Addresses – Sukamol Rungbun

ooo
oo

ที่อยู่

ADDRESSES

สุกมล รุ่งบุญ

Sukamol Rungbun

TRANSLATOR’S KITCHEN
ฉันรู้สึกใจเต้นไม่เป็นจังหวะ หนาวมือและขนลุกเพราะความเยือกเย็นที่เหมือนจะแทรกขึ้นมาจากผิวเนื้อของฉันได้เอง มันมีวิธีระงับใช่ไหม เช่น การหายใจยาวๆ ลึกๆ หรือจะสวดมนต์ไปเรื่อยๆ หรือจะเดินไปเดินมา เลือกเอาสักอย่างก่อนจะไม่ทันการ I feel my heart skips beats, my hands are cold and my hair stands on end because of the biting cold that seems to exude from my own skin. This can be controlled, right? For instance, by taking long deep breaths or praying continuously or walking back and forth. Choose one before it’s too late.
เขามากันแล้ว เสียงเคาะประตูฟังดูสุภาพ ฉันกำมือแน่นแล้วปล่อยออกพลางสาวเท้าไปที่ประตู เชิญค่ะ ฉันเอ่ยปากและยิ้ม อาจเป็นยิ้มที่เฝื่อนๆ และไม่น่าประทับใจเอาเลย ฉันผายมือเชื้อชวนให้ทุกคนเข้ามา และค้นหาทุกสรรพสิ่งในที่นี้ตามสบาย รวมทั้งให้ใช้เวลาได้ตามสะดวก แต่ละคนดูมีไมตรีจิตและพร้อมกันนั้นก็ดูกระตือรือร้นที่จะหาสิ่งที่ต่างคนต่างต้องการ ความตึงเครียดของฉันค่อยยังชั่วขึ้นมาบ้างแล้ว จงเป็นตัวของตัวเอง ฉันกำหนดไว้ในใจ Here they are. The knocking on the door sounds polite. I clench and unclench my fists as I walk briskly to the door. Do come in, I utter and smile, a smile somewhat forced and not at all impressive. My open hands invite them all to enter and search all things in here as they please, and to take their time about it. They each seem to have a friendly disposition and at the same time be eager to find what they want. My tension has abated slightly, so I must be myself, I tell myself.
ฉันอยู่ที่นี่ค่ะ ขนาดห้องหกคูณห้าเมตรเท่ากับสามสิบตารางเมตร ออกจะเล็กทีเดียว ดังนั้นห้องนี้จึงมีหนึ่งโต๊ะทานข้าว หนึ่งโซฟา หนึ่งเตียง หนึ่งห้องน้ำ ฉันมีไฟเพดานสามดวงที่ฉันทำสวิตช์เปิดปิดไว้แค่จุดเดียว ตัดความสับสนในการเปิดปิดไฟ ฉันเห็นทุกคนแหงนมองหลอดไฟที่เพดานห้อง แต่ไม่มีใครยิ้มกับข้อดีของการมีสวิตช์ปิดเปิดไฟเพียงจุดเดียวตามที่ฉันเสนอ ใจฉันกระตุกนิดหนึ่ง ฉันเฉไฉไปหยิบกรอบรูปขึ้นมา นี่เป็นรูปถ่ายฉันตอนยังเล็กค่ะ คนที่อุ้มฉันคือคุณยาย I live here, I tell them, in a six-by-five-metre room, that’s thirty square metres, which is rather small. Therefore this room has one dinner table, one sofa, one bed, one bathroom enclosure. I have three ceiling lights for which I made only one switch, to turn the light on and off without fuss. I see all of them look up at the ceiling neon tubes, but no one smiles at the advantage of having only one switch as I’ve mentioned. My heart twitches a little. I take my time going over to a framed photograph I hold out. This was taken when I was little; the one holding me in her arms was my grandmother. A bathroom being a room per se and there being only one room, the word ‘enclosure’ had to be added.
คุณยายเลี้ยงคุณมาหรือ คนที่ดูเงียบๆ ถามขึ้น เขามีท่าทางสุภาพเรียบร้อยและมีมารยาท Your grandmother brought you up, did she, the quiet-looking man asks. He behaves properly and has good manners.
ค่ะ พ่อแม่ฉันไม่ได้แยกทางกัน แต่ท่านต้องช่วยกันทำงานเพื่อหาเงินมาส่งลูกเรียนหนังสือ คุณยายอยู่บ้าน ทำงานบ้าน เลี้ยงหลานและทำกับข้าวไว้ให้ทุกคน คุณยายทำอย่างนี้มาจนกระทั่งอายุแปดสิบปี เมื่อฉันได้เงินเดือนเดือนแรก ฉันซื้อกระโปรงผ้าไหมแท้ให้ท่าน ฉันเลือกผ้าสีกลีบบัวเป็นสิ่งที่คุณยายไม่เคยมีมาก่อนในชีวิต Yes. My parents didn’t separate but they both had to work to send money so we children could study. Grandmother stayed at home, did the housework, raised her grandchildren and cooked for everybody. She did so until she was eighty years old. When I got my first monthly pay check, I bought her a silk skirt, real silk. I chose light pink material. It was something she’d never had in her life.
คุณยายคงใส่บ่อย คนเดิมคาดคะเน She must have worn it often, the same person guesses.
คุณยายใส่เพียงครั้งเดียวในชีวิต เมื่อคุณยายเสียและเราแต่งตัวให้คุณยายสวยๆ เพื่อรอรดน้ำศพ คุณยายเก็บกระโปรงนี้ไว้อย่างดีในลังไม้สำหรับเก็บสมบัติสำคัญของท่าน ฉันไม่ต้องการที่จะร้องไห้หรือแสดงความรู้สึกใดให้คนเหล่านี้รับรู้ แต่การนึกถึงกระโปรงสีกลีบบัวนี้ทำให้ฉันรู้สึกอัดแน่นในอก นัยน์ตาร้อนผ่าวและเริ่มมีน้ำตา ฉันสะกดใจจนสุดกำลัง Grandmother wore it only once, when she died and we prettified her for the water-pouring rite. She had put away that skirt in the wooden box where she kept her precious possessions. I don’t want to cry or show any emotion in front of them, but thinking of that light pink skirt I feel constriction in my chest, my eyes are burning and filling with tears. I suppress my emotions with all my might. ในชีวิต is a bit unfortunate and is better left untranslated.
คนที่ดูร่าเริงช่วยฉัน เขาหยิบแร็กเกตเทนนิสที่ฉันวางพิงผนังไว้ที่มุมห้องด้านหนึ่งขึ้นมา ทำท่าหวดลมอยู่สองสามครั้ง ก่อนจะหันมาส่งสายตาถาม The cheerful-looking one helps me. He picks up the tennis racket I’ve leaned against the wall in one corner, swings it a few times before turning to cast an inquisitive glance at me.
ฉันเคยเรียนเทนนิสตอนเป็นเด็กค่ะ ไปเรียนที่สนามกีฬาแห่งชาติ ฉันรู้ท่าที่ถูกต้องในการเสิร์ฟลูก การตีโฟร์แฮนด์และแบ็คแฮนด์ แต่น่าเสียดายที่ฉันเล่นเทนนิสไม่เก่ง สายตาฉันไม่ค่อยดี ฉันมักตีลูกพลาดทั้งๆ ที่คิดว่าตีโดนเต็มหน้าไม้แน่ๆ อ้อ แต่ฉันเสิร์ฟลูกได้ดีนะคะ I used to learn tennis when I was a girl. I went to practise at the National Stadium. I learned how to serve, do forehand and backhand, but unfor- tunately I was no good. My eyesight isn’t good. I kept missing the ball even though I thought it came straight to my racket. Oh, but I was good at the serve, you know.
คุณเริ่มต้นได้สวยเท่านั้นใช่ไหม You’re only good at starting, you mean?
ไม่ใช่เลย ฉันนึกในใจ ฉันเพียงแต่เล่าเรื่องจริง ไม่ได้คิดตำหนิตัวเองสักนิด ดังนั้นฉันจึงไม่พูดอะไรอีก พลางรู้สึกขึ้นมาว่าคนที่ร่าเริงนี้คงไม่ชอบฉันเท่าไรนัก เขาไม่ควรถามอะไรที่ฟังดูเหมือนการแดกดันฉันเพราะเราเพิ่งจะเจอกันแท้ๆ ฉันเล่าเรื่องลูกเสิร์ฟก็เพียงเพราะต้องการจะบอกว่าแม้ฉันจะด้อยฝีมือเมื่อตีลูกโต้ตอบกันในสนามเทนนิส แต่ก็ยังมีสิ่งหนึ่งที่ฉันทำได้ดี เหงื่อเม็ดเล็กๆ เริ่มผุดขึ้นตามไรผม ฉันเผลอบีบมือตัวเองอยู่ไปมา อีกนานเพียงไหนกันนะกว่าที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะจบสิ้น ฉันไม่ควรปล่อยให้ใครๆ เข้ามาสำรวจที่อยู่ของฉันอย่างนี้เลย Not at all, I think. I’m just telling the truth, I’m not thinking of blaming myself in the least. Thus I don’t say anything else, while feeling that this cheerful man probably doesn’t like me very much. He shouldn’t ask me anything that sounds sarcastic, since we’ve just met. If I’ve told about my serve it’s because I wanted to let them know that, even though I performed poorly when returning a shot on the court, there was still something I did well. Droplets of sweat are beginning to form in my hair. I keep squeezing my hands unwittingly. How long before everything’s over? I shouldn’t have let anyone come in and survey the room where I live like this.
ถ้าไม่ใช่เพราะมันถึงเวลาอันควร… If it wasn’t because it was high time to…
ที่จริงฉันตระเตรียมห้องหับไว้อย่างเรียบร้อยผิดธรรมชาติของมันอยู่มาก ปกติข้าวของจะวางระเกะระกะและมีฝุ่นละอองเกาะอยู่ถ้วนทั่ว ฉันชอบความสะอาด แต่ฉันไม่ชอบลงมือทำความสะอาด ฉันถวิลหาคนทำงานบ้านมาโดยตลอด แต่คนทำงานบ้านจะเหมาะกับห้องขนาดสามสิบตารางเมตรนี้หรือ เมื่อเขาเห็นห้องเขาจะไม่งงงวยหรือหัวเราะออกมาหรือ ก่อนวันนี้จะมาถึง ฉันจึงต้องใช้เวลาหลายวันทีเดียวในการสังคายนาสภาพความเป็นอยู่ตามปกติของฉันภายในห้องนี้ Actually, I’ve tidied up the room to a most unusual state. Usually, things are strewn all over the place and dust is everywhere. I like cleanliness but I don’t like having to work for it. I always hanker after a housecleaner, but would a housecleaner do for a thirty-square- metre room? When she saw the room, wouldn’t she be bewildered or laugh aloud? Before today came about, I had to spend days overhauling the usual state of the room.
แต่เมื่อคิดดูให้ดี ต้องนับว่าฉันใช้เวลาน้อยจนน่าอัศจรรย์ But, come to think of it, I must admit it’s amazing how little time I spent on it.
พวกเขาไม่ได้เกาะกลุ่มกัน แต่ดูก็เหมือนเกาะกลุ่มเนื่องด้วยขนาดห้องบังคับ ระหว่างที่แต่ละคนค้นหาบางสิ่งบางอย่าง ฉันเฝ้าสังเกตดูบ้าง คนหนึ่งใส่เสื้อและกางเกงมียี่ห้อราคาแพง สอดคล้องกับราคาของนาฬิกาที่ข้อมือ บางทีสำหรับคนผู้นี้ ห้องขนาดสามสิบตารางเมตรที่เขาเคยเห็นมาก่อนหน้าอาจเป็นห้องแม่บ้านที่บ้านของเขาเอง These people are not bunched together but it seems the size of the room compels them to be. While each is searching for something, I keep an eye on them. One is wearing a shirt and trousers of expensive brand names that match the price of the watch on his wrist. For a man like that, maybe the only thirty-square-metre room he must have seen before was that of his housemaid.
สองคนที่ยืนอยู่คู่กันนั้น คนหนึ่งถามฉันเรื่องคุณยาย เขาดูเงียบงัน หน้าตาไม่แสดงความรู้สึกใดเช่นเดียวกับน้ำเสียง บุคลิกลักษณะรวมทั้งการแต่งกายชวนให้เห็นเป็น “คนธรรมดา” แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าฉันรู้สึกพึงใจคำถามถึงยายที่เขาถามขึ้นมาเท่ากับที่พึงใจตัวเขา เราอาจเป็นพวกเดียวกันได้ ทั้งคู่กำลังยืนมองชั้นหนังสือของฉัน สายตาของเขาไล่เรียงไปตามสันปกอย่างช้าๆ ราวจะพิจารณาให้ถ้วนถี่ อีกคนหนึ่งซึ่งยังไม่ได้เอ่ยปากถามใดๆ เอื้อมมือไปหยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมาจากชั้น และค่อยๆ เปิดออกอ่าน Of the two standing close to each other, one is the man who asked me about Grandmother. He looks quiet. His face doesn’t show any emotion and neither does his voice. The way he behaves and dresses would pass him off as average, but I can’t deny I’m pleased with his question on Grand- mother as much as I’m pleased with him. Maybe we’re of the same kind. They both stand looking at my book- shelves. His eyes go through the bindings slowly as if to make a thorough assessment. The other, who hasn’t said a word yet, reaches out to take a book from the shelf, slowly opens it and starts reading.
ฉันซึ่งยืนอยู่เบื้องหลังก็ได้มีโอกาสพิจารณาชั้นหนังสือนี้อย่างถ้วนถี่เช่นกัน ฉันผู้จำได้ขึ้นใจว่าเคยซื้อหาหนังสือเล่มใดเข้ามาไว้ในห้องนี้บ้าง แต่ขณะนี้กลับจ้องมองหนังสือของตนเองคล้ายไม่เคยเห็นมาก่อน กองนั้นเป็นชีวประวัติบุคคลสำคัญในวงการต่างๆ กองถัดมาเป็นวรรณกรรม โน่นเป็นเรื่องแปล ชั้นบนเป็นอาชญ นิยาย และตั้งข้างล่างเป็นกวีนิพนธ์ ที่วางกองอยู่บนพื้นอีกเหลือคณานับมีทั้งหนังสือวิชาการ ปรัชญา ศาสนาและจิปาถะสุดแต่ใจจะต้องการอ่าน I, standing behind, have the opportu- nity to consider the bookshelves in their entirety as well. I distinctly remember buying each book and bringing it into this room, but now I stare at my books as if I’d never seen them before. That row is of biographies of important people in various circles. The next one is literature. Over there are transla- tions. The top shelf is for detective stories and the bottom shelf for poetry. The innumerable piles on the floor are technical manuals, books of philosophy and religion and whatever else one feels one has to read.
ใครหนอที่เอ่ยไว้ว่า เรารู้จักคนได้จากหนังสือที่อ่าน Who was it said, we know people by the books they read?
เขาจะอ่านฉันได้จากหนังสือที่ฉันอ่านใช่ไหม They’ll read me out of the books I read, will they?
ถ้าเช่นนั้น ฉันเป็นคนชนิดใดกัน If so, what sort of a person am I?
คุณมีหนังสือเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เยอะ คนที่รูปร่างผอมสูงและผมยาวเอ่ยขึ้น You’ve got lots of books on compu- ters, the tall, lean one with long hair says.
ฉันนึกไม่ออกว่าเขามายืนดูชั้นหนังสือตั้งแต่เมื่อไร เขายืนพิงหน้าต่างหันหน้ามาทางฉัน ดูเป็นเพียงรูปเค้าโครงเมื่อยืนในตำแหน่งที่ย้อนแสง ฉันอ่านเพราะฉันไม่ค่อยมีความรู้ในด้านนี้ค่ะ มีโปรแกรมหลายอย่างที่ฉันอยากใช้ให้คุ้นเคย I’ve no idea since when he’s been standing looking at the shelves. He stands leaning by the window, his head turned towards me, looking like a mere cutout in a frame as he stands against the light. I read them because I don’t know anything much in that line. There are several programs I’d like to be proficient in. NB: In British English, ‘programme’ is the usual spelling, except in computer language, where the US spelling of ‘program’ is prevalent.
เช่น…โฟโตช็อป For instance … Photoshop?
ฉันชอบถ่ายรูป เมื่อจำเป็นต้องใช้กล้องดิจิตอล ฉันก็จำเป็นต้องใช้โปรแกรม อันที่จริงฉันชอบกล้องฟิล์มมากกว่า มันทำให้ฉันรู้สึกละเมียดละไมกับการถ่ายรูป ตั้งแต่แกะฟิล์มออกจากกล่อง ดึงมันออกมาจากกลักนิดหน่อยเพื่อบรรจุในช่องฟิล์ม เสียงขณะหมุนเลื่อนฟิล์ม และเสียงกดชัดเตอร์ที่กล้องดิจิตอลไม่มีวันเลียนเสียงได้ รวมทั้งกระบวนการอันพิถีพิถันในห้องมืด เมื่อระบบดิจิตอลทำให้ทุกอย่างง่ายไปหมด ฉันจึงรู้สึกว่ามันทำให้ความพยายามหายไป I like to take pictures. When it’s necessary to use a digital camera, I have to use the program. Actually, I prefer a still camera. It makes me feel refined when I take pictures, from taking the reel out of its casing, pulling the film out of the cartridge a little to fix it into the film slot. The spooling burr and shutter snaps, there’s no way a digital camera can match those, let alone the painstaking work in the darkroom. With the digital system making everything easy, I feel there’s no point in trying.
แต่คุณก็ต้องพยายามใช้โปรแกรม เขาพูดยิ้มๆ But you must try to use the program, he says, smiling.
ฉันก็ยิ้ม I smile too.
คนที่สวมใส่เสื้อผ้าราคาแพงพูดกับฉันเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เหยียบย่างเข้ามาในห้องนี้ คุณออกไปไหนบ้าง ชอบเที่ยวหรือเปล่า ฉันออกแทบทุกวันค่ะ ตอนเย็นๆ ฉันมักไปเดินเล่นในที่ที่ฉันคุ้นเคยและรู้สึกปลอดภัย เช่น มหาวิทยาลัยที่ฉันเคยเรียน ฉันอดยิ้มไม่ได้เมื่อหวนนึกภาพไปในอดีต ฉันเดินเล่นอยู่เช่นนี้เป็นเวลานานนับสิบๆ ปี จนพ่อค้าแม่ค้าในละแวกนั้นพากันสงสัย นักศึกษารุ่นแล้วรุ่นเล่าเข้ามาเพื่อจากไป แล้วฉันเป็นใครจึงเดินอยู่อย่างนี้ไม่มีเบื่อ บ้างก็ถามเอาดื้อๆ ว่าเป็นอาจารย์หรือไร คงมีแต่อาจารย์สินะที่อยู่คู่มหาวิทยาลัยโดยไม่ไปไหนอื่นจนกว่าจะล้มหายตายจาก บางครั้งคำถามก็ทำให้ฉันคิดว่าฉันอยู่ผิดที่ The man in expensive clothes speaks to me for the first time since he stepped into the room. Where do you go? Do you like to go out? I go out almost every day. In late afternoon, I often go for a walk in those places I’m used to and feel secure in, for example the university where I used to study. I can’t help smiling as I think of the past. I’ve strolled that way for decades so that the shopkeepers in the area all wonder. Generation after generation of students have come and gone, and who am I to walk like this tirelessly? Some even ask point-blank if I’m a professor or what. It’s only professors that frequent the university until their very last breath. Sometimes, what they ask me makes me think I’m in the wrong place.
เขาจ้องฉันตรงๆ ระหว่างฟังคำตอบ ฉันพยายามจับความรู้สึกเขาแต่จับอะไรไม่ได้เลย เขาไม่ได้ถามต่อทั้งๆ ที่ฉันอยากเล่าว่าฉันมีที่เที่ยวอื่นๆ อีกด้วย เพียงแต่ฉันจะนึกถึงมันเป็นลำดับถัดๆ ไปไม่ใช่ลำดับแรก หรือฉันควรจะเล่าเอง ฉันชอบไปเที่ยวในที่ที่ยังไม่เคยไปด้วยค่ะ จะเป็นต่างจังหวัดหรือต่างประเทศก็แล้วแต่จังหวะ มันน่าแปลกเมื่อคิดว่าฉันไม่เคยมาสถานที่เหล่านี้ แต่กลับไม่รู้สึกว่ามันมีอันตรายรออยู่ He stares at me as he listens to my answer. I try to catch how he feels but I can’t grasp anything at all. He doesn’t ask anything further, even though I’d like to tell him I have other places where I go, except that I think of them as secondary, not primary, or maybe I should tell him myself. I also like to go where I’ve never been before, be it upcountry or abroad, depending on the occasion. It’s strange when I think I haven’t been in those places before, yet don’t feel that danger awaits there.
ไปกับทัวร์ก็แทบจะไม่มีอันตรายอะไร เขาพูดแทรกขึ้น เขารำคาญความขี้กลัวของฉันหรือ เขาไม่เข้าใจความหมายของฉันกันแน่ ฉันไม่เคยไปกับทัวร์ค่ะ ฉันเตรียมตัวก่อนออกเดินทางอย่างดีในด้านข้อมูลและแผนที่ ฉันไม่ชอบตื่นตามเวลาที่ใครกำหนด ไม่ชอบตารางเวลาที่กระชั้นชิดจนเกินไป จนสุดที่จะชื่นชมอะไรได้ทัน ฉันชอบนอนให้อิ่ม ตื่นแล้วก็ออกไปในสถานที่ที่ฉันกำหนดเอง เดินทางแบบเดียวกันกับคนในท้องถิ่น กินอาหารชนิดเดียวกันกับพวกเขา ฉันชอบซื้อลอตเตอรี่ด้วยนะคะ Going on package tours there’s hardly any danger, he interrupts. Does my timorousness irritate him or doesn’t he understand what I mean? I never go on tours, sir. I prepare myself well before I travel in terms of background information and maps. I don’t like to be woken up at times others decide, I don’t like schedules that are too tight to leave you time to admire what you will. I like to sleep my fill. When I’m ready I go out to those places I choose myself, travelling in the same way as local people do, eating the same kind of food as they do. I also like to buy lottery tickets. Here, ‘sir’ is needed to show that the woman is answering the man, as ค่ะ implies.
คุณไม่ควรเที่ยวคนเดียวอย่างนี้ เขานิ่วหน้านิดหนึ่ง แต่ฉันจับภาพได้พอดี ความรู้สึกรื่นรมย์ที่ได้เล่าเรื่องสนุกของตัวเองจึงสลดลง You shouldn’t travel alone like that. He scowls a little and I catch him at it. The cheerful feeling of telling something funny about myself thus turns sad.
ไม่มีใครสนทนาอะไรกับฉันอีก ฉันยืนเก้กัง ห้องเล็กๆ ดูแน่นจนน่าอึดอัด ใครจะอึดอัดมากกว่ากันนะ ระหว่างฉันกับพวกเขา ทุกคนพยายามมองหาอะไรสักสิ่งอะไรสักอย่างที่จะถูกใจได้แม้ไม่มากก็สักน้อยนิด ฉันรู้ดีว่ามันคือเป้าหมายในการมาวันนี้ อะไรสักสิ่งที่จะถูกใจ หากไม่มีใครหาเจอก็เท่ากับว่าพวกเขาเสียเวลาเปล่า คงไม่มีใครอยากเสียเวลาเปล่า No one converses with me any longer. I stand ill at ease. The small room looks so crowded it’s stifling. Who feels the more stifled, of them or me? Each of them is trying to find something or other they fancy more or less. I know perfectly well that it’s the purpose of their coming over today. Something to take their fancy: if they don’t find it, it’ll be as if they’ve wasted their time. Nobody likes to waste time. ‘of them or me’: normal British usage, unlike in Thai, is to politely put ‘me’ or ‘I’ after the other person(s) mentioned, but this is increasingly disregarded by the younger generation – and of course is not followed when the other person(s) must be further qualified.
เสียงเพลงดังขึ้นมาในความเงียบ คนที่ยังไม่พูดกับฉันเลยสักคำนับตั้งแต่ก้าวเข้ามาชูกล่องซีดีให้ฉันดูแล้วยิ้ม ไม่คิดว่าคุณจะฟังเพลงแบบนี้ ฉันไม่ตอบ เขาฮัมจังหวะตามเพลงไปเรื่อยๆ จนฉันค่อยๆ ยิ้มออกมาโดยไม่ตั้งใจและความรู้สึกขุ่นมัวก็ค่อยจางลง นี่เอง คุณสมบัติของดนตรี A song resounds in the silence. The one who hasn’t said a word to me since he came raises the CD sleeve for me to see and then smiles. I didn’t think you’d listen to this kind of songs. I don’t answer. He hums along with the song so that I slowly smile without meaning to and the dark mood evaporates. Such is the power of music.
ฉันคิดเพลินไปว่าหากฉันตายลงในวันพรุ่งนี้ ฉันอยากยกเพลงเหล่านี้ให้ใครกันนะ ใครจะฟังเพลง อย่างที่ฉันฟัง ที่จะเห็นคุณค่าและคุณสมบัติอันล้ำเลิศของมันอย่างที่ฉันเห็น ฉันยิ้มกว้างขึ้นเมื่อคิดว่าเพลงเหล่านี้คือขุมทรัพย์ของฉันที่ไม่เคยมีใครคิดจะแย่งชิงไปเลย I think about whom I’d leave those songs to if I happened to die tomorrow. Who would listen to the songs the way I listen to them? Who would see their value and surpassing qualities as I do? My smile widens when I think that those songs are the goldmine no one has ever thought of snatching away from me.
ทั้งยังไม่มีผู้ใดประสงค์จะครอบครอง And no one has yet endeavoured to take over.
บางคนนั่งลงบนเก้าอี้เมื่อไม่รู้จะค้นหาสิ่งใดต่อไปอีก พวกเขานั่งท่าเดียวกับเวลาที่รอคอยอะไรสักอย่างซึ่งยังมาไม่ถึงด้วยความเบื่อหน่าย เอานิ้วเคาะโต๊ะฆ่าเวลา หันซ้านหันขวามองสิ่งที่ไม่น่าสนใจแต่อย่างใด ยกขาขึ้นไขว่ห้าง ล้วงเอาอุปกรณ์สื่อสารออกมาแล้วทำท่าเหมือนอ่านข้อความหรือตรวจสอบตารางนัดหมายที่บันทึกไว้ Some sit down on the sofa when they don’t know what to search for any longer. They sit in the same posture as we wait with boredom for something that hasn’t come yet, drum their fingers on the table to kill time, look left and right at things of no interest whatsoever, cross their legs this way and then that, pull out communication devices and then behave as if they are reading messages or checking the appoint- ments they’ve lined up.
บางคนยังค้นหาต่อไป ฉันนั่งลงบนเท้าแขนเก้าอี้ตัวที่อยู่ใกล้ประตูที่สุด การนั่งอยู่ในท่านี้ทำให้ฉันรู้สึกว่าควบคุมตัวเองได้ดี มันเป็นท่านั่งที่ดูสบายไม่เป็นพิธีรีตองมากนัก พวกเขาอาจหันมามองและรู้สึกว่าฉันผ่อนคลาย เป็นตัวของตัวเองและไม่ยี่หระอันใดกับสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้เลยแม้แต่น้อย Some keep on searching. I sit down on the sofa’s arm closest to the door. Sitting in that position makes me feel I’m in control of myself. It’s a sitting position that looks comfortable, not too formal. They may turn and look at me and feel I’m relaxed, independent and totally unperturbed by what is happening today.
ฉันอยากให้เขาคิดกันอย่างนั้น I’d like them to think like that.
อาจเพราะสิ่งของในห้องฉันนั้นมากมาย การค้นหาจึงกินเวลาเหลือหลาย ฉันนึกเสียดายว่าถ้าฉันทิ้งมันไปเสียบ้าง ป่านนี้ฉันอาจได้กลับมานั่งชันเข่าดูทีวีพลางรู้สึกดีที่พวกเขากลับไปกันได้เสียที ส่วนข้อสรุปของพวกเขานั้นละไว้ก่อนเถิด หลังสถานการณ์อันน่าอึดอัดใจนี้จบลง ฉันคงยังไม่มีอารมณ์จะนึกถึงเรื่องที่น่าอึดอัดปานกัน Maybe because there are so many things in the room, searching takes an inordinate amount of time. I regret I didn’t throw some things away as by now I’d be holding my knees watching television while feeling happy they were all gone. As for their conclusions, let’s wait until the stressful situation is over. I’m not in a mood yet to think in such a stressful situation.
เพลงจบ ใครสักคนที่ตอนนี้ฉันนึกไม่ออกเสียแล้วว่าเป็นใครยิ้มออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ ในเวลานั้นฉันคาดไม่ได้ว่าเขายิ้มด้วยความพึงพอใจในเพลงที่เพิ่งจบลง หรือโล่งใจที่มันจบลงเสียได้ ฉันเคยได้ยินเรื่องภาษาท่าทางมาบ้าง และฉันก็เชื่อว่าท่าทางบาง อย่างของมนุษย์เรานั้นคือการบอกเล่าความรู้สึกเบื้องลึกที่อำพรางไว้ กระนั้นก็ตาม จะเป็นเช่นว่าได้ก็ต้องอ่านให้ออกเสียก่อน The song ends. Someone, I’ve no idea who right now, smiles irresistibly. For the moment, I can’t guess whether he smiles out of satisfaction with the song that’s just ended or relief that it has ended. I’ve heard about body language and I believe that some human attitudes do betray inner feelings. Nonetheless, whether it is like that, one has to be able to read it beforehand.
คนที่กล้าหาญที่สุดคือคนที่ดูร่าเริงคนนั้น เขาขยับตัว เอามือล้วงกระเป๋าขณะเอ่ยถึงความจำเป็นอันทำให้ต้องขอตัวกลับก่อน ฉันเพียงแต่ตอบไปว่าเชิญค่ะและเดินนำไปที่ประตู เขาไม่ลืมส่งกระดาษที่อยู่ของเขาให้ฉัน มันเป็นกฎที่แม้ไม่มีการตราไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่ทุกคนก็ปฏิบัติกันเป็นปกติ อย่างน้อยที่สุด มันคือการรักษามารยาทอันดี The most daring is the joyful-looking man. He moves, puts his hand in his pocket as he expresses the need to take his leave. I merely answer Please do, and walk him to the door. He doesn’t forget to give me his calling card bearing his address. It’s an unwritten rule but everyone obeys it routinely. At the very least, it’s a show of good manners.
เมื่อคนหนึ่งเริ่มต้น คนที่เหลือก็โล่งอก คนที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าราคาแพงๆ ขยับตัวเป็นคนต่อไป เขาบอกเพียงว่าไว้คงมีโอกาสเจอกันอีก ฉันรับที่อยู่จากเขามาวางไว้ที่โต๊ะข้างประตู จากนั้นก็ทยอยตามกันมาทีละคนๆ จนฉันจำลำดับการอำลาไม่ค่อยแม่นยำนักว่าใครก่อนใครหลัง เว้นเพียงคนสุดท้ายที่ฉันจำได้แน่นอน เขาคนที่หยิบซีดีของฉันไปเปิดฟัง เขาเอ่ยคำขอบคุณ ยื่นที่อยู่ให้ฉันและพูดว่าซีดีเก่าๆ จะเป็นจุดๆ คล้ายราขึ้น ฉันควรเช็ดด้วยน้ำยาบ่อยๆ ฉันไม่ทันตั้งตัวจึงตอบไปเพียงว่า เหรอคะ ค่ะ แล้วจะคอยหมั่นเช็ด When one begins to withdraw, those who remain are relieved. The one wearing expensive clothes is the next to move. He merely says we might have the opportunity to meet again. I take his address from him and put it down on the table by the door. From then on they file out one at a time so that I can’t quite remember the order of their leaving, except the last one whom I remember well. He’s the one who took my CD and put it on to listen. He expresses his thanks, presents me with his address and says the old CD player has spots that look like mould. I should wipe it with liquid often. Caught off balance, I merely answer, Oh really? I’ll do that, then.
ฉันงับประตูเมื่อช่วงไหล่ของเขาลับสายตาไป ที่อยู่ของทุกคนวางซ้อนกันอยู่บนโต๊ะข้างประตู มีเพียงรายสุดท้ายที่อยู่ในมือฉัน ลำดับการกลับของแต่ละคนก็คงมีความหมายซ่อนอยู่อีก แต่ ณ เวลานี้ฉันไม่นึกอยากหาความหมายใด I close the door once the spread of his shoulders is out of sight. The ad- dresses of all of them lie on the table by the door. Only the last one’s is in my hand. The order of their leaving may have a secret meaning, but at this moment I don’t feel like finding any meaning at all.
ฉันรวบรวมที่อยู่ทั้งหมดเข้าด้วยกัน เดินไปนั่งที่โต๊ะทานข้าวแล้วหยิบที่อยู่มาอ่านทีละใบ ฉันใช้ดินสอเขียนโน้ตไว้ด้วยเพื่อให้ตัวเองรู้ว่าอะไรที่อยู่ไหน เป็นของใคร ฉันเรียงที่อยู่ทั้งหมดบนโต๊ะ กวาดตามองไปทั่วๆ และเผลอถอนหายใจออกมานิดหนึ่ง I gather all the addresses together, walk over to the dinner table and then take each address and read it in turn. I use a pencil to make notes in order to remember who lives where. I align all the addresses on the table, sweep my eyes around and let go of a little sigh.
สักอาทิตย์หน้า ฉันคิด ฉันจะไปเลขที่ 36 ถนนอนุกรม Next week, I think, I shall go to 36 Anukrom Road. (No such road or street, at least in Bangkok.)
‘Thee Yoo’ in Chor Karrakeit 49, 2009
Sukamol Rungbun is the pen name of Tongkorn Phokkatam, 44. A graduate in political science and in translation, she owns a factory producing ready-to-wear clothes and ‘Addresses’ is her fourth published short story over the past fourteen years. .

Tagged: , , , , , , , ,

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: