Bangkok – Chart Korbjitti

‘Bangkok’ was commissioned to Chart Korbjitti last October as a feature article by the French quarterly magazine Asies, whose enlightened editor Solomon Kane turned it down for its ‘lack of essence’ and for ‘missing the point’ – and then compounded his uncouth decision by failing to have the author and the translator receive the ‘kill fees’ to which they are entitled. As Chart’s wronged translator, and with his approval, I feel free to feature here this remarkably vivid and thoughtful account of life in Bangkok as we know it. The rejected French version is on my other bilingual blog. MB

กรุงเทพฯ

BANGKOK

bangkok_traffic

ชาติ กอบจิตติ

CHART KORBJITTI

TRANSLATOR’S KITCHEN
= =
ผมเข้ามากรุงเทพฯครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2011 เข้ามางานหนังสือแห่งชาติที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิต์ ย่านใกล้ถนนสุขุมวิท หลังจากเสร็จงานในหน้าที่แล้วในราวบ่ายสี่โมงเย็น จึงมีเวลานั่งดื่มเบียร์กับเพื่อนรุ่นน้องที่ห้องอาหารของศูนย์ประชุมฯ พูดคุยกันเรื่องหนังสือหนังหาเพราะไม่ได้เจอกันมานาน เพื่อรอเวลาขึ้นรถกลับบ้าน รถทัวร์เที่ยวสุดท้ายของผมจะออกจาก กรุงเทพฯ ไปอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ที่สถานีหมอชิต เวลา 21.00 น. The last time I went to Bangkok was on October 5, 2011 for the annual book fair at the Queen Sirikit National Convention Center, not far from Sukhumvit Road*. Once done with my obliga- tions there at around four in the afternoon I had plenty of time left to drink beer with young friends in one of the Center’s cafeterias. As we hadn’t seen each other in ages, we had much to tell each other while waiting for the time for me to catch the last coach of the day for Pak Chong, in Nakhon Ratchasima province, which would leave the Mochit bus station at 9pm.
The Queen Sirikit National Convention Center
* Bangkok’s main thoroughfare.
ในราว 18.30 น. ผมจึงเอ่ยปากขอตัวในวงเพื่อนๆว่าจะต้องกลับ กลัวว่าจะขึ้นรถเที่ยวสุดท้ายไม่ทัน เพื่อนรุ่นน้องถามผมว่า จะไปอย่างไร ผมตอบว่าไปรถแท็กซี่ เพื่อนรุ่นน้องว่า ถ้าพี่นั่งรถแท็กซี่ออกไปตอนนี้อย่างไรก็ไปไม่ทัน ปรกติตอนเย็นรถก็ติดอยู่แล้ว ตอนนี้ฝนตกด้วย นั่งกินเบียร์ไปเรื่อยๆก่อน ไม่ต้องรีบร้อน ยังมีเวลาสักชั่วโมงหนึ่ง แล้วไปขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดิน เดี๋ยวผมไปส่งพี่เอง เขากลัวว่าผมจะขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินไม่เป็น Around 6:30pm I thus announced I had to leave lest I missed the last coach. One of my young friends asked me how I meant to go to the bus station. By taxi, I answered. ‘If you take a cab now’, he said, ‘you don’t stand a chance. Traffic is horrid this time of day, and besides it’s raining. So have another beer; there’s no need to rush: you still have one hour left if you take the MRT. I’ll come along with you.’ He was afraid I wouldn’t know how to catch the tube.
ผมไม่ชินกับการนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินหรือลอยฟ้า อันที่จริง ผมน่าจะใช้คำว่าผมไม่กล้ามากกว่า ผมไม่รู้จะขึ้นที่สถานีไหน ลงแล้วไปต่ออย่างไร ขั้นตอนวิธีปฏิบัติในการขึ้นลง หยอดเหรียญ อ่านป้าย ฯลฯ มันเป็นเรื่องยากสำหรับผมในการเดินทาง หรือผมอาจจะแก่เกินไปสำหรับการขนส่งมวลชนของคนกรุงเทพฯในวันนี้แล้ว ผมย้ายออกจากกรุงเทพฯมาตั้งแต่กรุงเทพฯยังไม่มีระบบการขนส่งมวลชนด้วยระบบรถไฟฟ้า I’m not used to taking either the MRT or the Skytrain. To be quite frank they rather scare me. I don’t know where the stations are or how to operate. Changing lines, going up and down flights of stairs, slipping a token in a gate, deciphering notice boards and all that is difficult for someone like me when I travel, or maybe I’m too old for the mass transit systems of Bangkok today. I moved out of Bangkok years before the city built itself such systems. o
และถ้าให้ผมมีโอกาสเลือกได้ แม้รถไฟฟ้าจะทำเวลาได้รวดเร็วและตรงเวลากว่า ผมก็ยังชอบนั่งแท็กซี่อยู่ดี รู้สึกชีวิตมีความเป็นส่วนตัว และดูเหมือนชีวิตเราไม่รีบเร่งนัก ถึงรถจะติดบ้างเราก็ยังได้เห็นเหตุการณ์ต่างๆ ริมถนน เราได้คุยกับคนขับแท็กซี่ ได้เป็นเพื่อนร่วมทางกัน บางครั้งเราอาจจะได้ฟังเรื่องแปลกๆ จากเขา มันมีเสน่ห์มาก กว่าการหยอดเหรียญแล้วเข้าไปยืนในตู้ยาวๆ โดยไม่ได้พูดจากับคนด้วยกัน ยืนฟังเสียงบอกสถานีจากเครื่อง แล้วก็ก้าวออกจากตู้เมื่อถึงจุดหมาย And given a choice, fast and punctual as the Skytrain might be I much prefer to travel by taxi, which seems to me more intimate and less hectic. Even stuck in traffic you have under your eyes the permanent spectacle of street life, you can chat with the driver, a chance travel companion who sometimes has fas- cinating tales to tell. That’s more appealing to me than slipping a token in a slot and then standing in a long tube without talking to your fellow travellers, hearing a mecha- nical voice announcing station names and then stepping out of the tube once you’ve reached your destination. หยอดเหรียญ: to pour out [money] coin by coin…
19.30 น. ดูนาฬิกาข้อมือแล้ว ผมกับเพื่อนจึงลุกจากร้านอาหาร เดินไปขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินที่สถานีศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิต์ ซึ่งสถานีอยู่เพียงแค่เดินพ้นตัวอาคารออกมา Already 7:30 by my watch. My young friend and I leave the cafeteria and walk the short distance to the MRT Sirikit Center station, just in front of the main building.
คิดดูก็น่าประหลาดใจ บ้านผมอยู่ปากช่อง ซึ่งเป็นอำเภอที่อยู่ห่างจากกรุงเทพฯในราวสองร้อยกว่ากิโลเมตร ไปทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ใช้เวลาในการเดินทางโดยรถยนต์ประมาณสองชั่วโมง แต่ในกรุงเทพฯตอนเย็นระยะทางไม่ถึงสิบกิโลเมตรโดยรถแท็กซี่ สองชั่วโมงครึ่งกลับเดินทางไปไม่ถึง จึงทำให้ผมต้องมาขึ้นรถไฟฟ้า Come to think of it, it’s odd: I live in Pak Chong, a district some two hundred kilometres northeast of Bangkok. By car it takes about two hours to get there, but in Bangkok at the close of day two and a half hours aren’t enough to cover ten kilometres, which is the reason why I have to take the tube.
นี่เป็นการขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินครั้งแรกในกรุงเทพฯของผม ดูแล้วก็ไม่ต่างจากหลายๆเมืองที่ผ่านมา ผู้คนหนาแน่น แต่เหมือนว่าอยู่คนเดียว ทุกคนมีโลกส่วนตัว หลายประเทศที่เคยผ่าน ส่วนใหญ่จะก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือ บางคนยืนอ่านหนังสือพิมพ์ก็ยังมี ไม่มีใครสนใจใคร รถไฟฟ้าของเราก็เหมือนกันกับเมืองทั่วๆไป ไม่มีใครสนใจใคร ทุกคนมีโลกส่วนตัว ผิดแต่ว่า ในรถไฟฟ้าของเรา ผู้คนง่วนอยู่กับโทรศัพท์ส่วนตัวหรือฟังเพลง This is the first time in my life I’ve taken the tube in Bangkok. At first glance, it’s no different from the undergrounds I’ve taken elsewhere: it’s packed but you’re virtually alone; each lives in his own world. In all the countries I’ve visited, most pas- sengers are hunched over a book; some even read the papers standing up; no one pays attention to anyone. The underground here is like all the others: no one pays attention to anyone, except that here commuters are wired for music or pour out their feelings into their cell phones. =======

=

ผู้คนง่วนอยู่กับโทรศัพท์ส่วนตัว หรือฟังเพลง: literally, ‘people are busy with personal phones or listen to music’.

เรามาถึงสถานีจตุจักร ดูเวลาแล้วยังมีเวลาเหลืออีกชั่วโมงกว่า รถไฟฟ้าทำเวลาได้เร็วจริงๆ ในอนาคตรถแท็กซี่ก็จะค่อยๆน้อยลงไปตามความจำเป็นของ กรุงเทพฯ เป็นไปตามระบอบของเมืองใหญ่ When we reach the Chatuchak station, I’ve still more than one hour to spare, it seems. The MRT is truly fast. In the future the number of taxis will slowly dwindle as public means of transportation become more extensive. เวลา (time) is so much on the author’s mind that the word is repeated seventeen times throughout the text.
“อีกสิบนาทีก็น่าจะถึง อาจจะได้เบียร์คนละกระป๋อง ก่อนรถออก” เพื่อนรุ่นน้องบอกผม ‘We’ll be there in ten minutes or so and we’ll have time to down another can each before your coach leaves,’ my young friend tells me.
เราเดินพ้นทางออกขึ้นมาสู่ถนน หน้าสถานีฝนตกหนักนิ่งสนิท ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด เรายืนรอเรียกรถแท็กซี่ได้คันหนึ่ง เพื่อไปที่สถานีหมอชิตซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่น่าจะถึงหนึ่งกิโลเมตร แต่พอรถพ้นออกมาสู่ถนนใหญ่ รถติดยาวเหยียดอยู่บนถนนกลางฝนที่เทลงมา บนถนนมีน้ำท่วมเจิ่ง รถของเราจำเป็นต้องขยับเข้าสู่ขบวนนั้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ จะลงจากรถเดินไป ผมยังมีถุงหนังสือที่หิ้วมาอีกหลายถุง ถ้าเดินไปหนังสือคงเปียกแน่ๆ รถขยับไปได้ทีละนิดทีละหน่อย ในที่สุดเราก็รู้ว่าเราไม่ทันรถทัวร์เที่ยวสุดท้ายที่ออกสามทุ่มแน่นอน When we come up into the open, it’s raining buckets. In front of the station nothing is moving  and this looks bound to last. We manage to find a taxi willing to take us to the bus station which is less than one kilometre away. But as soon as the taxi inches into the main road, it’s stranded in a total traffic gridlock. Long lines of rain-pummelled cars purr idly on the thoroughly flooded roadway. Our taxi must nevertheless insert itself into this morass. Since I’m loaded with several plastic bags full of books, ditching the taxi and legging it to the station is not an option: the books would get wet. By fits and starts the taxi inches along but we finally face the facts: no way we’ll ever arrive on time for the last, 9pm coach.
“ฝนตกในกรุงเทพ ก็อย่างนี้แหละพี่” คนขับแท็กซี่บอกกับผม ‘When it rains in Bangkok, it’s always like this,’ the driver says to me.
“ลองไปสถานีขนส่งที่รังสิตก่อน รถทัวร์จะไปจอดรับผู้โดยสารครั้งสุดท้ายที่นั่น เราอาจจะไปทัน สมมุติว่า ไปขึ้นรถไม่ทัน พี่จะให้น้องไปส่งที่ปากช่องจะไปไหม?” ผมถามคนขับแท็กซี่ ‘Let’s go for the Rangsit station instead,’ I tell him. ‘It’s the last stop for the coach to pick up passengers. Maybe we’ll make it on time. Suppose we don’t: would you mind driving me to Pak Chong?’ ผมถามคนขับแท็กซี่ (I ask the taxi driver) is not translated, as it would be awkward after a complex speech in which the question is only one part.
“ไปครับพี่ ผมชอบไปต่างจังหวัด” เขายิ้มตอบผม ‘Not at all. I love driving up- country,’ he answers with a smile.
ระหว่างทางที่รถติดอยู่บนสะพานกลับรถ ท่ามกลางสายฝน ผมนึกถึงงานที่รับปากเพื่อนไว้ว่าจะทำ เป็นงานเขียนเกี่ยวกับกรุงเทพฯ เขาจะเอาไปตีพิมพ์ในนิตยสารต่างประเทศ และนี่ก็ใกล้กำหนดที่จะต้องส่งงานแล้ว Still stuck on the U-turn ramp under the rain, I think about the promise I made a friend to write an article on Bangkok for a foreign magazine whose deadline is fast approaching.
“ชอบกรุงเทพไหม?” ผมถามคนขับแท็กซี่ ‘Do you like Bangkok,’ I ask the driver.
“ไม่ชอบเลยครับ แต่กลับบ้านก็ไม่ได้ ไม่รู้จะไปทำอะไรกิน ที่บ้านพ่อแม่ผมไม่มีที่ทำกิน ไม่รู้จะทำอะไร ทำไร่ก็ไม่เป็น เรียนจบม.สามแล้ว ก็เข้ากรุงเทฯ หางานทำ” เขาบอกกับผม ดูจากหน้าตาแล้วอายุของเขาน่าจะยังไม่เกินสามสิบ ‘Not at all, but I can’t go back home: I don’t know what I’d do for a living. My parents no longer have any land to till. Besides, what would I do there? I’ve never worked in the fields. When I finished secondary, I came here to look for work.’ From what I can see of his face, I’d say he’s under thirty. ==ม.สาม is actually three years of secondary school, which means the driver left school at 14 or 15.
“บ้านเดิมอยู่ไหน” ‘Where are you from?’
“ขอนแก่นครับ” ‘Khon Kaen.’
“มีเมียหรือยัง?” ผมถาม ‘Married?’ Alt.: ‘Are you married yet?’ I asked.
“ลูกคนหนึ่งแล้วครับ” เขาตอบ ‘We have a son already.’
ผมเคยได้ยินแท็กซี่สมัยก่อนเล่าให้ฟัง บางคนเข้ากรุงเทพฯมาเมื่อหมดหน้าทำนาหน้าทำไร่แล้ว ระหว่างฤดูแล้งไม่รู้จะทำอะไร ก็เข้ามาขับแท็กซี่ ถึงหน้าไร่หน้านาก็กลับไปทำนา แต่ปัจจุบันนี้ พื้นที่ไร่นาเหล่านั้นส่วนใหญ่ตกไปอยู่ในมือของคนมีเงิน ชาวไร่ชาวนาจริงๆจึงไม่มีที่ทำกิน และกรุงเทพฯก็เป็นเมืองหนึ่งที่แรงงานว่างงานเข้ามาหางานทำ เพื่อความอยู่รอดของชีวิตตนเอง In the old days taxi drivers would say they came to Bangkok only once the harvest was over. During the dry season, they had nothing to do, so they came to hire themselves out as cabbies and went back home for the next transplanting season. But now most paddy fields are in the hands of moneyed people and farmers can hardly scrape a living out of the soil any longer. So Bangkok is one of those cities where jobless workers come in search of jobs for the sake of survival.
เรามาถึงสถานีสุดท้ายที่รถทัวร์จะมาจอดรับผู้โดยสาร ที่รังสิต ผมลงจากรถแท็กซี่เข้าไปถามที่ห้องขายตั๋วโดยสาร เขาบอกรถทัวร์ไปนานแล้ว ตกลงผมจึงต้อง กลับรถแท็กซี่ ตกลงราค่ารถกันแล้ว ผมแยกกับเพื่อนรุ่นน้องที่นี่ แล้วนั่งแท็กซี่กลับปากช่องเพียงคนเดียว ขณะนั้นเวลาสี่ทุ่มกว่า At the Rangsit bus station, the last stop in town of the last coach of the day, I get out of the taxi to inquire at the ticket sales office. ‘It’s long gone,’ I’m told. Thus I must go back home by taxi. Once we have agreed on the fare, I let my young friend go and nestle into the taxi to go back to Pak Chong alone. By then it’s past 10pm. Note the change to direct style to speed things up and avoid a repetition of ‘the coach’.
ก่อนจะออกเดินทางผมอยากจะกินข้าวก่อน ระหว่างทางจะได้ไม่ต้องแวะที่ไหน เพื่อประหยัดเวลา ผมถามคนขับแท็กซี่ว่า แถบนี้พอมีร้านอาหารที่พอกินได้บ้างไหม เขาบอกผมว่าในซอยข้างมหาวิทยาลัยเอกชนที่เราจะผ่านข้างหน้านั้นพอมีอยู่หลายร้าน มีหอพักนักศึกษาอยู่ในนั้น เขาหยอกผมว่า พี่จะได้เห็นของสวยๆงามๆบ้าง ที่ต่างจังหวัดไม่มีให้เห็นหรอก เขาหัวเราะ มีเลศนัย Might as well eat before we leave, I tell myself: we won’t lose time looking for some eating-place along the way. I ask the driver if there’s some decent eatery nearby. He says that in a street adjacent to the private university we are about to drive by, there are lots of food shops. There are student dorm- itories there. He pulls my leg saying I’ll see beautiful things as are not to be seen in the boondocks. There’s something mischievous in his laughter. ก่อน … ก่อน: another indication of loose style, I mean ‘informal’ style.
แท็กซี่พาผมเลี้ยวเข้าไปในซอย มันเหมือนกับเมืองเมืองหนึ่งที่มีแต่คนหนุ่มสาว ในซอยนี้เป็นย่านหอพักของนักศึกษา สองข้างซอยมีร้านค้าที่จำเป็น ข้าวของชีวิตประจำวัน เด็กหนุ่มสาวแต่งตัวสมัยใหม่ เดินจูงมือ โอบเอวเป็นเรื่องปรกติ ตกค่ำเลิกเรียนคงออกมาหาอะไรกิน อะไรดื่ม มีกิจกรรม พลุกพล่าน บางคนยืนเฝ้าเครื่องซักผ้า ตามวิถีชีวิตนักศึกษาหอพัก เด็กหนุ่มสาวเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากต่างจังหวัด เข้ามาหาโอกาสทางการศึกษา(ที่ดี)ในกรุงเทพฯ The taxi soon turns into a street. It’s like a self-contained town peopled with young men and young women. This is where the dormi- tories of students of both sexes are located. On both sides of the street are shops selling daily-life consumer goods. Boys and girls dress trendily, walk hand in hand or hold each other by the waist with no inhibitions. Once the lectures are over they come out to find something to eat, something to drink, to do what they have to do, whole crowds of them. Some stand guard before washing machines as boarding students are wont to do. Most of these young- sters have come from upcountry for the chance of a (good) education in Bangkok. ======

=

พลุกพล่าน: swarming about

ผมมีเพื่อนหลายคนที่มาจากต่างจังหวัด หลายคนเมื่อเรียนจบแล้ว เลือกที่จะลงหลักปักฐานในกรุงเทพฯ เป็นคนกรุงเทพฯ เหตุผลหนึ่งในนั้นคือ กลับบ้านแล้วไม่มีงานที่เรียนจบมาให้ทำ เช่นงานในบริษัทโฆษณาใหญ่ๆ ต่างจังหวัดไม่มีงานเช่นนี้ หมดโอกาสก้าวหน้ากับงานที่อยากทำ นี่ยังไม่นับรวมถึงคนที่ตัดสินใจอยู่เพราะความสะดวกสนุกของ กรุงเทพฯ แต่ละปีการศึกษานั้นคงมีนักศึกษาจำนวนไม่น้อยที่จบมาแล้วเลือกที่จะใช้ชีวิตในอยู่กรุงเทพฯ แทนที่จะกลับบ้าน ด้วยเหตุผลแต่ละคนของตัวเองที่เลือกจะอยู่ I have loads of friends born in the provinces. Many, once they have completed their studies, opt to take root in Bangkok. One of their reasons is that at home there’s no job to match their studies, for instance in a big advertising agency: no such thing upcountry, no possibility of getting ahead in the branch they’re interested in. Not to mention those who decide to stay because ‘Bangkok is terrific, man’. At the end of their studies each year, how many students decide, each for his own reasons, to live on in Bangkok instead of going back home? =====

ความสะดวกสนุกของกรุงเทพฯ: the convenience and fun of [life in] Bangkok. Another case of enlivening the copy a bit. Guilty as charged.

“คนกรุงเทพฯจริงๆจะมีสักกี่คน” เป็นวลีที่เรารู้กันดีเมื่อเราพูดถึงคนในกรุงเทพฯ (ในความหมายของคนที่อยู่มาแต่บรรพ- บุรุษ) เมื่อเทียบจำนวนกับคนที่อยู่ในทุกวันนี้ ยังไม่นับรวมชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ในกรุงเทพฯเป็นการถาวร คนกรุงเทพฯจริงๆจึงมีเปอร์เซ็นน้อยมากเมื่อเทียบกันกับพลเมืองของกรุงเทพฯ สองเหตุผลในจำนวนหลายเหตุผลนั้น คือ เข้ามาหางานทำ เข้ามาศึกษาเล่าเรียน แล้วก็ไม่ได้กลับออกไป That there are few true Bangkok- ians (meaning of old urban stock) is a well-known remark when we talk about the people who live in Bangkok now – to say nothing of the foreigners that settle down for good in the capital. The percentage of old stock Bangkok dwellers is very small compared to the total population of the city. For at least two reasons: the search for a job and the search for a diploma without returning to square one. Here a slight reshuffle of the pack of clauses for the sake of brevity and clarity.
กรุงเทพฯเป็นเมืองที่มีมนตร์เสน่ห์น่าสนุก น่าใช้ชีวิตอยู่ น้อยคนนักเมื่อเข้ามาแล้วจะตัดใจจากไปได้ แม้ว่ากรุงเทพฯจะไม่ใช่ประเทศไทยก็ตาม แต่กรุงเทพฯก็มีให้คุณทุกอย่างที่เมืองไทยมี กรุงเทพฯคือศูนย์กลางอำนาจของประเทศไทย และเป็นศูนย์กลางความเจริญของประเทศ นอกจากวัฒนธรรมประเพณีอาหารที่ผู้คนนำติดตัวมาจากต่างถิ่นมาคลุกเคล้ากันอยู่ในกรุงเทพฯแล้ว กรุงเทพฯยังรับวัฒนธรรมตะวันตกบางส่วนไว้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ความเจริญทางวัตถุ เท็คโนโลยี การศึกษา การรักษาพยาบาล วิถีชีวิต แฟชั่น ความบันเทิง ศูนย์การค้า สถานเริงรมย์ ฯลฯ กรุงเทพฯมีทางเลือกให้คุณหลากหลาย เมื่อเทียบกับต่างจังหวัดแล้ว ทางเลือกเหล่านี้ยังห่างไกลกันเหลือเกิน คนที่เข้ามาสัมผัสกรุงเทพฯแล้วยากนักที่จะกลับออกไป และในทุกวันนี้ผู้คนก็ยังอพยพเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯอย่างไม่ขาดสาย Bangkok is a city of alluring charm, a city where the living can be good. Few are those who, once they are there, decide to leave. Sure, Bangkok is not Thailand, but Bangkok offers you all of what’s available in Thailand. Bangkok is the centre of state power and the centre of national progress. Besides cultures, traditions and local cooking brought along by each of the provincial drifters that mass here, Bangkok also welcomes some elements of western culture, be they national dishes, material progress, technology, education, healthcare, lifestyles or fashion, entertainment, shopping centres, etc. Bangkok offers multiple choices incomparably more attractive than the province. Whoever has tasted the flavours of Bangkok is hard put to do without them, and even today the influx of people from the provinces is ceaseless.
เป็นความจริงว่า การจราจรในกรุงเทพฯนั้น รถติดมาน่าจะได้สักสี่สิบปีแล้ว อีกไม่กี่ปีก็จะครบครึ่งร้อยปี ผมเข้ามากรุงเทพฯตั้งแต่กรุงเทพฯเพิ่งมีบันไดเลื่อนครั้งแรก ที่ห้างไดมารู ตรงราชดำหริ สมัยนั้นแถวประตูน้ำรถเริ่มติดแล้ว จนบัดนี้ตรงนั้นก็ยังแก้ไม่ได้ รถยังติดอยู่ นับวันจะหนักกว่าเดิม ผมเข้าใจว่า ระบบการขนส่งมวลชนด้วยรถไฟฟ้านี้ ก็น่าจะมีขึ้นเพื่อแก้ปัญหาการจราจรของเมือง นี่เพียงแค่ปัญหาเดียว ใช้เวลาแก้สี่สิบกว่าปียังไม่จบ เชื่อว่า ตราบใดที่คนยังหลั่งไหลเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ ปัญหานี้ก็จะดำรงต่อไป พร้อมๆกับปัญหาใหม่ๆก็จะก้าวเข้ามา ในอนาคตกรุงเทพฯอาจจะต้องเผชิญกับปัญหาประชากรล้นเมือง Undoubtedly vehicle traffic in Bangkok has been plighted with jams for a good forty years. I went to live in Bangkok at a time when the first escalator had just been laid in the Thai Daimaru shopping centre at Ratchadamri, and the Pratunam area was already rather congested – and is even more so now with no relief in sight. I’m given to under- stand that the MRT was born to try to solve the problem of urban traffic congestion. A single problem and forty years later it’s still far from solved! I’m convinced that as long as people will clutter into Bangkok, this problem will remain while new problems will surface. In the future Bangkok will be increasingly confronted with the headaches stemming from overpopulation.
เป็นเพราะกรุงเทพฯเป็นศูนย์กลางการปกครองมาตั้งแต่สมัยอดีตตั้งแต่เริ่มตั้งเมืองมาจวบจนถึงปัจจุบัน ศูนย์กลางของประเทศไทยทุกวันนี้ก็ยังอยู่ที่กรุงเทพฯไม่เปลี่ยนแปลง หลายคนจึงมุ่งเข้ามาเพื่อแสวงหาโอกาส แสวงหาชีวิตที่ดีกว่าในศูนย์กลางของความเจริญของนครแห่งนี้ แน่นอนว่า อาจมีคนสมหวัง ผิดหวัง มีความสุข มีโศกนาฏกรรม ในชีวิตของคนเหล่านั้น แต่คงไม่สามารถหยุดยั้งผู้คนที่หลั่งไหลเข้ามาได้ ในเมื่อกรุงเทพฯยังเป็นนครแห่งโอกาสของพวกเขา และในเมื่อมีคนเพิ่มเข้ามามาก ปัญหาก็มีเพิ่มขึ้นตามมา เป็นปัญหาของเมืองใหญ่ ไล่ตามแก้ปัญหาไปคงไม่มีวันจบ เพราะปัญหานั้นนับวันจะยากขึ้นทุกวัน This is due to the fact that Bangkok has been the adminis- trative centre of the country since its creation over two centuries ago. Everything in Thailand always revolves around Bangkok. So, many are those who, to give themselves the opportunity of a better life, come to the paragon of progress this metropolis represents. Of course this doesn’t go without disappoint- ments, despairs and tragedies – without joys and happiness either – but nothing seems to ever stop their influx given that Bangkok is for them the city of opportunities. And the more numerous the people coming in, the more problems there are: it’s the plague of all megalopolises in which solving problems is an endless task because they get worse with every passing day. Here also the text is partly rephrased to make it tighter and more informative (‘over two centuries ago’ – 1782 being the official founding date).
น่าจะลองกลับไปแก้ปัญหาง่ายๆ ก่อนว่า ทำอย่างไรจะชะลอคนจากต่างจังหวัด ให้เข้ามาอยู่น้อยลง อย่างน้อย ถ้ามีงานให้คนต่างจังหวัดได้ทำ คนขับแท็กซี่คนนี้ก็คงไม่มาอยู่ที่กรุงเทพฯ หรือถ้ามีมหาวิทยาลัยการศึกษาดีๆที่ทัดเทียมกับมหาวิทยาลัยในกรุง- เทพฯได้ นักศึกษาหนุ่มสาวเหล่านี้ก็คงไม่มาเดินอยู่ในซอยยามมืดค่ำ ห่างไกลครอบครัวเช่นนี้ The solution would be to tackle the easiest one: what to do to stem the influx of provincial people? At the very least, if there were jobs upcountry, our taxi driver wouldn’t have come to Bangkok, or if there were upcountry universities with a quality of education equal to those in Bangkok, those students wouldn’t be swarming about in that street after nightfall far away from their families. แก้ปัญหาง่ายๆ ก่อน: here, I was tempted to correct the author by writing ‘The solution would be to tackle the problems at their roots’. But then…
สี่ทุ่มกว่า ในซอยแห่งนี้ยังคึกคัก แต่ดูแล้วไม่น่าจะมีร้านอาหารที่นั่งกินเป็นเรื่องเป็นราวได้ เห็นมีผับอยู่บ้าง บางโต๊ะนั่งดื่มเฮฮา ผมบอกให้แท็กซี่กลับออกจากซอย เมื่อถึงถนนใหญ่เขาบอก ว่ามีร้านลาบอีสานอยู่ไม่ไกลจากนี้นัก อร่อยใช้ได้ เขาเคยไปนั่งกิน Past 10pm and the street is still throbbing with life but, on closer examination, there are no restau- rants where to dine at ease: only pubs with tables where alcohol bawls out. I tell the driver to turn around. Once again on the main road, he tells me there’s a north-eastern eatery not far from here where larp* is quite good. ==

* Larp: spicy minced pork (or chicken) salad

ร้านนั้นอยู่ติดถนนในซอยคู่ขนาน เป็นเพิงสังกะสีริมถนนโล่งๆ ไม่ติดกับใคร ในร้านมีคนนั่งกินกันอยู่หลายโต๊ะ เตาเนื้อย่างที่ครัวหน้าร้านส่งควันโขมงหอมลอยมา ผมชวนคนขับแท็กซี่ลงมานั่งกินด้วยกัน เขากินข้าว ผมกินเบียร์ ผมสั่ง ไก่ย่าง ส้มตำ เนื้อย่างติดมัน ลาบ ข้าวเหนียว เบียร์เย็นๆอีกขวด ในความรู้สึกของผมนั้น อาหารอีสานเหมาะกับการกินเบียร์มากที่สุด ถ้ากินเป็นมื้อกลางวันแล้วยิ่งดี กินแล้วหลับสักงีบ จะเป็นสุข แต่ในตอนนี้ เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ต่อจากนี้ไม่รีบเร่งอะไร ขอกินเบียร์สักขวดกับอาหารอีสานตอนกลางคืนคงไม่เป็นไร ผมนั่งดื่มเบียร์กินกับแกล้ม กวาดสายตาดูผู้คนที่โต๊ะในร้าน นี่ห้าทุ่มกว่าแล้ว คนในร้านยังแน่นอยู่ มันเป็นมื้อไหนกันแน่ของคนกรุงเทพฯ จะว่ามื้อเย็นก็ดึกเดินไป That eatery is on a street parallel to the main road. It’s a simple tin shed on the wayside with nothing around it. Almost all the tables are taken. The kitchen grill at the forefront generates billows of fragrant smoke. I invite the driver to eat with me. He eats, I drink. I order roast chicken, somtam*, meat grilled in its fat, larp, glutinous rice and a bottle of beer. In my opinion, nothing equals northeastern staple dishes to go with a beer, especially in the middle of the day: nothing like it to induce a pleasant nap. But at this hour, thoroughly exhausted and with nothing pressing to do any longer, a beer and northeastern dishes, there’s nothing wrong with that. So I sip my beer while nibbling at the dishes and observing the custom- ers. Past eleven at night and the place is still full. What meal is this exactly for those Bangkok people? Dinner? Supper? Snack? ==

=

=

* Somtam: spicy papaya salad

ผมว่า กรุงเทพฯเป็นเมืองที่ผู้คนชอบกิน เป็นเมืองที่มีเสรีในการกิน กินได้ทุกเวลา ตามเมืองใหญ่ๆในต่างประเทศ บางเมืองสี่ทุ่มก็หาร้านนั่งกินไม่ได้แล้ว แต่ริมถนนในกรุงเทพฯจะมีร้านอาหารขายอาหารตลอดทั้งคืน ไม่ว่าจะดึกดื่นค่อนคืนขนาดไหน อย่างน้อยก็ยังมีข้าวต้มโต้รุ่งเปิดสว่าง กรุงเทพฯเป็นเมืองที่คล้ายผู้คนที่นี่หิวอยู่ตลอดเวลา และดูยังสมบูรณ์ดีอยู่สำหรับเรื่องนี้ พวกเขามีของให้เริ่มกินตั้งแต่เช้ามืด ตลอดยันเข้านอนของอีกวัน และถ้าคุณเป็นคนชอบเรื่องกิน กรุงเทพฯไม่เคยทำให้ใครผิดหวัง It seems to me that Bangkok is a town where people like to eat, a town where in terms of food freedom reigns, where you eat at all hours. In some big cities abroad, past ten at night you can’t find a place where to eat, but everywhere in Bangkok res- taurants, food shops and vendors sell you something to eat at any time of the night and at the very least rice porridge at dawn. It would seem that Bangkok people are permanently hungry and they are spoiled for choice. They have plenty to get by from before dawn to bedtime in the small hours of the next day. If it’s good food you’re after, Bangkok will never disappoint you.
ผมย้ายออกจากกรุงเทพฯมาอยู่ต่างจังหวัดได้ยี่สิบกว่าปีแล้ว ด้วยว่าทุกวันนี้งานที่ผมทำนั้นไม่ต้องพึ่งกรุงเทพฯ โดยปรกติ ถ้าไม่มีธุระจำเป็นจริงๆ ผมจะไม่เข้ากรุงเทพฯ เพราะผมไม่ชอบความสับสนวุ่นวายของ กรุงเทพฯ แต่มีบางครั้งเหมือนกันที่ผมแอบเข้ามาตอนช่วงวันหยุดยาว ซึ่งในช่วงนั้นคนในกรุงเทพฯจะกลับต่างจังหวัดกันหมด ช่วงนั้นกรุงเทพฯจะสงบมาก รถไม่ติด เหมาะแก่การตระเวนหาของอร่อยๆกิน หาอะไรดื่มกับเพื่อนๆในกรุงเทพฯ เป็นช่วงเวลาหนึ่งที่ผมรู้สึกว่ากรุงเทพฯเป็นเมืองสวรรค์จริงๆ I moved out of Bangkok to live upcountry more than twenty years ago because I no longer had to live in the capital to work. Usually, unless something urgent turns up, I don’t go there any longer because I don’t like the pressures of urban life. But there are times all the same when I sneak into town during long bank holidays: that’s when Bangkok dwellers go back home. The city then is so quiet! No traffic jams… That’s the right time to comb the streets for delicacies, to share a drink with my Bangkok friends. That’s when I really feel that Bangkok is heavenly.
คนขับแท็กซี่อิ่มข้าวแล้ว นั่งกินน้ำเปล่ารอผมดื่มเบียร์ ผมจุดบุหรี่สูบ บอกเขาว่า “รอหน่อย กินเบียร์หมดแล้วเดินทาง เสียเวลาหน่อย เดี๋ยวมีพิเศษเพิ่มให้ ระหว่างทาง ถ้าน้องง่วง จะแวะปั๊มซื้อกาแฟกระป๋อง เครื่องดื่มบำรุงกำลัง เอาเงินที่พี่นะ” ผมชวนเขาคุยระหว่างกินเบียร์ Now replete, the taxi driver drinks some water and waits for me to finish my beer. I light up a cigarette and tell him, ‘Bear with me. We’ll leave as soon as I finish my beer. I’ll make it up to you for the time lost. If you feel sleepy along the way, we’ll stop at a petrol station for a can of coffee or a tonic*. On me, of course.’ I make him talk, to while away the time. * What Chart has in mind is  popular Krating Daeng or similar caffeine-rich drinks.
ครั้งนี้เป็นครั้งที่สอง ที่ผมตกรถในลักษณะนี้ แล้วต้องนั่งแท็กซี่กลับปากช่อง ในครั้งแรกนั้นเหตุการณ์คล้ายกันกับครั้งนี้ไม่มีผิด ฝนตกรถติดเช่นเดียวกัน ผิดกันแต่ว่าครั้งนั้นผมไม่ได้นั่งรถไฟฟ้า และค่าแท็กซี่ไปปากช่อง 3,000 บาท แต่เที่ยวนี้เด็กหนุ่มคนนี้เรียกค่าโดยสารเพียง 1,800 บาท This is the second time I miss the coach and go back to Pak Chong by taxi. The first time, it was in the very same circumstances: rainstorm and traffic jam. The difference is that that time I didn’t take the MRT and the trip back to Pak Chong cost me 3,000 baht, but today this young man asked me for only 1,800 baht for the trip.
คนกับเมืองนั้นเป็นของคู่กัน มีเมืองไม่มีคนก็ไม่ใช่เมือง มีคนไม่มีเมืองก็ไม่ได้ ผู้คนในกรุงเทพฯนั้นเป็นคนที่มาจากหลายที่หลายแหล่ง แต่คนก็คือคน ชั่วดีนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ติดกับตน ไม่เกี่ยวกับเมืองที่เขาอาศัยอยู่ เช่นเดียวกับราคาแท็กซี่ที่ต่างกัน อยู่ที่คนเรียกราคาต่างหาก ไม่ได้อยู่ที่ระยะทางว่าควรจะเรียกเท่าไหร่ ผมไม่ได้โทษคนกรุงเทพฯที่เอาเปรียบผม แต่คิดกรุงเทพฯได้สอนผม ให้รู้ราคาค่าโดยสารที่ถูกต้อง ในกรณีที่คราวหน้าถ้าผมจะต้องตกรถอีก Town and people go together. A town without people is not a town. No people without a town either. Bangkok dwellers come from all over. But people are what they are – good or evil it’s up to them and it has nothing to do with the town where they live. Same thing with diverging taxi fares: it’s all a matter of offer and demand, and has nothing to do with such and such a distance implying such and such a fare. I don’t bear a grudge to the Bangkok taxi driver who screwed me but tell myself Bangkok has taught me the proper taxi fare for the next time I miss the coach.
ราวเกือบเที่ยงคืนเราจึงออกจากร้านลาบเดินทางกลับปากช่อง ผมกำลังจะเดินทางนั่งรถไปกับใครก็ไม่รู้ที่ผมไม่เคยรู้จักมาก่อน ในยามดึกดื่นเที่ยงคืนเช่นนี้ และร่างกายของผมจะไปคิดขัดขืนอะไรเขาได้ถ้าเขาคิดจะทำร้าย แต่คิดในอีกแง่หนึ่ง ในตัวผมก็ไม่มีของมีค่าอะไรนัก มีเพียงถุงหนังสืออยู่ไม่กี่ถุง คงไม่มีประโยชน์กับใคร นั่งรถไปสักพักหนึ่งผมก็หลับเพราะความเพลียและความเบียร์ ปล่อยชีวิตไปตามยถากรรม อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด รู้สึกตัวตื่นอีกที เมื่อคนขับแท็กซี่ถามผมเมื่อถึงทางแยกเข้าอำเภอปากช่อง ผมบอกทาง เขาขับรถมาส่งผมที่ลานจอดรถซึ่งผมจอดรถทิ้งไว้เมื่อตอนเช้า เราล่ำลาอวยพรกันให้แต่ละคนโชคดี ในการเดินทาง เขาขับรถกลับกรุงเทพฯเพราะบ้านเขาอยู่ที่นั่น ผมขับรถกลับบ้านที่อยู่ในป่า ระยะทางอีกครึ่งชั่วโมงกว่า ถึงบ้านคงใกล้ตีสาม ผมนึกถึงในวันที่ 15 ตุลาคมนี้ ผมจะต้องเข้าไปเซ็นหนังสือให้คนอ่านที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติฯสิริกิต์อีก ผมคงต้องวางแผนกลับบ้านให้รัดกุมมากกว่านี้ It’s almost midnight when we leave the larp eatery and proceed to Pak Chong. Here I am sitting in a taxi at night in the company of a young man I’ve never met before and in the state of physical weakness I’m in, what could I do if he was ill intentioned? But on the other hand I have nothing on me of much value – just a few bags of books of no interest to anyone. So after a while I drift into slumber from tiredness and the beer, leaving my life at the mercy of fate: come what may. I regain consciousness when the driver asks me which way to take at the crossroads for the Pak Chong district. I tell him. He drops me at the parking area where I left my jeep in the morning. We part wishing each other good luck. He’s driving back to Bangkok because that’s where he lives; I, to my house in the jungle. A little over half an hour later, I reach home and it’s about three in the morning. I tell myself that on October 15, I have yet another book signing session at the Sirikit Center. I really must arrange for a less time-consuming return trip.
First published here.
iNational Artist Chart Korbjitti,
born in 1954, twice winner
of the prestigious SEA Write Award, is his generation’s Thai foremost novelist, with such works as
The Judgment, Mad Dogs & Co and Time, all available (among others) from Thai Fiction in Translation.
i

Tagged: , , , , , , , , ,

2 thoughts on “Bangkok – Chart Korbjitti

  1. John 25 July 2012 at 10:33 am Reply

    Nice to read the article with efforts to help out English beginners to understand not only the language but the different cultures and ways of living as well.

    ขอบคุณครับ

  2. Thary 9 April 2013 at 2:39 pm Reply

    This story can tell the real Bangkok life.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: