Love’s last lesson – Saowaree

ooo
Pure love, anyone? MB

บทสุดท้าย
ของความรัก

Love’s last lesson

heart book

เสาวรี

SAOWAREE

TRANSLATOR’S KITCHEN
>เขาพบหล่อนครั้งแรกที่วิทยาลัยครูแห่งหนึ่งแถบเทือกเขาตะนาวศรี ทิวทัศน์รอบๆ สวยงามมาก สายลมเย็นก่อให้เกิดจินตนาการเร้นลับ เขามาถึงก่อนเวลานัดหมายประมาณครึ่งชั่วโมง จึงมีเวลาเหลือพอที่จะเดินสำรวจไปรอบๆ กระทั่งมาถึงบริเวณใต้ถุนอาคารหลังหนึ่ง เป็นอาคารโบราณสร้างด้วยไม้ทั้งหลัง มีเสาไม้กลมใหญ่ขนาดคนโอบสิบกว่าต้น ที่น่าสนใจก็คือ ต้นริมสุดเป็นเสาตกน้ำมัน ขณะที่เขากำลังยืนพินิจพิจารณาอยู่นั้น หล่อนปรากฏกายขึ้นข้างหลังเขา เสียงของหล่อนดังอยู่ใกล้ๆ ไพเราะและน่าฟังเป็นที่สุด He met her at a teachers’ training college by the Tanaosri mountain range in mid-South*. The surrounding scenery was beautiful. The cool wind invited to secret reveries. He arrived about half an hour early, so he had time to stroll around, which he did until he reached the vicinity of an old building. It was made entirely of wood and rested on a dozen round wooden pillars the size of a man’s hug in girth. The interesting thing was that the outermost pillar was bleeding oil. As he stood observing it, she materialised behind him. Her voice arose close to him, melodious and captivating. * ‘in mid-South’ added for the convenience of non-Thai readers.
“สวัสดีค่ะ คุณคือธงรบ ประชากรใช่ไหมคะ” ‘Good morning. You must be Thong- rop Pracha-korn, right?’ Or: ‘you are TP, aren’t you?’
เขาหันกลับมายังต้นเสียง ผู้หญิงเบื้องหน้าทำให้เขาตกตะลึงไปชั่วขณะ รูปร่างหล่อนขนาดมาตรฐานหญิงไทย แบบบางและดูน่าทะนุถนอมเหมือนนางในวรรณคดี ใบหน้าเรียวละมุน ปลายคางแหลม นัยน์ตาใสสุกกระจ่าง ผมยาวประบ่า หล่อนสวมชุดผ้าไหมสีม่วงอ่อน กระโปรงยาวครึ่งน่องจับจีบด้านข้าง คาดเข็มขัดเงินเด่นสะดุดตาสะดุดใจเขาเป็นที่สุด วันนั้นเป็นวันพฤหัสบดีที่ทางวิทยาลัยกำหนดให้อาจารย์ใส่ชุดผ้าไหมเพื่อส่งเสริมปีวัฒนธรรมไทย He turned to the source of the voice. The woman in front of him amazed him for a moment. She had the typical Thai female body, dainty and deserving of loving care, like a heroine of classical literature. Her face was tapering and smooth, with a narrow chin, luminous eyes and shoulder-length hair. She wore a pale mauve silk skirt reaching down to mid-calf, pleated on the sides and held by a silver belt. He found her utterly dazzling. That day was a Thursday, the day on which the college insisted on wearing silk dresses to promote Thai custom.
“ครับ ผมคือธงรบ ประชากร” เขาตอบ ‘Yes, I am Thong-rop Pracha-korn,’ he answered.
เขายังจำวันนั้นได้ดี สายลมที่พัดผ่านโชยแผ่วพลิ้วในช่วงเดือนมีนาคมได้หอบเอาลมรักแรกพบมาเป็นของฝากหนุ่มโสดอย่างเขา หล่อนแนะนำตนเองว่าเป็นอาจารย์ประจำอยู่ที่นี่และเป็นผู้ที่เชิญคณะนักเขียนและกวีมาร่วมอภิปรายที่วิทยาลัยครูแห่งนี้ He would never forget that day. The gentle breeze of the month of March brought love at first sight as a present to the young bachelor that he was. She introduced herself as a resident teacher and the one who had sent invitations to writers for the panel discussion to be held there today. เขายังจำวันนั้นได้ดี: literally, ‘He still remembered that day well’, an example of loose writing.
“ดิฉันติดตามงานของคุณธงรบมาตลอด” หล่อนเริ่มประโยคถัดมา ถ้อยคำชัดเจนจนเขารู้สึกปีติเล็กๆ “คุณเป็นกวีที่สร้างงานอย่างมีคุณค่า อ่านงานของคุณแล้วรู้สึกเชื่อมั่นและมีพลังที่จะต่อสู้กับเปลือกนอกของสังคม งานของคุณบอกดิฉันว่าในโลกนี้ยังมีคนที่มองเห็นคุณค่าภายในของมนุษย์มากกว่าสิ่งปรุงแต่งภายนอก” ‘I’ve followed your work from the beginning,’ she went on in a clear voice which sent a slight thrill right through him. ‘You are a poet who creates work of quality. In your books, one can feel your determination and ardour to fight against social pretence. Your work tells me that in this world there are still people who value inner qualities more than groomed ap- pearances.’
หล่อนยิ้มเล็กน้อย จากนั้นใบหน้านวลเนียนปราศจากเครื่องสำอางก็สงบนิ่ง และท่าทีของหล่อนดูสุขุมเยือกเย็น She smiled a little and then her smooth face devoid of make-up recovered its stillness and she looked calm and composed.
“คุณกล่าวชมผมมากเกินไปแล้ว” เขาออกตัว ‘I don’t deserve so many compliments,’ he protested.
หล่อนยิ้มและยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู “ใกล้เวลาแล้วค่ะ ป่านนี้คณะนักเขียนที่เราเชิญคงมากันพร้อมแล้ว” She smiled and raised her arm to look at her wristwatch. ‘It’s nearly time. By now all the writers we’ve invited will have arrived.’
เขาพยักหน้า แต่ก่อนจะก้าวออกมาเขาก็ได้ชี้ไปที่เสาตกน้ำมันต้นนั้น สีหน้าของหล่อนสลดลง He nodded, but before stepping away he pointed to the pillar bleeding oil. Her face turned sad.
“เสาตกน้ำมันหรือคะ มันแปลกกว่าเสาต้นอื่น แต่ก็ไม่เคยมีภูตผีปีศาจที่ไหนมาปรากฏให้ดิฉันเห็นอย่างที่คนอื่นชอบมาเล่าลือกัน” ‘The oil-bleeding pillar, you mean? It looks stranger than the other pillars but I’ve never seen any demons showing up as popular belief has it.’
เขาบอกหล่อนว่าเขาสนใจมันมากทีเดียว วิญญาณกวีของเขาเข้าสิงอีกจนได้ บทกวีชิ้นต่อไป เขาคิดว่าเขาจะเขียนถึงเสาไม้ประหลาดต้นนี้ He told her that he found this very interesting. His soul as a poet was receptive to spirits. He thought his next poem would be about that strange pillar.
ภายในหอประชุมของวิทยาลัยครูเต็มไปด้วยนักศึกษาและผู้สนใจ กวีและนักเขียนทั้งห้าคนเข้านั่งประจำที่ของตน เขาในฐานะกวีที่เพิ่งได้รับรางวัล กวีอุดมคติมาหมาดๆ นั่งอยู่ริมขวาสุด ถัดมาเป็น นักเขียนนวนิยายมือรางวัล นั่งกลางคือนักเขียนเรื่องสั้นอาวุโสผู้อยู่เหนือรางวัลทั้งปวง คนที่สี่เป็น นักเขียนดาวรุ่งน้องใหม่ และคนซ้ายสุดเป็น นักเขียนหญิงผู้เขียนนวนิยายพาฝัน เรื่องของเธอขายดิบขายดีมาตลอด หัวข้อการอภิปรายคือ “วรรณกรรมและความรัก” ซึ่งถูกอกถูกใจบรรดานักศึกษาเป็นอย่างมาก The college conference hall was full of students and other eager listeners. The five writers entered and sat at their assigned places. As a poet who had just been awarded a prize for idealistic poetry, he sat at the far right, next to an habitual prizewinning novelist. Sitting in the middle was a senior short story writer well above any literary award. The fourth was a budding writer and the one at the far left a female author of best-selling romances. The subject of the panel discussion was ‘Literature and love’, which the students found very exciting.
บรรยากาศดูคึกคักเมื่อผู้คนทยอยกันมาจนแน่นหอประชุม แววตาของทุกคนมองมาที่บรรดาผู้อภิปรายอย่างสนใจ เขารู้สึกตื่นเต้นบ้างแล้ว พิธีกรกล่าวแนะนำตัวเขาว่า “…คือกวีหนุ่มที่มีไฟแห่งอุดมคติ มุ่งมั่นผดุงคุณธรรมด้วยตัวอักษรมาตลอดระยะเวลาแห่งการสรรสร้างงานกวี เขาคือเจ้าของนามปากกา ธงรบ ประชากร และเป็นเจ้าของ  ‘รางวัลกวีอุดมคติ’ ประจำปี 2537” The atmosphere was lively as people kept filing in until the conference hall was packed. All eyes were focused on the debaters with interest. He felt a little excited already. The moderator intro- duced him as ‘a young poet fired with idealism who has been intent on upholding righteous­ness through words in a long string of creative poetry. His pen name is Thong-rop Pracharkorn* and he has won the Idealistic Poetry Award for the year 1994’. ==

=

=

=

=

* People’s Pennant.

เสียงปรบมือดังก้องหอประชุม เขาลุกขึ้นยืนโค้งคำนับ รู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย เมื่อนั่งลงแล้วเขาพยายามมองหาหล่อน นั่นไง หล่อนนั่งอยู่ในหมู่นักศึกษาแววตาใสกระจ่างมองมาที่เขาอย่างศรัทธา Deafening applause ran through the hall. He stood up and bowed, and felt a surge of joy. When he sat down again and tried to pick her out in the audience, there she was sitting among the students, her luminous eyes on him bright with faith.
การอภิปรายเริ่มขึ้นโดยนักเขียนเรื่องสั้นอาวุโส ประเด็นที่นักเขียนท่านนั้นพูดอยู่ที่ความหมายและคุณค่าแห่งความรักของมนุษยชาติมากกว่าความรักของหนุ่มสาว อาจจะค่อนข้างจริงจังเล็กน้อย หากก็สามารถสะกดผู้ฟังได้เมื่อท่านโยงความรักมายังวรรณกรรมชิ้นเอกของโลก จากนั้นนักเขียนหญิงผู้สร้างนวนิยายพาฝันก็ได้แสดงความคิดเห็นของเธอว่า เธอเชื่อมั่นและศรัทธาในความรัก ไม่ว่าจะเป็นความรักของพจมาน สว่างวงศ์กับชายกลาง ความรักของชาร์ล็อตกับเจ้าหมูวิลเบอร์ใน แมงมุมเพื่อนรัก ความรักของนโปเลียน หรือความรักระหว่างมารดากับทารก เธอเห็นว่าล้วนเป็นความรักที่ยิ่งใหญ่ด้วยกันทั้งนั้น เธอกล่าวประโยคสุดท้ายว่า “นวนิยายของดิฉันจะถ่ายทอดความรักในทุกๆ ด้านผ่านทางตัวอักษรมาถึงท่านผู้อ่าน” เมื่อกล่าวจบเสียงปรบมือดังก้องไปทั้งหอประชุม The senior writer of short stories opened the debate. The point he raised was of love for humankind being superior in meaning and value to love between man and woman. He was rather serious about it, yet held the interest of the audience when he linked love to the masterpieces of world literature. After him, the writer of romances expounded on her belief and faith in love, whether the love of Potjamarn Sawangwong and Chai Klang in Barn Sai Thong*, the love of Charlotte the Spider and Wilbur the Pig in Charlotte’s Web, Napoleon’s loves or the love between mother and child. She held that they were all sublime forms of love and her last sentence was, ‘My novels will extol all forms of love through the power of words for my readers.’ Sustained applause followed. * A hugely popular romantic novel of the early fifties.
=
=เมื่อกล่าวจบเสียงปรบมือดังก้องไปทั้งหอประชุม: Literally, ‘When she finished speaking, applause resounded throughout the hall.’=
นักเขียนนวนิยายมือรางวัลและนักเขียนดาวรุ่งเป็นผู้อภิปรายในเวลาต่อมา ความคิดเห็นของทั้งสองคล้ายคลึงกัน “ความรักสร้างวรรณกรรม และความรักสร้างสันติสุข” นักเขียนดาวรุ่งจบประโยคเช่นนั้น The prizewinning novelist and the budding writer were the next speakers. Their views were similar. ‘Love fosters literature and love fosters peace and happiness,’ was the young writer’s closing statement.
เขาเป็นกวีคนเดียวในที่นั้นและถูกจัดให้เป็นผู้พูดคนสุดท้าย สิ่งที่เขาเตรียมมารู้สึกว่านักเขียนอาวุโสได้พูดไปแล้วเกือบครึ่ง He was the only poet there and was scheduled to speak last. He felt that almost half of what he had prepared to say had already been dwelt upon by the senior writer.
“ผมเชื่อในความรักที่บริสุทธิ์ ความรักที่ไม่ปลอมปนมากับความใคร่ ผมเขียนบทกวีชิ้นที่ชื่อ อุดมการณ์แห่งรัก ขึ้นมาเพื่อยืนยันสิ่งที่ผมคิดและเพื่อสนองตอบความรู้สึกส่วนนี้ของผม” ‘I believe in pure love, in love unadulterated by lust. I’ve written a poem entitled ‘The idealism of love’ to assert what I think and give vent to my feelings about it.’ ความใคร่ is usually translated as ‘desire’ (see below) or ‘craving’; lust is sexual desire (ตัณหา, ราค).
เขาพูดสั้นๆ เกี่ยวกับมุมมองด้านความรัก อาจจะมีใครเชื่อหรือไม่เชื่อ-ความรักบริสุทธิ์นั้นไม่มีในหญิงชาย ความรักต้องเจือด้วยความใคร่เหมือนที่หลายคนไม่เชื่อว่าศิลปะบริสุทธิ์มีจริง เขาคิดว่าคนที่อ่านบทกวีชิ้นนั้นของเขาน่าจะเข้าใจในสิ่งที่เขาพูดวันนี้ได้ บทกวีชิ้นนี้เองที่ทำให้เขาได้รับ “รางวัลกวีอุดมคติ” ประจำปีนี้ เขาได้รับเสียงปรบมือยาวนานไม่แพ้นักเขียนอาวุโส หลายคนมองเขาด้วยความประทับใจ เขามองเห็นหล่อนส่งยิ้มมาจากที่นั่งแถวที่สาม He spoke briefly about the many conceptions of love. People may not believe that there was such a thing as pure love between man and woman, holding that love had to be mixed with desire, just as many people didn’t believe that there was such a thing as pure art. He thought that those who had read his poem would understand what he was outlining today. It was that very poem that had earned him the Idealistic Poetry Award this year. The applause he received was at least as sustained as for the senior writer. Many looked at him with admiration. He saw her smiling at him from her seat in the third row.
เมื่อลงมาจากเวทีอภิปราย เขาก็ได้พบหล่อน เขาได้รับคำชมอีกครั้ง และหล่อนได้ถามเขาประโยคหนึ่งว่า เขาเชื่อในคำพูดของตัวเองมากแค่ไหน เขารู้สึกว่าหล่อนไม่เชื่อเขา When he came down from the podium, he met her. He was praised again and she asked him how much he believed in what he had said. He had the feeling that she didn’t believe him.
“ขอโทษค่ะ” หล่อนมีสีหน้าเคร่งเครียดลงอย่างฉับพลัน “ดิฉันเพียงต้องการคำยืนยัน โลกของดิฉันเต็มไปด้วยความหวาดระแวงมากไปสักหน่อยเท่านั้น” ‘I’m sorry.’ Her face tensed up at once. ‘I only want to be sure. My world is full of too much suspicion, I’m afraid.’
“เพราะอะไร” เขาถาม ‘Why is that?’ he asked.
หล่อนบอกเขาว่า “อย่ารู้เลยค่ะ เอาเถอะ คุณจะยืนยันกับดิฉันได้ไหมว่า ในโลกนี้ยังมีความรักเช่นนั้นอยู่จริง” ‘You don’t want to know,’ she told him. ‘Come, will you certify to me that in this world this kind of love really exists?’ Note the inversion, which makes for smoother reading.
เขามองหน้าหล่อน ไม่เข้าใจสีหน้าท่าทางและกิริยาที่ดูแปลกๆ นั้น หากเขาก็ยืนยันกับหล่อน “คำพูดของผมและงานเขียนทุกชิ้นของผมถ่ายทอดออกมาจากความจริงแท้จากจิตดั้งเดิมของผมนั่นทีเดียว” เขาไม่ทราบว่าหล่อนพึงพอใจคำตอบของเขามากน้อยแค่ไหน He stared at her. He didn’t understand her strange expression, tone and attitude, but gave her the assurance she sought. ‘What I’ve said and every piece of work I’ve done comes from the sincerity of my heart.’ He didn’t know to what extent she was satisfied with his answer.
เวลาผ่านไปไม่นานนัก เขาก็หาโอกาสหวนกลับมาที่นี่อีก หล่อนยืนอยู่เงียบๆ ที่หน้าบ้านพัก เขาส่งหนังสือเล่มเล็กๆ ให้หล่อน It wasn’t long before he found the opportunity to return to the college. She stood quietly in front of the dormitory. He gave her a slim volume.
“อุดมการณ์แห่งรัก” หล่อนอ่านชื่อหนังสือเบาๆ และกล่าวขอบคุณเขา ทั้งสองสนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว เขามีความสุขและมีพลังที่จะเขียนบทกวีอีกหลายชิ้น จนในที่สุดเขาก็ได้รับรางวัลอีกรางวัลหนึ่งจากบทกวีชิ้นที่ชื่อ “เสาตกน้ำมัน” หล่อนดูตื่นเต้นมากเป็นพิเศษกับบทกวีชิ้นใหม่ของเขา ‘The idealism of love.’ She read out the title softly and then thanked him. The two of them grew close very quickly. He was happy and thus inspired to write several more poems and finally was awarded yet another prize thanks to his poem entitled ‘The oil-bleeding pillar’. She looked very much excited by this new poem of his.
=
ในเวลาต่อมาอีกประมาณห้าหรือหกเดือน ทั้งสองก็ได้มีโอกาสอยู่กันตามลำพังในบ้านพักของเขา เขาแสดงความเป็นสุภาพบุรุษต่อหล่อนเสมอมาแม้กระทั่งเวลานี้ หล่อนยืนอยู่หน้าบ้านใกล้กับกอดาวเรืองที่ออกดอกสีเหลืองสด เขามองหล่อนบ่อยๆ ถึงอย่างไรผู้หญิงกับดอกไม้ก็เป็นส่วนผสมที่กลมกลืนกันที่สุด จากดงดอกไม้หล่อนเดินกลับมานั่งริมระเบียง แล้วหล่อนก็จะเดินกลับไปที่ดงดอกไม้อีก เวลาผ่านไปจวบจนอาทิตย์เริ่มอ่อนแสง หล่อนยังไม่มีทีท่าว่าจะกลับ แม้เขาจะเป็นสุขที่มีหล่อนอยู่ใกล้ๆ หากเขาก็ไม่อยากให้มีปัญหาอะไรทั้งนั้น หล่อนยังอยู่ในดงดอกไม้เมื่อความมืดเริ่มปกคลุมไปรอบๆ Some five or six months later, the two of them found themselves alone at his lodgings. He had always behaved with her as a gentleman and he did so now. She stood in front of the house in a field of yellow marigolds. He kept his eyes on her. No matter what, women and flowers were a perfect match. From the flower field she walked back and sat at the edge of the veranda and then went back again to the flower field. Time passed; the sun began to soften. She didn’t give any indication of leaving. Even though he was happy to have her near him, he didn’t want things to get out of hand. She still lingered amid the flowers as darkness took hold of the surroundings.
เมื่อหล่อนเดินออกมาอีกครั้งหนึ่ง ใบหน้าของหล่อนดูสงบ ราบเรียบ เขาอยากจะบอกให้หล่อนกลับไปเสียก่อน แต่ก็กลัวหล่อนจะคิดว่าเขาไล่ When she came back once again, her face looked calm and smooth. He wanted to tell her to leave but was afraid she would think he was chasing her away.
“ดิฉันอาจจะกลับดึกสักหน่อย” หล่อนพูดแล้วก็เดินผ่านเขาเข้าไปในบ้าน เขามองตามหล่อน เรือนผมยาวประบ่าพลิ้วไหว หล่อนทำเช่นนี้เพื่ออะไร ‘I think I’ll stay a while longer,’ she said then walked by him and went into the house. His eyes followed her. Her shoulder-length hair was swaying. Why was she acting like this? Literally, ‘I may go back a little later.’
ในคืนค่ำที่เงียบสนิท เขากับหล่อนอยู่กันเพียงสองต่อสอง หล่อนเข้าห้องน้ำและเปิดฝักบัวนานกว่าชั่วโมง เขาจุดบุหรี่สูบดับความกระวนกระวาย หล่อนออกมาจากห้องน้ำด้วยเสื้อผ้าชุดเดิม เขาดับบุหรี่ In the totally quiet evening, he and she were all alone. She went into the bathroom and left the shower head running for more than an hour. He kept smoking to calm his nerves. She came out of the bathroom wearing the same clothes. He put out his cigarette. An hour-long shower and back into the same clothes? In a case like this, there’s nothing the translator can do but stick to the text, silly as it is.
“คุณบอกดิฉันว่าความรักที่แท้จริงจะต้องบริสุทธิ์ คุณเป็นเช่นนั้นจริงๆ หรือ เมื่อคุณบอกว่ารักดิฉันนั้นคุณหมายความว่าอย่างไรบ้าง ความรักขณะนั้นของคุณมีความหมายงดงามเหมือนบทกวีที่คุณเขียนหรือไม่” หล่อนหัวเราะ หลังของหล่อนแนบชิดกำแพงห้องเหมือนกับว่าหล่อนพร้อมที่จะแทรกตัวเข้าไปในกำแพงได้ทุกขณะ “ยังไม่ต้องตอบดิฉันเวลานี้หรอกค่ะ” ‘You told me that true love must be pure,’ she said. ‘Are you really like that? When you told me you loved me, what exactly did you mean? Did your love then have the same beautiful meaning as the poems you write?’ She laughed. She had her back against a wall of the room as if she was ready to go through the wall at any time. ‘You don’t have to answer me right away.’
“แต่ผมยืนยันกับคุณหลายครั้งแล้วนี่นา” เขามองหล่อน ได้กลิ่นสบู่อ่อนๆ หอมละมุนมาจากกายนั้น ‘But that’s what I’ve kept assuring you of many times.’ He looked at her, caught the faint fragrance of soap wafting from her body.
“คุณจะแตกต่างไปจากคนอื่นๆ เชียวหรือ รู้ไหม มีผู้ชายอย่างน้อยสามหรือสี่คนทีเดียวที่ดิฉันเคยพบว่า พวกเขาไม่เคยให้เกียรติและเห็นคุณค่าของความรักที่บริสุทธิ์ และผู้ชายคนที่สี่หรือห้าอาจจะเป็นตัวคุณ คุณตอบได้ไหมว่าหญิงชายที่แต่งงานกันต่างเรียกร้องและปรารถนาในสิ่งใดบ้าง และถ้าใครคนใดคนหนึ่งไม่สามารถตอบสนองความต้องการนั้นได้ ความรักที่พวกเขาพร่ำพูดจะยังคงอยู่หรือกลับกลายเป็นเช่นไร ไม่มีใช่ไหมคะ ความรักที่คุณรำพันลงในบทกวี มันปลาสนาการไปตั้งแต่มนุษย์แอบอ้างสัญชาตญาณเข้ามาปะปนกับความรักนั่นแหละ” ‘Will you be any different from so many other men, then? Do you know, there are at least three or even four men I’ve met who’ve never shown respect for pure love or seen its value, and the fourth or fifth man might well be you. Can you tell me what it is that men and women who get married expect and hanker for? And if either one is unable to answer such expectations, will the love they profess remain or turn into something else? It won’t last, will it? The love you wax lyrical over in your poems has vanished ever since man passed off instinct as love.’
“คุณอาจจะเคยผิดหวังมาก่อน จึงได้มองโลกในแง่ร้ายเช่นนั้น” เขาพูดและเดินไปที่หล่อน เขาสัญญากับหล่อนว่า ความรักที่เขามีให้นั้นจะคงอยู่และเป็นความรักบริสุทธิ์อย่างที่หล่อนแสวงหา ‘You must have been disappointed once to see the world so negatively,’ he said and walked up to her. He swore to her that the love he had for her would remain and that it was the pure love she sought.
“เป็นไปได้หรือ จะเป็นไปได้หรือ” หล่อนรำพัน เขากุมมือหล่อนไว้เหมือนจะยืนยันว่า “แน่นอน มันเป็นไปได้” ‘Can it be? How can it be?’ she bemoaned. He covered her hand with his as if to assert that ‘Of course it can be.’
“เมื่อคุณเขียนถึงเสาตกน้ำมันต้นนั้น ดิฉันรู้สึกตื่นเต้น จะมีใครบ้างที่มองเห็นความมีเสน่ห์และคุณค่าของมันมากไปกว่าความน่ากลัว อ้อ…ดิฉันไม่ได้เล่าให้ฟังว่าเคยมีคนเห็นวิญญาณที่นั่น พวกนักศึกษากลัวกันมากค่ะ คุณอาจจะไม่กลัวเพราะยังไม่เคยเห็น ถ้าคุณเคยเห็นสักครั้ง บทกวีของคุณก็อาจจะเปลี่ยนไป” หล่อนยิ้มเศร้าๆ “ดิฉันรักเสาต้นนั้นค่าที่ว่ามันไม่เหมือนใคร เอาละ คราวนี้คุณกรุณาตอบดิฉันอีกสักครั้งเถอะค่ะว่า ความรักที่บริสุทธิ์สะอาดปราศจากความใคร่มาเจือปนของหนุ่มสาวนั้นมีอยู่จริงในโลกหรือไม่” ‘When you wrote about that pillar bleeding oil, I felt excited. Would there be someone to see its charm and value rather than fear it? Oh, I haven’t told you that someone saw a spirit there. The students are very much afraid of it. Maybe you aren’t afraid because you haven’t seen it yet. If you had seen it once, your poem would have taken another turn.’ She smiled sadly. ‘I love that pillar in a way I feel sure no-one else does. All right, this time please answer me: does pure love, clean love, love devoid of lust between man and woman exist in this world?’
“ย่อมมีแน่นอน” เขาตอบและมองหล่อนแน่วนิ่ง ‘I’m definite that it does,’ he answered and looked at her steadily.
หล่อนหมุนตัวกลับหลังให้เขา ขณะนั้นหล่อนได้ทำในสิ่งที่เขานึกไม่ถึง เขายืนนิ่ง ตกตะลึง หล่อนค่อยๆ แกะกระดุมเสื้อออกทีละเม็ด และถอดเสื้อสีนวลออกจากร่างกายจนเห็นแผ่นหลังขาวสะอาด เขาใจเต้นตึกๆ หล่อนอาจจะลองใจเขาเพื่อพิสูจน์ความรักที่หล่อนตีค่าไว้สูงล้ำ เขาสะกดใจ อย่างไรบททดสอบนี้เขาจะต้องชนะให้ได้ เขาจะไม่ล่วงเกินหล่อนเป็นอันขาด หล่อนค่อยๆ ถอดกระโปรงลายต้นหญ้าออกขณะที่ยังหันหลังให้เขา และบัดนี้เรือนร่างของหล่อนปราศจากอาภรณ์ใดๆ เมื่อชุดชั้นในสีขาวถูกถอดออกจากร่างกายเป็นชิ้นสุดท้าย She turned her back to him. She did something totally unexpected. He stood still, stupefied. She slowly unbuttoned her mauve blouse one button at a time and then took it off, exposing her white back. His heart was racing. Maybe she was testing him to check the kind of love she found invaluable. He struggled to suppress his emotions. No matter what, he had to come out of this acid test a victor. He would in no way take liberties with her. She slowly took off her skirt decorated with herbal motifs, still keeping her back to him, and when her white under­garment followed the skirt, she stood totally naked before him. Here again inverting the terms makes for smoother reading.
“ความรักของคุณยังเหมือนเดิมอยู่หรือไม่ และคุณยังต้องการที่จะแต่งงานกับดิฉันอีกไหม” หล่อนถามย้ำ ‘Is your love still the same as before and do you still want to marry me?’ she asked again.
“ผมยังรักและให้เกียรติคุณเสมอ ใส่เสื้อผ้าเสียเถอะ” เขารู้สึกว่าเขากำลังจะเป็นผู้ชนะ เขารักหล่อน ‘I still love and respect you as always. Put your clothes back on, please.’ He felt he had won. He loved her.
“ดิฉันอยากฟังบททวีของคุณ” หล่อนค่อยๆ หันกลับมา นัยน์ตามีแววเยาะหยัน ‘I’d like to hear your poem.’ She slowly turned towards him, mockery in her eyes.
เขามองไปที่หล่อนซึ่งหันหลังแนบชิดกำแพงสนิทนิ่ง ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำให้เขาตกตะลึงไปชั่วขณะ He looked at her as she turned and stayed still with her back against the wall. What he saw in front of him astounded him for a time.
“อะไรกัน” เขาอุทานหน้าซีด ‘What the hell!’ he exclaimed, his face livid.
“ดิฉันยังอยากฟังบทกวีของคุณอยู่นะ จำได้ไหมวันแรกที่เราพบกัน ดิฉันบอกคุณว่าอย่างไรบ้าง คุณคงจำอะไรไม่ได้แล้วล่ะตอนนี้ ฟังนะคะ” หล่อนยิ้ม “ดิฉันพูดว่าคุณเป็นกวีที่สร้างงานอย่างมีคุณค่า ได้อ่านงานของคุณแล้ว รู้สึกเชื่อมั่นและมีพลังที่จะต่อสู้กับเปลือกนอกของสังคม งานของคุณบอกดิฉันว่าในโลกนี้ยังมีคนที่มองเห็นคุณค่าภายในของมนุษย์มากกว่าสิ่งปรุงแต่งภายนอก” ‘I still want to listen to your poem. Do you remember the day we met for the first time? What did I tell you? You must have forgotten by now. Listen, then.’ She smiled. ‘I told you your work as a poet was of high quality; I had read your work; it showed determination and ardour in fighting against social pretence. Your work told me that in this world there was still someone who valued inner qualities more than groomed appearances.’
“ทำไมเป็นแบบนี้” เขาเสียงสั่น ‘Why are you like this?’ His voice was trembling.
“ดิฉันไม่ได้เป็นอะไรเลย แต่คุณสิ คุณช่วยตอบดิฉันหน่อยเถอะว่าคุณยอมรับดิฉันได้หรือไม่ และคุณยังจะแต่งงานกับดิฉันเหมือนที่สัญญาหรือเปล่าค่ะ เราจะอยู่ด้วยกันด้วยความรักที่บริสุทธิ์ได้ไหม” หล่อนถามเสียงเรียบเย็น ‘There’s nothing wrong with me. But you – please do tell me whether you accept me and will marry me as you promised or not. Can we live together in pure love?’ she asked in a cold voice.
เขารู้สึกตระหนักกับเหตุการณ์ที่กำลังประสบ หล่อนยืนนิ่งเงียบ น้ำตารินนาทีต่อจากนั้นเงียบสนิท เขาไม่พูดอะไรเลยแม้แต่น้อย คำถามของหล่อนไม่มีคำตอบ He felt scared by what he was going through. She stood still and silent, with tears in her eyes. The next minute was dead quiet. He didn’t say a word. Her question had no answer.
“ถ้าเพียงแต่คุณจะบอกดิฉันว่า ความรักที่คุณตีค่าไว้สูงนั้นเป็นแค่เพียงจินตนาการบนหน้ากระดาษเสียแต่แรก ดิฉันจะไม่ถามคำถามนี้กับคุณเลย แต่เวลาที่ผ่านมาคุณกระทำเสมือนว่ามันเป็นเรื่องจริงทีเดียว คุณยืนยันกับดิฉันตลอดมาว่าความคิดในนั้นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับความเป็นจริง” หล่อนหัวเราะทั้งน้ำตา ‘If only you had told me from the start that the love which you value so highly is merely the product of imagination on paper, I wouldn’t have asked that question of you, but all this time you’ve behaved as if it was nothing but the truth. You’ve always assured me that what you thought was the truth of truths.’ She laughed through her tears.
ตลอดเวลาเหล่านั้นเขายืนนิ่งเงียบ ไม่มีคำพูดใดหลุดจากปาก หล่อนค่อยๆ สวมใส่เสื้อผ้าจนเรียบร้อย และเริ่มมีรอยยิ้มปรากฏบางๆ He kept still and silent. Not a word escaped from his mouth. She slowly put her clothes back on and a thin smile began to appear on her lips.
>“ถึงอย่างไรก็ต้องขอบคุณในภารกิจอันยิ่งใหญ่ของคุณ” หล่อนหยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมาจากกระเป๋า “ความรักอันสูงส่งเช่นนี้อาจจะยังมีอยู่ในที่อื่น ขอบคุณสำหรับความรักในอุดมคติที่คุณสร้างขึ้น อย่างน้อยก็ทำให้ดิฉันมีความหวังในช่วงสั้นๆ ของชีวิต…ลาก่อน” ‘In any case I must thank you for your sublime endeavour.’ She took a book out of her bag. ‘This kind of sublime love may still exist somewhere else. Thank you for the ideal love you’ve created. At least it has given me some hope in life if only too briefly … Goodbye.’
หล่อนวางหนังสือเล่มเล็กไว้บนโต๊ะ มันคือหนังสือเล่มที่เขามอบให้หล่อน She put the thin book down on the table. It was the one he had given her.
ลมเย็นพัดเข้ามาทางหน้าต่าง เมื่อหล่อนจากไป เขาทรุดตัวลงนั่งบนพื้นห้องอย่างอ่อนล้าและรู้สึกอับอาย ทั้งๆ ที่เขาเชื่อแน่ว่าทุกคนจะต้องตัดสินใจอย่างเขาเหมือนกัน ในเมื่อหล่อนเป็นสิ่งผิดปกติประหลาดมหัศจรรย์ของโลก Cold wind blew through the window. When she was gone, he slumped to the floor and sat there feeling exhausted and ashamed, even though he was certain everybody would have reacted as he did, given that she was a total freak of nature.
หล่อนมีผิวหนังที่บางใส มองเห็นอวัยวะภายในตั้งแต่ช่วงอกลงมาจนถึงหัวเข่า มันบางใสจนเห็นเส้นเลือดดำ เส้นเลือดแดง หลอดลม ปอด หัวใจที่กำลังบีบตัว กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็กที่ขดพับกันไปมา ลำไส้ใหญ่ ตับ ม้ามและกล้ามเนื้อบริเวณต้นขาที่สั่นระริก The flesh of her front was transparent, exposing her internal organs from the level of her chest down to her knees. It was so transparent you could see the veins and arteries, the trachea, the lungs, the beating heart, the stomach, the knotted small intestine, the large intestine, the liver, the spleen and the muscles around the legs that shivered. .
เขาลุกขึ้นช้าๆ พรั่นพรึง และกลับกลายเป็นเคว้งคว้าง หนังสือเล่มเล็กถูกเขาฉีกเป็นสองส่วน ก่อนที่จะจัดการจนมันเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย He got up slowly, terrified and seemingly adrift. He ripped the little book into two before tearing both pieces to shreds.
หล่อนจากไปนานแล้ว บัดนี้เหลือเพียงเขายืนอยู่ท่ามกลางเศษกระดาษที่กระจายเกลื่อนอยู่รอบกาย She was long gone. By now there was only him left standing among bits of paper strewn all around.
‘Bot Sutthai Khong Khwamrak’, first printed in Chor Karrakeit 22, 1995. Current translation from Pharp Luang (Illusions), Praphansarn, 1999.
.Saowaree (Saowaree Yemla-or)
is a nurse in a district hospital
in Ratchaburi province,
where she was born.
Two of her collections
of short stories were short-listed
for the SEA Write Award.
o

Tagged: , , , , , ,

4 thoughts on “Love’s last lesson – Saowaree

  1. source 6 June 2012 at 2:09 pm Reply

    Is it fine to insert a portion of this on my personal web site if perhaps I submit a reference to this website?

  2. สุขสันต์ วงภักดี 8 July 2012 at 12:52 pm Reply

    เขียนดี เป็นกำลังใจครับ

  3. […] Saowaree (Saowaree Yemla-or) is a nurse in a district hospital in Ratchaburi province, where she was born. Two of her collections of short stories were short-listed for the SEA Write Award. Previously published here: ‘Love’s last lesson’. […]

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: