NIC AIDS – Wimon Sainimnuan

ooo
As the title suggests, this story was written twenty years ago when talk about AIDS and NICs was rampant, at least here in Thailand. If the paranoid tone is a bit in-your-face and outdated, what I find appealing here, beside the themes familiar to the author of pernicious industrialisation and people’s blind credulity, is the contrast between bad and poetic language. MB
ooo

นิกเอดส์

NIC AIDS

วิมล ไทรนิ่มนวล

Wimon Sainimnuan

TRANSLATOR’S KITCHEN
แล้วความฝันอันยาวนานชั่วชีวิตของผมก็ดับสลายในพริบตา คนอย่างพวกคุณจะไปรู้สึกรู้สาอะไร กลับอยากจะหัวเราะเยาะผมให้ฟันหักเสียด้วยซ้ำ ก็มันไม่ใช่ความฝันของคุณ ความฝันของใครก็ของมัน ระวังความฝันของพวกคุณไว้ให้ดีก็แล้วกัน And then the dream I had entertained all my life died in the wink of an eye. What would people like you feel, besides breaking your teeth laughing at me? Sure, it wasn’t your dream. To each his own dream. Take good care of yours, you hear. One way of emphasising a word or expression is to put it in italics. Use sparingly, though.
ความฝันของคนอื่นมันจะปลุกเร้าความเสียวซ่านจนตัวเองบรรลุจุดสุดยอดได้ยังไง เพราะมันก็เหมือนกับดูคนอื่นร่วมรักกันนั่นแหละ How could someone else’s dream trigger excitement in you to the point of achieving climax, since it’s no different from watching other people making love? ความเสียวซ่าน: sexual excitement, thrill. A weird parallel here, all the same.
ผมไม่ขอโทษพวกคุณหรอกที่พูดจาก้าวร้าวแบบนี้ ปกติผมไม่ใช่คนก้าวร้าว หรือถึงจะใช่ ผมก็ไม่เคยถ่มถุยมันออกมาง่ายๆ ไม่ใช่เพราะผมเป็นคนเสแสร้งหรือปั้นแต่งตัวเองหรอก เพียงแต่ผมไม่ชอบเท่านั้นเอง ก่อนหน้านี้ผมเป็นคนอย่างที่ใครๆ เรียกกันว่า “โรแมนติก” นั่นแหละ ผมไม่ค่อยเข้าใจความหมายของคำนี้ลึกซึ้งนัก แต่ดูจากตัวเองที่ชอบฝันถึงสิ่งงดงามทั้งในอดีตและอนาคต ชอบต้นไม้ใบหญ้า รักสายลมแสงแดด เห็นความงามของสรรพสิ่ง สัมผัสถึงความกรุณาของดวงดาวและฟ้ากว้าง จนดูเหมือนว่ามันเป็นจิตใจผมเอง… I won’t apologise to people like you for speaking aggressively like this. Usually I’m not aggressive, or even if I am, I don’t spit my bile out easily. Not be- cause I am a dissembler or a shammer: it’s just that I don’t like to. Before, I was what everybody calls ‘romantic’, actually. I’ve never understood the meaning of that word in depth, but judging from myself who like to dream about beautiful things of the past and in the future, who like trees and grass, who love the wind and the sunshine, see beauty in all things, perceive the compassion of the stars and of the wide sky to the point that it seems to be my own feeling…
มันไม่เกี่ยวอะไรกับพวกคุณด้วยงั้นหรือ That’s got nothing to do with people like you, you say?
พวกคุณมันก็เส็งเคร็งเฮงซวยกันอย่างนี้ อะไรก็ตามที่ไม่สร้างประโยชน์โภชน์ผลให้ พวกคุณก็จะไม่ยอมเข้าไปเกี่ยวข้องราวกับมันน่าอ้วกเหมือนขี้แล้วยิ่งความบัดซบที่พวกคุณสร้างไว้ให้คนอื่นด้วยแล้ว พวกคุณก็จะพากันปฏิเสธกันเสียงแข็งว่าไม่มีส่วนรู้เห็น ไม่เป็นความจริง แล้วก็แหกปากโพนทะนาไปเจ็ดคาบสมุทรว่าสิ่งที่พวกคุณกระทำไปนั้นมันเลอเลิศประเสริฐศรี เป็นการสร้างสรรค์อันวิเศษเท่าที่พวกคุณในฐานะอภิมนุษย์จะใช้ตีนอันปราดเปรื่องคิดค้นขึ้นมาได้ คนอย่างพวกผมเสือกโง่เง่าเต่าตุน มองไม่เห็นคุณค่าของสิ่งประดิษฐ์คิดค้นจากตีนของพวกคุณเอง แล้วไง? พวกคุณก็ทวงบุญคุณแล้วก็ยัดข้อหาไปพร้อมๆ กันว่า คนอย่างผมขัดขวางหนทางไปสู่ความเป็นอารยะของมนุษยชาติ You are lousy this way. Whatever isn’t of benefit to you, you won’t have anything to do with, as if it was shit that would make you puke, and even more so you’ll strenuously deny any knowledge of the crassness you foster in other people, pretend it isn’t true, and then you will yell to the seven seas that what you do is as exceedingly fine as you, supermen that you are, are able to devise with your learned feet. People like me are bloody morons who can’t see the value of the things devised by your feet. And then what? People like you turn their backs to the good and claim as one that people like me are obstacles on the way to human progress. .

Here, the order of the clauses has been slightly changed for the purpose of clarity.

.

.

.

.

เสือกโง่เง่า: also ‘interfering fools’.

ผมเองเมื่อหลับตาลงก็เคยพลอยเห็นดีเห็นงาม บางครั้งเผลอเคลิบเคลิ้มไปกับกลิ่นน้ำยาบ้วนปากของพวกคุณเหมือนกัน แต่เมื่อลืมตาผมก็ไม่อาจจะโกหกตอแหลตัวเองได้-ถึงผมจะเป็นคนช่างฝันเพียงใด ผมก็ไม่อาจจะจินตนาการอ้วกที่พวกคุณคายไว้ตรงหน้าให้กลายเป็นทิพยโอสถไปได้ Whenever I closed my eyes I used to allow myself to concur. At times I let myself be entranced by the smell of your mouthwash just the same, but when I opened my eyes I couldn’t deceive myself – no matter how much of a dreamer I am, I can’t by any stretch of the imagination view the puke you barf out as celestial medicine. Note the change from present to past tense. Given the simplicity of Thai and complexity of English as far as indicating time goes, finding the right tense for a given development is a must.
พวกคุณคงคิดกันซิว่าผมคงเป็นบ้าไปแล้ว ผมจะไม่เถียงหรือชี้แจงอะไรกับพวกคุณหรอก เพียงแต่อยากจะบอกพวกคุณว่า เรื่องราวทั้งหลายในชีวิตของผม ความฝันของผมนั้นได้ถูกพวกคุณทำลายย่อยยับลงไปแล้ว People like you must think that I am crazy. I won’t argue with the likes of you. I just want to tell you that everything in my life, my very dream, has been smashed to smithereens by people like you. .

.

.
‘smashed to smithereens’ or ‘to bits’ or ‘to pieces’.

พวกคุณจะปฏิเสธก็ได้ อะไรที่พวกคุณกระทำไป ถ้าไม่ผิดกฎหมาย มันก็ย่อมถูกศีลธรรมอยู่แล้ว หรือถ้ามันผิด แต่พวกคุณใช้อำนาจหรือเงินให้คำตัดสินเป็นไปอย่างที่คุณต้องการ นั่นก็ย่อมถูกศีลธรรมด้วยเหมือนกัน ก็เหมือนที่พวกคุณพูดกันนั่นแหละว่า “ถ้าทำอะไรไม่ติดคุกก็ถือว่าไม่ผิด” เพราะฉะนั้นไม่ว่าอะไรที่พวกคุณทำมันก็เลยถูกต้องดีงามไปหมด รวมทั้งการทำลายความฝันของผมด้วย People like you may deny it. Every- thing that you do, if it isn’t illegal is morally right or, when it’s wrong and you use power or money for the verdict to go your way, it’s morally right as well. Like what people like you say: ‘If we don’t go to jail, then it’s not wrong.’ Therefore, whatever you do is correct and proper, including destroying my dream.
ผมจะบอกพวกคุณไว้ พวกคุณจะไม่ใส่ใจก็ได้ แต่วันหนึ่งพวกคุณจะคิดถึงผม…อีกไม่นานนัก I’ll tell you, whether you pay attention or not, that one day people like you will miss me … and it won’t be long.
มนุษย์นั้นเติบโตด้วยอาหารก็จริง แต่มนุษย์นั้นแข็งแกร่งและมีชีวิตอยู่ด้วยความฝัน ถ้าไม่เช่นนั้นมันก็เหมือนเครื่องจักรที่พวกคุณเทิดทูนอยู่ทุกวันนี้นั่นแหละ It’s true that man needs food to grow, but man is strong and alive thanks to dreams. If it wasn’t like that, man would be no different from the machines you worship these days.
ความฝันของผมอาจไม่ยิ่งใหญ่ อาจไม่สำคัญ อาจไม่งดงาม แต่ก็ไม่เลวทรามบัดซบเหมือนกับความฝันของพวกคุณ เพราะความฝันของผมงอกงามออกมาจากหัวใจ ไม่ใช่ปูดออกมาจากสมองเหมือนเนื้อมะเร็งร้ายอย่างของพวกคุณ My dreams may not be grandiose, may not be important, may not be beautiful, but they are not abominably stupid like yours, because my dreams stem from the heart, they do not leak out of the brain like the cancerous growths of people like you.
ผมจะเล่าความฝันให้พวกคุณฟัง…ก่อนที่…ต่อนี้ไปเราจะไม่มีเวลามาหยุดฟังความฝันของใครอีก I will tell you my dream … before … From now on, there won’t be time to stop and listen to anyone’s dream again.
ผมฝันถึงสายน้ำใสสะอาด ต้นไม้ใบหญ้าสดขจี ฝันถึงท้องนาป่าไร่ที่ให้อาหารเลี้ยงชีวิตและความฝัน ฝันถึงโค้งฟ้าหลากสีที่เล่านิทานมิรู้จบ ฝันถึงสีสันและบรรยากาศของธรรมชาติในฤดูหนาว ฤดูร้อน และฤดูฝน ฝันถึงความผูกผันรักใคร่โดยไม่ต้องมีใครมาจัดตั้งเป็นหมู่บ้านสามัคคี หรือหมู่บ้านแผ่นดินธรรมแผ่นดินทองที่ต้องมีหน่วยรักษาความปลอดภัยถือปืนลูกซองยาวเที่ยวลาดตระเวนทุกค่ำคืน ฝันถึงต้มยำปลาสดๆ จากแม่น้ำ ฝันถึงแกงส้มดอกแคยามลมหนาวเริ่มล่องฟ้ามาเยือน ฝันถึงน้ำพริกผักต้ม ฝันถึงงานบุญหลังฤดูเก็บเกี่ยว…ต่อมาไม่นานความฝันของพวกคุณก็เข้ามา…ถนนและโรงงานอุตสาหกรรม นั่นละ…ความฝันของพวกคุณ มันมากขึ้น ใหญ่ขึ้นทุกวัน จนมันทำลายความฝันของผมเสียสิ้น I dreamt of clean clear watercourses, of fresh green trees and grass, dreamt of fields and forests providing food for life and dreams, dreamt of a curved sky of many colours telling tales without end, dreamt of the hues and moods of nature in the cold season, in the hot season and in the rainy season, dreamt of loving relationships no one would need to shape into ‘unity villages’ or ‘dharma land villages’ or ‘golden land villages’ that need security units armed with carbines on patrol every night, dreamt of spicy soup with fish fresh from the river, dreamt of tamarind soup when the cold wind begins to visit the sky, dreamt of spicy boiled vegetables, dreamt of merit-making fairs after the harvest… Before long, the dreams of people like you interfered – roads and industrial factories, what else? The dreams of people like you kept multiplying, kept growing by the day, until they smothered and destroyed my own dream.
พวกคุณจะไปรู้สึกรู้สมอะไรกับความขมขื่นของผม พวกคุณต่างก็เมามันกับความฝันที่เติบโตและระบาดไปทั่วทุกหัวระแหงเหมือนเชื้อโรค และผมก็โชคร้ายอีกตามเคย ที่ไม่ได้แตกทำลายไปพร้อมกับความฝันของผม หากแต่ต้องมีชีวิตอยู่ในความฝันของพวกคุณ What would you know about my bitterness? Everyone the likes of you is sodden with dreams that grow and multiply in every corner like malignant cells and I’m unlucky as usual in not having been destroyed along with my dream but having to go on living in the dreams of people like you. ‘the likes of you’: another way of translating พวกคุณ, dismissive by implication.
ผมจะเล่าให้คุณฟัง… I’ll tell you…
ชีวิตของผมในโลกแห่งความฝันของพวกคุณนั้นเหมือนถูกขังอยู่ในคุก เพียงแต่มันใหญ่เกินกว่าสายตาจะเห็นมันได้หมดทั้งรูปทั้งร่าง พวกคุณก็เลยคิดว่าเป็นโลกที่น่ารื่นรมย์สำหรับทุกชีวิต (แต่จริงๆ แล้ว ผมคิดว่าพวกคุณก็คงรู้ดีว่ามันน่ารื่นรมย์จริงหรือไม่ ถ้าคุณไม่หลงเชื่อความฝันของพวกคุณเอง) พวกคุณสร้างสินค้าหลากหลายชนิด อาหารการกินหลากหลายรูปแบบ สิ่งบันเทิงหรูหราฟู่ฟ่า แต่ทว่าฉาบฉวยเหมือนมีไว้ขายพวกคนไร้สติ ผมรู้เท่าทันความฝันของคุณ My life in the world of dreams of people like you is like being locked up in a jail, except one too large for the eye to see its shape, so that people like you think that it’s a world pleasant for all to live in (but actually, I believe that people like you would know well enough whether it’s pleasant or not if you didn’t believe your own dreams). People like you produce many types of goods, many sorts of foodstuffs, entertainment luxurious and extra- vagant but coarse as if meant to be sold to the witless. I’m well aware of your dreams.
(แท้จริงแล้วมันก็ไม่ใช่ความฝันของคุณหรอก-มันเป็นความฝันที่พวกคุณขโมยมาต่างหาก) (Actually, those dreams aren’t yours; they are dreams that you have stolen.)
ผมไม่ชอบผลิตผลจากความฝันของพวกคุณ แต่ผมก็ไม่อาจปฏิเสธมันได้ทั้งหมด ผมยังต้องกินอาหารกระป๋อง อาหารซอง น้ำในขวด หาความบันเทิงด้วยการไปนั่งดูการ “แสดง” ของคนอื่นที่ถูกบันทึกไว้ในฟิล์ม ซ้ำร้ายไอ้การแสดงนั่นมันก็ไม่ได้เป็นเหี้ยอะไรเลยนอกจาก “เล่ห์ลวง” ที่ถูกพวกคุณโฆษณาชวนเชื่อว่าเป็น “ศิลปะ” เพื่อหาเงิน มันทำให้ผมยิ่งคิดถึงความบันเทิงในโลกแห่งความฝันของผม ที่เราต่างก็เป็นผู้เล่น-ไม่ใช่ผู้แสดง-แม้แต่ลูกเล็กเด็กแดงก็มีส่วนร่วมในการเล่นด้วย อย่างน้อยเขาก็แหกปากร้องเพลงและปรบมืออย่างสนุกสนาน แต่การแสดงของพวกคุณกลับเป็นการวางแผนไปเสียทุกอย่างแม้แต่การสร้างอารมณ์ร่วมของ “ท่านผู้ชม” I don’t like the products of your dreams, but I can’t refuse them all. I must go on eating canned and sachet food, drinking bottled water, seeking entertainment by going to watch other people’s ‘performances’ recorded in films. Even worse, those shows are nothing but tricks people like you falsely advertise as ‘art’ to cash in on. They make me miss even more the entertainment in my dream, where each of us was a player, not a performer. Even infants had their parts to play. At least they opened their mouths to sing and clapped their hands in great fun, but the performances of people like you are totally premeditated acts down to creating empathy among the ‘dear audience’.
ทีนี้ก็มาถึงจุดจบของความฝัน… Now we come to the end of dreams…
เมื่อวานซืน ผมออกจากห้องเช่าเท่ากล่องไม้ขีด ไปไหนน่ะหรือ ในโลกแห่งความฝันของพวกคุณยังจะมีที่ให้ไปนอกเหนือจากห้างสรรพสินค้าอีกหรือ ทุกสิ่ง…ตั้งแต่สากกะเบือจนกระทั่งอาวุธเข่นฆ่ากันในนามของผู้ปกป้องคุณธรรมล้วนอยู่ในห้างทั้งหมด ผมตั้งใจไว้เพียงว่าจะเข้าไปดูหนังรอบบ่ายสองโมง แต่เมื่อยังไม่ถึงเวลาผมก็เดินเตร็ดเตร่ตามร้านหนังสือ ออกร้านนั้นเข้าร้านนี้ พอออกจากร้านสุดท้ายก็ใกล้เวลาหนังฉาย ผมตรงไปที่โรงหนัง แต่คนเก็บตั๋วยังไม่เปิดประตู ผมจึงยืนรอเหมือนกับคนอื่นๆ ครู่เดียวผมก็สะดุ้ง รู้สึกมีเหล็กเล็กแหลมจิ้มเข้าที่ก้น ผมหันกลับไปมอง เห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่ง (ผลิตผลของความฝันของพวกคุณ) เดินอ้าวออกไปแล้ว มีคนมองผมด้วยสายตาตกอกตกใจ ผมมองหน้าพวกเขาแล้วก็นึกขึ้นได้ว่า ผมคงเป็นเหยื่ออีกรายหนึ่งที่ถูกจิ้มเชื้อนิกเอดส์เข้าแล้ว ผมรู้สึกจะเป็นลม เหงื่อตก ใจสั่นระริก ลืมเรื่องดูหนังเสียสนิท ความกลัว ความอาย กระชากเท้าผมให้ก้าวอ้าวๆ ออกจากห้างอย่างรวดเร็ว ผมออกมายืนเคว้งคว้างที่บริเวณป้ายรถเมล์ สมองสับสนวุ่นวาย คิดไม่ได้ตรองไม่ตกว่าจะจัดการกับตัวเองอย่างไรต่อไปดี ไปหาหมอหรือว่าจะกลับบ้าน พอรถสายที่ผ่านหน้าห้องเช่ามาจอด ผมก็ก้าวขึ้นไปเบียดเสียดยัดเยียดกับคนอื่นๆ โดยอัตโนมัติ หูผมอื้ออึงไปด้วยคำถามว่า “ทำไม?” อยู่ตลอดเวลา ความรู้สึกที่มีอยู่ตอนนั้นก็คือกลัวตาย แต่แปลก…ขณะที่ผมกลัวตาย ผมกลับคิดถึงการฆ่าตัวตาย…ผมต้องการจะตายก่อนที่จะตายด้วยโรคนิกเอดส์ The day before yesterday I went out of my rented room the size of a matchbox. Where did I go? In the world of dreams of people like you, is there anywhere to go out to except department stores? Everything, from pestles to weapons used to kill in the name of the protection of goodness, is to be found there. I merely intended to go and watch the 2pm show of a film, but as it wasn’t yet time, I drifted into one bookshop after another. When I came out of the last one, it was close to showing time. I went straight to the cinema, but the doors weren’t opened yet, so I stood waiting like the others. A moment later I started, feeling as if a small sharp needle was piercing my bottom. I turned round to have a look, saw a young fellow (a product of the dreams of people like you) walking swiftly away. People were looking at me in shock. I stared at them and then realised I must be a new victim injected with NIC AIDS*. I felt I was going to pass out, sweat broke out, my heart quivered, I forgot entirely about the film. Fear and shame prompted my feet to stalk out of the department store. I came out and stood adrift not far from the bus stop, my brain in confusion, unable to think straight about what to do with myself, finding a doctor or going back home. As soon as a bus whose route went past my rented room stopped, I stepped in to fight for space with the others automatically. My ears were burning with the question ‘Why?’ all the time. The feeling I had then was the fear of dying. But strangely enough, while being afraid to die, I was considering killing myself. I wanted to die before I died of NIC AIDS. .

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

* NIC: Newly Industrialised Country

ผมพยายามตั้งสมาธิอยู่ในห้องจนมืดค่ำ แต่ก็ไม่อาจเอาชนะความกลัวตายและความโกรธแค้นชิงชังผู้คนไปได้ ตลอดคืน ผมเหมือนตกอยู่ในไฟนรก อย่าว่าแต่จะข่มตาให้หลับเฉย แม้จะนั่งก็ยังยาก ผมได้แต่เดินไปเดินมาเหมือนสัตว์ตกอยู่ในหลุมพราง แล้วก็ร่ำถามตัวเองว่าจะจัดการกับชีวิตที่เหลืออย่างไรดี ถามมันซ้ำๆ ซากๆ จนกระทั่งสว่าง พวกคุณไม่มีวันเข้าใจความรู้สึกของคนที่รู้ล่วงหน้าว่าจะต้องตายหรอก จนกว่าพวกคุณจะได้เผชิญกับมันเอง I tried to regain my composure in my room until it got dark, but I couldn’t win over the fear of dying and my anger and resentment towards people. The whole night it was like I had fallen into the fires of hell. It wasn’t just a matter of closing my eyes: even sitting was difficult. I kept pacing back and forth like an animal fallen into a trap, and kept asking myself what to do with the life that remained, asking myself time and time again until it was light. People like you will never understand the feelings of someone who knows in advance that he will die until you come to experience them yourselves.
(ผมภาวนาขอให้พวกคุณได้เผชิญกับมัน) (I fervently wish that you do.)
ผมพยายามปลงสังขาร บอกตัวเองว่าถึงอย่างไรคนเรามันก็ต้องตายด้วยกันทั้งนั้น พอตกสายผมก็ขึ้นรถออกต่างจังหวัด สำหรับคนใกล้ตายคงไม่มีที่ไหนดีไปกว่าวัดสงบสักแห่งเพื่อเป็นแหล่งพักพิงและปลอบใจครั้งสุดท้าย I tried to contemplate death, told myself that in any case we all die. In late morning I took a bus to the province. For people about to die there is no better place than a quiet monastery somewhere where to stay and cheer up one last time.
ผมไม่กล้าบอกพระว่าผมเป็นทุกข์เรื่องอะไร เพราะถ้าผมบอกไปผมก็จะกลายเป็นเหยื่อครั้งที่สอง ให้พวกหนังสือพิมพ์เอาไปหากิน ให้พวกคุณเอาไปพูดกันให้มันปาก และให้หัวใจที่มีแต่ศีลธรรมปลอมๆ ของพวกคุณเสแสร้งทำเป็นเมตตาผม ดังนั้น ผมจึงเข้าไปในโบสถ์เพื่อบอกเล่าความทุกข์ของผมให้พระพุทธรูปฟัง ถึงท่านจะเป็นเพียงโลหะแข็งๆ แต่ท่านก็เป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธองค์ บางทีความทุกข์ของผมอาจจะสะท้อนออกมาจากจิตใต้สำนึกเป็นคำปลอบประโลมใจก็ได้ แต่ผมก็ผิดหวัง พระประธานในโบสถ์ท่านนิ่งหลับตาชาเฉย เหมือนมิยอมรับรู้ความสามานย์ในโลกแห่งความฝันของพวกคุณ ผมขุ่นเคืองท่านแล้วก็ต่อว่าท่านอย่างลืมนรกว่า “เสียแรงที่กระผมฝากความหวังไว้กับท่าน แต่ท่านก็เอาแต่นั่งหลับตา รอผู้คนมาสักการะบูชาอย่างเดียว ไม่เห็นจะคิดทำอะไรให้มันดีขึ้นบ้างเลย” I didn’t dare tell the monks what my trouble was, because if I had I’d be a prey a second time, as fodder to the newspapers, for people like you to laugh me to scorn and with your hearts full of fake morality pretend to show concern for me. Therefore I entered the main temple to tell my trouble to the Buddha image. Even though it was merely made of metal, it was a symbol of the Lord. Perhaps my misery would drain out of my subconscious and comfort me, but I was to be disap- pointed. The image in the temple kept silent, eyes shut, indifferent, as if it didn’t want to acknowledge the vileness of that world of yours. I was so annoyed that I berated it with no fear of damnation, saying ‘I’m wasting my time confiding my hopes to you but you sit there with your eyes shut, waiting only for people to come and worship you, not thinking of making things improve.’ .

.

.

.

ทันใดนั้นผมก็ได้ยินเสียงตอบ กลับมาว่า “ระวังเถอะ นรกจะกินกบาล!” That’s when I heard the answer, ‘Beware, hell will eat your noggin!’
ผมตอบไปทันทีอย่างขาดความยั้งคิดว่า “ท่านเองก็ระวังไว้ด้วยเถอะ นิกเอดส์ก็จะกินกบาลท่านเหมือนกัน” แล้วผมก็ผลุนผลันออกจากโบสถ์ได้ยินเสียงด่าอื้ออึงอยู่เบื้องหลัง พอจับความได้ว่าผมกำลังเป็นพวกบ่อนทำลายสถาบันศาสนาไปแล้ว จากนั้นมาผมก็รู้ตัวว่าผมไม่มีสิ่งใดพอจะเป็นที่พักพิงได้อีกต่อไปแล้ว I answered at once without stopping to think, ‘You too beware! NIC AIDS will eat your head too!’ and I hurried out of the pavilion. I heard a rumour of curses behind me, enough to understand that I was one of those rebels who undermine the religious institution. After that I realised that I no longer had anything to rely on.
โลกแห่งความฝันของผมดับสลายไปแล้ว The world of my dream was destroyed.
ตอนนั้นเองที่ผมรู้ว่าคนเราไม่ได้มีชีวิตด้วยปัจจัยสี่เท่านั้น หากยังต้องมีความฝันอีกด้วย แต่เมื่อบัดนี้พวกคุณไม่เหลือที่ทางให้ความฝันของผมดำรงอยู่ ผมก็เป็นเพียงคนตายที่เคลื่อนไหวและรอวันหยุดนิ่งเท่านั้น It was then that I knew that the four requisites* are not enough to live: there must be dreaming as well. But now that people like you had left no space for my dream to proceed, I was just a dead person who still moved and awaited the day I would stop moving. * The four requisites of life are food, clothing, shelter and medicine.
พวกคุณอย่าเพิ่งดีใจไปเลย เรื่องมันไม่จบแค่นี้หรอก เมื่อความฝันของผมถูกทำลายไป ผมก็จะไม่ยอมให้ความฝันของพวกคุณลอยนวลอยู่ได้เหมือนกัน ผลิตผลแห่งความฝันของคุณทำลายความฝันของผมอย่างไร ผมก็จะย้อนไปทำลายความฝันของพวกคุณเช่นนั้น Do not rejoice yet. The story doesn’t stop here. Since my dream was destroyed, I won’t allow your dreams to persist either. I’ll destroy your dreams in the very same way as the products of those dreams of yours have destroyed mine.
พรุ่งนี้ผมจะออกจากบ้าน พร้อมกับเชื้อนิกเอดส์ในเข็มฉีดยา ผมจะเที่ยวจิ้มผู้คนไปให้ทั่วบ้านทั่วเมืองแห่งความฝันของพวกคุณ เพื่อความฝันของเราทุกคนจะได้ล่มสลายไปด้วยกัน Tomorrow I’ll leave the house with the NIC AIDS virus in a syringe. I’ll go around inoculating everybody in all those places where the dreams of people like you reign supreme, for the dreams of all of us to be destroyed together. .
และความฝันใหม่จะอุบัติขึ้นตามวิถีทางของมัน And a new hope will arise by itself.
ดูแลความฝันของพวกคุณไว้ให้ดี…! Take good care of your dreams, you hear!
‘Nik eit’ in Chor Karrakeit 9, 1992
Wimon Sainimnuan, 56, is a prolific writer best known for his Khoak Phranang quartet of novels
(Snakes, The medium, Khoak Phranang and Lord of the Land)
and for Immortal (2000 SEA Write Award), all works available at thaifiction.com.
.

Tagged: , , , , , , , ,

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: