Kleepkaeo – ’Rong Wongsawan

ooo

This short story comes from the very first collection ’Rong Wongsawan published in his late twenties, earning him the dubious reputation of a womaniser and bon vivant. Typical of this master of wordplay, the title of that collection, Nao Phooying, is patterned on nao jai (feeling forlorn, neglected) and hints at total frustration over women. The frustrating woman here is Kleepkaeo, whose name means ’orange jasmine petal’. MB

กลีบแก้ว

KLEEPKAEO

’รงค์ วงษ์สวรรค์

’RONG WONGSAWAN==

TRANSLATOR’S KITCHEN
1 1
พรเลิศหยีตาข้างหนึ่งและยิ้มที่มุมปากเมื่อผมบอกว่าประคินไปเยี่ยมลูกชายที่โรงเรียนประจำศรีราชา หล่อนจะค้างที่นั่นสักสองสามคืนด้วย เกี่ยวกับกิจธุระในโรงงานแป้งมันสำปะหลังของหล่อน Phornleut crinkles one eye and half- smiles when I tell him Prakhin has gone to visit our son at the Sriracha* boarding school. She’ll stay there a few more nights to check on her cassava flourmill. ยิ้มที่มุมปาก: literally, ‘smiles from the corner of his mouth’.
* Spelling of Si Racha then.
“โชคดีวายร้าย เสาร์อาทิตย์เมียไม่อยู่บ้าน” ‘Tremendous good luck: this weekend the missus is away.’
ขณะนี้เราจิบวิสกี้กันอยู่ที่บาร์ทางแถบล่างของ กรุงเทพฯ We sit sipping whisky in a bar of the Bangkok underworld.
“พรุ่งนี้ไปเที่ยวด้วยกันไหม ผมจะเอาเรือเร็วออกเที่ยวไปตามแม่น้ำมันเรื่อยๆ” ‘Let’s go out tomorrow, shall we? I’ll have the speedboat cruise up and down the river.’
“หน้าฝนไปเที่ยวเรือมันจะได้ความอะไร” ‘Taking a boat out in the rainy season, is that a good idea?’
“เป็นเสียอย่างงี้ซี ไม่ทันฟังให้จบเสียก่อน” พรเลิศเบ้หน้า ชะโงกเข้ามาจนใกล้ผม แล้วกระซิบโดยไม่จำเป็นเลยเพราะในบาร์มีเราอยู่เพียงสองคน “ผมจะจัดปาร์ตี้ลับเฉพาะขึ้นไงล่ะ พูดแค่นี้แล้วสนใจมั่งรึยัง” ‘See how you are: you won’t let me finish.’ Phornleut screws up his face, leans towards me and whispers, need- lessly as there’s only the two of us in the bar, ‘I’ll set up a private party, how’s that? Enough to get your attention?’
“ทีเด็ดอีกแล้ว…?” ‘One of your tricks again…’
เพื่อนที่เคยฟาดแข้งกันมาในสนามฟุตบอลพยักหน้า และเรียกวิสกี้มาอีกรอบหนึ่ง My friend since our shin-bashing days on the soccer pitch nods and orders a new round of scotch.
แต่ผมก็ยังลังเลใจอยู่ดี กับพรเลิศถึงเราจะสนิทสนมกันอย่างไร ผมก็ไม่ลืมว่าประคินเกลียดเพื่อนคนนี้เข้ากระดูก ไม่ใช่ในฐานะที่เขาเป็นเจ้าของกิจการบาร์และราตรีสโมสรหลายแห่งเท่านั้น หากเป็นเพราะพรเลิศกว้างขวางในสังคมผู้หญิงทุกแบบ และใจคอกว้างขวางหยิบยื่นมาให้เพื่อนฝูงเสมอ…โดยเฉพาะกับผม But I’m still reluctant. With Phornleut, no matter how close we are, I don’t forget that Prakhin hates my friend’s guts, not just for being the owner of several bars and nightclubs but because he’s popular in women circles of all kinds and very generous lending them out to friends – to me in particular. In English, it’s a man’s guts you hate; in Thai, his bones.
ประคินอาจจะเป็นผู้ดีเกินไปและยุ่งอยู่กับการค้าของหล่อนจนน่าเวียนหัว สองสิ่งนี้ก็ไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้หล่อนต้องนอนค้างอ้างแรมตามลำพังมากคืนกว่า…กับผม ตลอดกว่าสิบปีในชีวิตแต่งงานของเรา มันเป็นเพราะผมอดไม่ได้เมื่อเห็นผู้หญิงอื่น เมื่อมีโอกาส หรือแม้ไม่มีก็พยายาม Prakhin may be too much of a lady and too dizzily involved in her trading, but these are not the reasons she’s had to sleep many more nights alone than … with me during the ten years plus of our married life; rather, it’s that I can’t help myself when I see other women: I go for them or at least try.
ประคินรู้ดี แต่เราก็ไม่เคยทะเลาะวิวาทกันเลย ช่างเยือกเย็นจนผมเกือบจะว่าหล่อนคือน้ำแข็งที่ไม่รู้จักละลาย Prakhin knows all about it, but we’ve never quarrelled. So cool I’d say she’s ice that won’t melt.
จะเคยพูดบ้างก็เพียงว่า “คุณไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยมั่งหรือไง ปีนี้คุณสี่สิบสองแล้วนะ-นรา” The most she’ll say is, ‘Don’t you ever get tired? This year, you’re forty-two, you know, Nara.’
“อะไรกันตั้งสี่สิบสอง” ผมหัวเราะหัวใคร่ ยืดอกขึ้นสูดลมเข้าไปเต็มปอดแล้วก้มลง “…ผมนึกว่าเพิ่งยี่สิบแปดเท่านั้นเสียอีก” ‘What do you mean forty-two?’ I laugh out loud, stretch my chest for a lungful of air and then bend over. ‘I thought I was only twenty-eight, actually.’
“ฉันขวางคุณเหลือเกินแล้วนะ” ประคินปัดมือผมที่วุ่นอยู่กับจี้เพชรบนเนินอก ‘Don’t let me stop you.’ Prakhin brushes off my hand fumbling with the jewelled pendant on her bosom.
เปิดลิ้นชักโต๊ะทำงานของหล่อน หยิบสมุดเช็คขึ้นมากรอกเงินจำนวนหนึ่งลงไป…ยื่นมาให้ผม Opens the drawer of her desk, picks up the cheque-book, writes down a certain amount and hands me the cheque. Part of ‘modern’ writing at the time: leaving out the subject or rather making minced meat of sentences.
การมีเมียรวยและไม่ขี้หึง…มันดีอย่างนี้เอง Having a wife who’s rich and not jealous … that’s how it goes. มันดีอย่างนี้เอง: variant: isn’t that great?
2 2
เราออกเรือในตอนเช้าตรู่ของวันอาทิตย์ ฝนปรอยบางๆ และอากาศชื้นทำให้ต้องล่อวิสกี้กันทั้งเช้าๆ อย่างนี้ We get the boat out in the early morning on Sunday. It’s drizzling and the dampness in the air has us downing whisky this early.
ผมนึกแล้วไม่ผิด พรเลิศจะต้องมากับมิสเฮเลน นักร้องฟิลิปปินนาคนใหม่ของเขา แวน นักข่าวสังคมชื่อดังทั้งร้ายและดี เกี่ยวก้อยกับระชวย ตัวประกอบภาพยนตร์ที่ขึ้นชื่อว่าใจง่ายที่สุดในโลกเซลลูลอยด์ I got it right: Phornleut had to come with Miss Helen, his new Filipino singer. Also Waen, the well-known social columnist, both wicked and good, hand in hand with Rachuay, a supporting actress notorious for having the easiest heart of the celluloid world.
และนั่น คือผู้หญิงอายุสิบเก้าที่พรเลิศบุ๊คตัวเอาไว้ให้ผม And there is the nineteen-year-old woman Phornleut has booked for me.
“กลีบแก้ว ครับ” พรเลิศแนะนำ “ชายผมสีเทาผู้นี้คือ นรา นักเขียนเรื่องโรแมนติกที่เคยบอกไว้ไงล่ะ” ‘Kleepkaeo…’ Phornleut introduces. ‘This grey-haired man is Nara, the romance writer I’ve told you about.’
“ดิฉันเคยอ่านเรื่องของคุณมาบ้างแล้ว ยินดีมากค่ะที่ได้รู้จัก” ‘I’ve read some of your stories. Very glad to meet you.’
น้ำเสียงของกลีบแก้วช่างเป็นกันเองและมีรอยยิ้มอยู่ในตา Kleepkaeo’s voice is very friendly and there’s a smile in her eyes.
ผมขอบคุณหล่อนเบาๆ ตามวิสัย I thank her in a low voice, as I always do.
จุดบุหรี่ขึ้นในขณะที่คิดว่าจะเริ่มจับเส้นหล่อนต่อไปอย่างไรดี Light up a cigarette while I ponder how to get on with her further.
เจ้าพระยาตอนเช้าเป็นภาพที่งามจับตา สองฟากฝั่งเริ่มตื่นและเคลื่อนไหว ทิวไม้เขียวกระจ่างชัดขึ้นเมื่อต้องแสงแดดบางๆ ชาวสวนพายเรือผลไม้ออกมาจากลำคลองเล็กๆ คนขายกาแฟหนุ่มบีบลูกยางแตรประจำเรือของเขาด้วยความคึกคะนอง หญิงสาวนุ่งกระโจมอกลงมาอาบน้ำที่ท่าหน้าบ้าน ฟอกสบู่ไปทั่วทั้งตัวกระมิดกระเมี้ยน ช่างเรือกลไฟโยนฟืนเข้าในเตา ชาวเรือเปิดขยายทางท้ายของเขาขึ้น รวบหูมุ้งซุกๆ เอาไว้ แล้วก็ลงมือจุดไฟหุงข้าว พลางเบิกตาขึ้นไปบนท้องฟ้า The Chao Phraya in the morning offers an arresting sight. Both banks are beginning to wake and stir. The rows of trees turn green under the mild sunrays. Orchard people paddling boatfuls of fruit come out of small canals. A young coffee seller squishes the pear-shaped rubber of his boat horn in high spirit. A young girl in a sarong knotted round her chest goes down to bathe at the landing in front of her house and soaps herself all over demurely. A steamer’s mechanic throws fuel into its furnace. A sailor lifts his collapsible roof at the back, tucks away the ends of his mosquito net, and then lights a fire to cook rice while glancing upwards to survey the sky.
ผมไม่สนใจภาพเหล่านี้มากไปกว่าละอองน้ำฝนที่เกาะบนเรือนผมและหัวคิ้วของกลีบแก้ว นอกจากจมูกดื้อรั้น หล่อนมีริมฝีปากค่อนข้างหนา แต่ได้รูปและน่าจูบอีกด้วย I’m not nearly as interested in those scenes as in the droplets clinging to Kleepkaeo’s hairdo and brow. Besides a headstrong nose, she has rather thick lips, but well-shaped and kiss-inviting too.
กางเกงขาสั้นผ้าเนื้อหยาบๆ และเสื้อแบบเชิ้ตแต่ปิดคอ-รัดทรวง ตัดด้วยผ้าไหมสันกำแพงรับกับผิวเกลี้ยงเกลา ก็เป็นอีกอย่างที่ชวนให้หลงใหล ผมเป็นอย่างนี้เอง ความรู้สึกฉับไวและขี้มักจะอดไม่ได้กับผู้หญิงทุกคน Her shorts of rough cloth and round-necked chest-hugging shirt cut in silk, a mountain cliff against her neat skin, are another invitation to insanity. That’s how I am. Swift of feeling and unable to resist women.
“ขอวิสกี้ให้ดิฉันสักแก้ว ได้ไหมคะ” ‘May I have a glass of whisky?’
หล่อนเริ่มต้นก่อน She is the first to begin.
“ทุกอย่างที่กลีบแก้วต้องการ…ต้องได้เสมอในเรือลำนี้” นี่เป็นเสียงของพรเลิศ ‘Everything you want, Kleepkaeo, is yours on this boat.’ This is Phornleut’s voice.
ผมเดือดดาลตัวเองที่กลายเป็นคนเชื่องช้าไปเสียแล้ว I’m furious at myself for being slow- witted.
“ฝนตกน่ารำคาญ แต่วิสกี้คงจะช่วยให้อารมณ์ดี” ผมเริ่มขึ้นบ้างเมื่อพรเลิศหายไปในเคบินขนาดย่อม “คุณคงดื่มเสมอ?” ‘This rain is annoying but whisky will improve our mood,’ I begin when Phornleut has gone down to the smallish cabin. ‘Do you drink much?’
“ไม่หรอกค่ะ” หล่อนเอียงคอ “สำหรับวันอย่างนี้เท่านั้น ดิฉันพอจะรู้ความหมายของปาร์ตี้แบบนี้อยู่บ้าง” ‘Not at all.’ She tilts her neck. ‘Only on days like these, to get into the mood of a party like this one.’
กลีบแก้วหัวเราะ ช้อนตามองลึกเข้ามาในตาของผม She laughs, raising her eyes deep into my eyes.
ผมชักรู้สึกกระด้างกระเดื่องยังไงพิกล I feel suddenly oddly abashed.
“ผมจะไปเอาวิสกี้ให้คุณดีกว่า” ผมพูดขึ้นทำไมก็ไม่รู้ “เฮเลนคงไม่ยอมปล่อยพรเลิศขึ้นมาบนนี้อีกก็ได้” ‘Let me get you that whisky,’ I say I don’t know why. ‘Helen might not let Phornleut come back up here.’
“ทำไมหรือคะ” ‘Why not?’
ผมชะโงกหน้าเข้าไปจนชิดแก้มหล่อน “คุณสวยน่ะซี ได้ยินไหม คุณสวยกว่าเฮเลนและระชวย” I bend over to within touch of her cheek. ‘Because you’re beautiful. Do you hear? More beautiful than Helen and Rachuay.’
กลีบแก้วไม่ตอบและผมคิดว่าหน้าหล่อนก็คงไม่แดงเรื่อขึ้นมาสักนิด ผมจึงผละจากหล่อนลงไปในเคบิน เกือบจะสะดุดกองเชือกหัวคะมำ Kleepkaeo doesn’t answer and I think she doesn’t blush either, so I part from her and go down to the cabin, tripping on a coil of ropes and almost falling flat on my face.
ผู้หญิงคนนี้อวดดียังไงนะ หล่อนทำให้ผมขวยเขินและประหม่าอย่างบอกไม่ถูก What’s with this cocky woman that makes me feel so shy and nervous? อย่างบอกไม่ถูก: don’t know, hard to say – catch-all phrase that doesn’t say much.
3 3
ระชวยและเฮเลนนั่งเล่นถอดไพ่กันอยู่ แวนเปิดแผ่นเสียงเพลงร็อกแล้วลุกขึ้นเต้นรำท่าแปลกๆ ผู้หญิงสองคนหัวเราะชอบใจ ระชวยตบมือให้จังหวะก่อน แล้วหล่อนก็ทนนั่งอยู่เฉยไม่ได้ลุกขึ้นหมุนตัว กระโปรงผ้าดอกบานเป็นวงกลมได้ฉากกับสะเอวคอดและช่วงขาอวบของหล่อน Rachuay and Helen sit playing cards. Waen puts on some rock music and then gets up and dances peculiar. Amused, the two women laugh. Rachuay claps her hands to the beat first and then can’t keep still, springs up and spins, her flowery skirt a wheel between her narrow waist and chubby thighs. Note here the avoidance of adverbs to make the sentences swing: ‘peculiar’ rather than ‘oddly’ or ‘in a peculiar way’ and ‘amused’ rather than ‘laugh delightfully’ or some such.
พรเลิศหยีตาข้างหนึ่งตามเคยเมื่อเห็นผม เขาส่งแก้ววิสกี้สำหรับกลีบแก้วให้ ผมรับมาถือไว้แล้วหนีบติดมือขึ้นไปข้างบนอีกขวดหนึ่ง Phornleut crinkles one eye as usual when he sees me. He passes me the glass of whisky for Kleepkaeo. I take it and then palm a bottle as well and go back up.
กลีบแก้วนั่งครึ่งนอน ชันขาข้างหนึ่งอยู่บนเตียงหวายแบบหรูหรา ดีไซน์ขึ้นโดยเฉพาะสำหรับดาดฟ้าเรือ ผมลากเก้าอี้นั่งเตี้ยๆ เข้าไปจนชิดหล่อนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ Kleepkaeo is reclining with one leg up on a fancy wicker deckchair. I drag a small chair as close to her as I can. Gained in translation: ‘deckchair’ as qualifier rather than the heavy ดีไซน์ขึ้นโดยเฉพาะสำหรับดาดฟ้าเรือ (designed especially for a boat deck).
ผู้หญิงอายุสิบเก้าคนนี้คอแข็งพอใช้ หล่อนจิบวิสกี้กับน้ำแข็งได้มากเท่าๆ กับผมทีเดียว This nineteen-year-old woman can hold her liquor. She matches me downing whisky on the rocks.
หน้าแดงขึ้นเพียงเล็กน้อย เสียงปร่าไปบ้างแต่หัวเราะเสียงใสตามเคย Her face a little red, her voice a little slurred, but her laughter as clear as before.
“คุณเป็นนักเขียนอาชีพหรือคะ” หล่อนถาม ‘Are you a professional writer, sir?’ she asks.
ผมตอบว่า “เรียกผมว่านราดีกว่า ค่อยฟังดูเป็นกันเอง” I answer, ‘You can call me Nara; it’s more congenial.’
“งั้นดิฉันจะถามใหม่ นราคะ คุณเขียนหนังสือเป็นอาชีพ ใช่ไหมคะ” ‘Then I’ll ask you, Nara, writing is your profession, isn’t it?’
“จะว่างั้นก็ได้กระมัง เพราะนอกจากเขียนหนังสือกับมีเมียเศรษฐีแล้วผมก็ไม่ได้ทำอะไรอีกนี่…” ‘You can put it like that, I suppose, because besides writing and having a rich wife I do nothing else…’
“ดีนะคะ” ‘That’s good.’
“อย่างแรกหรืออย่างหลัง?” ‘What is? The former or the latter?’
ผมกุมมือข้างหนึ่งของหล่อน I cover one of her hands with mine.
กลีบแก้วไม่ขัด เบือนสายตาไปในแม่น้ำ She doesn’t demur, looks away at the river.
“ทำไมไม่ตอบล่ะ” ‘Why don’t you answer?’
“ไม่รู้จะพูดว่ายังไงนี่คะ” ‘I don’t know what to say.’
“กลีบแก้ว อยากฟังเรื่องการมีเมียเศรษฐีของผมบ้างไหมล่ะ” ‘Kleepkaeo, do you want to hear about my having a rich wife?’
“ไม่หละค่ะ นรา” ‘No, Nara.’
หล่อนเรียกชื่อผมสนิทสนม She pronounces my name just so. สนิทสนม: close, very friendly.
“งั้นก็เล่าเรื่องของคุณเองให้ผมฟังบ้าง” ‘Then tell me about you.’
“อย่าดีกว่าค่ะ” กลีบแก้วดึงมือกลับไปและยกแก้ววิสกี้ขึ้นจิบ “คุณไม่ต้องเล่าให้ดิฉันฟัง และดิฉันก็ไม่เล่าให้คุณฟังดีกว่าไหมคะ รู้จักกันเพียงแค่นี้ พรุ่งนี้เราอาจะไม่รู้จักกัน” ‘Better not.’ She withdraws her hand and raises her glass for a sip. ‘You don’t have to tell me and I don’t have to tell you. Isn’t it better that way? Knowing this much of each other, maybe tomorrow we won’t remember each other.’
“ผมจะลืมคุณได้ยังไง กลีบแก้ว” ‘How could I forget you, Kleepkaeo?’
คราวนี้ผมไม่เพียงจับมือ แต่ยื่นหน้าเข้าไปจูบหล่อนทีเดียว ที่ริมหูก่อนแล้วจึงที่แก้ม แล้วไล่ดะไปถึงปลายคาง “ใครจะลืมได้ แม้จะรู้จักเพียงนาทีเดียว” This time I just don’t take her hand but move forward and kiss her, the rim of her ear first and then her cheek and then all the way down to her chin. ‘Who could forget you, even meeting you for a minute only?’
กลีบแก้วยันคางผมเบาๆ ไม่เชิงขัดขืนและไม่เชิงเต็มใจ Kleepkaeo pushes against my chin lightly, neither objecting nor consenting.
ผมชักรู้สึกกระดากกระเดื่องอีกแล้ว I’m disconcerted yet again.
อยากจะลงไปจิกหัวถามพรเลิศเดี๋ยวนี้ กลีบแก้วเป็นผู้หญิงอย่างไร แต่คิดไปอีกที นี่เป็นเพียงชั่วโมงแรกที่เราพบกัน ยังมีเวลาอีกนาน Feel like going down to knock Phorn- leut on the head and ask him right now what kind of woman Kleepkaeo is, but on second thoughts, this is only our first hour with each other. There’s still plenty of time.
เรือลำนี้จะต้องแล่นต่อไปอีกจนค่ำ จนถึงดึก แล้วก็ลงได้เริ่มต้นกินเหล้ากันแต่เช้าอย่างนี้ ถ้าผมไม่รู้จักกลีบแก้ว ก็โง่เต็มทน This boat will sail until dusk, and given that we’ve begun to drink since morning like this, if I don’t get to know Kleepkaeo then I’m a fool.
ฝนขาดเม็ดเมื่อเลยเมืองนนท์ เลี้ยวคุ้งวัดเฉลิมพระเกียรติ กลีบแก้วลุกขึ้นเดินไปตามลูกกรงเรือ ผมชมร่างได้สัดส่วนของหล่อนจนอิ่มใจ แล้วก็ทนนั่งดูต่อไปไม่ได้ ลุกขึ้นเดินตามไปช้าๆ It stops raining when we are past Nonthaburi round the bend of the Chalermphrakiat temple. Kleepkaeo gets up and walks along the ship’s rail. When I have my fill of ogling her well-proportioned body I can’t stand remaining seated, get up and follow her slowly. .
Chalermprakiat temple
กลีบแก้วหันมาดู She turns and looks at me.
ผมทำเป็นก้มหน้ามองดูระลอกน้ำข้างล่าง I pretend to peer at the ripples down there.
“ไม่ลงไปข้างล่างกันบ้างหรือคะ-นรา ป่านนี้คงสนุกกันใหญ่แล้ว” ‘Shouldn’t we be going down, Nara? By now they must be having fun.’
ผมพยักหน้า I nod in agreement.
กลีบแก้วสอดแขนกับแขนผม เราเดินกอดเกี่ยวกันลงไป Kleepkaeo hooks her arm to mine. We walk down clutching each other.
4 4
กว่าจะถึงเวลาอาหารกลางวัน ผมเต้นรำจังหวะร้อนๆ จุดไฟแทบติดเสียจนหอบ จะหยุดพักมั่งก็ไม่ได้ เพราะกลีบแก้วชอบเหลือทน Before it’s time for lunch, I dance frantically, almost lighting a fire till I gasp. Can’t stop to rest because Kleepkaeo loves it.
และหล่อนกระซิบกับผม “รู้ไหมนรา คุณเป็นพาร์ทเนอร์ที่วิเศษที่สุด” And she whispers to me, ‘You know, Nara? You’re a most wonderful partner.’
แล้วก็ยังพรเลิศอีกคน “ไม่น่าเชื่อเลย อายุสี่สิบยังเต้นรำได้คล่องแคล่วยังงี้ ผมเองยังยอมแขวนรองเท้าไปหลายปีแล้ว ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ” And Phornleut strikes his oar in: ‘Incredible! Forty years old and dancing so nimbly. Myself I put my court shoes away years ago, and only get them out when it’s really necessary.’
(ก็เพราะมันจำเป็นน่ะซีโว้ย ผมตะโกนในใจ อยากจะตะบันหน้าให้สักที) (It’s because it’s really necessary, you fool! I shout in my head. I’d like to give him a punch on the nose.)
ส่วนแวนนั้นไม่มีปัญหา เขาเพิ่งสามสิบห้ายังไม่เต็ม จึงรู้สึกสนุกเต็มที่และพยายามจะเปลี่ยนคู่ให้ได้ แต่ผมไม่ยอม เพราะผมรู้มาตั้งนานแล้วว่าระชวยช่ำชองมาอย่างไร As for Waen, no problem: he isn’t quite thirty-five, so he enjoys himself fully and tries to swap partners, but I’m not having any, because I’m familiar with Rachuay’s skills.
เราไปหยุดกินกลางวันกันที่บางปะอิน พักผ่อนพอข้าวไม่ทันเรียงเม็ดดี กลีบแก้วจะชวนผมว่ายน้ำเล่นอีก ดีที่ผมหลีกเลี่ยงเสียทันโดยอ้างว่าไม่ได้เอากางเกงอาบน้ำมา We stop for lunch at Bang Pa-in, rest until rice hasn’t quite settled. Kleepkaeo invites me to go for a swim, an offer I turn down promptly by claiming I didn’t bring my swimsuit. .

Bang Pa-in palace

หล่อนจึงโดดลงไปดำผุดดำว่ายอยู่คนเดียว So she jumps and romps about in the water on her own.
“ผมชักอยากเล่นน้ำมั่งแล้วซีแฮะ” แวนพูดเปรยๆ ‘I feel like going for a swim as well,’ Waen says out of the blue.
ผมชูกำปั้นขึ้นและถลึงตา เขาจึงทำท่าเจื่อนๆ แต่ไม่วายยักคิ้วและยิ้มหน้าทะเล้น I shake my fist and glare at him, so he pretends to look sheepish but can’t help raising an eyebrow and making an impish face.
“เด็กคนนี้เป็นไง?” พรเลิศเลี่ยงมาถาม ‘So how is she?’ Phornleut turns to ask me.
“กำลังศึกษาอย่างใกล้ชิดทีเดียว” ผมตอบ “นี่เราจะกลับกันเมื่อไหร่” ‘I’m working on it,’ I answer. ‘When are we going back?’
“แล้วแต่จะสะดวก เอางี้ดีไหม” เขายกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู “นอนเอาแรงกันสักตื่นเย็นๆ ค่อยล่องกลับมันเอื่อยๆ ขึ้นไปฉลองที่บาร์ผมอีกสักมื้อ แล้วก็ต่างคนต่างไป ‘Whenever it’s convenient. How about…’ Flicks his wrist to look at his watch. ‘…taking a nap and when we’re up by early evening sail back and celebrate with another meal at my place and then we’ll call it a day.’ ต่างคนต่างไป: each [of us] will leave.
ผมตอบตกลง I answer fine.
พรเลิศยิ้ม ชี้ให้ดูกลีบแก้วในน้ำ แล้วยกนิ้วหัวแม่มือ Phornleut smiles, points at Kleepkaeo in the water and then raises his thumb.
“เฮเลนก็นั่นเสียเมื่อไหร่ แลกกันไหมล่ะ?” ผมแกล้งถามไปยังงั้นเอง ‘Helen isn’t bad either. Shall we swap?’ I ask just to tease him.
พรเลิศยักไหล่ Phornleut shrugs his shoulders.
“เย็นใจเถอะ-นรา คุณยังไม่แก่สักนิด เฮเลนมีสัญญาจะต้องร้องเพลงให้ผมอีกตั้งสองเดือนกว่า คุณยังมีเวลา” ‘Be patient, Nara. You’re not old. Helen’s still under contract with me for another two months plus. You still have time.’
หนุ่มเจ้าสำราญนัมเบอร์วันของกรุงเทพฯ ยกมือขึ้นตบไหล่เบาๆ ผมยักคิ้วให้กลีบแก้วในน้ำนิดหนึ่ง และอยากหมุนเข็มนาฬิกาให้เย็นย่ำเร็วๆ Bangkok’s number-one playboy pats me on the shoulder. I glance at Kleepkaeo in the water and feel like moving the clock hands to reach early evening fast.
5 5
ผมต้องฆ่าเวลาด้วยการกินเหล้าถี่ๆ และเล่นไพ่อย่างดุเดือด ความรู้สึกในใจกับกลีบแก้วจึงค่อยบรรเทาลง I must kill time tippling and playing cards fiercely to have my feelings for Kleepkaeo simmer down.
หล่อนสนิทสนมขึ้นมากทุกนาทีที่ผ่านมา จนเมื่อเรือเทียบท่าบ้านริมน้ำของพรเลิศ หล่อนเต็มใจให้ผมสวมรองเท้าให้แก่หล่อน และกลีบแก้วเองก็มิได้ขวยเขินที่จะกลัดกระดุมคอเสื้อเม็ดล่างให้แก่ผม เขย่งขึ้นจูบคางผมและลูบผมสีเทาของผมเล่นอย่างเอ็นดู She’s been growing more congenial with every passing minute so that when the boat reaches Phornleut’s riverside house, she’s most willing to let me put her shoes on and isn’t averse herself to buttoning the collar of my shirt for me and tiptoeing to kiss me on the chin and stroke my silvery hair fondly.
เราไปฉลองกันที่บาร์ของพรเลิศอีกหลายเมา เมื่อใกล้จะสองนาฬิกาของวันใหม่ผมจึงมีโอกาสได้ขับรถไปส่งแวนกับระชวยที่บ้านชายโสดของแวน และไปส่งกลีบแก้วที่บ้านราชวิถี We go and celebrate at Phornleut’s bar with many a tipple. Nearly two hours into a new day I have the opportunity to drive Waen and Rachuay to Waen’s bachelor digs and Kleepkaeo to her house on Ratchawithi.
“บ้านเช่าส่วนตัวของดิฉันเอง” หล่อนบอกเมื่อถึงประตูบ้าน ‘My very own rented house,’ she tells me when we reach her door.
ผมจัดแจงเดินอ้อมมาเปิดประตูให้ กลีบแก้วหากุญแจในกระเป๋าถือของหล่อน แล้วสอดเข้าไปในช่องของมัน I rush round to open the car door for her. She fumbles in her handbag for the key and then slips it in its slot.
ประตูบานใหญ่เปิดช้าๆ The large door slowly opens.
“ขอบคุณมากที่อุตส่าห์มาส่ง … สวัสดีนะคะ” ‘Thank you very much for the lift. Good- night.’
“อ้าว” ผมร้องออกมาอย่างไม่คาดฝัน “ทำไมงั้นล่ะ” ‘What!’ I cry out, incredulous. ‘How can that be?’
“ดึกมากแล้ว-นรา ควรจะกลับบ้านเสีย ป่านนี้ภรรยาเศรษฐีของคุณคงจะคอยจนหายห่วง…” ‘It’s very late, Nara. You should go back home. By now, your rich wife must be waiting until she’s past caring.’
“เขาไม่อยู่หรอก” ผมร้องเสียงสั่น “เขาไปบ้านนอกอีกตั้งหลายวันจะกลับ” ‘She isn’t there!’ I shout tremulously. ‘She’s gone upcountry, won’t be back for days.’
“งั้นก็ยิ่งจำเป็นที่คุณจะต้องกลับไปเฝ้าบ้าน ดูแลขโมยให้ดี ขอบคุณนะคะ” ‘All the more reason for you to go back lest the house is burglarised. Thank you so much.’
กลีบแก้วพยายามเบี่ยงตัวหลบเข้าประตู Kleepkaeo tries to squeeze past to the door.
ผมรีบแทรกเข้าไปติดๆ หับประตูไว้อย่างเก่า แล้วสวมกอดหล่อนทันทีทันควัน I match her moves. Shut the door like before and then take her in my arms.
“คุณยังไม่ได้ปิดไฟรถ” กลีบแก้วละล่ำละลักออกมาจากอ้อมแขนผม ‘Your car lights are still on,’ she sputters and pulls out of my embrace.
ผมกอดหล่อนแน่นเข้า พูดแทบไม่เป็นภาษาคน “ให้มันเปิดอยู่อย่างนั้นแหละ” I hug her tight and blubber, ‘Let ’m be.’
“พอเถอะค่ะ-นรา” กลีบแก้วพยายามบ่ายเบี่ยง “แค่นี้คุณก็ไปคุยกับเพื่อนฝูงกับใครๆ ได้แล้วว่าคุณได้ดิฉัน ไม่พอใจรึคะ วันหลังค่อยพบกันใหม่” ‘Enough, please, Nara.’ Kleepkaeo tries to dodge me. ‘Like this you can already claim with your friends you’ve had me. Isn’t that enough? Till we meet again, then.’
ผมส่ายหัวช้าๆ…ไม่มีวันเสียสละ I shake my head slowly. Giving up is out of the question. ไม่มีวันเสียสละ: Variant: No way!
6 6
กลีบแก้วลังเลอยู่ตลอดเวลา ทำให้ผมกระปรี้กระเปร่าขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ Kleepkaeo playing for time perks me up incredibly.
ผมจูบปลอบใจหล่อนที่ริมจมูก I kiss her tender at the brim of her nose. ปลอบใจ: to console, cheer up
“มีอะไรเย็นๆ ดื่มกันบ้างไหม ตัวคุณร้อนผ่าว…” ‘Do you have anything cold to drink? You’re burning hot.’
กลีบแก้วไม่ตอบ Kleepkaeo doesn’t answer.
ผมฉวยจังหวะรุนหลังหล่อนเข้าไปในห้องรับแขก แล้วจัดแจงผสมเหล้าผู้หญิงขึ้นสองแก้วที่บาร์เล็กๆ หน้าห้องกินข้าวของหล่อนนั่นเอง I take the liberty to follow her into the lounge and set about mixing two lady’s-drinks at the little bar in front of her dining room.
“แก้คอแห้งเสียหน่อย” ผมเปรย ‘Just to wet your whistle,’ I remark.
หล่อนรับไปถือไว้ She takes the glass and holds it.
เรานั่งอยู่บนเก้าอี้บุหนังขนาดใหญ่ตัวเดียวกัน ผมตั้งต้นชวนหล่อนคุย ถึงความสนุกเมื่อเช้า เหล้าแก้วแรกของหล่อนในเรือ มื้อกลางวันที่บางปะอิน การเต้นรำและเล่นไพ่อย่างดุเดือด เรื่องตลกเบาสมอง จนกระทั่งการดื่มแชมเปญฉลองกันในบาร์ของพรเลิศ และเรื่องสกปรกที่แวนชอบสาธยายขึ้นมาบ่อยๆ แล้วอ้างว่าเป็นเรื่องจริง We sit down on the same leather couch. To begin with I make her talk, about the fun in the morning, her first glass of whisky on the boat, the lunch in Bang Pa-in, the frantic dancing and card- playing, all sorts of silly things including our cracking open some champagne in Phornleut’s bar and the dirty stories Waen kept coming up and pretending they were true.
ผมพยายามยั่วหัวใจเป็นเวลานานพอสมควร กลีบแก้วเป็นฝ่ายฟังมากกว่าพูด ผมเห็นหล่อนง่วงงุนเต็มที จึงฉวยแก้วเหล้าของหล่อนไปวางเสียบนโต๊ะ I endeavour to arouse her heart for quite a while. She listens more than she speaks. I see she’s very drowsy so I take her glass and put it on the table.
เรื่องมันก็สมคะเนนั่นแหละ แต่มันไม่ทุกอย่างไป กลีบแก้วไม่ขัดขืน ไม่เลยสักนิดเดียว ช่างสงบนิ่งเหมือนน้ำในแก้ว ผมพยายามโยนเหรียญทองลงไปเท่าไหร่ไม่กระเพื่อม ผมพยายามอย่างยิ่งยวด จนโทมนัสหัวใจไปเอง ผมสอดแขนไว้กับแผ่นหลังของหล่อน กระชับร่างไว้แน่น กระซิบคำหวานกับหล่อน อ้อนวอนหล่อน ไม่มีคำตอบเอาเสียเลย มีแต่ความเงียบเชียบและลมหายใจกระหืดกระหอบของผมเท่านั้น ช่างเงียบแสนเงียบ เงียบเหมือนยามหลับทั้งที่หล่อนกำลังตื่น ผมแทบหมดจิตหมดใจ The story goes as expected, but not all of it. Kleepkaeo doesn’t resist, not in the least, as still as water in a glass. No matter how far I try to throw the gold medal, not a ripple. I try my very best. Until the heart grieves by itself. I slip my arm under her back, draw her to me in a tight embrace, whisper blandishments to her, beseech her. There’s absolutely no answer, only silence and the panting of my breath. So darned quiet, quiet as in sleep even though she’s wide awake. I’m almost totally discouraged.
ไม่ว่ากับผู้หญิงคนไหน ผมไม่เคยทุ่มเทเรี่ยวแรงลงไปเหมือนกับให้กลีบแก้วเลย With no other woman have I ever expended as much energy as with Kleepkaeo.
ผมเหน็ดเหนื่อยและหวาดกลัวกับความเมินเฉยของหล่อน ผมพ่ายแพ้ยับเยิน ผมผละจากหล่อนแล้วซบหน้าลงกับท่อนแขนด้วนความปวดร้าว I’m exhausted – and frightened by her passivity. I’m thoroughly defeated. I move away from her and then bury my face in the crook of my arm, deeply hurt.
กลีบแก้วยังนอนอยู่อย่างนั้น เงียบเชียบไม่ไหวติง เมื่อผมชันศอกและลืมตาขึ้น หล่อนจ้องมองผมอยู่แล้ว Kleepkaeo keeps lying like that, perfectly still. When I prop myself on an elbow and open my eyes, I see her staring at me.
“นรา!” หล่อนเรียก “คุณเคยรักภรรยาคุณเหมือนรักดิฉันในคืนนี้หรือเปล่าคะ” ‘Nara,’ she calls out. ‘Have you ever loved your wife as you’ve loved me tonight?’
หล่อนยิ้มให้ผม She smiles at me.
ผมแค่นหัวเราะตอบ I force a laugh for an answer.
ผมมองเห็นแววตาของกลีบแก้วแจ่มชัด นั่นหล่อนกำลังยิ้มเยาะผม และน้ำเสียงของหล่อนอีกเล่า ถ้าไม่ใช่เย้ยหยันจะให้หมายความว่าอย่างไร I see Kleepkaeo’s eyes clearly. Scoffing at me they are. And her tone, then. If it isn’t a sneer, what else can it be?
“คุณเป็นคนน่ารักมาก นรา น่าอิจฉาภรรยาของคุณที่เป็นเจ้าของผู้ชายแข็งแรงอย่างนี้…” ‘You’re a very lovely man, Nara. Your wife is to be envied to own such a strong man.’
ผมคร้านจะตอบโต้ เดินไปล้วงเช็คในกระเป๋าเสื้อวางลงไปข้างๆ ตัวหล่อนด้วยความเคยชิน I can’t be bothered retorting, go over to get the cheque in my shirt pocket, put it down beside her out of habit.
ถูกแล้ว เช็คเงินสดใบนั้นมีลายเซ็นของประคิน That’s right: the cheque bearing Pra- khin’s signature.
กลีบแก้วมองดูมันอย่างเฉยเมย ชันขาขึ้นข้างหนึ่ง และกระถดแผ่นหลังขึ้นทาบท้าวแขนโซฟา แล้วหล่อนก็เอื้อมมือหยิบมันขึ้นมาฉีก … พลางหัวเราะ Kleepkaeo looks at it indifferently, raises one leg and shifts her back to rest her head on an arm of the sofa, and then she reaches out, takes the cheque and tears it up as she laughs.
ผมกลับหลังหันเดินออกมาจากห้องนั้นทันที จริงอย่างประคินว่า ผมน่าจะเหน็ดเหนื่อยบ้างแล้วกับวัยสี่สิบ I turn my back and walk out of the room at once. Prakhin is right: I should be growing tired in my forties.
7 7
ผมคิดถึงประคินจับใจขึ้นมา ถ้าผมเคยรักหล่อนเหมือนรักผู้หญิงอื่น หรือสักครึ่งที่รักกลีบแก้วเมื่อค่อนชั่วโมงที่แล้ว ประคินจะมีความสุขสักเพียงไหน I suddenly miss Prakhin acutely. If I’d loved her as I loved other women or just half as much as I’ve loved Kleepkaeo in the last hour, how happy she would be!
ประคินให้ผมทุกอย่าง และให้อย่างเต็มใจ ผมช่างสารเลวไม่เคยตอบแทนหล่อนบ้างเลย หรือเคยบ้าง … ก็ไม่เต็มเนื้อเต็มใจ Prakhin gives me everything, and most willingly. I’m a bastard never to have repaid her or when I do, only half- heartedly.
ผมสตาร์ทเครื่องยนต์ ผมจะขับรถไปหาหล่อนที่ศรีราชาเดี๋ยวนี้ I turn on the engine. I’ll drive to Sriracha to see her right now.
ประคินคงมีแววตาเศร้าสร้อยตามเคย และคงถามผมเยือกเย็น นี่นึกอะไรขึ้นมา ไม่มีผู้หญิงคนไหนว่างสำหรับนราบ้างเลย หรือเงินเกิดขาดมือขึ้นมากะทันหันอีกแล้ว Prakhin will probably have the same melancholy eyes and ask me coolly, What’s the idea? Was no woman available or did you suddenly run out of money again?
ผมจะตอบเมียและธนาคารของผมว่าอย่างไรดีหนอ How will I answer my wife-cum-banker?
ถนนราชวิถียามค่อนรุ่งเงียบสงัด ผมสูดลมเย็นเข้าเต็มอก ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังกลับคืนมาเป็นของผม ถนนสายนี้ทั้งสาย กรุงเทพฯ ทั้งหมด และโลกนี้ทั้งโลก Ratchawithi Road before dawn is dead quiet. I take a lungful of cool air. Everything is being returned to me, the whole road, the whole of Bangkok, the whole world.
…มันจะต้องเป็นของประคินด้วย And must be shared with Prakhin.
ผมพยายามสตาร์ทเครื่องยนต์อีกครั้ง มันไม่ยอมติด เสียงหัวเราะเย้ยหยันของกลีบแก้วแว่วมาหลอกหลอนอยู่ในรูหู…ทำให้ผมแทบคลั่ง I try to start the engine again. It won’t start. Kleepkaeo’s sneer is in my ear, freaking me out.
ไม่เป็นไรวะ ยังมีเวลา ประคินคอยได้เสมอ…ผมปลอบใจตัวเอง Never mind, there’s still time, Prakhin always obliges, I console myself.
กันยายน 2502

September 1959

พิมพ์ครั้งแรก : หนาวผู้หญิง รวมเรื่องสั้นโดย ’รงค์ วงษ์สวรรค์ สำนักพิมพ์ผดุงศึกษา พ.ศ. 2503

‘Kleepkaeo’ in Chor Karrakeit 46,
October–December 2008

’Rong [Narong] Wongsawan (1932-2009) was a versatile and prolific writer famed for his ‘jazzy’ style if not for the coherence of his plots. His best novel is Sanim Soi (sensitive, delicate), 1961, about life in a Bangkok brothel
as told by its resident pimp.
.

Tagged: , , , , , , , , ,

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: