Rainbow days – Win Lyovarin

ooo

This tongue-in-cheek short story about recent Thai political events seen from an unusual angle is peppered with telling impish details that should make you smile – and ponder, if you can read between the lines.
Have a rainbow read. MB

รุ้งกินน้ำ

RAINBOW DAYS

วินทร์ เลียววาริณ

Win Lyovarin

TRANSLATOR’S KITCHEN
เสียงคนพูดจากลำโพงดังก้องและแตกพร่า เหมือนเสียงตีนขยี้หญ้าแห้งกรังในฤดูร้อน น้ำเสียงเกรี้ยวกราดราวกับคนพูดกำลังโกรธแค้นใครสักคนหรืออะไรสักอย่าง ต่อให้เสียงนั้นชัดใส เขาก็ฟังคำพูดเหล่านั้นไม่เข้าใจเป็นส่วนใหญ่ สำราญเคยบอกเขาว่ามันเป็นภาษาชั้นสูง คงจะจริง เพราะสำราญไม่เคยโกหกเขา อีกประการเขาก็ไม่ค่อยได้ยินศัพท์แสงแบบนั้นมาก่อน แต่มันคงดีแน่ เพราะผู้ฟังปรบมือกราว บางคนแกว่งของเล่นพลาสติกรูปมือประกบกันเป็นเสียงตบเปาะแปะ The blurry blare of the loud- speakers sounded like feet crushing dry grass in the hot season, the voice of someone angry with someone or something. Even if that sound had been clear, he wouldn’t have understood most of what was said. Samran had told him once it was high language. Maybe so, because Samran never lied to him. Besides, he had never heard words like those before, but they must be fine because the audience kept applauding. Some even shook plastic toys shaped like hands to make them clap. The English title doesn’t do justice to รุ้งกินน้ำ (bow-eat-water), the standard word for ‘rainbow’ (often shortened to รุ้ง) but implying that this arc in the sky feeds on water.
เขามาจากพม่าเมื่อแปดปีก่อน เขาพูดไทยได้ดีเมื่อเทียบกับเพื่อน ๆ ที่มา ‘ขุดทอง’ ในเมืองไทย เพราะทำงานในร้านอาหารแห่งหนึ่งแถวรังสิตนานสามปี หลังจากที่เจ้าของร้านคนเก่าขายกิจการ คนใหม่ก็ไล่เขาออก บอกว่าไม่ชอบพม่า เพราะมีข่าวคนใช้ชาวพม่าฆ่าเจ้าของบ้านตายทั้งบ้านเพื่อชิงทรัพย์ หลังจากนั้นเขาติดตามเพื่อนพม่าคนหนึ่งไปทำไร่ที่นครนายกพักใหญ่ ต่อมาก็ไปขายแรงงานที่ดอนเมือง ต่อมาเขาก็พบคนรัก หล่อนมาจากเมืองเดียวกับเขาที่พม่า หน้าตาสวย รูปร่างอวบอัด เขาตามหล่อนไปขายเสื้อผ้าที่ปากเกร็ด ทำได้เพียงครึ่งปี หล่อนก็หนีตามไอ้หนุ่มที่หน้าตาดีกว่าและเงินมากกว่าเขา ทิ้งเขาไว้กับเสื้อผ้ากองโตกับหนี้สินที่หยิบยืมเจ้าหนี้ เขาขอผ่อนผันกับเจ้าหนี้โดยขายเสื้อผ้าทั้งหมดแล้วเริ่มทำงานใช้หนี้ ในที่สุดก็ปลดหนี้ทั้งหมด He had come from Burma eight years earlier. He spoke Thai well compared with his friends who had come over to ‘strike gold’ in Thailand, because he had worked in a restaurant around Rangsit for three years. After the owner had sold the business, the new owner had kicked him out, saying he didn’t like Burmese because there was news at the time of a Burmese maid killing a whole family to plunder the house she worked in. After that he followed a Burmese friend to work in a farm in Nakhon Nayok for quite some time, then went to sell his labour at Don Mueang, and then found love. She came from the same town in Burma, had a pretty face and a well-rounded body. He followed her to sell clothes in Pakkret. After only half a year, she fled with a better-looking young man with better prospects, leaving him with a big pile of clothes and a big pile of debts. He set out to reimburse the debts through the sale of the clothes and then through labour and finally cleared all debts. หนี้สินที่หยิบยืมเจ้าหนี้ is redundant and need not be translated: debts are usually borrowed from a lender. I’ve modified the wording of the next sentences into one for the sake of fluency. Literally: ‘He asked the lender to be lenient/give him time to sell all the clothes and then began work to reimburse the debts. In the end, he cleared all debts.’
เจ้าหนี้เห็นแววมุ่งมั่นของเขา จึงขายรถเข็นคันหนึ่งในราคาถูก มันถูกยึดจากลูกหนี้รายหนึ่ง สภาพของมันเก่า โครงเหล็กเป็นสนิมทั้งคัน เจ้าหนี้ขายให้เขาในราคาเพียงสองร้อยบาท เขาใช้เวลาสามวันขูดสนิมออกหมดแล้ว ก็นำมาเข็นของขายไปเรื่อย ๆ จนไปตั้งหลักที่สถานที่ก่อสร้างคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง ลูกค้าของเขาคือคนงานก่อสร้าง เขาทดลองขายทุกอย่าง ตั้งแต่ของใช้ส่วนตัวไปจนถึงขนม ปลาหมึกย่าง ลูกชิ้นปิ้ง ที่นั่นเองเขาพบกับเพื่อนใหม่ สำราญ หนุ่มจากโคราชผู้นี้ขายเครื่องดื่ม ไม่นานทั้งสองก็เช่าห้องอยู่ที่เดียวกันเพื่อลดค่าใช้จ่าย ในที่สุดก็ตามสำราญมาขายของที่นี่ Seeing how determined he was, the lender sold him a cart confiscated from some other debtor. It was an old cart, rusty all over. The lender sold it to him for only two hundred baht. He spent three days getting rid of the rust and then took the cart to peddle things until he settled on a condominium con- struction site. His customers were the construction workers. He experimented with selling all sorts of things, from personal wares to sweets, grilled squid and barbequed fish balls. That’s where he made a new friend, Samran, a young lad from Korat selling drinks. Before long the two of them shared the rent of a room to lower expenses. Finally he had followed Samran to sell here. โครงเหล็กเป็นสนิมทั้งคัน: literally, ‘Its whole metallic frame was rusty’.
ที่นี่มีคนมาชุมนุมมากกว่าทุกที่ที่เขาเคยขายของรวมกัน พ่อค้าแม่ค้าแห่มาจากทุกที่ แต่ลูกค้าก็มืดฟ้ามัวดินเช่นกัน เขาไม่รู้แน่ว่าคนเหล่านี้มาทำอะไรอยู่ที่นี่ วันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนเล่า คนเหล่านี้แต่งตัวเสื้อผ้าราคาแพง บางคนผูกเนคไท Here there were more people assem- bled than anywhere they’d been making sales together. There were vendors male and female from everywhere, but there were customers in huge numbers as well. He didn’t know what these people had come here for, day after day, night after night. Most of them wore expensive clothes; some even wore ties.
พ่อค้าแม่ค้าแต่ละรายขายทั้งอาหารและของใช้สอย บางคนขับรถกระบะ ท้ายรถวางข้าวของขาย สบู่ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน ยากันยุง บุหรี่ ไปจนถึงมือตบพลาสติก Vendors sold foodstuffs as well as useful items. Some drove delivery vans, goods stocked at the back, from soap, toothpaste, toothbrushes, mosquito re- pellent or cigarettes to plastic hand clappers.
เขาขายเครื่องดื่มโซดา น้ำเปล่า ชาเขียว กาแฟกระป๋อง กระดาษชำระ เสื่อรองนั่ง หมวกกันแดด ยากันยุง ไม่นานก็มีพ่อค้านำสินค้ามาเสนอให้เขาขาย เป็นเสื้อยืดสีเหลืองและสติกเกอร์พิมพ์ข้อความเกี่ยวกับการเมือง ธงสีเหลืองและธงชาติไทย เขาได้กำไรวันละห้าหกร้อย บางวันถึงพันบาท He sold sodas, bottled water, green tea, instant coffee, tissues, mats, sun hats, mosquito repellent. Before long wholesalers offered him goods for resale, yellow t-shirts and stickers with political slogans, yellow flags and Thai national flags. He made a five to six hundred baht profit every day, some days up to one thousand.
เขารักแผ่นดินนี้… He loved this country…
= =
= =
คนบนเวทีประกาศว่า พวกเราต้องไม่เดินตามรอย พ.ศ. 2310 เมื่อคนไทยบางคนทรยศชาติ เปิดทางให้ทัพพม่าตีกรุงศรีอยุธยาแตก เขาเคยเรียนวิชาประวัติศาสตร์ในชั้นประถม แต่ก็ออกจากโรงเรียนก่อน จึงไม่รู้ประวัติศาสตร์ท่อนนี้ เขาไม่เคยรู้ว่าบรรพบุรุษของเขาเคยบุกมาถึงที่นี่ โชคดีไม่มีใครที่นี่รู้ว่าเขาเป็นคนพม่า The people on stage proclaimed that we must not follow the 1767 path when traitors to the nation opened the way for the Burmese army to destroy Sri Ayudhya. He had learned History at elementary level but had left school before so he knew nothing of that time in history. He had never known that his ancestors had invaded this land. Luckily nobody here knew he was Burmese. Sri Ayudhya: old spelling of Si Ayutthaya; Siamese kingdom from 1350 to 1767.
เพื่อนพ่อค้าหลายคนชอบคุยเรื่องการเมืองและเหตุผลที่คนมากมายมาชุมนุมกัน เขาได้แต่ยิ้ม พยักหน้ารับเป็นระยะเพื่อไม่ให้เสียมารยาท เขาเห็นด้วยกับคำพูดของพ่อค้าคนหนึ่งที่ว่า “เข้าร่วมชุมนุมไม่ได้เงิน ขายของดีกว่า พลิกวิกฤติเป็นโอกาสโว้ย!” หากที่นี่ทำกำไรให้เขาวันละเกือบพันบาท ใครจะชุมนุมเพื่อเหตุผลอะไรก็ได้ ยิ่งนานก็ยิ่งดี เขาคงสามารถเก็บเงินมากพอส่งกลับไปให้แม่ เขาสวมเสื้อสีเหลืองทุกวัน Several of his vendor friends liked to talk politics and of the reasons why so many people were gathered here. He would only smile and nod at regular intervals out of politeness. He agreed with one vendor who said, ‘There’s no money in joining the crowd. Selling’s better. Let’s turn the crisis into an opportunity, I say.’ If this place made him almost a thousand baht a day, never mind who gathered for whatever reason: the longer the better. He might make enough to send money to his mother. He wore a yellow shirt every day. โว้ย: what the hell, damn it, come on… เว้ย is the less crude (or more prissy?) variant.
คนสวมเสื้อสีเหลืองส่วนใหญ่ที่เขาพบมีอัธยาศัยดี ซื้อของโดยไม่ต่อราคา และมักไม่รับเศษเงินทอน พวกเขาชอบกินจุบจิบทำให้ขนมที่เขานำมาขายหมดทุกวัน Most of the people that he met wearing yellow shirts were well be- haved, bought without bargaining and often didn’t wait for change. They liked to eat snacks all the time and he ran out of sweets every day.
วันหนึ่งคนชุมนุมคนหนึ่งเปรยกับเพื่อนว่า “ถ้าได้กาแฟสดก็ดี เบื่อกาแฟกระป๋องจืด ๆ”อีกคนหนึ่งว่า “จริง น่าเสียดายที่ไม่มีใครขาย” One day one of the demonstrators remarked to his friend, ‘It’d be good if we had real coffee. I’m fed up with this bland instant coffee.’ To which the other answered, ‘You’re right. Too bad there’s nobody selling any.’
กินเวลาเขาหลายวันกว่าเขาจะทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างกาแฟสดกับกาแฟสำเร็จรูป และความแตกต่างของราคาเช่นกัน เขาไม่มีทุนซื้อเครื่องทำกาแฟสด ในที่สุดก็ไปกู้เงินมาซื้อเครื่องทำกาแฟสดขนาดเล็ก เป็นเครื่องมือสอง กำไรของเขาสูงเป็นวันละสองพันบาท แต่เรื่องดี ๆ  มักอยู่ไม่นาน เขาขายกาแฟสดได้อาทิตย์เศษ การชุมนุมก็ยุติลง It took him several days to understand the difference between fresh and instant coffee and the difference in terms of price as well. He didn’t have enough to buy coffee-making equipment, but eventually managed to borrow money to purchase a small, second-hand coffee-making machine. His daily profit more than doubled, but good things don’t last: he’d been selling fresh coffee for just over a week when the meeting was called off.
หลังจากคนเสื้อเหลืองเลิกชุมนุม รายได้ของเขาก็ลดลงทันที เขาจ่ายเงินเก็บทั้งหมดใช้หนี้ค่าเครื่องทำกาแฟสด แต่ผ่านไปไม่นาน สำราญก็บอกเขาว่ามีการชุมนุมอีก ทั้งสองตามไปขายของเช่นเดิม คราวนี้คนชุมนุมเปลี่ยนไปสวมเสื้อสีแดง ไม่นานเขาก็รู้ว่าเป็นคนละกลุ่มกัน คนกลุ่มนี้ซื้อของน้อยกว่าคนกลุ่มแรก พ่อค้าแม่ค้าที่ขายอาหารบ่นว่าขายไม่ดี เพราะคนสวมเสื้อแดงส่วนมากเอาอาหารมาเอง แน่ละ ไม่มีใครไม่รับเศษเงินทอน สินค้าที่คนชุมนุมกลุ่มใหม่นิยมก็คือบัตรเติมเงินโทรศัพท์มือถือ ยากันยุง พลาสติกรูปตีนตบ Once the yellow shirts had stopped gathering, his income plunged at once. He spent all his savings to reimburse the loan for the coffee-making machine, but it wasn’t long before Samran told him that there was another meeting. The two of them went to sell things as before. This time, the crowd of people were wearing red shirts. Before long he knew it was a different grouping alto- gether. People in this group bought less than had those in the first group. Food vendors grumbled about poor sales, because most of the red shirts brought their own food and of course none of them failed to wait for their change. The goods the new grouping preferred were portable phone prepaid cards, mosquito repellent and plastic foot clappers. o
เขายังเหลือธงสีเหลืองอยู่หลายสิบชิ้น เขาซื้อสีแดงมาย้อม โชคดีที่สีแดงทับสีเหลืองได้ เขาขายธงแดงหมดภายในไม่กี่วัน He was left with dozens of yellow flags. He bought red dye. Luckily, red could trump yellow. He sold all of his red flags within days.
เขาไม่รู้แน่ว่าคนเหล่านี้มาทำอะไรอยู่ที่นี่ วันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนเล่า แต่เขารู้ว่าส่วนใหญ่มาจากต่างจังหวัด บางคนมาไกลจากเชียงใหม่ หลายคนบอกว่าชอบสามสิบบาทรักษาทุกโรค บางคนมาจากยโสธร นครราชสีมา อุบลราชธานี He didn’t know what these people were there for, day after day, night after night, but he knew that most of them came from upcountry, some from as far as Chiang Mai. Several people told him they liked the thirty-baht health scheme. Others came from Yasothon, Nakhon Ratchasima, Ubon Ratcha- thani…
คนบนเวทีก็พูดเรื่องพม่าตีเมืองไทยในปี พ.ศ. 2310 เช่นกัน คราวนี้บอกว่าเกิดจากการแบ่งชนชั้นระหว่างอำมาตย์กับไพร่ และมีเพียงคนคนเดียวที่จะแก้ปัญหานี้ได้ เช่นเดิม เขาฟังภาษาสูงเหล่านั้นไม่เข้าใจ เขานึกอิจฉาที่ชาวบ้านประเทศนี้มีความรู้ เพราะไม่ว่าคนบนเวทีพูดศัพท์ยากเพียงไร คนชุมนุมก็ปรบมือหรือใช้ตีนพลาสติกตบเสียงดังตลอดเวลา The people on stage also talked about Burma attacking Siam in 1767. This time they said it came from the social division between rulers and commoners and there was only one person who could solve that problem. As before he didn’t understand their high language. He felt envious that the villagers of this country were so learned, because however difficult the words used by the people on stage, the congregation clapped their hands or their plastic feet all the time. Talking about อำมาตย์, could someone explain to me why the second syllable is pronounced with a low rather than a falling tone?
เขารับเสื้อยืดมาขายเช่นเคย คราวนี้ทั้งหมดเป็นสีแดง พิมพ์ลายและข้อความต่าง ๆ เช่น แดงตัวพ่อ, แดงตัวแม่, แดงตัวลูก ฯลฯ เขาไม่เข้าใจความหมายของคำเหล่านี้ แต่ไม่สำคัญ เขารู้ว่าเขาเป็นหนี้บุญคุณคนทำเสื้อเหล่านี้ เขาสวมเสื้อสีแดงทุกวัน เขาเพียงหวังว่าคนที่มาชุมนุมจะไม่เปลี่ยนสีเสื้อบ่อย ๆ จะได้ขายของเดิมได้หมด เขาเพียงแต่นึกในใจว่า ถึงแม้พวกเขาจะเปลี่ยนสีไปเรื่อย ๆ จนครบสีรุ้ง ก็ไม่เป็นไร He received t-shirts to sell as before. This time they were all red, with various printed motifs and slogans such as ‘Red Father is it!’, ‘Red Mother is it!’, ‘Red Child is it!’ and so on. He didn’t understand the meaning of those words but that wasn’t important. He knew he was indebted to those who had made those shirts. He wore a red shirt every day. He simply hoped that the people who gathered wouldn’t change the colour of their shirts too often, so he could sell out his stock, yet thought to himself that even if they went through all the colours of the rainbow it wouldn’t matter. I’m not sure I ‘understand the meaning of those words’ either. On a whim, I pattern them here on the ubiquitous Coke slogan. Anyone with a better idea?
= =
เขาเดินเข้าไปในห้องแถวเก่า คูหาสุดท้ายในซอย ชายจีนในร้านถามเขา “จะส่งเท่าไหร่?” He walked into the old shop- house at the end of the lane. The Chinese man in the shop asked him, ‘How much this time?’
เขายื่นเงินปึกหนึ่งให้ผู้ถาม ชายจีนนับเงินอย่างคล่องแคล่ว He held over a wad of banknotes to the man, who counted the money deftly.
“ห้าพันบาท อืม! งวดนี้ส่งเยอะนี่” ‘Five thousand! Hum, that’s quite a lot this time.’
ชายจีนยื่นใบรับเงินให้เขา เงินก้อนนี้จะเดินทางตรงไปที่เชียงใหม่ผ่านเครือข่ายโทรศัพท์ ภายในไม่กี่นาทีมันจะเดินทางต่อข้ามไปพม่าโดยไม่ต้องผ่านด่านและเส้นพรมแดน ไม่เกินยี่สิบสี่ชั่วโมง แม่จะได้รับเงินก้อนนี้รวดเร็วราวเนรมิต The Chinese man gave him a receipt. That amount of money would travel straight to Chiang Mai via the telephone system. Within minutes it would cross over into Burma without having to go through any custom or border post. Less than twenty-four hours later his mother would receive that amount of money as if by magic.
เขารักแผ่นดินนี้… He loved this country…
= =
From Sen Sommut (Imaginary lines), March 2012
Win Lyovarin, born 1956 in Hat Yai
and twice the recipient of the
prestigious SEA Write Award,
is at the forefront of
Thai creative writing.
His large body of work
can be found at his book club
and on Thai Fiction in Translation.
o

Tagged: , , , , , , , , ,

One thought on “Rainbow days – Win Lyovarin

  1. Satiwas 14 September 2012 at 1:59 pm Reply

    น่าใช้ กูยอมเป็นหมาดีกว่าเป็นพวกมึงนะครับ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: