็นคู่กับลูกสาวเรา” เสียงฝ่ายบิดาของหญิงสาวหน้าตาดีที่นั่งอยู่ตรงมุมห้องเอ่ยทักขึ้นเมื่อรัฐ และภรรยาพาลูกชายเข้าไปยังห้องนัดหมายที่ศูนย์บริการประชากรแห่งชาติจัดไว้ ให้  “เอ้าสร้อยสวาท…ลุกขึ้นมาทำความรู้จักกับคู่ของลูกเสียสิ” ชายคนนั้นยังคงพูดต่อ แก้วกาญจน์ประคองโทนเข้าไปหาฝ่ายหญิงอย่างรื่นเริง ในขณะที่รัฐยืนนิ่งอยู่กับที่ ‘Oh, so here comes the father of the young man who’s going to be our daugh- ter’s partner,’ the voice of the father of the good-looking young woman who sat in one corner of the room greeted when Rath and his wife took their son into the meeting room the National Mass Service Centre had arranged. ‘Well now, Soisawat … come and be introduced to your partner, sweetheart,’ the man went on saying. A radiant Kaewkan gently guided Thoan towards the woman’s side while Rath stayed where he was.
“ขอให้อยู่ด้วยกันอย่างเป็นสุขนะ เอาละ สร้อย อย่าลืมกระเป๋าเสื้อผ้าของลูกล่ะ… เอ้อ…คุณ” บิดาของหญิงสาวหันหน้ามาทางแก้วกาญจน์ “ผมขอมอบลูกสาวของผมให้กับลูกชายของคุณ ตอนนี้ผมกับภรรยาต้องขอตัวก่อนนะครับ ผมมีโปรแกรมตลอด 7 วันสุดท้ายที่เกาะกงกอล์ฟรีสอร์ทโน่นแน่ะ คุณคงมีโปรแกรมที่ดีกว่า เพราะสามีของคุณทำงานอยู่ในตำแหน่งที่สูงมากนี่ ขอให้เที่ยวกันให้สนุกนะครับ แล้วเราคงจะเจอกันอีกที่นี่ เมื่อถึงเวลานั้น” ‘May you live together happily! All right, Soi, don’t forget your clothes bag … uh … missis…’ The young woman’s father turned towards Kaewkan. ‘I now give my daughter to your son. My wife and I must be leaving I’m afraid. I have a programme for the last seven days at the Koh Kong Golf Resort over there. Your programme must be better because your husband works in a very high position. Enjoy yourselves fully and let’s meet again here when the time has come.’
“ขอบคุณนะครับที่คุณพิจารณามอบตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายคอมพิวเตอร์ประจำบริษัท ให้กับผม” เสียงลูกน้องคนสนิทเอ่ยตอบในขณะที่รัฐมอบแฟ้มเอกสารกับกุญแจห้อง นิรภัยประจำบริษัทให้ “ขอให้คุณและภรรยาใช้เวลาที่เหลืออย่างมีความสุขนะครับ อย่าลืมห่อของส่วนตัวของคุณที่พวกเราช่วยกันจัดรวมไว้ อยู่บนโต๊ะโน่นนะครับ และนี่เป็นของขวัญเล็กๆ น้อยๆ เนื่องในโอกาสพิเศษนี้จากพวกเรา” เขายื่นห่อของขวัญในกล่องดีบุกแวววาวขนาดกะทัดรัดให้ ในขณะที่เอื้อมอีกมือหนึ่งไปรับกุญแจมาจากรัฐ ‘Thank you, sir, for deciding to give me the position of manager of the company’s computer department,’ the voice of a trusted subaltern answered as Rath passed on a document folder and the keys to the company’s safe deposit vault. ‘May your wife and you spend the time that remains in happiness, sir. Don’t forget the parcel of your things we’ve packed for you. It’s on that table over there, sir. And this is a small present on this special occasion from us.’ He handed over the gift in a shiny compact tin box while his other hand was stretched out to receive the keys from Rath. The usual dilemma: one key or several? I was much tempted to turn that into magnetic cards but, heck, this was written twenty years ago…
“ทำไมนะ ทำไมคุณถึงไม่ยอมพาฉันไปเที่ยวที่ไหนเลย คุณไม่เคยมีโอกาสได้หยุดงานหลายวันแบบนี้เลยตลอดช่วงระยะเวลาการทำงานของคุณ แต่คุณกลับไม่ยอมให้ความสุขแก่ฉันเลยๆ เสียงแก้วกาญจน์สะอื้นไห้ขณะต่อว่าสามี “คุณจะทำตัวให้เซ็งอยู่ตลอดเวลาจนถึงวันตายของเราเลยหรือไง” ‘Why? Why won’t you take me anywhere for a holiday at all? You’ve never had the opportunity to stop work for several days like this all the time you’ve been working, but you won’t ever give me happiness.’ Kaewkan’s voice quavered as she com- plained to her husband. ‘Are you deter- mined to be a killjoy until the day we die?’ [Strange time to complain, and strange complaint: only minutes left, not ‘several days’.]
“คุณพ่อคุณแม่ครับ ผมขอส่งคุณพ่อกับคุณแม่แค่ตรงนี้นะครับ สร้อยสวาทอยู่กับคุณพ่อและคุณแม่ของเธอทางโน้น ผมคงต้องออกไปหาเธอแล้ว ผมขอสัญญาว่าจะพยายามทำงานให้ก้าวหน้าไม่น้อยกว่าที่คุณพ่อเคยสร้างชื่อ เสียงให้กับตระกูลของเราและสำหรับคุณแม่นะครับ ผมจะรักและดูแลสร้อยสวาทอย่างดีที่สุด” โทนยกมือขึ้นกราบบนไหล่บุพการีทั้งสองก่อนจะเดินจากไปหาคู่ของตน ปล่อยให้รัฐได้อยู่ตามลำพังกับภรรยา ‘Father, Mother, I’ll leave you now. Soisawat is with her parents over there. I must go and join her. I promise I’ll try to work no less creatively than Father did, who has made the reputation of our family, and for you, Mother, I’ll love and take care of Soisawat to the utmost.’ Thoan raised his hand and bowed, pressing his forehead on the shoulder of each of his parents, before walking out to go and see his partner, leaving Rath alone with his wife. ยกมือขึ้นกราบบนไหล่: pressing his fore- head on the shoulder. กราบ is usually translated as ‘to prostrate (oneself) before (someone)’, some- thing you do on the floor or by bowing deeply. Here, the gesture of respect is more intimate. Hence, the mention of the forehead, which is not, and is not needed, in the Thai text.
เข้าไปก่อนเถอะพี่ ไม่ต้องรอคู่นั้นหรอก พวกเขาอาจมีเวลามากกว่าเรานิดหน่อย ไปกันเถอะ” แก้วกาญจน์โอบเอวสามี เดินเข้าไปยังห้องโถงขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านในของตัวตึก ซึ่งมีป้ายตัวโตติดอยู่ด้านหน้าห้องว่า “ห้องหมดอายุ” ‘Let’s proceed, dear. We don’t have to wait for that couple. They’ll have a little more time than we do. Let’s go.’ Kaewkan put her arm around her husband’s waist and walked to the large hall inside the building which had a panel in front of it with large letters saying ‘EXPIRATION ROOM’. เข้าไปก่อนเถอะ:  ‘Let’s get inside [without waiting]’.
“ห้องหมดอายุ” เป็นห้องโถงกว้างที่มีห้องเล็กๆ เรียงรายอยู่ริมฝาผนังนับร้อยห้อง ห้องกว้างนั้นมีผู้คนเดินเข้ามาเกือบตลอดเวลา The expiration room was a wide room with one hundred cubicles lined up against the walls. The hall had people coming and going almost all the time.
“รัฐคะ ฉันขอลาคุณแค่นี้นะ ขอบคุณมากสำหรับความสุขและความอบอุ่นที่คุณมอบให้อย่างจริงใจตลอดเวลาที่เรา อยู่ด้วยกัน ฉันจะใช้ห้องเบอร์ 4 ส่วนคุณใช้ห้องเบอร์ 5 ที่อยู่ติดกันนะ” แก้วกาญจน์กล่าวคำอำลาสามีด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม แล้วจูบลาก่อนจะก้าวเข้าไปในห้องเล็กๆ เบื้องหน้า เธอคว้าสายระโยงระยางที่แขวนอยู่ตรงผนังห้องขึ้นมา ที่ปลายด้านหนึ่งมีที่ครอบศีรษะต่อเชื่อมอยู่ เธอครอบมันลงอย่างบรรจงในขณะที่หย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้โลหะสีดำมะเมื่อ มกลางห้อง แก้วกาญจน์ระบายยิ้มเป็นครั้งสุดท้าย ในขณะที่เอื้อมมือขวาไปกดปุ่มสีแดงตรงด้านข้างพนักเก้าอี้… ‘Rath, I’ll leave you now. Thank you very much for the happiness and warmth you’ve given me so earnestly all the time we’ve been together. I’ll use Box Number 4. As for you, it’s Box Number 5, the next one.’ Kaewkan took leave of her husband with a beaming face and then kissed him goodbye before stepping into the cubicle in front of her. She grabbed one of the wires that hung on a wall of the cubicle and pulled it up. One end of it was connected to a helmet. She put it on meticulously as she sat down on the black metallic chair in the centre of the cubicle. Kaewkan smiled one last time as she stretched her right hand to push the red button on the side of the back of the chair. I’ve changed ‘room’ (ห้อง) to ‘cubicle’ and ‘box’ as rooms within a room sounds weird.
ในห้องหมายเลข 5 ยังคงว่างเปล่า รัฐไม่ได้ก้าวเข้าไปในห้องนั้นตาม แก้วกาญจน์หวังไว้ เขายังคงยืนนิ่งอยู่ในห้องโถงสายตาจ้องแน่วแน่ไปที่ห้องหมายเลข 4 เขายังพอมองเห็นการเคลื่อนไหวของภรรยาสุดที่รักได้ลางๆ จากการมองผ่านประตูกระจก ฝ้าเข้าไป สิ่งสุดท้ายที่เขาเห็นดูเหมือนจะเป็นรอยยิ้มกว้างของเธอ ก่อนที่ประกายเจิดจ้าสีแดงสดของลำแสงที่ฉายออกมาจากที่ครอบศีรษะจะกลบร่าง ของเธอไว้หมด เมื่อลำแสงนั้นจางลงร่างของแก้วกาญจน์ก็ไม่ปรากฏอยู่บนเก้าอี้ในห้องหมายเลข 4 อีกแล้ว Box Number 5 was still empty. Rath didn’t step inside that cubicle as Kaewkan had hoped. He still stood motionless in the hall, staring straight at Box Number 4. He could still see the movements of his beloved wife in a blurred way through the translucent glass door. The last thing he saw seemed to be her grin before the vivid red light radiating out of the helmet totally enveloped her. When that light faded the body of Kaewkan was no longer to be seen on the chair in Box Number 4. ===จากการมองผ่าน: ‘by looking through’; since ‘he could … see’, ‘by looking’ is redundant.
“ไม่!” เขาตะโกนก้อง “ผมจะไม่ยอมให้ไอ้เครื่องจักรพวกนี้มาบงการชีวิตของผมอีกต่อไป ชีวิตนี้ผมลิขิตเอง ไม่ใช่ที่นี่” ‘No!’ he hollered. ‘I won’t have those machines dictate my life any longer. This life is mine to end. And it won’t be here.’
รัฐถลันออกมาจากห้องหมดอายุ เขาปะทะกับบิดาและมารดาของสร้อยสวาทที่กำลังเดินตระกองกอดกันเข้าสู่ห้องหมด อายุอย่างมีความสุข ทั้งคู่หันหน้ากลับมามองพร้อมกับตะโกนไล่หลัง “คุณ! อย่าทำอย่างนั้น!” Rath dashed out of the expiration room. He collided with Soisawat’s father and mother who were blithely walking, their arms clasped around each other for support, into the expiration room. They both turned to look and shouted in his back, ‘Sir! Don’t do that!’
รัฐไม่ฟังเสียงใครอีกแล้ว เขาเผ่นพรวดเดียวออกมาถึงเชิงบันได ในขณะที่หนุ่มสาวทีเดินเคียงกันอยู่ข้างหน้าหันกลับมามองพร้อมกับเสียงร้อง ตื่นตระหนก “คุณพ่อ! อย่า…!” Rath no longer listened to anyone. In an instant he was at the bottom of the stairs as the young couple walking side by side in front of him turned to look and a voice shouted in alarm, ‘Father! Don’t!’
เขายิ้มอย่างเป็นสุข เป็นยิ้มแรกในช่วงเวลาสัปดาห์สุดท้ายที่เขาใช้ชีวิตร่วมกับภรรยา ยิ้มที่แฝงด้วยความสบายใจที่สุดเท่าที่เขาเคยมีมานับแต่มีเธอมาเคียงข้าง เขาเป็นอิสระแล้ว เขาคือมนุษย์คนเดียวที่ปฏิเสธห้องหมดอายุ เป็นคนเดียวที่คอมพิวเตอร์ประจำศูนย์บริการประชากรแห่งชาติไม่สามารถบงการ ได้เหมือนคนอื่นๆ เขารู้สึกได้ถึงสัมผัสวาบหวิวของสายลมแห่งอิสรภาพที่อาบอยู่รอบกาย แต่แล้วสายลมนั้นกลับร้อนแรงขึ้นอย่างกะทันหัน ความรู้สึกดื่มด่ำถึงเสรีภาพที่ได้รับขาดหายไปในทันใด เขารู้สึกว่าสมองถูกบีบอย่างแรงจากพลังที่มองไม่เห็น จาก… He smiled happily. It was the first smile in the last week of his life with his wife, a smile betraying the utmost satisfaction he had ever enjoyed since she came to live by his side. He was free now. He was the only human being to reject the expiration room. He was the only one the computers of the National Mass Service Centre were unable to dictate to. He could feel the exhilarating contact of the wind of freedom all over his body, but then that wind suddenly became very hot. The thrilling feeling of liberty he’d experienced disappeared instantly. He felt his brain being pressured mightily by an invisible force, by… ======

เหมือนคนอื่นๆ: like (all of) the others; redundant, thus no need to translate.

ร่างที่โลดลิ่วมาตามขั้นบันไดพร้อมกับรอยยิ้มแปรเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน โทนได้มีโอกาสเห็นหน้าพ่อนานกว่าที่คาดคิด แต่นาทีสุดท้ายที่เขาได้มีโอกาสเห็นคือ ร่างที่หมุนคว้างกลางอากาศ The body jumping down the steps to- gether with the smile changed suddenly. Thoan had the opportunity to see his father’s face longer than he had expected, but in that last minute what he saw was a body in free fall. An oddly worded sentence (‘the last minute he had the opportunity to see was a body whirling in the air’) that needed reworking.
“ว่าไงหมอนวล” ชายผมสีดอกเลาในชุดเสื้อกาวน์สีขาวสะอาดตาเดินเข้ามาทักชายหนุ่มที่กำลัง เพ่งมองภาพที่ปรากฏในจอภาพเบื้องหน้าอย่างสนอกสนใจ “มีอะไรเกิดขึ้นหรือ” ‘What is it, Dr Nuan?’ a man with grey- ing hair in a stark white gown came and greeted the young man who sat staring at the pictures that appeared on the screen in front of him with deep interest. ‘Has something happened?’
“มีคนวิ่งเตลิดออกมาจากห้องหมดอายุครับอาจารย์” หมอหนุ่มตอบโดยไม่เสียสมาธิต่อการจ้องดูภาพของชายที่กำลังหมุนคว้างอยู่กลาง แนวขั้นบันได ‘Someone’s run out of the expiration room, Professor,’ the young man answer- ed without losing concentration as he stared at the picture of a man stumbling down the flight of steps.
“อืม…เป็นรายที่แปลกนะที่เราเคยเจอ มีแต่วงจรควบคุมสมองทำงานก่อนที่เราจะส่งสัญญาณไปกระตุ้นวงจรการทำงานส่วน สุดท้าย ทำให้คนพวกนั้นหมดอายุก่อนมาที่นี่ แต่รายนี้มาถึงแล้วกลับเกิดปฏิกิริยาต่อต้าน อาจเป็นความบกพร่องในวงจรนั่นก็ได้ แต่เขาก็มารับการตรวจสอบทุกๆ ปีตามกำหนดไม่ใช่หรือ ยังดีที่มันทำงานในนาทีสุดท้ายให้เราพอได้เห็นผลกัน คุณช่วยส่งคำเตือนไปยังฝ่ายผลิตด้วยนะ ให้เพิ่มการทดสอบกับสมองลิงที่ศูนย์สัตว์ทดลองแห่งชาติให้มากขึ้น ให้ทางโน้นเพิ่มความถี่ในการสุ่มตัวอย่างให้มากขึ้นด้วยนะ คำเตือนสุดท้าย ส่งไปให้หมอที่อยู่ในหน่วยฝังวงจรกะโหลกเด็กด้วย เกือบไปแล้วซี ไม่งั้นสถาบันของเราคงโดนพวกหนังสือพิมพ์หัวเขียวหัวแดงตีแหลกแน่” ชายผู้นั้นร่ายยาว “ช่วยดูคนทางนี้ด้วยนะ ผมคงลาพักร้อนสักอาทิตย์หนึ่งว่าจะพาครอบครัวไปพักผ่อนที่พระบางรีสอร์ทเสีย หน่อย” ‘Mm … it’s the weirdest case we’ve ever had. There’s only the brain-controlling circuit at work before we send the signal activating the final work stage circuit. This makes those people obsolete before they come here. But this man comes and then rebels. Maybe there’s a glitch in that circuit. But he’s come and been checked every year as scheduled, hasn’t he? It’s good it should happen at the last minute so we can see the result. Please send a notification to the production side to make more tests on monkey brains at the National Animal Experimental Centre and have them increase the frequency of random samplings as well. And a final notification to the surgical unit implanting circuits in children’s crania too. He almost made it. If he had, the popular press would’ve given us hell.’ That man was long-winded. ‘Look after the people here too, will you. I’m taking a week’s leave. I think I’ll take my family for a holiday at the Phra Bang Resort.’
ศาสตราจารย์นายแพทย์นิกร สุนทรฐิติกาล ก้าวเดินลงบันไดด้วยท่าทีกระฉับกระเฉง เสื้อกาวน์ถูกถอดม้วนพับไว้ในอุ้งมือซ้าย เขาชายตามองพนักงานประจำศูนย์สองคนที่กำลังช่วยกันยกร่างไร้วิญญาณบนบันได สวนขึ้นไปข้างบน ในขณะที่มือขวาล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบกุญแจยานประจำตำแหน่งขึ้นมา เสียงเอะอะของกลุ่มเด็กต่างวัย 5-6 คนที่ยืนรออยู่ใต้ต้นจามจุรี ทำให้เขาหันหน้าไปเบื้องหน้าเหมือนเดิม พร้อมกับระบายยิ้มกว้างอย่างไร้กังวล Professor Nikorn Sunthornthitikarn walked down the stairs energetically, his gown held up in his left fist. He glanced at two employees of the Centre who were helping each other lift the soulless body on the steps and carry it upstairs, while his right hand rummaged in his trouser pocket for the company craft keys. The noise of five or six children of various ages who stood waiting under the rain tree made him turn sideways and break into a wide carefree smile. In English you don’t ‘Professor Dr’ people. It’s one or the other.
“เร็วหน่อยพ่อ พวกเรารอนานแล้วนะ!” ‘Hurry up, dad! What took you so long?’
First published in Praew Magazine, 1991.
= =
Nat Satsongwit is the pen name
used by Dr Wichai Chertcheewasart,
who teaches biology at Chulalongkorn University, for his work as a writer
and translator of science fiction (notably Arthur C. Clarke’s A Space Odyssey).
=nat-wichai

Tagged: , , , , , , , ,

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: