Murder cover-up – Naruecha Mueanjai-ngarm

ooo
Crime stories, in which unpredictable plot somersaults and swiftness of exposition are of the essence, are a flourishing branch of Thai fiction. Written by a virtual beginner, here is one that pulls no Buddhist punches. MB
ooo

<td”>

ฆาตกรรมอำพราง

MURDER COVER-UP

นฤชา เหมือนใจงาม

Naruecha Mueanjai-ngarm

TRANSLATOR’S KITCHEN
บรรยากาศภายในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นไอของความเครียด ชายรูปร่างสูงโปร่งวัยสามสิบสองอัดบุหรี่หนักหน่วง กลุ่มควันสีขาวลอยขึ้นสู่เบื้องบนก่อนจะถูกพัดลมดูดอากาศที่ส่งเสียงครางหึ่งๆ เหมือนฝูงผึ้งขยับปีกบนผนังห้องดูดหายไป เขาขยับเนกไทที่รัดคอคับติ้วให้คลายออก และอารมณ์ก็หงุดหงิดขึ้นมาอีกเมื่อเห็นคนที่นั่งอยู่ตรงหน้ายังก้มหน้าก้มตาอ่านสมุดรายงานบนโต๊ะอย่างไม่สนใจอะไร ท่าทางราวกับกำลังหมกตัวอยู่ในห้องสมุดส่วนตัวตามลำพัง บางครั้งก็เงยหน้าขึ้นมายิ้มให้เขานิดหนึ่ง-เหมือนยิ้มให้กับขอนไม้แล้วก้มหน้าอ่านต่อ The atmosphere in the narrow square room was suffused with tension. The thin, tall, thirty-two-year-old man was taking deep drags on his cigarette. Clouds of white smoke wafted up before being churned and dispersed by the ceiling fan which buzzed like a swarm of bees. He loosened his tight-fitting necktie and his irritation grew as he saw the man sitting before him still bent over the reports on his desk and seemingly oblivious to every­thing, behaving as if he was alone in his private study. Occasionally he’d look up and smile at him a little, as if he were smiling at a log, before lowering his face and resuming his reading. อย่างไม่สนใจอะไร: as if he didn’t care for anything.
เกือบสิบนาทีแล้วมั้งที่มันทำตัวเป็นหนอนหนังสือ เขานึกด่าอยู่ในใจ หลังจากถูกเชิญตัวมาสอบปากคำในห้องนี้ด้วยวิธีการที่เขาอยากจะเรียกว่าลากคอมามากกว่า จนบัดนี้ยังไม่มีการพูดคุยอะไรเลย นอกจากจะเชิญให้นั่ง เขางัดบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบ แล้วก็สูบมาจนถึงมวนที่สามแล้ว ไอ้สารวัตรนั่นยังไม่ได้ถามอะไรสักคำ ทำเหมือนกับมองไม่เห็นว่าเขานั่งอยู่ตรงนี้ด้วยซ้ำ Almost ten minutes must have gone by with him playing the bookworm, he cursed him in his mind, since he had been invited – not to say dragged – into this room for questioning, and yet not a word had been said, except for being told to sit down. He had fished out a cigarette and was now on his third. The damn inspector had yet to ask him anything, and was behaving as though he didn’t see him sitting there.
เขาทิ่มบุหรี่ที่เพิ่งสูบไปเพียงครึ่งมวนลงในที่เขี่ยบนโต๊ะตรงหน้าค่อนข้างแรง แล้วระเบิดความอัดอั้นออกมาเมื่อความอดทนสิ้นสุดลง “นี่มันเกิดเรื่องบ้าบอคอแตกอะไรขึ้นมาครับท่านสารวัตร” He squashed the half-smoked cigarette into the ashtray on the table before him rather forcefully and, at the end of his patience, burst out: ‘Can you tell me what kind of nonsense is going on, inspector?’
นายตำรวจรูปร่างสูงใหญ่เงยหน้าขึ้นมายิ้มอย่างใจเย็น เป็นรอยยิ้มที่เพิ่มความกดดันให้เขาอีกเป็นเท่าตัว The tall and beefy police officer looked up and smiled coolly, a smile that redoubled his tension.
“ใจเย็นๆ สิครับคุณพีรพล ผมอยากให้คุณสงบสติอารมณ์ลงสักพักเพื่อตอบข้อซักถามของผม” ‘Take it easy, Mr Pheeraphon. I’d like you to collect yourself for a while before you answer my questions.’
“ผมพร้อมที่จะตอบคำถามตั้งนานแล้วครับ แต่ไม่เห็นสารวัตรถามสักที” อารมณ์ของพีรพลเดือดพล่านขึ้นมาทันที ยิ่งตกอยู่ในสภาพอย่างนี้นานเท่าไหร่ ใจของเขาก็ยิ่งร้อนรนมากขึ้นเท่านั้น เขาอยากให้การสอบปากคำสิ้นสุดลงเร็วๆ จะได้ออกไปให้พ้นๆ จากห้องนี้เสียที ‘I’ve been ready to answer questions long enough, but I don’t see you asking me any.’ Pheeraphon’s anger flared up. The longer he was left in this kind of state, the more incensed he grew. He wanted the questioning to be over fast so that he could get away from this room for good.
“งั้นเรามาเริ่มกันเลย” นายตำรวจหนุ่มใหญ่ขยับตัวในท่านั่งเอาจริงเอาจัง “คุณช่วยเล่ารายละเอียดให้ผมฟังอีกครั้งได้ไหมครับ เล่าตั้งแต่ต้นจนจบเลยนะครับ ผมอยากรู้ว่าเรื่องราวมันเป็นมาอย่างไร” ‘Then let’s begin.’ The middle-aged officer changed his sitting posture to one of earnestness. ‘Please go over the details for me once again from beginning to end. I want to know exactly what happened.’
พีรพลกระสับกระส่ายไปมา ถอนหายใจอย่างอึดอัด เขาไม่ชอบดวงตาใต้คิ้วดกดำคู่นั้นเลย มันเหมือนดวงตาหมาจิ้งจอกที่หลอกล่อเหยื่อให้เข้าไปจนมุม เพื่อรอจังหวะกระโจนเข้าขย้ำคอหอย Pheeraphon shifted nervously and a sigh of uneasiness escaped him. He didn’t like the eyes below those bushy black eyebrows at all. They were like the eyes of a fox forcing a prey into a corner to wait for the right moment to pounce and crush its throat.
“ก็อย่างที่ผมเล่าให้พวกตำรวจฟังไปแล้วนั่นแหละครับ คืนนั้นผมเมาหนักไปหน่อย ก็เลยมีเรื่องทะเลาะกับเมียนิดหน่อย” ‘Well, it’s like I told the other officers already. That night I’d drunk too much so I had a bit of a row with my wife.’
“คงไม่ใช่นิดหน่อยหรอกครับ” นายตำรวจหนุ่มใหญ่ขัดขึ้น เหลือบตามองเอกสารตรงหน้าแวบหนึ่ง “วันที่ 21 มีนาคม เวลาประมาณ 20.00 น. คนข้างบ้านคุณโทรศัพท์เข้ามาแจ้งว่าได้ยินเสียงทะเลาะวิวาทอย่างรุนแรงในบ้านคุณ มีเสียงภรรยาของคุณร้องขอความช่วยเหลือ เมื่อตำรวจไปถึงก็พบว่าคุณอยู่ในสภาพเมาหนักและกำลังตบตีภรรยาอยู่ ตำรวจเอาตัวคุณมาขังไว้ที่นี่หนึ่งคืนเพื่อให้คุณสงบสติอารมณ์ รุ่งเช้าเราจึงปล่อยตัวคุณไป” ‘More than “a bit”, I take it,’ the officer objected, glancing through the document in front of him. ‘On the 21st of March around 8 pm, one of your neighbours called to report that there was a violent quarrel in your house and he heard your wife shouting for help. When our men got there, they found you very drunk and beating your wife up. They took you here for the night so you would sober up and the next morning we let you out.’ นายตำรวจหนุ่มใหญ่: we already know the officer is middle-aged; there’s no need to keep repeating it. This is the kind of cliché too many Thai writers find hard to resist. Later in the story, we’ll have นายตำรวจร่างสูงใหญ่ and then นายตำรวจร่างใหญ่
“ก็อย่างนั้นแหละครับ” พีรพลพยายามข่มจิตใจไม่ให้ร้อนรน พลางมองสบตานายตำรวจ “ตอนสายๆ ผมกลับไปถึงบ้านก็ไม่เห็นเมียผมแล้ว รถของผมก็หายไปด้วย ตอนแรกผมไม่ได้สงสัยอะไรหรอกครับ ตามปกติเขาเสียไพ่กลับมาทีไรก็มักจะพาลหาเรื่องทะเลาะกับผมเป็นประจำ ทะเลาะกันทีไรเขาก็จะหนีไปอยู่บ้านแม่เขาทุกที สักวันสองวันก็กลับ แต่ครั้งนี้ผมเห็นว่าสามวันแล้วเขายังไม่กลับ ก็เลยโทรศัพท์ไปตามที่บ้านแม่เขา ญาติพี่น้องเขา รวมทั้งเพื่อนสนิทของเขาด้วย แต่ไม่เจอ ผมก็เลยมาแจ้งความไว้” ‘That’s right, I guess.’ Pheeraphon tried to keep his mood in check as he held the officer’s gaze. ‘When I got back home later that morning, my wife was no longer there. My car was gone as well. At first I didn’t wonder at all. Usually when she comes back after losing in a card game she always picks a quarrel with me. And whenever we row she flees to her mother’s house for a day or two. But this time when I saw that after three days she still wasn’t back, I called her mother’s house, and then her relatives and even close friends of hers, but couldn’t find her, so I came here to report.’
“ภรรยาของคุณเล่นไพ่บ่อยไหมครับ” นายตำรวจร่างสูงใหญ่เอ่ยถามขึ้นเมื่ออีกฝ่ายหนึ่งเล่าจบ ‘Does your wife play cards often?’ the officer asked when the man had finished speaking.
“เป็นประจำครับ ถ้าไม่เชื่อสารวัตรไปถามคนแถวบ้านผมดูได้ เขารู้ดีกันทุกคน” ‘All the time. If you don’t believe me, inspector, you can ask around my house. Everybody knows.’
“ภรรยาของคุณเคยมีเรื่องในวงไพ่กับใครบ้างไหมครับ” นายตำรวจตั้งข้อสังเกต ‘Has your wife ever had any conflict with anyone over cards?’ นายตำรวจตั้งข้อสังเกต: obvious, thus better left out.
“เรื่องนี้ผมไม่รู้ ผมไม่เคยไปเล่นกับเขา แล้วเขาก็ไม่เคยเล่าให้ผมฟังด้วย” ‘I’ve no idea. I’ve never gone to play with her. And she’s never told me anything either.’
นายตำรวจหนุ่มใหญ่ก้มหน้าดูเอกสารตรงหน้าอีกครั้ง The police officer looked at the document before him once again.
“วันที่คุณมาแจ้งความ…วันที่ 25 มีนาคม เวลา 08.00 น. ก็คือวันนี้ คุณบอกว่าทองรูปพรรณหนักห้าบาทที่ซ่อนไว้ในลิ้นชักบนหัวเตียงกับพระเครื่องของคุณอีกประมาณสามสิบองค์หายไป ใช่ไหมครับ” ‘When you came to report … on the 25th of March at 8 am, which is today, you said that a five-baht gold chain you kept in a drawer at the head of your bed as well as about thirty amulets had disappeared. Correct?’
“ครับ” พีรพลพยักหน้ารับ “ผมนึกเอะใจขึ้นมาก็เลยไปดู” ‘Yes.’ Pheeraphon nodded. ‘I had a sudden suspicion, so I went to check.’
“เมื่อเวลา 10.00 น. เราได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่าพบรถเก๋งจมอยู่ในคลอง เราส่งเจ้าหน้าที่ไปกู้ขึ้นมา พบว่ามีผู้เสียชีวิตติดอยู่ในรถหนึ่งคน กะโหลกศีรษะด้านหน้าของผู้ตายยุบเข้าไปคล้ายกับถูกของแข็งกระแทกอย่างแรง ทะเบียนรถตรงกับรถของคุณ เราจึงเรียกคุณมาดูศพ” ‘At 10 am we got a report from a member of the public that a car had been found sunken in a canal. We sent officers over to retrieve it and found there was a body inside the car. The front of the cranium of the deceased was smashed in, as if from a major blow from a hard object. The registration number was that of your car, so we called you in to identify the body.’
“ผมก็ยืนยันไปแล้วว่าใช่เมียผม” พีรพลแทรกขึ้นมาทันที “แม้ว่าศพจะขึ้นอืดจนดูแทบไม่ออก แต่ผมจำเขาได้ดี เสื้อผ้าชุดนั้นเป็นชุดที่เขาชอบใส่มาก แหวนวงที่ติดอยู่นิ้วของเขาผมก็เป็นคนซื้อให้เอง” สีหน้าของเขาเศร้าสลดลง ‘I’ve already stated it was my wife,’ Pheeraphon interrupted. ‘The corpse was so bloated it was almost unrecog- nisable, but I remembered her well. Those clothes were those she liked to wear very much. The ring on her finger I bought myself.’ His face turned sorrowful.
“ผมทราบมาว่าคุณเป็นนายหน้าค้าที่ดินที่ล้มเหลวในหน้าที่การงาน คุณเลยเอาบ้านกับที่ดินเข้าธนาคารเพื่อกู้เงินออกมา แล้วคุณก็ขาดส่งไปนาน ธนาคารจะยึดบ้านคุณในอีกสองเดือนข้างหน้านี้ ใช่ไหมครับ” นายตำรวจหนุ่มใหญ่ริ่มวางกับดักอย่างที่เขาถนัด ‘You’re a real estate broker and you’ve been unsuccessful in your work, so you mortgaged your house and land to get a bank loan and then failed to keep up with the payments, so the bank is going to foreclose on your house in the next couple of months. Correct?’ The police officer was beginning to set up a trap as he was adept at doing. ผมทราบมาว่า: From what I know. Again, stating the obvious.
“แล้วมันเกี่ยวกับการตายของเมียผมยังไง” พีรพลโพล่งออกมาด้วยความฉุนเฉียว เขาไม่ชอบให้ใครมาละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัว หากเป็นคนอื่นที่ไม่ได้ใส่เครื่องแบบตำรวจคงโดนเขาชกหน้าไปแล้ว ‘What’s this got to do with my wife’s death?’ Pheera­phon burst out irritably. He didn’t like anyone to pry into his private affairs. If he wasn’t wearing a police uniform, he’d already have punched the man in the face.
“ภรรยาของคุณทำประกันชีวิตไว้กับบริษัทประกันถึงสามแห่ง รวมเป็นวงเงินประมาณหกล้านบาทโดยคุณเป็นผู้รับผลประโยชน์ทั้งหมด ใช่ไหมครับ” นายตำรวจร่างใหญ่ยังถามต่อไปอย่างไม่สนใจท่าทางของอีกฝ่ายหนึ่ง แต่แววตาที่เป็นประกายนั้นคอยสังเกตปฏิกิริยาของชายหนุ่มตลอดเวลา ‘Your wife took out life policies with three insurance companies for a total of about six million baht with you as sole beneficiary. Correct?’ the officer asked further without taking heed of the other side’s attitude, but his glinting eyes were watching the younger man’s reactions all the time.
“ก็แน่ละครับท่านสารวัตร ผัวเมียกันจะให้คนอื่นมารับทำไม” พีรพลนึกอยากจะก่นด่าให้หายแค้น เขาไม่ชอบวิธีการพูดของนายตำรวจคนนี้ มันเหมือนหลอกล่อให้เขาเดินไปตกหลุมพรางที่ขุดดักไว้ ‘Of course, inspector. Being husband and wife, why should it go to someone else?’ Pheeraphon felt like swearing to relieve his resentment. He didn’t like the way this police officer was speaking. It was like goading him straight into a trap.
“เท่ากับคุณถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งถึงสองใบเชียวนะครับ ใช้หนี้หมดแล้วคุณยังมีเงินใช้จ่ายได้อย่างสบายไปตลอดชีวิต” ‘It’s like you won the lottery twice over, reimbursing your debt and with enough left over to be at ease for the rest of your life.’
“สารวัตรก็เลยคิดว่าผมฆ่าเมียตัวเองเพื่อเอาเงินประกัน อย่างนั้นใช่ไหมครับ” พีรพลเอ็ดตะโรลั่นห้อง ‘So you think I killed my wife to get the insurance money, do you, inspector?’ Pheeraphon shouted out.
“ผมไม่ได้คิด แต่ผมมั่นใจเลยแหละ” นายตำรวจหนุ่มใหญ่เปิดยิ้มอย่างจะยั่วโทสะอีกฝ่ายหนึ่ง พลางจ้องมองด้วยสายตาจับผิด กิริยาท่าทางของนายหน้าค้าที่ดินที่มีหนี้สินท่วมหัวคนนี้ส่อพิรุธให้เห็นตั้งแต่ก้าวเข้ามาในห้องนี้แล้ว แค่พลิกลิ้นตะล่อมอีกนิดหน่อย ไม่ช้าหมูขี้โมโหก็จะเชื่องเป็นแมวและยอมเดินเข้าโรงเชือดอย่างว่าง่าย ‘I don’t think so: I’m sure of it.’ The officer smiled broadly as if to provoke the anger of the other side, while staring at him to catch him out. The attitude of this real estate broker over his head in debt had been fishy from the moment he stepped into the room, but with a little more probing and prodding, before long the angry pig would be meek as a lamb* and ready to trot to the slaughter­house. พลิกลิ้นตะล่อม: a lovely expression. Literally, พลิกลิ้น = turning over the tongue (going back on one’s word); ตะล่อม = to persuade, coax, lead to the point.* You don’t usually send cats to the slaughterhouse.
“โธ่โว้ย เมียผมตายไปทั้งคนแล้วนะครับสารวัตร นี่ผมยังจะต้องมาติดคุกอีกหรือไงครับ” พีรพลสบถออกมาอย่างเหลืออด ‘Damn it, officer!’ Pheeraphon swore irrepressibly. ‘My wife is dead and I must go to jail as well?’
“ติดแน่นอนครับคุณพีรพล กฎหมายไม่เคยละเว้นคนผิด” ‘Absolutely, Mr Pheeraphon. The law makes no exception for the guilty.’
“ผมน่ะรึผิด” เขาหันนิ้วหัวแม่มือจิ้มหน้าอกตัวเอง จ้องหน้านายตำรวจร่างสูงใหญ่อย่างจะขอคำตอบ “สารวัตรก็เห็นอยู่ว่าเมียผมขับรถตกคลองโดนพวงมาลัยกระแทกจนหน้าและกะโหลกยุบ” ‘Me? Guilty?’ He turned his thumb to his own chest, staring at the police officer as if to demand an answer. ‘Surely you can see that my wife drove into the canal and burst her head against the steering wheel.’
“ขอโทษนะครับคุณพีรพล ผมเคยเจอคดีอย่างนี้มาเยอะแล้ว ผมบอกได้ทันทีเลยว่านั่นเป็นการอำพรางคดีชัดๆ จากสภาพที่เห็น เป็นไปไม่ได้เลยที่พวงมาลัยรถจะกระแทกกะโหลกศีรษะภรรยาของคุณยุบเข้าไปได้ถึงขนาดนั้น” ‘Sorry, Mr Pheeraphon. I’ve seen lots of cases like this, and I can tell at once this is a clear case of cover-up. From the way things are, it’s impossible that the steering wheel could have gone so deeply into your wife’s cranium.’
“แล้วสารวัตรคิดว่ามันเป็นเพราะอะไร” พีรพลขัดขึ้นทันที ‘Then what do you think did it?’ Pheera- phon inter­ject­ed at once.
“ความจริงก็คือ ภรรยาของคุณถูกของแข็งทุบเข้าที่ใบหน้าจนเสียชีวิตมาก่อนแล้ว และมีการจัดศพใหม่เพื่อตบตาตำรวจ” ‘The truth is, your wife was killed by a strong blow to the head from some hard object and her body was arranged afterwards to fool the police.’
“มันก็เป็นไปได้นี่ครับ มีเหตุผลร้อยพันที่เป็นไปได้” พีรพลยังไม่ยอมลดความแข็งกร้าวของน้ำเสียง “พวกตำรวจเป็นคนบอกผมเองว่าไม่พบทองกับพระเครื่องของผมเลย อาจจะมีใครสักคนมาปล้นเอาของพวกนั้นไป แล้วก็ฆ่าเมียผมทิ้ง จากนั้นก็เอาศพไปทำอย่างที่สารวัตรว่า” ‘It could well be. There are a hundred and one reasons for this to be possible.’ Pheeraphon still didn’t feel like tuning down the harshness in his voice. ‘The police themselves told me they didn’t find my gold chain and amulets. Somebody must have come and stolen them and then killed my wife and after that disposed of the body like you suggest.’ ร้อยพัน, short for ร้อยแปดพันเก้า (also ร้อยแปด): a hundred and one, all sorts of, lots of.
“มันก็มีทางเป็นไปได้” นายตำรวจหนุ่มใหญ่พยักหน้ารับ “แต่เท่าที่เราตรวจบ้านของคุณดู ปรากฏว่าไม่มีร่องรอยของการต่อสู้หรือรื้อค้นข้าวของเลย ฆาตกรที่ฆ่าภรรยาของคุณต้องเป็นคนใกล้ชิดกับเธอและลงมือสังหารโดยที่เธอไม่ทันรู้ตัว ที่สำคัญก็คือ ฆาตกรรู้ดีว่าทรัพย์สินเหล่านั้นซ่อนอยู่ตรงไหน” นายตำรวจหยุดสังเกตท่าทีของชายหนุ่มนิดหนึ่ง เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายอ้ำอึ้งไป จึงพูดต่อ “นั่นหมายความว่า คนที่ทำอย่างนั้นได้ก็มีแต่คุณคนเดียว” ‘Yes, it’s possible,’ the police officer admitted, ‘but from our thorough examin- ation of your house, it appears that there’s no trace of any struggle or search. Your wife’s murderer must be someone close to her who set about killing her before she could be on her guard. And what’s im- portant, the murderer knew where those valuables were.’ The police officer stop- ped and observed the younger man for a moment. When he saw him at a loss as to what to say, he went on: ‘This means that the only one who could have done it is you.’
“ไอ้บ้านั่นมันอาจจะจี้บังคับเมียผมให้บอกที่ซ่อน หรือไม่มันก็ดักปล้นกลางทางตอนที่เมียผมขนของพวกนั้นหนีมันไปก็ได้นี่ครับ ทำไมสารวัตรไม่ออกไปไล่จับไอ้ฆาตกรตัวจริง แทนที่จะมานั่งจับผิดผมอยู่อย่างนี้” พีรพล ทำท่าฮึดฮัด “เหตุผลของสารวัตรใช้เป็นข้อกล่าวหาผมไม่ได้หรอกครับ” ‘Maybe the bastard forced my wife at gunpoint to say where they were hidden or else he held her up on the way when she took my valuables and fled from me. Why don’t you go out and catch the real murderer, inspector, instead of sitting here making accusations against me?’ Pheeraphon asked, looking uneasy. ‘Your accusations against me won’t hold.’
“ตั้งแต่เป็นตำรวจมา ผมไม่เคยกล่าวหาใครอย่างเลื่อนลอย ผมมีหลักฐานมัดตัวคุณแน่นหนา คุณดิ้นไม่หลุดแน่” น้ำเสียงและสีหน้าของนายตำรวจร่างใหญ่ดูขึงขังเหมือนจะขู่ให้อีกฝ่ายหนึ่งยอมจำนน ‘Since I’ve been a police officer, I’ve never made empty accusations. I have conclusive evidence against you. You won’t wriggle out of it.’ The officer’s voice and expression were intimidating, as if to force the other side to confess. จะขู่ให้อีกฝ่ายหนึ่งยอมจำนน: alternatively, ‘as if to threaten the other side into confession/confessing’.
“หลักฐาน…หลักฐานอะไรไม่ทราบครับท่านสารวัตร” พีรพลถามเสียงกร้าวราวกับจะท้าทายให้พิสูจน์ความจริง ท่าทางของเขาดูหนักแน่นคล้ายกับมั่นใจว่าท้ายที่สุดความจริงที่เปิดเผยออกมาจะยืนยันความบริสุทธิ์ของเขา ‘Evidence? What kind of evidence, pray, inspector?’ Pheeraphon asked in a hoarse voice as if to challenge the determination of truth. He looked resolute, as if he was certain that eventually the truth would vindicate his innocence.
“เราพบค้อนปอนด์เปื้อนเลือดซึ่งเป็นอาวุธสังหารภรรยาของคุณตกอยู่ในพงหญ้าข้างบ้านคุณ นอกจากนี้เรายังพบคราบเลือดในห้องน้ำที่ถูกล้างไม่หมดอีก” นายตำรวจร่างใหญ่สังเกตเห็นแววตาของอีกฝ่ายสลดวูบลง จึงเริ่มต้อนด้วยกลวิธีที่เขาเคยใช้กับผู้ต้องหาสำเร็จมาทุกราย “หลักฐานแค่นี้ก็สามารถเอาคุณขังคุกได้อย่างสบายแล้วครับคุณพีรพล ทางที่ดีคุณให้ความร่วมมือกับตำรวจดีกว่า ยอมรับสารภาพมาตามตรงว่าคุณเป็นคนลงมือฆ่าภรรยาของคุณเอง โทษหนักจะได้กลายเป็นเบา” ‘We found the bloodstained sledge hammer that’s the weapon of the murder of your wife in the grass beside your house. Besides, we also found traces of blood in the bathroom which had not been entirely wiped out.’ The police officer noticed that the other man suddenly lowered his eyes. So he began to use the method that had never failed him with any suspect. ‘This is enough evidence to send you to jail, Mr Pheeraphon. The best for you is to cooperate with the police and state right away that it was you who killed your wife. This way, your punishment will be lighter.’
“ผมสาบานได้ว่า ผมไม่ได้ฆ่าเขาจริงๆ” พีรพลยกมือขึ้นกุมขยับอย่างคิดไม่ตก น้ำเสียงแตกพร่าคล้ายกับกำลังจะร้องไห้ หนทางเอาตัวรอดของเขาดูมืดมนไปเสียทุกอย่าง ‘I swear I didn’t kill her!’ Pheeraphon raised his hands to his temples without thinking, his voice breaking as if he was about to cry. His way to safety seemed to have blackened out.
“ศาลเชื่อหลักฐานครับ ไม่เชื่อคำสาบาน และศาลก็ให้ความยุติธรรมกับทุกฝ่ายเสมอ” นายตำรวจร่างใหญ่เปิดยิ้มกว้างอย่างผู้กุมชัยชนะ อีกไม่นานเขาจะปิดคดีนี้ได้อย่างสมบูรณ์ แต่ก่อนที่เขาจะทันได้หว่านล้อมต่อเสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้น นายตำรวจหนุ่มยศร้อยตรีก้าวเข้ามาพร้อมกับเอกสารสองสามแผ่นในมือ ‘The tribunal goes by the evidence, not by pledges, and it provides justice to all sides always.’ The police officer broke into the wide smile of a winner. This case was as good as closed. But before he had time to prevail, there was a knock on the door. A young sub-inspector stepped in with a document of a few pages.
“ผลการชันสูตรพลิกศพออกมาแล้วครับสารวัตร” ‘The results of the postmortem have just come in, inspector.’
“ทันใจดีจริง ผมกำลังรออยู่พอดีเลย” นายตำรวจร่างใหญ่รับเอกสารจากผู้ใต้บังคับบัญชามาดู พร้อมกับเอ่ยปากถามอย่างติดนิสัย “หมอเขาว่ายังไงบ้าง” ‘Good timing. I was waiting for them.’ The inspector took the document from his subaltern and had a look while his mouth said out of habit, ‘What did the doctor say?’
“ผู้ตายเป็นหญิง อายุประมาณ 30 ปี สูง 160 เซ็นติเมตร ผิวขาว รูปร่างท้วม เสียชีวิตเพราะถูกของแข็งทุบบริเวณใบหน้าจนกะโหลกศีรษะยุบครับ” ร้อยตรีหนุ่มรายงานอย่างคล่องแคล่ว ‘The deceased is a woman of about thirty, 160 cm tall, plump with light complexion, her death due to her face and cranium being smashed by a hard object,’ the sub-lieutenant reported briskly.
“ตรงกับรูปพรรณสัณฐานของนางปราณีภรรยาของคุณพอดี” นายตำรวจร่างใหญ่จ้องหน้าพีรพลด้วยสายตาของเสือที่สะกดเหยื่อไม่ให้ลนลาน ‘This matches the description of Mrs Prarnee, your wife.’ The inspector stared at Pheeraphon with the eyes of a tiger preventing its prey from running off.
“แต่มันมีบางอย่างผิดปกติครับสารวัตร” นายตำรวจหนุ่มอ้ำอึ้งไปชั่วครู่ เมื่อเห็นผู้บังคับบัญชาหันมามองอย่างตั้งคำถามด้วยสายตาจึงรายงานต่อ “คือ…แพทย์เขายืนยันมาว่าผู้ตายเสียชีวิตมาแล้วประมาณ 80 ชั่วโมง หรือตอนเที่ยงคืนของวันที่ 21 มีนาคม” ‘But something doesn’t add up, inspector,’ the young officer mumbled after a moment. When he saw his superior turn and look at him with a question in his eyes, he reported further, ‘The doctor states that the death happened about eighty hours ago, that is about midnight on the 21st of March.’
“อะไรนะ” นายตำรวจหนุ่มใหญ่อุทานเสียงดัง รีบก้มลงดูเอกสารในมืออย่างไม่เชื่อหูตัวเอง ‘What!’ the inspector exclaimed and hurriedly looked down at the document in his hand as if he couldn’t believe his ears.
“เวลามันตรงกับในบันทึกประจำวัน ซึ่งผู้หวังดีรายหนึ่งโทรศัพท์เข้ามาแจ้งว่า ได้ยินเสียงผู้หญิงกรีดร้องดังออกมาจากบ้านของคุณพีรพลหนึ่งครั้งแล้วเงียบหายไปครับ” ร้อยตรีหนุ่มรายงาน ‘This is the same time as reported in the roster when some well-meaning person phoned to report that a woman in Mr Pheeraphon’s house had yelled once and then all was silent,’ the sub-inspector stated.
“หมายความว่า…” นายตำรวจหนุ่มใหญ่เงยหน้าขึ้นมองผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยแววตาสับสนมึนงง ‘Meaning that…’ The inspector looked up at his subaltern with a confused and puzzled expression.
“ตอนนั้นคุณพีรพลยังอยู่ในห้องขังครับ” นายตำรวจหนุ่มบอกเหมือนล่วงรู้ถึงความนึกคิดของผู้บังคับบัญชา “ผมคิดว่าในช่วงเวลานั้นต้องมีใครสักคนสวมรอยเข้าไปสังหารผู้ตายแล้วป้ายความผิดให้คุณพีรพล” ‘At the time Mr Pheeraphon was still in jail, sir,’ the young officer told him as if he could guess what his superior was thinking. ‘I think that about that time someone must have followed and killed the deceased and then arranged for Mr Pheeraphon to take the rap.’
“เราถูกหลอกให้หลงทางมาตลอด” นายตำรวจร่างใหญ่เอ่ยออกมาลอยๆ ราวจะปรึกษากับตัวเอง “ฆาตกรต้องวางแผนมาเป็นอย่างดี และมันก็ทำได้แนบเนียนเสียด้วย” ‘We’ve been deceived all along,’ the inspector mused out aloud, as if talking to himself. ‘The murderer must have premeditated his act and carried it out skilfully enough.’
“ทีนี้สารวัตรเชื่อแล้วใช่ไหมครับว่าผมไม่ได้ฆ่าเขา” พีรพลแทรกขึ้นมาด้วยความรู้สึกปลอดโปร่งที่สุดในชีวิต ในอกโล่งจนเขาอยากสูดลมหายใจลึกๆ อัดอากาศเข้าไปให้เต็ม “ผมกลับได้หรือยังครับ” ‘Now do you still believe, inspector, that I killed my wife?’ Pheeraphon interrupted, feeling immensely relieved, the weight taken off his chest making him crave for a lungful of air. ‘May I leave now?’ The question is rephrased to sound better in English.
“อ้อ…เชิญครับคุณพีรพล” นายตำรวจหนุ่มใหญ่หันไปยิ้มฝืดๆ “ขอบคุณมากนะครับที่ให้ความร่วมมือกับตำรวจเป็นอย่างดี ผมขอโทษด้วย ถ้าใช้คำพูดรุนแรงไปหน่อย” ‘Oh … please do, Mr Pheeraphon.’ The inspector turned to him with a forced smile. ‘Thank you so much for being so cooperative with the police. I beg your pardon if my words were a bit strong.’
“ไม่เป็นไรครับ ผมเข้าใจดีว่ามันเป็นหน้าที่ของตำรวจ” พีรพลขยับตัวลุกจากเก้าอี้ที่นั่งจมมานาน “สารวัตรช่วยตามจับฆาตกรที่ฆ่าเมียผมให้ได้นะครับ” ‘Never mind, sir. I understand very well that it’s the duty of the police.’ Pheeraphon extracted himself from the chair he had been sitting on for so long. ‘Inspector, please go after the murderer who killed my wife, will you.’
“ผมจะพยายามอย่างสุดความสามารถ” นายตำรวจร่างใหญ่พยักหน้ารับอย่างให้สัญญา “เรื่องภรรยาของคุณ ผมเสียใจด้วยนะครับ” ‘I’ll do my very best.’ The inspector nodded solemnly to emphasise his promise. ‘Please accept my condolences about your wife.’
“ขอบคุณครับ” รอยยิ้มของเขาดูเหมือนไม่เต็มใจทำมากนัก “สารวัตรบอกผมเองไม่ใช่หรือครับว่า ผมถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งตั้งสองใบ” เขาบอกอย่างไม่สบอารมณ์นักก่อนจะก้าวออกไปจากห้องสอบสวนที่เต็มไปด้วยกลิ่นไอของความเครียด ‘Thank you, sir.’ His smile didn’t seem entirely heartfelt. ‘Didn’t you tell me yourself, inspector, that I won the lottery twice over?’ he said as if he wasn’t too pleased, before stepping out of the tension-fraught interrogation room.
=
พีรพลประสบปัญหายุ่งยากในงานศพภรรยาของเขา ตั้งแต่ก้าวเข้ามาในงานก็ถูกเพื่อนฝูงและญาติพี่น้องเข้ามารุมล้อมไต่ถามเรื่องราวอยู่ตลอดเวลา จนเขานึกเบื่อที่จะตอบคำถามซ้ำๆ ซากๆ ของคนเหล่านั้น แต่เขาสามารถผ่านไปได้ด้วยดี แม้จะอึดอัดใจบ้างก็ตาม His wife’s funeral was harrowing for Pheeraphon, as he was assailed by friends and relatives who plied him with questions throughout until he became utterly fed up having to repeat the same explanations, but he managed to survive the ordeal even though he was somewhat on edge.
เขาไม่คิดจะไถ่บ้านคืน ทั้งที่ได้รับเงินก้อนโตมาหมาดๆ ในวันรุ่งขึ้นเขาทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ข้างหลัง ขับรถหายไปโดยไม่ได้บอกกล่าวใคร He didn’t think he’d pay off the mort- gage on his house even though he had just received a big chunk of money. The next day he left everything behind and drove away without telling anyone.
ย่ำค่ำของวันเดียวกัน ดวงอาทิตย์เพิ่งลาลับ ราตรียังเยาว์ รถของพีรพลก็แล่นเข้ามาจอดหน้าบ้านหลังหนึ่งในชนบทห่างไกล At dusk on that same day, the sun had just set and the night was still young when Pheeraphon’s car came to a stop in front of a house somewhere far off in the country.
เขาลงมายืนข้างรถ เปิดยิ้มอย่างพึงพอใจ บ้านเล็กๆ หลังนี้ทรุดโทรมใกล้จะพังมิพังแหล่ ยืนโดดเดี่ยวอยู่ในความสลัว ห่างไกลจากหมู่บ้านที่เขาเพิ่งขับรถผ่านมาเกือบหนึ่งกิโลเมตร ที่ดินและบ้านหลังนี้เป็นสมบัติของเพื่อนซึ่งฝากให้เขาช่วยขายเมื่อสองปีก่อน จนบัดนี้เพื่อนคนนั้นไปอยู่เมืองนอกเกือบปีแล้วเขาก็ยังขายไม่ออก He got out and stood by the car with a pleased smile. The small house was derelict, as if on the verge of collapse. It stood by itself in the growing darkness, about a kilometre away from the village he had just driven through. The house and the land that went with it belonged to a friend who had left them for him to sell two years ago. His friend had been living abroad for almost a year and he still hadn’t sold them.
หญิงสาวคนหนึ่งถลันออกมาจากประตูที่ลั่นออดแอดราวกับร้องขอน้ำมันหล่อลื่น เธอเข้ามาซบอกของเขาอย่างถวิลหา A young woman ran out of the door that creaked as if pleading for lubricating oil. She flung herself at his chest with longing.
“เป็นยังไงบ้างคะ ทุกอย่างเรียบร้อยดีไหมคะ” ‘How did it go? Is everything alright?’
“ผมได้เงินมาแล้ว ทางคุณเป็นยังไงบ้าง” เขาจูบรับขวัญที่พวงแก้มอวบอิ่ม ‘I’ve got the money. How about you? How are you?’ He planted a welcome kiss on her chubby cheek.
“ตอนแรกณีกลัวแทบตายเลยค่ะ แต่เพื่ออนาคตของเราสองคนณีเลยตัดสินใจทำ” น้ำเสียงของเธอสั่นระริก “แผนของคุณยอดเยี่ยมจริงๆ” ‘At first I was scared to death, but for our common future I had to steel myself and do it.’ There was a tremor in Prarnee’s voice. ‘Your plan was great!’ Since she identifies herself with ณี for ‘I’, introducing her name now is in order.
“ก็ผมวางแผนมาเป็นปีแล้วนี่” เขาหัวเราะเบาๆ “ความจริงมันควรจะสำเร็จไปนานแล้ว ถ้าเราหาคนใช้พม่าที่มีอายุกับรูปร่างเท่าๆ กับคุณได้เร็วกว่านี้” ‘Well, I designed it a year ago.’ He laughed lightly. ‘Actually, it should have been successful long ago if we’d found a Burmese maid of about the same age and body as yours earlier.’
“เราไปซื้อบ้านแถวชายทะเลกันนะคะ ณีฝันถึงชีวิตแบบนั้นมานานแล้ว” ดวงตาของเธอเคลิ้มฝันไปกับจินตนาการที่วาดไว้ ‘Let’s buy a house by the seaside. I’ve been dreaming of such a life for so long.’ Her eyes were dazzled by the pictures her imagination painted.
“มันมีปัญหานิดหน่อย” พีรพลถอนหายใจเบาๆ “ตอนนี้ใครๆ ก็พากันเข้าใจว่าคุณตายไปแล้ว จะให้ใครมาพบเห็นคุณอีกไม่ได้เด็ดขาด” ‘There’s a little problem.’ Pheeraphon sighed lightly. ‘By now everybody under-stands you’re dead. Having anybody see you again is out of the question.’
“เราก็ไปอยู่ในที่ที่ไม่มีคนรู้จักสิคะ” ‘Well, let’s go where there’s no one we know.’
“มันก็ยังเสี่ยงอยู่ดี สักวันอาจจะมีคนรู้จักมาเห็นคุณเข้าก็ได้ เรื่องมันจะไปกันใหญ่ เราเสี่ยงกันมามากแล้ว ผมจะไม่ยอมเสี่ยงอีก” ‘It’s still risky. One of these days some- one you know might bump into you, and we’d be in big trouble. We’ve taken many risks as it is. I won’t take any more.’
“แล้วเราจะทำยังไงดีคะ” เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างขอความเห็น ‘Then what can we do?’ She raised her face and looked into his eyes to ask his opinion.
“นี่มันก็อยู่ในแผนของผมด้วยเหมือนกัน” เขาบอกพร้อมกับตวัดมีดปลายแหลมที่ซ่อนไว้ข้างหลังออกไปอย่างรวดเร็ว มันเสียบเข้าที่หัวใจของเธออย่างแม่นยำ ‘Well, that’s also part of my plan,’ he told her as he swiftly wielded the sharp knife he hid behind his back and deftly plunged it into her heart.
ปราณีมีโอกาสกรีดร้องออกมาเพียงครั้งเดียว ก่อนจะทรุดลงไปนอนตัวงออยู่กับพื้น ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด ดวงตาเหลือกโพลงที่จ้องมองเขามีความเคียดแค้นชิงชังระคนตกใจ Prarnee had the opportunity to shout only once before she fell in a huddle to the ground, her face distorted by pain. Resentment and hate mixed with shock showed in the rolled-up eyes staring at him.
พีรพลยืนมองด้วยสีหน้าเย็นชา ไม่มีแววสะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย รอยยิ้มที่ผุดอยู่บนริมฝีปากของเขาดูโหดเหี้ยม Pheeraphon stood looking with an impassive face devoid of the least trepidation. The smile that cropped up on his lips looked cruel.
“ศพของคุณถูกหมกในถังส้วมเมื่อไหร่ แผนการของผมก็จะสมบูรณ์” ‘When your corpse is in the septic tank, my plan will be complete.’
=

‘Khattakam Amphrang’, first published in Chor Karrakeit 33, 1997

Naruecha Mueanjai-ngarm,
a native of Nakhon Nayok,
is a promising crime writer,
whose first novel,
The blood ratification,
earned him a trade prize
in 2010.
.

Tagged: , , , , , ,

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: