Khong’s present – Pahd Pasiigon

ooo
A light, humorous story for a change. The plight of young Khong has just the right amount of titillation,
zaniness and unpredictability to keep you on tenterhooks until its ignominious end. MB

ของขวัญของโข่ง

Khong’s present

ผาด พาสิกรณ์

PAHD PASIIGON

[Pronounced ‘phart pha.si.korn’]
TRANSLATOR’S KITCHEN
คิดดูเอาเถอะ คนไม่เคยฝันเปียกมาก่อน… Think about it: someone who never had a wet dream before…
เพียงครั้งแรกโข่งก็ฝันว่าได้สมสู่กับดาราสาวคนโปรด เขาถึงกับติดใจในประสบการณ์อันแปลกพิสดารของมัน จะว่าไปตอนที่เขาตื่นขึ้นมานอนลืมตาปริบๆ ทบทวนภาพฝันที่เพิ่งเกิดขึ้นหลัดๆ นั้น เนื้อตัวของเขายังสั่นสะท้านกระตุกเกร็งไม่หาย ส่วนความรู้สึกนั้นมันจะเหมือนจริงมากน้อยเพียงไรโข่งมิอาจบอกได้ เพราะตั้งแต่เกิดมา นอกจากโข่งจะไม่เคยฝันเปียกแล้วเขายังไม่เคยผ่านมือสตรีเลย เคยผ่านแต่มืออันหยาบสากที่ประดับพราวไปด้วยซอกเล็กดำสกปรกของตัวเอง ใช่ มันตอบสนองตัณหาได้ตามอัตภาพ แต่ก็ไม่เคยสักครั้งที่จะพาเขามาถึงสรวงสวรรค์ชั้นนี้ ชั้นที่เหนอหนะ เฉอะแฉะ คลุ้งกลิ่นเหงื่อ กลิ่นคาวที่เจืออ่อนๆ ด้วยกลิ่นหอมอันเบาบางกับกลิ่นรวมๆ อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวนี้ โดยสภาพ โข่งก็คิดหรอกว่ามันน่าจะเป็นกลิ่นแห่งกามกิจ และเขาก็เชื่ออย่างนั้นอยู่อีกหลายอึดใจ จนกระทั่งเหลียวไปพบเอาร่างดาราสาวสวยคนเดียวกันกับที่เพิ่งสอนเพลงกามให้เขาในฝันนั่นแหละ หล่อนนอนแน่นิ่งเป็นศพเปลือยอยู่ข้างๆ ชุดราตรีบางเฉียบสีกลืนมืดถูกถกลอยขึ้นมาอยู่เหนือเอว เผยให้เห็นท้องน้อยแบนราบขาวโพลน กางเกงในสีดำตัวบางเฉียบยังอยู่ในที่ทางของมัน หากมีคราบเกรอะ และถูกขยับเบียดร่นคาดเฉียงไปทางหนึ่ง โข่งสาบานได้ เขาไม่รู้จริงๆ ว่าหล่อนแอบมานอนอยู่ในห้องของเขาตั้งแต่เมื่อไร For the first time ever, Khong dreamt that he was making it with his favourite female star, so he was taken with the weirdness of the experience. Say what you will, when he woke up and lay blink- ing, reviewing the scenes of the dream that had just happened, his flesh was still quivering and jerking. As to how real his sensations were, Khong couldn’t say, because since he was born, besides never having had a wet dream, he had never known the ministrations of a woman. He had only known those of his own rough hands adorned with dirt-rim- med fingernails. Yes, that took care of his cravings, but not once had it taken him to this level of heaven, a level that was sticky, soggy, heavy with a smell of sweat, a fishy smell mixed with a faint perfume, a smell altogether quite specific. By nature, Khong thought it should be the smell of sexual activity, and he believed this for quite a few intakes of breath until he turned and saw the body of the very star that had just taught him a sex song in that dream. She lay dead still, a naked corpse, beside him. Her flimsy nightdress of dusky colour was crumpled to above her waist, revealing the stark white curve of her flat tummy. Her skimpy black pants were still in place but bore crusted stains and had been crumpled and pulled to one side. Khong could swear he didn’t know when she had sneaked into his room to lie on his bed. =ความรู้สึก is usually translated by ‘feelings’; here ‘sensations’ seems to me more accurate.ไม่เคยผ่านมือสตรี: literally, ‘had never gone through the hands of a woman’.สีกลืนมืด: literally, ‘the colour of a dark wave’; a nice-sounding but meaningless expression; since the emphasis is on darkness, ‘dusky’.
แต่ใครเล่าจะเชื่อ But who would believe him?
บุคคลผู้มีสารรูปซื่อตรงตามมาตรฐานฆาตกรข่มขืนโหดที่เห็นกันตามหน้าหนังสือพิมพ์ หน้ากร้านดำขรุขระ ผิวกายกระดำกระด่างสกปรก ราวพระเจ้าบรรจงสลักคำว่า จน โง่ และต่ำต้อยด้วยไฝ ด้วยหูด จนพร้อยไปทั่วเรือนร่าง เป็นลูกจ้างประเภทไร้ฝีมือทางเชิงช่างในร้านเติมน้ำยาแอร์เล็กๆ ริมถนน ส่วนหล่อนเป็นดาราละครสาวสวยผู้กำลังเติบพองด้วยชื่อเสียง เป็นที่หมายปองของหนุ่มเนื้อหอม ชาติตระกูลดี มีฐานะ แล้วหล่อนผู้นี้น่ะหรือจะเลือกเอานายโข่งเป็นสมบัติสวาท ทั้งนี้ไม่สำคัญหรอกว่า เนื้อของละครบางเรื่องที่หล่อนแสดงนั้นจะเล่าเรื่องของความรักประเภทแหกฐานันดรระหว่างหญิงสูงศักดิ์กับชายต้อยต่ำก็ตามที ใครก็รู้ว่านั่นละคร นี่ชีวิตจริง  ชีวิตจริงๆ ของมนุษย์ที่ยังต้องดิ้นรนเพื่อเงิน เชื้อเพลิงสำคัญสำหรับการตะกายบันไดลิงของสังคมให้สูงลิบลับขึ้นไปสู่ยอดที่มองไม่เห็น ซึ่งวัดคร่าวๆ จากสารรูปและค่าจ้างเงินเดือนเพียง 5,000 บาทกับเศษอีกเพียงนิดหน่อยของโข่งนั้น ย่อมชี้ชัดว่าเขาไม่มีบันไดลิงที่ว่านี้เก็บซ่อนไว้ให้สาวคนไหนแน่ A man whose poor appearance honestly matched the standard look of harsh rapist-murderers as could be seen in the newspapers: a rough, coarse, dusky face and dirty mottled skin as if God had incrusted it with the words ‘poor’, ‘stupid’ and ‘inferior’, with moles and warts all over the body. He was an unskilled employee in a small roadside shop refilling air-conditioners with fluid. As for her, she was a beautiful young stage actress with a swelling reputation, sought after by toothsome young men of good lineage and social status, and this here woman would be the one to elect Master Khong as her sexual playmate? In this context, it wasn’t important that some plays in which she performed told the story of unconventional love between a high-so girl and a lowly boy. Who would believe it? Those were plays. This was real life – the real life of a lad who must still struggle to earn money, the important fuel for climbing the monkey ladder of society up ethereal heights to an invisible summit, which, measured against Khong’s physique and monthly wage of five thousand baht plus small change, clearly showed that he sure had no hidden monkey ladder to climb for any woman whatsoever. สมบัติสวาท: literally, ‘sexual property’
ส่วนปริศนาแห่งการมาถึงในห้องนอนโข่ง ที่อยู่บนชั้นสามของตึกแถว จะมีที่มาอย่างไรนั้น คงไม่มีใครให้ความสนใจ เพราะขนาดโข่งเองยังหาคำอธิบายไม่ได้ ความจริงมีอยู่ว่า เขาจำได้ว่าหลับไปคนเดียว ฝัน – ไม่ใช่ฝันธรรมดา แต่เป็นฝันที่มีเนื้อหาเหมือนซีดีแผ่น แสดงโดยดาราญี่ปุ่นที่ชอบร้องว่า อี๊ๆ – และตื่นขึ้นมาก็พบดาราสาวผู้นี้นอนนิ่งอยู่ข้างๆ ปัญหาชวนให้ปวดหัวก็คือ หนึ่ง เขาไม่รู้หล่อนมาโผล่ที่นี่ได้อย่างไร และสอง สำหรับฝันเปียกที่ว่านี้ โข่งเชื่อว่ามันไม่น่าจะก่อให้เกิดปัญหา หากเขาฝันเอง เปียกเอง แต่ฝันเองแล้วไปทำคนอื่นเปียกนี่สิ มันจะทำให้เกิดปัญหา คนอื่นที่ว่านี้ก็เช่นกัน ใช่กิ่งแก้วสาวโรงงานที่เขาแอบสนใจเสียที่ไหน กลับไปเป็นดาราละครชื่อดัง ยังไงก็ผิด โข่งเชื่ออย่างนั้น ส่วนจะผิดข้อหาอะไรเขาไม่รู้ เพราะไม่ได้เรียนกฎหมายมา เขารู้แต่ว่าขืนโทรเรียกตำรวจตอนนี้มีหวังได้เข้าตะรางแน่ As for the puzzle of her presence in Khong’s bedroom, which was on the third floor of the shop-house, nobody would care about how it had come about, because Khong himself still couldn’t explain it. The truth was that he remem- bered falling asleep alone, dreaming – not an ordinary dream, but a dream whose content was like a CD showing a Japanese star who liked to sing ‘Ee, ee, ee’ – and waking up to find this very star lying inert by his side. The headache-inducing problem was that, one, he didn’t know how she had ended up here, and two, regarding that wet dream, Khong thought it shouldn’t be a problem if he had dreamt and wetted himself, but having dreamt and making someone else wet was a problem. And the same applied to that someone else. She was no King- kaeo, the factory worker he was covertly interested in: it turned out she was a famous star. It was all wrong was what Khong thought. As to what offense he was guilty of, he didn’t know because he hadn’t studied Law. He only knew that if he called the police now, he’d end up in jail for sure.
เหตุเพราะหน้าตาโข่งเหมือนฆาตกรข่มขืน หนำซ้ำคราบอสุจิที่กองกรังเป็นคราบขาวเปรอะอยู่บนกางเกงในตัวน้อยของสาวเจ้านั้น ก็น่าจะเป็นหลักฐานยืนยันความผิดของโข่งได้อย่างเหนียวแน่นที่สุด คนรู้น้อยอย่างโข่งหรือจะมีปัญญาบอกเล่าให้ใครต่อใครเข้าใจได้ว่าเขานั้นคือผู้บริสุทธิ์ แม้ว่าในกรณีนี้อาจไม่ถึงขั้นผุดผ่องเสียทีเดียว แต่อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้เป็นคนไปลักพาตัวหล่อนมา และหากจะว่าไปแล้ว หล่อนต่างหากเป็นผู้บุกรุกเข้ามาในห้องของเขายามวิกาล โข่งรู้ดีว่า ยิ่งเรื่องท้ายนี้คงยากที่จะฟังขึ้น และมูลนิธิปวีณาสำหรับชายชาตรีที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศโดยดาราสาวยอมนิยมก็ไม่มีเสียด้วย Because he had the face of a rapist-murderer. Furthermore, the sperm stains that caked a messy white on the woman’s teeny pants would be the stickiest evidence of Khong’s guilt. How could someone of little knowledge like him make anyone believe that he was innocent? Even though in this case he wasn’t altogether snow white, at least he wasn’t the one who had dragged her in here, and, say what you will, she was the one who had intruded in his room in the dead of night. Khong knew very well that this last part would be even harder to listen to and that there was no Paveena Foundation for real men sexually assaulted by famous female stars.* ======

=

=

* Comical allusion to the charitable Paveena Foundation for Children and Women, run by female politician Paveena Hongsakul.

สะกิดเรียกก็แล้ว เขย่าตัวรุนแรงก็แล้ว จับพลิกจับตะแคงอย่างไรสาวเจ้าก็ไม่ขยับ โข่งทั้งตกใจ ว้าวุ่นใจ และทุกข์ใจ No matter how much he nudged and called her, shook her strongly, grabbed and turned her this way and that, the young woman didn’t react. Khong was at once shocked, alarmed and miserable.
จนสุดท้ายต้องยอมถอดใจนั่งเหม่อลอยเหมือนคนบ้า ดูร่างขาวโพลนที่นอนแน่นิ่งค่อยๆ เรืองขึ้นช้าๆ ด้วยแสงสีอมแดงแห่งเช้าทาบทาลงมาจากช่องหน้าต่างที่เปิดรับลมเอาไว้ Until finally he had to sit up, dis- heartened, raving like a lunatic, looking at the stark white body that lay inert slowly turning pinkish in the red-tinged light of dawn coming through the window left open to catch the breeze.
แต่เปล่า ที่นี่ไม่มีลม ห้องโล่งบนชั้นสามแห่งนี้มีแต่ฟูกนอน มุ้งกันยุง และโทรทัศน์ ส่วนที่แปะกระจัดกระจายอยู่บนข้างฝาคือรูปดาราสาวๆ ที่ใช้ความสะสวยของพวกหล่อนขายสินค้าชนิดต่างๆ ถึงจะเป็นเพียงห้องโล่งๆ ที่ร้อนอบอ้าว แต่สำหรับโข่งแล้ว ความรู้สึกของมันคือบ้าน บ้านชั้นดีประเภทโฮมออฟฟิศที่ไม่ต้องสัญจรไกลจากที่ทำงาน เมื่อวันอันยาวเหยียดจบสิ้นลง โข่งจะปีนบันไดขึ้นมาล้มตัวนอนด้วยความอุ่นใจในห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าแห่งนี้ ที่นี่ ชีวิตเป็นของเขา มีเสียงรถยนต์ที่วิ่งกันอยู่ขวักไขว่เป็นเครื่องขับกล่อม ชั้นล่างติดถนน บนห้องนอนของเขาก็ยังติดสะพานข้ามแยกอีก แต่เสียงและควันเสียจากรถยนต์ไม่เคยสร้างความรำคาญใจให้แก่โข่ง ตรงข้าม มันเป็นสันทนาการชั้นดี เมื่อโทรทัศน์ไม่มีอะไรให้ดู But no, there was no breeze in here. This empty room on the third floor only had a mattress, a mosquito net and a TV set. Spread out on the walls were pictures of starlets who used their sassy looks to sell all sorts of products. For all its being merely an empty and muggy room, to Khong it felt like home, a first-class home of the home-office kind where you didn’t have to travel far from your workplace. When the endless day was over, Khong would go up the stairs and lie down at ease in this rectangular room. Here, life was his. There was the noise of cars cruising past ceaselessly in lieu of lullaby. The ground floor gave onto the road and his bedroom was level with the intersection overpass. But noise and exhaust fumes never bothered Khong. On the contrary: they were top recreation when the telly had nothing worth watching.
ฟ้าที่สางขึ้นเรื่อยๆ เปลี่ยนสีไปไม่แพ้ใจโข่ง ประเดี๋ยวชวนมอบตัว ประเดี๋ยวชวนอำพรางศพ ประเดี๋ยวชวนเก็บเสื้อผ้าหนีไปเฉยๆ แต่สำหรับข้อท้ายนี้ คนจนอย่างโข่งหรือก็ไร้ทุนรอน ไม่มีเงินพอสำหรับค่าโดยสารกลับต่างจังหวัด แต่แม้หากเขามีเงินพอค่ารถประจำทาง โข่งก็เชื่อว่าสิ่งที่เขาน่าจะทำคือนำเงินจำนวนนั้นไปซื้อมีดอีโต้สักเล่มเพื่อนำมาใช้หั่นร่างของหล่อนออกเป็นชิ้นๆ จะดีกว่า เพราะอย่างน้อยการอำพรางศพยังพอทำให้เขาเห็นทางรอดบ้าง ไม่ทิ้งศพไว้ให้ตำรวจต้องออกตามตัวเขาในที่สุด เห็นดีตามนั้น โข่งหันสมองเข้าหาวิธีเดียวที่ดูเหมือนจะมีทางรอดรออยู่ … รูส้วมซึมที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางไม่น่าจะเกิน 4 นิ้ว นั่งยองๆ พิเคราะห์ส้วมสีชมพูอยู่พักใหญ่ แต่นึกไม่ออกว่าขั้นตอนมันเป็นอย่างไร โข่งเสียดายที่ไม่เคยได้ตั้งใจอ่านข่าวหั่นศพต่างๆ ให้ละเอียด จึงไม่รู้ว่าฆาตกรเหล่านั้นมีวิธีการทำงานอย่างไรกับรูเล็กๆ เพียงแค่นี้ เขามิต้องสับดาราสาวคนนี้ให้เละเป็นหมูบะฉ่อก่อนหรือจึงจะเทหล่อนลงไปได้ทั้งหมด The colours of the gradually dawning sky changed and so did Khong’s mind, prompting him now to give himself up, now to conceal the corpse, now to gather his clothes and get the hell out of here, but for the latter option, a poor man like him had no ready funds, not enough money for the fare to return upcountry, and even if he had enough for the coach, Khong believed he’d be better off taking that money and buying a bush knife to cut the woman’s body to pieces, because at least this still left him with some hope to be safe, rather than leaving the corpse behind for the police to eventually go after him. Satisfied on this account, Khong turned his mind to searching for the one way that seemed to offer salvation. The hole in the privy shouldn’t be more than four inches in diameter. He crouched and examined the pink privy for a long time but couldn’t figure out how to go about it. He regretted never having endeavoured to read in detail the news about dismembered corpses, so he didn’t know what methods those murderers would use to deal with such a little hole. Wouldn’t he have to cut her up to minced pork soup size bits before he could dispose of her entirely? Here, an editorial correction to make ‘change’ rather than ‘change colour’ (เปลี่ยนสี) the focus: a mind doesn’t change colour.
ความคิดของการอำพรางศพดำเนินต่อไป หากคราวนี้เปลี่ยนไปสู่คำถามที่ว่า ถ้าเขาจะเอาศพไปทิ้ง ที่นั่นน่าจะเป็นที่ไหน และเขาควรจะนำศพไปทิ้งได้อย่างไร คนไม่มีญาติ ไม่มีรถ ไม่มีเงิน เพื่อนๆ ที่พอรู้จักกันก็ยากจนข้นแค้น มีสภาพไม่ต่างไปจากเขานัก เอาละ การเรียกแท็กซี่ให้ไปส่งในที่เปลี่ยวนั้น หากเอาโทรทัศน์ไปจำนำแล้วก็น่าจะมีเงินพอสำหรับค่ารถ แต่เขาจะต้องหาลังใบใหญ่ขนาดไหนมาใส่ดาราสาว โดยข้อแม้มีอยู่ว่าต้องบรรจุเข้าไปในท้ายรถแท็กซี่ได้ และเขาต้องอุ้มไปไหนมาไหนได้ตามลำพัง ซึ่งแค่นี้ก็เป็นเรื่องยุ่งยากพอแรงแล้ว ยังไม่ต้องคำนึงถึงการจ้างวานแท็กซี่ให้ไปส่งในที่เปลี่ยวพร้อมกล่องใบใหญ่ โดยไม่ส่อพิรุธ The thought of concealing the body persisted but this time changed to meet the questions of where he could dump it and how he would do that. Someone without relatives, without a car, without money and with casual friends just as hard up as he was … All right, calling a taxi to be driven to a deserted place: if he pawned the TV set he should have enough for the fare. But how big a trunk should he look for to put the young actress in, with the proviso that it must fit into the boot of the taxi? And how was he to carry it all by himself? Just that was hard enough, without having to think yet about hiring a taxi to please send him to a deserted spot with a huge trunk without inviting suspicion.
จากประสบการณ์ที่ดูข่าวอยู่ทุกค่ำคืน ทำให้โข่งเชื่อว่าในที่สุดศพดาราจะถูกค้นพบ ถ้าไม่ใช่โดยคนเก็บผัก, คนดักปลา ก็น่าจะเป็นเด็กเล่นซ่อนหา … ภาพของคนขับแท็กซี่ยืนหันหน้าเข้าหากล้องแต่ชี้นิ้วมายังเขา ผู้นั่งก้มหน้าอยู่ใกล้ๆ … บนโต๊ะข้างหน้าคือภาพกางเกงในสีดำของดาราสาวซึ่งถูกนำมาตัดออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย บรรจงเรียงขึ้นเป็นตัวอักษรว่า ข้าตะกอนขมขื่น ประมวลภาพปรากฏขึ้นอย่างชัดแจ้งในหัว (และดังนั้นจึงสะกดตามความเข้าใจ) ของโข่ง From his experience watching the news every night, Khong believed that in the end the body of the star would be found, if not by someone collecting vegetables or trapping fish, then by children playing hide-and-seek … Picture of the taxi driver standing face turned towards the camera but pointing at him, who sits nearby with his head hung* … On the table in the foreground is a picture of the young actress’s black pants which have been cut into bits aligned to form the words ‘repist murdrer’. Those pictures appeared clearly in Khong’s head (hence the spelling as he knew it). =====* All too familiar scene of (alleged) criminals on Thai TV news broadcasts.
ยิ่งคิดยิ่งตัน โข่งไม่เข้าใจว่ากับข่าวฆาตกรรมที่เกิดขึ้นรายวันนั้น มันน่าจะเป็นอะไรที่มีทางออกได้ง่ายดายกว่านี้ เพราะหากเป็นเรื่องยาก การฆ่าแกงกันคงไม่เกิดขึ้นรายวันอย่างที่เป็นอยู่ หรือว่าฆาตกรต้องเป็นคนฉลาดแยบยล ชำนาญในการคิดซับซ้อน มีสมองก้อนโตกว่าลูกจ้างร้านแอร์อย่างเขา ความที่เป็นคนไม่เคยทำชั่วทำเลวมาก่อน โข่งจึงไม่เคยพาสมองที่มีอยู่เพียงน้อยนิดแผ้วพานมาลองฝึกปรือในย่านนี้เลย The more he thought, the more he was stumped. Khong didn’t understand: with news of murders happening daily, there should be a way out easier than this, because if it was something difficult, murders wouldn’t happen as often as they did, or else the murderers must be cunning, expert in convoluted thinking, with bigger brains than an air-con shop hired hand like him. Having never done anything evil before, Khong hadn’t taken the little feeble brain that he had to exercise in such pastures.
สมองของโข่งไล่เรียงไปในช่องทางเล็ดลอดต่างๆ ที่ผุดพรายขึ้น แต่แล้วเมื่อได้ไตร่ตรองลงไปในรายละเอียด แต่ละช่องแต่ละรูก็ปิดสนิทลงด้วยคำว่า ทุนทรัพย์และปัญญา ที่สุด โข่งไม่เห็นหนทางไหนดีไปกว่าการนั่งนิ่งๆ อยู่ตรงนี้ รอให้ตำรวจมาลากตัวไปเข้าตะราง เขาทายว่าดารามีชื่อเสียงระดับนี้ เดี๋ยวก็ต้องมีคนออกตามหา และคงมีวิธีสืบเสาะจนมาลงเอยที่ห้องของเขาในที่สุด เขาไม่มีกะจิตกะใจจะลุกขึ้นปฏิบัติภารกิจประจำ อันว่าด้วยการทำความสะอาดปัดกวาดชั้นล่างจนเรียบร้อย ขึ้นมาอาบน้ำ ใส่เจล บรรจงทำผมให้ดูเหมือนนักร้องเกาหลี แล้วลงไปเปิดหน้าร้าน เขาได้แต่นั่งจ๋อง ผมเผ้าชี้โด่เด่รุงรัง – ก็ยังเหมือนนักร้องเกาหลีอยู่ดี แต่จากอีกวงหนึ่ง – กอดเข่าดูร่างของดาราสาวตาปริบๆ ด้วยรู้ว่า อย่างไรเสียวันนี้ชีวิตลูกจ้างของเขาก็คงต้องสิ้นสุดลง แต่ไอ้การจะให้โทรไปแจ้งตำรวจนั้น โข่งก็รู้สึกว่ามันจะเร่งรัดให้คุกเดินเข้ามาหาตนเร็วเกินไป สู้นั่งนิ่งๆ อยู่ตรงนี้จะดีกว่า ไม่หนี ไม่โทรแจ้ง ลองวัดดวงดูสักหน เผื่อผู้คนจะไม่รู้ว่าหล่อนหายไป เหมือนกับที่เขาไม่รู้ว่าหล่อนมานอนอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร Khong’s brain followed the various byways that popped up, but then once he had mulled them over in detail, each gap, each hole was shut tight with the words ‘capital’ and ‘savvy’. In the end, Khong saw no better way than sitting still right there, waiting for the police to come and drag him into jail. He guessed that, this star being so sought after, before long somebody would start looking for her and would be able to trace her to his room eventually. He didn’t even feel like getting up to do his morning chores which consisted in going downstairs to sweep and tidy up, then back up here to shower, put on some gel and comb his hair to look like a South Korean singer, and then going down to open the shop front door. He merely sat meekly, his dishevelled hair sticking up – just like a South Korean singer, but from another band –, arms clasped around his folded legs, looking with blinking eyes at the body of the young actress in the knowledge that in any case today his life as an employee had to end, but calling the cops he felt would bring jail to him only faster. Sitting still right here was better. No fleeing. No phoning to report. Let’s measure our stars this once, in case people didn’t know she disappeared as he didn’t know how she had come to lie here. ปัญญา: intelligence, wisdom, knowledge, insight – here, the emphasis is on ‘know-how’; hence, ‘savvy’.
โข่งนั่งพิจารณาใบหน้าอันงดงามที่หลับตาพริ้มหันมาทางเขา ผู้นั่งกอดเข่าหันหลังให้หน้าต่าง แสงเช้าโรยเข้มเข้ามาภายในแล้ว ดวงหน้าของหล่อนสดใสผุดผ่อง ดูเหมือนคนที่กำลังนอนหลับฝันดีอยู่ โข่งค่อยๆ คลานเข้าใกล้ๆ ก้มหน้าลงไปซบที่เนินอกแล้วเงี่ยหูรอฟังเสียงหัวใจ Khong sat considering the beautiful face with its eyes shut tight turned towards him who squatted with his back to the window. In the already strong morning light her face looked radiant as if she slept enjoying a dream. Khong slowly crawled closer, lowered his face to her breast and then pricked up his ear to listen to her heart.
ตึก ตัก ตึก ตัก Lub-dub, lub-dub, lub-dub…
เขาไม่ได้ยินเสียงหัวใจของหล่อน ได้ยินแต่เสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นถี่เร็ว ยิ่งเงี่ยหูก็ยิ่งได้ยินเสียง ตึก ตัก ตึก ตัก ด้วยความตื่นเต้นที่ได้เอาหน้าไปวางอยู่บนเนินอกของดารา ขนาดตายแล้วกลิ่นของหล่อนยังหอมยวนใจถึงเพียงนี้ โข่งหลับตา ตั้งใจซึมซับเอาความรู้สึกอันอบอุ่นนี้ไว้ ความรู้สึกดีๆ เช่นนี้ โข่งเคยได้รับจากอกแม่ แต่ความรู้สึกนั้นก็นานแสนนานจนแทบจะลืมไปแล้ว แต่จำได้ว่าแม่ไม่หอมหวนเหมือนหล่อนผู้นี้ He didn’t hear her heartbeats – only his own, beating fast. The more he listened, the louder the lub-dub resound- ed out of the excitement of having his face on her breast. Dead though she was, her perfume still disturbed him this much. Khong closed his eyes, intent on absorbing that warm feeling. A good feeling like this he once had received from his mother’s bosom, but that was such a long time ago he had almost forgotten, yet still remembered his mother didn’t have the enticing fragrance of this woman.
ซบหน้านิ่งอยู่บนร่างบางที่ชุดราตรีสีดำถูกถลกขึ้นมาลอยอยู่บนหน้าท้อง โข่งค่อยๆ ลืมตาขึ้น ใบหน้าของเขาที่หันไปทางปลายเท้าของหล่อนมองเลยผ่านไปเห็นรูปของหล่อนที่เขานำมาแปะไว้บนข้างฝา หล่อนยังส่งยิ้มนั้นมาให้เขา โข่งไม่อยากเชื่อว่าผู้หญิงที่เขากำลังแนบหน้าซบอกอยู่นี้คือคนคนเดียวกันกับดาราสาวสวยบนข้างฝาที่ถ่ายโฆษณายาสีฟัน ครีมทาหน้า และผ้าอนามัย สำหรับคนอย่างโข่ง อย่าว่าแต่ผู้หญิงในภาพโฆษณาเลย แค่กิ่งแก้ว สาวโรงงานในซอยใกล้ๆ เขายังได้แต่เพียงแอบมองแล้วเก็บหล่อนไปฝันเท่านั้น สัมผัสนี้ กลิ่นนี้ รูปนี้ เป็นอะไรที่คนอย่างเขาไม่มีวาสนาพอที่จะได้เชยชม โข่งเชื่ออย่างนั้น His face still sunk into the lithe body whose black nightdress had been crum- pled up to the waist, Khong slowly opened his eyes. His face, which was turned towards her feet, looked beyond them and saw the pictures of her which he had pinned to a wall. She was still smiling at him from there. Khong didn’t want to believe that the woman against whose chest his face rested was the same as the beautiful young starlet on the wall advertising toothpaste, face cream and sanitary pads. For someone like him, forget about those women in ad posters: even Kingkaeo, the factory girl in a nearby street, he had merely watched from afar and then kept her to dream about. This contact, this smell, those pictures were something someone like him wasn’t blessed enough to ever enjoy, or so Khong believed.
นอนตะแคงหน้าปลื้มใจอยู่ได้ไม่นาน สายตาของเขาก็ย่นระยะใกล้เข้า ภาพเงาบนข้างฝาเลือนราง ปลายเท้าของดาราสาวชัดขึ้น เขาเพิ่งสังเกตเห็นว่ารองเท้าของหล่อนนั้นเหลือติดเท้าอยู่เพียงข้างเดียว มันเป็นรองเท้าประเภทหุ้มส้นสีดำ ปลายแหลม พร้อมสายรัดข้อเท้าที่วับวาวคล้ายเพชร โข่งปรับระยะมองให้สั้นเข้ามาอีก ทิ้งเบื้องต่ำให้เป็นภาพเลือนรางในฉากหลัง ลอยเด่นชัดขึ้นมาคือหน้าท้องแบนราบ ขาวโพลน ไรขนอ่อนวิ่งเป็นเส้นชักพาสายตาของเขาช้อนสูงขึ้นสู่เนินนูนใต้กางเกงในลูกไม้สีดำ As he lay on his side by the ravishing face, his eyesight soon focused closer. The pictures on the wall blurred. The feet of the actress grew starker. He then noticed that one of them still wore a shoe. It was a shoe of a type with a black stiletto heel and straps that glittered like jewels. Khong adjusted his vision closer still, letting the farther points blur into the background. What came into clear focus was the curved flat tummy, stark white. Fine down ran in a line that took his eyes up a slope to the bulge below the black lace pants. Here, I refrained from the temptation to rewrite the sentence to make it crisper (…still wore a shoe – a shoe with a black stiletto heel…): the writer could have written it that way too, but didn’t.
ใจของโข่งเต้นแรง ผิวเนียนขาวโพลนตัดกับมือสากกร้าน ยิ่งย้ำให้เห็นถึงความหยาบกระดำกระด่างของมือตัวเอง มันลอยละเลียดอยู่เหนือเนินเนื้อและนิ่งอยู่ตรงนั้น ราวไม่แน่ใจว่าหากทิ้งน้ำหนักลงไปแล้วมันจะทำให้ความกระดำกระด่างแปดเปื้อนลงไปบนเนินหนันอันขาวหมดจดหรือไม่ แต่โข่งก็อยากสัมผัสมัน ขอบเขตสำคัญที่เขาเชื่ออย่างสนิทใจว่าได้มาพรากเอาพรหมจรรย์ของเขาไป ห้ามมือไม่ให้สั่น โข่งค่อยๆ วางมือลงบนมันเบาๆ และนิ่งอยู่ตรงนั้นจนนานกว่าที่ปลายนิ้วจะงอลงไปพบว่า กางเกงในของหล่อนที่ขยับร่นไปทางหนึ่งนั้นได้เปิดเผยกลีบเนื้อไว้รอสัมผัสของเขาโดยไม่กีดขวางบดบัง Khong’s heart beat hard. The soft stark-white skin beside his coarse hand made it obvious how coarse his hand was, which now hovered tentatively over the fleshy mound and froze there as if uncertain of whether, if its weight was made to bear on it, its coarseness would defile that immaculate white mound or not. But Khong wanted to feel it – an important boundary which he staunchly believed was there to take away his virginity. Forbidding his hand to shake, Khong slowly let it down to rest lightly on the mound and stayed still right there so long that the tips of the fingers curved in and found that her pants which had been pushed to one side revealed a fleshy petal waiting to be touched by him without obstruction. Unusually, here I have linked two sentences together (‘which now’ instead of ‘it’) to provide a full picture of the action and the thoughts that go with it.
…หัวใจของโข่มเต้นโครมๆ แทบจะหยุดเต้นลงเสียให้ได้ โข่งคิดว่าไหนๆ เขาคงจะต้องรับกรรมแห่งการมาถึงของหล่อนแล้ว ไหนๆ เขาก็จะต้องถูกตราหน้าว่าเป็นฆาตกรข่มขืน อย่ากระนั้นเลย เขาจะขอลิ้มลองหล่อนผู้นี้ดูอีกสักครั้งให้หายสงสัย Khong’s heart beat deafeningly – almost stopped beating actually. He thought that no matter what he must bear the consequences of her presence; no matter what he’d be branded a rapist-murderer. Be that as it may, he’d tentatively taste of that woman to clear his doubts. รับกรรม: literally, ‘receive the (bad) karma’ or ‘suffer the karma’.
…ปล่อยน้ำหนักลงสู่ปลายนิ้ว แล้วค่อยๆ สั่งให้มันซอกแทรกผ่านกลีบเนื้อ จมเข้าสู่ภายในอันอุ่นชื้น เหนอะหนืด และโอบรัด He let weight descend to the tip of the fingers then ordered them to slowly insi- nuate themselves past the fleshy petal and sink inside a place warm, wet, sticky and tight.
แต่ยังไม่ทันที่โข่งจะได้ชื่นใจกับของขวัญชิ้นใหม่ที่สวรรค์ประทานให้ นรกก็ส่งซ้อเจ้าของร้านขึ้นมาประชัน เสียงเคาะประตูห้องลั่นโครมๆ สนั่นขึ้น ตามมาด้วยเสียงด่าโขมง สั่งให้เขารีบลงมาทำความสะอาดหน้าร้านและเปิดประตูเพื่อรับลูกค้า But before Khong could enjoy the present that heaven had bestowed on him, hell sent Sor, the shop owner, up to compete. Sharp banging on the door resounded, followed by loud curses ordering him to hurry down to tidy up the front of the shop and open its door to customers.
=
=
คิดดูเอาเถอะ เพียงหลับแล้วตื่น… Think about it: just dreaming and then waking up…
จากชีวิตลูกจ้างธรรมดาๆ คนหนึ่ง ก้าวข้ามสู่ฆาตกรข่มขืนโหด กับเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง โข่งคิดหาทางหนีทีไล่เป็นฉากๆ เดี๋ยวจะหนี เดี๋ยวจะหั่นศพ เดี๋ยวจะหมกศพ เดี๋ยวพยายามจะชำเราศพ แต่ก็แปลกไม่แพ้กันที่เช้านี้เขาก็กลับมายืนอยู่ตรงที่เก่าอีกครั้ง และเมื่อสายแล้วก็ยังไม่มีวี่แววของตำรวจจะมาลากคอเขาเข้าตะราง มีแต่เสียงซ้อคอยสั่งให้เขาสืบสานวัตรปฏิบัติเดิมๆ ของลูกจ้างชั้นท้ายแถว รวมๆ แล้ว ชีวิตของโข่งก็ยังเป็นไปตามปกติอย่างเหลือเชื่อ เว้นแต่เพียงทรงผมที่ไม่ได้ใส่เจล และศพดาราสาวที่นอนรอตำรวจอยู่ใต้ผ้าห่มบนห้องชั้นสาม ซึ่งข้อท้ายนี่เองทำให้ใจของโข่งตุ๊มๆ ต่อมๆ ไม่เป็นอันทำมาหากิน สมองหมุนติ้วๆ เพื่อคิดหาวิธีว่าเขาจะจัดการอย่างไรดีกับศพของหล่อน ยิ่งสายยิ่งไร้วี่แววของตำรวจ โข่งก็ยิ่งมีความหวัง เขาต้องทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้ถูกจับ ซึ่งนั่นก็หมายความว่าเขาต้องหาวิถีทางกำจัดศพไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง  และการจะทำเช่นนั้นได้ก็ต้องรอให้ถึงค่ำเมื่อทุกคนกลับบ้านไปจนหมดเสียก่อน ส่วนการจะอำพรางศพด้วยวิธีใดนั้น โข่งจะต้องคิดหาหนทางอีกที From the life of an ordinary employee into that of a cruel rapist-murderer in just a few hours. Khong thought randomly of ways of escape. Now he’d flee, now he’d cut up the corpse, now he’d bury it, now he’d try to rape it. But it was odd all the same that this morning he found himself standing at the same place once more and there was still no sign the police would come and collar him to drag him into clink. There was only Sor’s voice ordering him to carry out the practice of a lowly hand. All in all, incredibly, Khong’s life was going on as usual, except only that his hairdo went without gel and that the corpse of a young actress was awaiting the police under a blanket in the third-floor room, this latter matter making his heart flutter, and none of it set on work. His brain spun wildly in search of a way to dispose of her body. As the morning stretched on without any sign of the police, Khong’s hopes grew. He had to do everything not to be caught, which meant biding his time until dark when everybody had gone back home. As for how to make that body disappear, he still had to think about it. Here, slight rewrite to avoid an awkward repetition (คิดหาวิธีว่าเขาจะจัดการอย่างไรดีกับศพ … หาวิถีทางกำจัดศพไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง … อำพรางศพด้วยวิธีใด).
โข่งปล่อยสายตาออกเตร็ดเตร่ไปอย่างสิ้นหวังและไร้จุดหมาย ล่องลอยข้ามถนน ผ่านรถ ผ่านคน ผ่านตู้ไปรษณีย์ จักรยาน และต่อมิอะไรวัตถุ จนแสงสะท้อนเปรื่องสาดวาบเข้าตา ดึงความสนใจของเขาไปยังร้านข้าวมันไก่ฝั่งตรงข้าม Khong let his eyes stray without hope or purpose … across the road, past cars, past people, past the postbox, past bicycles and all sorts of things, until a flash of reflected sunlight struck his eyes, drawing his attention to the chicken-rice shop on the other side.
มีดอีโต้เล่มเขื่องกำลังหมุนฉวัดเฉวียนอยู่ในมือชายวัยกลางคน … เงื้อขึ้นแล้วสับฉับๆ ลงบนเขียงอย่างชำนิชำนาญ ดูเหมือนมันจะเป็นมีดอีโต้แบบปลายแหลมสอบขนาดเหมาะมือทีเดียว โข่งปล่อยใจคิดว่าหากได้มันมาถืออยู่ในมือ เขาจะกล้าสับฉับลงมาบนรูปและร่างอันงดงามอรชรนั้นหรือไม่ เขาจะเลือกลงมือตรงส่วนไหนก่อน … เลือด … จะไหลนองออกมามากมายเพียงไร แล้วเขาจะใช้อะไรมาชะล้างเพื่อกำจัดรอยเลือด A bush knife with a biggish blade was wheeling in the air in the hand of a middle-aged man … deftly rising and then chopping briskly on the block. It seemed to be a very handy bush knife with a tapering blade. Khong mused on whether, if he held it in his hand, he’d dare use it to cut up that shapely body or not, which part he’d choose to begin with … and the blood … how much would flow out, and then what he’d use to wipe out the bloodstains. ===ขนาดเหมาะมือ: of a size that fits the hand.
ทางออกอันชัดเจนยังไม่มี แต่ทางรอดนั้นเหมือนจะพอแย้มหน้ามาให้เห็นอยู่ไรๆ อย่างน้อยหากเขาหั่นหล่อนได้ นั่นก็หมายความว่าเขาจะสามารถแบ่งการขนย้ายหล่อนไปในกล่องที่มีขนาดเล็กกว่า และน่าจะทำให้ลดพิรุธลงได้ โข่งโล่งใจขึ้นอีกนิด เฝ้านั่งรอให้เย็นย่ำมาถึง จับสายตาแน่นอยู่กับมีดอีโต้ในมือพ่อค้าข้าวมันไก่ฝั่งตรงข้าม ปล่อยให้แผนในหัวค่อยๆ ตกผลึกทีละน้อย ทีละน้อย จนกระทั่งสมองของเขาหาทางออกได้เสร็จสรรพ ตัดใจเลือกได้แม้กระทั่งส่วนไหนของหญิงสาวที่เขาจะเริ่มลงมีดก่อน A clear way out there was not, but a way to safety seemed to present itself vaguely at least if he could cut her up, which meant he’d be able to divide her and transport her in a box of a smaller size, which would attract less attention. Feeling a little relieved, Khong sat waiting for the evening to come, his eyes fixed on the bush knife in the hand of the man selling chicken-rice across the road, letting a plan form itself in his head a little at a time until his brain would have found a comprehensive way out, having settled on even which part of the young woman he’d begin with.
ตำรวจที่โข่งระแวงอยู่ตั้งแต่เช้าไม่ยอมปรากฏตัวขึ้นจนกระทั่งบ่าย ถึงมันอาจจะยังไม่เกี่ยวกับโข่งโดยตรง แต่การโผล่มาของเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบที่เดินมายืนก้มๆ เงยๆ อยู่ที่บริเวณหน้าร้านนั้นเกือบทำให้โข่งต้องวิ่งแจ้นออกไปมอบตัวอยู่เต็มที เพราะโดยปกติแล้วตำรวจจะไม่เดินเลยสี่แยกมาไกลถึงบริเวณนี้ พวกเขาจะนั่งอยู่ในป้อมติดแอร์ใต้สะพานข้ามแยก คอยบริหารสัญญาณไฟจากที่นั่น แต่นี่เขาเดินจากป้อมมาจนไกล เฉียดผ่านหน้าร้านที่มีโข่งนั่งใจหายใจคว่ำอยู่บนเก้าอี้หัวโล้น ยืนเล็งหาอะไรอยู่สักอย่างที่น่าจะตกลงมาจากสะพานที่พาดขนานคร่อมถนนอยู่ชั้นบน The police which Khong worried about all morning still refused to appear until well past noon. All right. Even though it didn’t yet antagonise him directly, the appearance of an officer in uniform who came and stood snooping in the vicinity of the shop almost had Khong run out to give himself up right away, because usu- ally no cop walked past the intersection to this side, they’d sit in the air-condition- ed booth under the overpass, attending to the traffic lights from there. But here he had walked quite a distance from the booth, skirting the shop where Khong sat on a stool with his heart in his mouth, and he stood as if looking for something that might have fallen from the overpass which straddled the road overhead. ======

=

=

เก้าอี้หัวโล้น: a chair with a bald head or a skinhead chair – what a lovely definition of a stool!

ตำรวจหนุ่มเงยมองขึ้นไปบนสะพาน ทำทีเหมือนกะระยะ แล้วก้มลงเดินวนไปวนมาอยู่แถวๆ หน้าร้านนั่นเอง เขาหันมาทางโข่ง 2 ครั้ง แต่ยัง เขายังไม่ถามไถ่อะไรก่อน ใจของโข่งตะโกนบอกตัวเองให้ลุกขึ้น นั่งลง ให้หนี ให้นั่งอยู่เฉยๆ ส่งสารออกมาอย่างสับสนด้วยเพราะคำว่าพิรุธเพียงคำเดียว แต่ท้ายที่สุดก็ทำอะไรไม่ถูก นั่งแข็งทื่อเฝ้าหน้าร้านอยู่นั่นเอง เหงื่อกาฬแตกท่วม ตัวเย็นสนิท The young police officer looked up at the overpass as if to figure out its height, then lowered his head and walked back and forth in front of the shop. He turned to look at Khong twice but not yet – he didn’t ask anything yet. Khong’s mind shouted at him to get up, sit down, flee, sit still, sending out confused messages because of the word ‘suspicion’ only, but in the end he couldn’t do anything right and sat stiff guarding the front of the shop, sweating profusely, feeling dreadfully cold.
“ตำรวจเขามาทำอะไรวะ ไอ้โข่ง” ‘Khong, what’s that cop doing here?’
เสียงซ้อดังขึ้นข้างๆ โข่งไม่รู้ว่าหล่อนมายืนเท้าสะเอวสังเกตการณ์อยู่นานเพียงไรแล้ว แทนที่จะตอบ โข่งแอบกอดอก หวังใช้ท่อนแขนอุดเสียงหัวใจที่กำลังเต้นตูมตาม เขากลัวซ้อได้ยิน Sor’s voice burst out next to him. Since when she had come and stood fists on hips observing the situation Khong had no idea. Instead of answering, he surreptitiously folded his arms over his chest, hoping to deaden the din of his heart, afraid Sor would hear it.
เมื่อไม่ได้ความจากลูกน้อง ซ้อจึงตะโกนถามคุณตำรวจ Getting no answer from her employee, Sor asked the police officer in a loud voice.
“เมื่อคืนเกิดอุบัติเหตุรถเสียหลักบนสะพาน เนี่ย…บนร้านเจ๊นี่เลย คงซิ่งมานั่นแหละ เห็นรอยยางแถมาตั้งแต่โค้งแรกนู่น พอเข้าโค้งสองก็เสียหลัก เห็นว่าดื่มมาด้วย คงเมามาน่ะ” ‘There was an accident last night. A car toppled over on the overpass. There, right above your shop. Must’ve been racing. You can see tyre tracks from the first bend, and on the second it toppled over. He’d been drinking too, must’ve been drunk.’
“ตายมั้ยคะ” ซ้อโยนคำถามสำคัญ ‘Did he die?’ Sor asked the important question.
“เจ็บสาหัส คงรอดยากน่ะครับ” ตำรวจตอบ ซ้อถอนหายใจ หากดวงตาเจืออยู่ด้วยแววผิดหวัง หล่อนหันมาทางโข่งแล้วถามซ้ำอีกครั้ง “ไอ้โข่ง ห้องนอนเอ็งอยู่ห่างถนนไม่ถึงสองเมตร เอ็งไม่รู้เรื่องบ้างเลยหรือ” ‘He’s seriously wounded and probably won’t make it,’ the officer answered. Sor sighed, a furtive gleam of disappointment in her eyes. She turned to Khong and asked: ‘I say, Khong, your room’s only two metres away from the overpass. Didn’t you hear anything?’ แล้วถามซ้ำอีกครั้ง (asked repeatedly once again) is an irrelevant pleonasm and must not be translated.
“ไม่รู้เรื่องเลยครับซ้อ” โข่งกลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็นเต็มที ‘Not-nothing at all, Sor.’ Khong had great difficulty swallowing his saliva.
คือถ้าอุบัติเหตุเกิดขึ้นในตอนหัวค่ำโข่งก็คงจะรู้เรื่อง และผลมันคงออกมาต่างไปจากนี้ แต่นี่มันมาเกิดเอาตอนใกล้รุ่งซึ่งเขากำลังหลับเพลิน โข่งจึงไม่รู้ว่าเมื่อตอนตีสามครึ่งมีรถยนต์สปอร์ตเปิดประทุนคันหนึ่งวิ่งมาเกิดอุบัติเหตุขึ้นที่โค้งบนทางข้ามแยก ความที่มันเกิดขึ้นในช่วงใกล้เช้าจึงไม่มีใครทันเห็นเหตุการณ์ ไม่มีใครได้ยินเสียง แม้กระทั่งโข่งเอง จะว่าไปแล้วเขานอนหลับอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุไปไม่ถึง 5 เมตร เมื่อเจ้าหน้าที่และรถมูลนิธิมาถึงก็เพียงแต่นำร่างไร้สติของชายผู้ขับส่งโรงพยาบาล และจัดการย้ายซากรถที่กีดขวางทางจราจรออกจากถนน ไม่มีใครล่วงรู้ว่ารถสองที่นั่งคันดังกล่าวนั้นได้ถ่มผู้โดยสารทิ้งหายไปในอากาศคนหนึ่ง ร่างเพรียวบางของดาราสาวถูกดูดลอยออกจากรถด้วยแรงสะบัด แล้วปลิวเข้าช่องหน้าต่างที่เปิดอ้าซ่ารับลมที่ไม่เคยพัดผ่าน ลงไปนอนแน่นิ่งอยู่ข้างๆ โข่งผู้ไม่เคยฝันเปียกมาก่อนเลยทั้งชีวิต The thing is, if the accident had hap- pened early in the evening, Khong would have been aware of it and the result would have been different, but it happened near dawn while he was sleeping pleasurably. Khong thus didn’t know that by three thirty in the morning a sports car with its top down had an accident at a bend of the overpass. As this happened sometime before dawn, no one saw anything, no one heard anything, not even Khong. For all that, he slept not five metres away from where the accident had taken place. When officials and a foundation van arrived, they merely took the inanimate body of a man to hospital and arranged for the smashed-up car in the middle of the overpass to stop blocking the traffic. Nobody knew that the two-seater had sent a passenger into the air. The slender body of the young actress was flung out of the car by the violence of the spin and then flew through the window opened wide to catch the breeze that never made it through to flop down and lay still beside Khong, who had never had a wet dream in his life before.
นั่นคือที่มาของหล่อน แต่แน่นอนว่านอกจากจิ้งจกที่เดินป้วนเปี้ยนอยู่บนเสาไฟฟ้าแล้ว ไม่มีใครล่วงรู้ถึงการมาถึงของดาราสาว ไม่ใช่โข่ง และแน่นอนว่าไม่ใช่หล่อน ไม่ใช่แม้กระทั่งผู้จัดการส่วนตัวผู้ใกล้ชิด ซึ่งโดยปกติแล้วจะทราบในทุกๆ ก้าวย่าง หากสำหรับครั้งนี้ แม้แต่ผู้จัดการเองก็ถูกพรางไว้ด้วยอุบายอีกชั้นหนึ่ง เนื่องจากเหตุผลที่ดาราสาวต้องการเก็บเจ้าของรถสปอร์ตคันนี้เป็นความลับก่อนในช่วงทดลองขี่ จะว่าไปก็คงมีแต่ชายหนุ่มเจ้าสังคมผู้มากมีและงดงามอีกคนเท่านั้น ที่น่าจะรู้ถึงการหายตัวไปของหล่อน แต่แล้วในบ่ายแก่ที่ยังมาไม่ถึงของวันนี้ หัวใจที่เต้นอ่อนๆ ของเขาก็จะมีอันต้องหยุดสงบลง สายใยเส้นสุดท้ายที่จะสาวมาถึงดาราละครนางนี้จึงต้องมาพลันขาดสะบั้น การตามหาตัวหล่อนมีอุปสรรคยิ่งขึ้นไปอีก That’s where she had come from, but of course besides the house lizards that hung around the electricity poles nobody knew about her arrival, neither Khong nor she herself nor even her personal manager and confidant who usually knew of her every step. But this time the manager had been left in the dark on purpose, as the young actress meant to keep the sports car owner a secret during the ride-testing period. All told, there was only a young socialite man of wealth and good looks who should know of her disappearance but then, later this afternoon, his feebly beating heart would give out altogether. The last thread that could lead to the young actress thus snapped broken. Looking for her became all the more difficult.
มันจึงต้องใช้เวลาอีก 3 วันเป็นอย่างน้อย กว่าที่ใครจะสำเหนียกถึงการหายตัวไปของหล่อนผู้นอนปางเปลือยแน่นิ่งอยู่บนฟูกของโข่ง So it would take at least three days be fore anyone took heed of the disappear- ance of the woman who lay virtually naked on Khong’s mattress.
โข่งผู้นั่งทำทีเป็นไม่สนใจบทสนทนาระหว่างซ้อกับตำรวจ ประเมินข้อมูลข่าวสารที่ได้รับฟังข่าวอุบัติเหตุรถยนต์ของหนุ่มสังคมชั้นสูงที่ค่อยๆ คลี่คลายออกไปตามความเข้าใจของตำรวจ ขณะเดียวกันก็ลืมตัวเผลอชะโงกหัวขึ้นไปประมาณ – ทั้งๆ ที่ทางสายตาของเขาถูกปิดกั้นอยู่ด้วยกันสาด – ถึงความห่างระหว่างสะพานกับหน้าต่างห้องนอน ถึงรถที่เสียหลัก หมุนคว้าง กับการสลัดร่างผู้หญิงที่นั่งมาด้วยให้ลอยเข้าไปในหน้าต่างที่เปิดโปร่งของเขา ความเป็นไปได้ และความอยากให้เป็นไปได้ต่างๆ แล่นผ่านสมองของโข่ง Khong, who sat pretending not to be interested in the conversation between Sor and the police officer, was assessing the information he was listening to, the news of the car accident of a high-so young man which was gradually getting clear in the officer’s mind. At the same time he forgot himself and raised his head to assess – even though his view was obstructed by the awning – the distance between the overpass and his bedroom window, the car that got out of control and overturned and the casting off of the body of the female passenger sent flying through his wide-open window. The possibility of it and the wish for all this to be possible went through his mind.
“แล้วนี่คุณตำรวจมาเดินก้มๆ เงยๆ หาอะไรอยู่ล่ะ รถของอีคว่ำข้างบนไม่ใช่หรือ” ซ้อชี้ขึ้นบนสะพานที่คร่อมอยู่เหนือหัว ‘Then what are you snooping around here for? The car crashed up there, didn’t it?’ Sor pointed at the straddling overpass.
“ใช่ครับ รถน่ะคว่ำข้างบน แต่แรงหมุนของมันคงจะเหวี่ยงข้าวของออกมานอกรถน่ะ ผมก็เลยเดินลงมาตรวจดู เห็นทางโรงพักแจ้งมาว่าเขาพบรองเท้าผู้หญิงข้างหนึ่งตกอยู่ในรถ เผื่อจะมีอะไรปลิวลงมาตกแถวนี้อีก” ‘It did, but the violence of the tumble may have thrown things out of the car, so I came out here to check. The station say they found a woman’s shoe in the car. Maybe something else has fallen out around here.’
ซ้อบอกปัดไปว่าหล่อนไม่เห็นอะไรผิดสังเกต, ส่วนโข่งนั้นใจหายวาบ เพราะรู้แน่ว่ารองเท้าข้างนั้นต้องเป็นของดาราสาวที่นอนแน่นิ่งอยู่บนห้องของเขาอย่างแน่นอนที่สุด แต่แล้วเมื่อตำรวจเดินจากไป เขาก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมตำรวจจึงไม่รู้ว่าดาราสาวนั่งรถมาด้วย ทำไมจึงไม่มีใครตามหาหล่อน … หรือไม่มีใครรู้ว่าหล่อนหายตัวไป? Sor told him dismissively she didn’t see anything unusual. As for Khong, his heart lurched, because he knew for sure that that shoe belonged to the young actress who lay dead still in his room, but then when the police officer had walked away, he couldn’t help wondering why the police didn’t know the young actress sat in that car, why no one was looking for her – or was it that nobody knew she had disappeared?
อย่างไรก็ตาม ข่าวใหม่นี้ทำให้โข่งใจชื้นขึ้นบ้าง อย่างน้อยเขาก็ไม่ต้องคิดถึงเรื่องที่จะหั่นหล่อนเป็นชิ้นๆ อีกต่อไป โข่งปล่อยความคิดให้หล่นจากมีดอีโต้ที่ร้านข้าวมันไก่ฝั่งตรงข้าม พร้อมๆ กับในหัวก็เริ่มวางแผนใหม่ และในทันทีที่ทุกคนกลับบ้าน โข่งทำตามความหวังสุดท้ายของเขาทันที Anyway, this new bit of news gave him heart. At least he didn’t have to think about cutting her into pieces any longer. He stopped thinking about that bush knife in the chicken-rice shop on the other side as in his head a new plan was taking shape and as soon as everyone had gone back home he acted according to his last hope.
ความที่โข่งไม่ใช่คนใจร้ายโดยสันดาน เมื่อเห็นทางรอดปลอดภัยสมองของเขาจึงลืมเรื่องที่พยายามจะล่วงละเมิดหล่อนไปจนสนิท ครั้นสบโอกาสเหมาะก็รีบกุลีกุจอจัดการลากร่างอันแน่นิ่งถูลู่ถูกังขึ้นไปบนดาดฟ้า คำนวณทิศทางที่เหมาะสมและวางร่างนั้นลง วางลงให้เหมือนกับหล่อนได้ปลิวลอยขึ้นมาอยู่บนดาดฟ้าชั้นสี่ แทนที่จะเป็นชั้นสามตรงห้องของเขา, จัดท่าจัดทางให้หล่อนเสร็จ โข่งนั่งยองๆ อยู่ใกล้ๆ ใจเตลิดลอยไปเป็นฉากๆ ว่า เขาจะพูดกับตำรวจอย่างไร กับคำถามนั้น คำถามนี้ เขาควรจะตอบแค่ไหน Not being evil by nature, when Khong saw that he was safe, his brain forgot entirely about trying to violate her. As soon as the coast was clear, he set about dragging the inanimate body forcibly to the roof-deck, figured out a plausible trajectory, put the body down and set it as if she had landed on the fourth-floor roof-deck instead of his third-floor room. Once he had set her down properly, Khong sat on his heels near her, his mind drifting at random through what he’d say to the police, how he should answer this question and that question. ==สบโอกาสเหมาะ: literally, ‘spotted a fitting opportunity’.
ทางรอด … โข่งเห็นทางรอดอยู่ไรๆ A way out – Khong saw a way out off in the distance.
เมื่อทุกอย่างดูเข้าที่เข้าทางดี โข่งลุกขึ้นยืน แต่แล้วก็ฉุกนึกขึ้นได้ว่า เขาควรจะต้องจัดการกับกางเกงในและคราบอสุจิที่เห็นกรังอยู่ที่หน้าขาของหล่อน เขาจำเป็นที่ต้องชำระมันออกให้เรียบร้อยเสียก่อน มิฉะนั้นมันจะเป็นหลักฐานสำคัญที่จูงตำรวจมาถึงเขาอย่างแน่นอนที่สุด When everything seemed properly sorted out, he stood up, but then it struck him that he should do something about her pants and the sperm he could see caking the front of her thighs. He had to clear that mess or else it would be important evidence the police would use against him for sure.
ไวเท่าใจคิด โข่งจัดแจงถกกระโปรงของหล่อนขึ้น ยกสองขาเรียวยาวขึ้นพาดบ่า แล้วดึงกางเกงในตัวน้อยพรวดเดียวหลุดติดมือออกมา ตั้งใจจะเอามันไปซักให้หมดคราบก่อนแล้วค่อยหาผ้าชุบน้ำมาเช็ดทำความสะอาดบริเวณหน้าขาของหล่อน แต่แล้วขณะที่เขาปล่อยขาให้ตกลงพื้นอย่างร้อนรนนั่นเอง โข่งรู้สึกเหมือนอะไรบางอย่าง … ขยับ! No sooner thought than done. Khong undertook to set her nightdress in place, raised her long legs and rested them on his shoulders, pulled her pants off in a jiffy, intending to wash them of their stains and then find a wet piece of cloth to clean the front of her thighs, but then as he let the legs fall on the floor in a hurry, he felt as if something … moved a little!
ใจของโข่งหล่นวูบ เมื่อปรายตาขึ้นมองก็พบตาคู่นั้นของหล่อนจ้องเขม็งมายังเขา His heart missed a beat. When he opened his eyes and looked, her eyes were staring at him.
โข่งตกใจสุดขีด กระโดดออกไปนั่งยองๆ ประนมกางเกงในของหล่อนอยู่เหนืออก ตั้งหลักมองอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก Khong, absolutely shocked, jumped away and sat down on his heels, the palms of his hands pressing her pants raised to his chest as he gathered himself together to look from not very far.
ทุกอย่างนิ่งสนิท หล่อนยังนอนเหยียดขานิ่ง ทว่าตาคู่นั้นยังไม่ยอมปลดปล่อยจากเขา เสียงรถที่วิ่งผ่านไปมาเงียบสนิทลงอย่างจู่ๆ โข่งคิดอะไรไม่ออกทั้งสิ้น Everything was dead quiet. She still lay with her legs stretched out motionless, but her eyes refused to let go of him. The noise of the cars going past suddenly stopped altogether. Khong’s mind went blank. คิดอะไรไม่ออกทั้งสิ้น: literally, ‘could think of absolutely nothing’.
ทั้งคู่ต่างนิ่งงันไปอึดใจใหญ่ๆ แต่แล้วเมื่อหายตกใจ โข่งค่อยๆ ย่องเข้าไปดูใกล้ๆ ตั้งใจจะเอากางเกงในไปคืนหล่อน พร้อมคำอธิบายที่ยังไม่มีในหัว They each were motionless for a long while but then, when he recovered from his shock, Khong, still squatting, got closer, intending to return the pants to her along with words of explanation that were not yet in his head.
ดาราสาวกะพริบตาปริบๆ จ้องนิ่งมายังเงาร่างอุบาทว์ผมเผ้ารุงรังที่ค่อยขยับตัวใกล้เข้ามา The young actress blinked repeatedly, stared fixedly at the sinister, dishevelled body that was moving towards her.
แวบนั้น โข่งภาวนาขอให้ชีวิตจริงเป็นดั่งละครที่เขาเคยได้ดูอยู่บ่อยๆ ที่นางเอกสาวสวยเกิดอุบัติเหตุสูญเสียความทรงจำ และได้ชายแปลกหน้าผู้ยากไร้แต่จิตใจดีเป็นคนช่วยเหลือเอาไว้ ในที่สุดหล่อนจำได้ว่าหล่อนนั้นเป็นใครมาจากไหน แต่มันก็สายไปเสียแล้วเพราะหล่อนตกหลุมรักเขาเข้าอย่างถอนตัวไม่ขึ้น … เพราะความดีมีคุณธรรมของชายผู้ยากไร้คนนี้ Right then, Khong prayed that real life would be like the plays he watched often in which the beautiful young heroine loses her memory in an accident and is helped by a poor but kind stranger and in the end remembers who she is but it’s too late because she has fallen irretrievably in love with him, because of that young man’s goodness.
แต่แล้ว สัมผัสแห่งกางเกงในตัวน้อยในมือของโข่งก็เข้ามาทำลายฝันพิลาศของเขาจนกระเจิง เพราะในละครนางเอกคงไม่มีวันตื่นมาเจอชายผู้ยากไร้ที่ว่ากำลังยักแย่ยักยัน ถอดกางเกงในของหล่อนอยู่ และที่สาหัสกว่านั้นคือ เหตุที่เขาต้องถอดกางเกงในของหล่อนออกก็เพราะเขากำลังพยายามทำลายหลักฐาน คราบอสุจิเกรอะกรังอยู่บนร่างกายของหล่อนเพื่อหนีความผิดทางอาญา จริงอยู่ คราบอสุจินั้นอาจมิใช่ร่องรอยแห่งการข่มขืนชำเรา แต่ใครเล่าจะเชื่อโข่ง But then the contact of her flimsy pants in his hands smashed his bright dream to pieces because in those plays the heroine in no way would wake up to see that poor man awkwardly stripping her of her pants, and what was worse, the reason he had to pull her pants off was because he was trying to destroy the evidence of the sperm caking her legs to escape criminal charges. True, that semen may not be proof of rape, but who would believe Khong?
โข่งตระหนักดีว่า ละครเรื่องไหนๆ ก็คงไม่มีพระเอกอย่างเขา … ในเมื่อเขาไม่ใช่พระเอก นี่จึงไม่ใช่ละคร นางเอกสาวจึงกะพริบตาปริบๆ อยู่ได้เพียงครู่เดียว สติก็สะกิดบอกหล่อนว่า ชุดกระโปรงราตรีของหล่อนถูกถกร่นขึ้นไปอยู่เหนือหน้าท้อง เบื้องล่างเปลือยเปล่า และเขาไม่ใช่คนที่หล่อนกำลังทดลองขี่ Khong was well aware that no play would have a hero like him … Since he was no hero, this wasn’t a play. The heroine thus only blinked for a short while. She became conscious that her nightdress had been scrambled to above her tummy, below she was naked and he wasn’t the one she was ride testing. Here, a remarkable conjuring trick: shifting from Khong’s thoughts to the ‘heroine’’s, as if they were on the same wavelength.
หล่อนหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ แล้วกรีดร้องออกมาด้วยเสียงที่ดังสนั่นหวั่นไหว She inhaled deeply and then uttered a deafening scream.
ร้องราวกับจะขับไล่ภาพอุบาทว์เบื้องหน้าให้ละลายหายไป Screamed as if to dispel the vicious vision before her.
อิสรภาพที่ดูเหมือนจะชัดเจนแจ่มแจ้งอยู่เมื่อหลัดๆ นี่เอง หายวับไปท่ามเสียงกรีดร้องให้ช่วยอันแหลมสนั่น The freedom that seemed patently obvious an instant ago vanished in the high-pitched scream for help.
คิดดูเอาเถอะ หากคุณเป็นโข่ง… Think about it: if you were Khong…
‘Khongkhwan Khong Khong’,
Chor Karrakeit 52, 2010
Pahd Pasiigon (phart pha-si.korn)
is the pen name of
Vishnuchatr Visessuwanpoom,
son of the popular novelist
Phanom Thian (Chatchai V.)
and a productive novelist
and short story writer on his own,
now publishing himself as well.
.

Tagged: , , , , , , , , , , ,

One thought on “Khong’s present – Pahd Pasiigon

  1. yuvadee 19 April 2012 at 11:39 am Reply

    poor khong

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: