Monthly Archives: June 2012

Mind your own business – Fon Fafang

Addiction to tobacco, booze, fatty foods and soccer is a strong and timely combination. Foreign readers may not ‘get’ all the snide references to colour-coded Thai politics, but carpe diem is a universal message. And when the last line alters your understanding of what you’ve just read, you may forget a certain air of disjointedness to the story. Right, mummy’s boy? MB

เรื่องของผม
คนอื่นไม่เกี่ยว

MIND YOUR OWN
BUSINESS

football

ฟอน ฝ้าฟาง

FON FAFANG

TRANSLATOR’S KITCHEN
ผมชอบนอนคนเดียว สาเหตุหลักๆ เพราะผมเป็นคนนอนกรนเสียงดังมาก ดังเหมือนหวูดรถไฟเชียวล่ะ มันดังขาดๆ หายๆ ตลอดการนอนหลับ ความจริงผมไม่รู้หรอกว่าผมเป็นคนนอนกรนเสียงดัง แต่เมื่อถูกฟ้องก็ต้องรับฟัง และนึกเกรงใจคนฟ้องอยู่เหมือนกัน บางทีเขาก็คงรำคาญแต่ไม่รู้จะทำอย่างไรได้ นึกถึงตัวเองที่รำคาญกลุ่มคนเปิดเครื่องขยายเสียงตะโกนปาวๆ อยู่ตามถนนแรมเดือน I like to sleep alone, mainly because I snore very loudly, like a train’s whistle, by fits and starts throughout the night. Actually I’m not aware of my snoring, but when I’m told it is so I must listen and be considerate to the one who tells me: she must be annoyed but doesn’t know what to do. I think of my own annoyance with those people that shout through loudspeakers in the streets month after month.
แต่ละคืนผมเข้านอนประมาณสี่ห้าทุ่ม รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาราวตีสอง แล้วนอนต่ออีกราวสองชั่วโมงจึงตื่นนอนอีกครั้ง Every night I go to sleep around eleven pm, wake up around two in the morning and then go back to sleep for another two hours before I wake up again.
คราวนี้ตื่นแล้วตื่นเลย จะนอนต่ออย่างไรก็ไม่หลับ ตื่นขึ้นมาคราวนี้ อาการแรกที่รู้สึกก็คือ เปรี้ยวปากจี๊ดๆ หงุดหงิด กระวนกระวาย ใช่แล้วล่ะ ผมหิวบุหรี่ พอลืมตาตื่นจากหลับ ผมต้องสูบบุหรี่ก่อนทำอย่างอื่น มันเป็นสันดานของชีวิตมานานนับสามสิบกว่าปีแล้ว เมื่อครั้งเป็นวัยรุ่นนักศึกษา ผมสูบบุหรี่แบบกะปริดกะปรอย คือสูบบ้างไม่สูบบ้าง เพราะไม่ค่อยมีเงินซื้อ นานๆ จึงจะมีเงินซื้อทีนึง บ่อยครั้งที่ขอเพื่อน บ่อยครั้งที่เดินเก็บก้นบุหรี่ตามถนนและเก็บจากที่เขี่ยบุหรี่ พอมีงานทำผมก็สูบบุหรี่อย่างเป็นล่ำเป็นสัน ผมพยายามจะเลิกหลายครั้ง แต่ไม่เคยเอาชนะใจตนเอง มันเหมือนส่วนหนึ่งของชีวิต ถ้าขาดมันไปชีวิตก็เหมือนขาดอะไรสักอย่าง อันเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็เหมือนกัน “อันเมารักเมาแทบตายเสือกหายเมา แต่เมาเหล้านี้ประจำทุกค่ำคืน” อิๆๆๆๆๆๆๆ This time I’m awake for good. Even if I stay in bed I won’t sleep. Waking up this time the first thing I feel is a sense of deprivation in my mouth, irritation and anxiety. That’s right: I need to smoke. As soon as I open my eyes, I must smoke a cigarette before anything else. It’s been a bane in my life for more than thirty years. When I was a teenage student, I smoked on and off, sometimes did, sometimes didn’t, because I had little money for that, it was seldom I could afford to buy a packet of cigarettes. Often I’d cage fags from friends and often I’d collect stubs as I walked in the streets or from ashtrays. When I started to work, I began to smoke in earnest. I tried to quit several times, but never managed to win over myself. It was like a part of life. I couldn’t do without it. The same with alcoholic drinks. ‘Dead drunk with love only to bloody sober up, but drunk with liquor every night.’* Ha! Ha! ====

=

=

=

=

=

=

=

=

=

* A line from Sunthon Poo, the Shakespeare of Thailand.

เช้าตรู่นี้ซองบุหรี่ยังวางอยู่ที่โต๊ะทำงาน ผมลองทำท่ามองไม่เห็น เฉไฉเปิดคอมพิวเตอร์ต่ออินเตอร์เน็ต เปิดโทรทัศน์ เปิดประตูบ้านออกไปรับลมเย็น ทำท่าออกกำลังกายนิดหน่อย แต่พอนึกอะไรได้ก็หยุด จึงไปล้างถ้วยชาม เสียบหม้อหุงข้าว เข้าห้องน้ำ แล้วกลับไปนั่งโต๊ะทำงาน This morning the packet of cigarettes is still on the working table. I try to pretend I don’t see it, take my time opening the computer and calling up the internet, switch on the TV, open the house door and go out to catch the cold breeze, pretend to exercise a little, but a thought makes me stop, so I go and do the dishes, plug on the rice cooker, enter the bathroom and then return to sit at the working table.
สองหูฟังข่าวโทรทัศน์ ตาจ้องดูเว็บไซต์แต่ละเว็บ มันเป็นความเคยชินมากกว่าจะตั้งใจ ก่อนนอนและหลังจากตื่นนอนก็เป็นเช่นนี้ ต้องเข้าไปดูโวยวายเว็บพวก manager.co. th, matichon.co.th, komchadluek. net, bangkok-today.com, naewna.com, thairath.com หนังสือพิมพ์ออนไลน์เหล่านี้บางฉบับอ่านแล้วต้องหารด้วยสอง บางฉบับต้องหารสาม บางฉบับและบางข่าวไม่น่าเชื่อถือเอาเสียเลย แต่บางฉบับเที่ยงตรงและเป็นกลาง ทำหน้าที่สมเป็นสื่อตามหลักปรัชญาของสื่อ ผมไม่บอกหรอกว่าผมชอบและศรัทธาฉบับใด และรังเกียจฉบับใดเป็นกรณีพิเศษ The ears listen to the news on TV, the eyes gaze at website after website, out of habit rather than from deliberation. Before going to sleep and after waking up it’s always like this. I must go and fuss over websites like manager.co.th, matichon.co. th, komchad-luek.net, bangkok-today. com, naewna.com, thairath. com. These online newspapers, some of them you must read and then divide by two for credibility, read others and then divide by three, and some aren’t credible at all, but others are forthright and balanced, they do their duty according to the ethical principles of mass media. I won’t say which ones I like and respect and which ones I find especially annoying. Here the temptation is to personify: ‘my’ ears, ‘my’ eyes, as you would expect in a ‘normal’ text. ‘The’ ears, ‘the’ eyes act on their own, ‘out of habit rather than from deliberation’: the narrator has hardly woken up. สมเป็นสื่อของสื่อ: one สื่อ too many in translation.
ประเทศนี้ไม่มีอะไรหรอก นอกจากนักการเมืองล้วงลูก ข้าราชการซื้อตำแหน่ง น้ำท่วม ฝนแล้ง เสื้อแดง เสื้อเหลือง และดาราเอากันจนเตียงหัก แถมด้วยอาชญากรรม This country has nothing but politicians that meddle officiously, civil servants that buy their posts, floods, droughts, red shirts, yellow shirts, and movie stars fornicating until beds break, with crimes as bonuses.
= =
แล้วผมก็สะเออะ!? ทั้งที่มีความรู้แค่เด็กปฐมวัย แต่ดันเปิด bangkokpost.com, nytimes.com และหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษต่างประเทศอีกหลายฉบับ แม้จะมีความรู้แค่หมาหัดเลียใบตองแห้ง แต่ก็พอสรุปเนื้อข่าวได้ว่า And here I am meddling? Even though I only have elementary education I insist on opening bangkokpost. com, nytimes.com and many other foreign news websites in English. Even though I know as much as a puppy learning to lick a dry banana leaf, I can get the gist of the news.
โลกนี้มันร้อน ภูเขาน้ำแข็งละลาย แผ่นดินไหว เศรษฐกิจตกต่ำ สงครามระหว่างอเมริกากับมุสลิม This world is hot, icebergs are melting, the earth is quaking, the economy is de- pressed, America is at war with the Muslims.
ผมไม่รู้ว่าใครเป็นพระเอกใครเป็นโจร แต่สุดมันและสนุกยิ่งกว่าสมัยสงครามเย็น ถามตัวเองทำไมโลกต้องแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ทำไมประเทศต้องแบ่งออกเป็นสองฝ่าย คำตอบอยู่ในขวดเหล้าและควันบุหรี่ I don’t know who the hero is and who the villain, but it’s much more fun than in the Cold War period. I ask myself why the world must be divided into two, why the country must be divided into two. The answer is in a bottle of booze and in cigarette smoke.
= =
พอเบื่อข่าวเหล่านี้ก็ไปลงท้ายที่เว็บ premier-dream.com When I’m fed up with news of this kind, I switch to premierdream.com.
ผมติดตามผลงานของสโมสรเชลซีมาไม่นานเท่าไร ฉะนั้นผมจึงไม่ใช่สาวกเชลซี ไม่ใช่แฟนคลับเชลซี และไม่ใช่สาวกของทีมใด เบื้องต้นที่ผมชอบทีมนี้เพราะชอบบุคคลที่เกี่ยวข้องในทีมนี้ ทั้งในฐานะผู้จัดการและนักเตะในคนเดียวกันอย่าง รุท กุลลิท เขาเป็นหนึ่งในสามทหารเสือจากฮอลแลนด์ ชอบพวกเขาตั้งแต่อยู่ทีมเอซีมิลานโน่นแล้ว ชอบสุภาพบุรุษอย่าง จิอันบรังโก้ โซลา, จอห์น เทอรี, แฟรงค์ แลมพาร์ต และโดยเฉพาะผู้จัดการอย่าง โฆเซ มูรินโญ เหมือนผมชอบดิเอโก มาราโดนา นั่นแหละ ผมรู้สึกว่า ผมและมูรินโญมีความรู้สึกเย่อหยิ่งในตนเองเหมือนกัน มั่นใจสูง ไม่เชื่อใครง่ายๆ ดิบๆ เถื่อนๆ ซึ่งเป็นเปลือกห่อหุ้มหัวใจที่แสนจะอ่อนโยน และบางครั้งแอบร้องไห้คนเดียวได้อย่างเป็นวรรคเป็นเวร แต่ผมไม่ชอบอันเชลอตติ เพราะฝีมือและความเป็นศิลปินลูกหนังสู้น้องมูไม่ได้ ก่อนหน้านี้ผมชอบทีมปืนใหญ่อาร์เซนอล แต่พอลูกชายตามมาชอบเป็นพรวน ผมจึงหนีไปชอบเชลซี I haven’t followed the scores of the Chelsea team for long, so I’m no fan of Chelsea, I’m not a member of the Chelsea Club and I’m no fan of any team. At first I liked this team because I liked individuals involved with it, as manager cum player like Ruud Gullit, one of the three battling tigers from Holland. I’ve liked them since they were in the AC Milan team. I like gentlemen like Gianfranco Zola, John Terry, Frank Lampart and especially a manager like Jose Mourinho as much as I like Diego Maradona. Mourinho and I share the same supreme self-confidence and determination and reluctance to trust others, with rawness and wildness as bark around a very gentle heart and we sometimes hide away to cry copiously alone, but I don’t like Ancelotti, because his talent and football artistry can’t beat Mourinho’s. Before this I liked the Arsenal big guns but when my son did too and trooped after me I fled and favoured Chelsea instead.
ส่วนทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดและทีมลิเวอร์พูลนั้น ผมวิงวอนผีปู่ผีตาผีพญาแถนทุกครั้งที่มีพิธีกรรมเซ่นไหว้ว่า เมื่อไรสองทีมนี้จะตกชั้นให้พ้นหูพ้นตาเสียที บ้านเมืองจะได้สงบสุขราบรื่น ทั้งผีแดงและหงส์แดง ไม่รู้แดงไหนเป็นแดงแท้ แดงไหนเป็นแดงเทียม ส่วนทีมระดับชาตินั้นน่ะหรือ ผมเคยชอบทีมบราซิลและทีมสวีเดนที่มันใส่เสื้อเหลือง แม้มันจะอยู่คนละขั้วโลกก็ตาม แต่พอหันไปดูทีมเสื้อขาวอย่างเยอรมันและอังกฤษแล้ว ผมกลับรู้สึกว่าเสื้อขาวมันสะอาดหูสะอาดตา ไม่มีสิ่งใดซุกซ่อนแอบแฝงไว้เหมือนทีมที่สวมเสื้อสีเหลืองและเสื้อสีแดง รอดูว่าเมื่อไรทีมเสื้อแดงกับทีมเสื้อเหลืองมันจะปะทะกัน ผมคงสุดยอดแห่งความสะใจ อยากให้ตายไปข้างหนึ่ง ผมจะปีนขึ้นไปบนยอดไม้และร้องเชียร์ทั้งสองฝ่าย As for the Manchester United and Liverpool teams I implore the spirits of my ancestors every time there’s a signature ceremony. When will those two teams fall off that league for good? Our country will enjoy peace and quiet. Red Devils and Red Swans: I don’t know which are the real reds, which the fake red. As for national teams, well, I used to like Brazil and Sweden as they wear yellow shirts even though they’re poles apart on the globe, but when I turned to look at white-shirted teams like Germany and England, I came to feel that white shirts were cleaner, there was no trick hidden in them, unlike in those teams sporting yellow shirts or red shirts. I can’t wait to see the red shirt team and the yellow shirt team clash. My jubilation will climax. I want one side to die. I’ll climb up some treetop and shout encouragements to both sides.
ผมไม่โง่หรอก ความจริงแล้วเราควรเอาจุดเด่นของทั้งสองฝ่ายมาผสมผสานกัน ส่วนจุดด้อยนั้นเอามันทิ้งไปเสีย แต่ทำไมพวกนั้นไม่คิดอย่างผม I’m not stupid. Actually we should take the good points of both sides and mix them together, and discard the bad points altogether, but why don’t these people think as I do?
ผมหิวบุหรี่เต็มแก่แล้ว I’m craving a cigarette to the utmost by now.
= =
แล้วผมก็ไปที่ oknation.net อ่านงานในบล็อกของเพื่อนๆ จนอิ่มหนำ แล้วจึงไป yahoo.com, hotmail. com ใครส่งจดหมายถึงผมบ้าง ใครส่งสแปมมาสร้างความรำคาญบ้าง แล้วก็ไปที่ hi5, facebook ฟ้าสว่างเป็นเวลาที่เจ้าชีวิตตื่นขึ้นมาและนอนเล่นอยู่บนเตียง… And then I go to oknation.net, read my friends’ blogs to repletion and then go to yahoo.com, hotmail.com – mail and annoy- ing spam – and then to hi5, to Facebook. The sky is clear. It’s time for the lady of my life to wake up and lie in bed idly… เจ้าชีวิต is usually translated as Lord of Life; here it’s a woman. Lady of Life is more than quaint in English, so, the lady of my life…
= =
เช้าตรู่วันหนึ่ง ผมตื่นขึ้นมาพร้อมกับปวดหน้าอกอย่างรุนแรง ผมคลำอกไว้ มันปวดร้าวไปทั่วแขนสองข้าง มือเย็น เท้าเย็น ไม่มีแรงยืน สักครู่หนึ่งมันหายไป หายใจสะดวกขึ้น และไม่กี่วินาทีต่อมามันก็ปวดขึ้นมาอีกรอบ ผมประคองอกไปบอกเจ้าชีวิตขณะที่เธอยังนอนหลับอยู่บนเตียง เธอหยิบยาหอมมาทาจมูกและขมับพร้อมกับบีบนวด ผมค่อยยังชั่วขึ้น แล้วก็นึกถึงหนังสือของไพวรินทร์ ขาวงาม เรื่อง มันคงไม่ตายง่ายๆหรอก พอเป็นพลังปลอบใจ และนึกถึงคำพูดของใครอีกหลายคนที่ชอบพูดว่า “ถ้ายังไม่ถึงคราวตาย มันก็ไม่ตายดอก” One early morning, I woke up with a violent pain in my chest. I tensed up my pectoral muscles. It hurt all over my arms, cold hands, cold feet. After a moment the pain went away, I breathed more easily, but a few minutes later it hurt all over again. Holding my chest I went and told the lady of my life as she still lay in bed. She picked up an aromatic unguent she pasted on my nose and temples she pressed and massaged. I got better and then thought of Paiwarin Khao-ngam’s book entitled Dying isn’t easy* to give me comfort and I thought of the saying ‘If it’s not your time to die, you won’t die’. I first translated this part in the present tense. In the flow of the story the past tense is better, however.

* Paiwarin Khao-ngam is a noted Thai poet. Dying isn’t easy came out
in 2005.
= =
ผมริกินเหล้าสูบบุหรี่มาตั้งแต่อายุสิบกว่าขวบแล้ว สะสมเพื่อนฝูงทุกสาขาอาชีพจนนับจำนวนไม่ได้ มีทั้งดีล้วน เลวล้วน และพวกครึ่งๆ กลางๆ ระหว่างดีกับเลว มีทั้งผู้หญิง ผู้ชาย กะเทย ทอม ตุ๊ด อีแอบ I began drinking alcohol and smoking cigarettes even before I was in my teens and then accumulated so many friends from all quarters and professions I can’t keep count of them, some very good, some very bad and many in between, women as well as men, transvestites, dykes, toms, faggots and closeted gays.
การกิน การสูบ และการดื่มในชีวิตประจำวัน มันสะสมกันมายาวนานพอสมควร ผมย้อนนึกถึงวันก่อนมีอาการปวดหน้าอก เพื่อนฝูงหลายคนนัดพบกันที่ร้านอาหาร เหล้า เบียร์ คอหมูย่าง น้ำตกหมู ไส้กรอก ผมนี่ชอบไส้กรอกเป็นชีวิตจิตใจ ทั้งไส้กรอกวัว ไส้กรอกหมู เนื่องจากบรรพบุรุษเคยชอบมาก่อน This eating, smoking and drinking in daily life has been going on for quite some time. I think back to the day before I had chest pain. Several friends had agreed to meet at a restaurant. Liquor, beer, cracklings, spicy sliced pork, sausages. I can’t live without sausages, whether beef or pork: it’s in my genes. เนื่องจากบรรพบุรุษเคยชอบมาก่อน:  literally, ‘as my ancestors liked them before (me)’.
อีกส่วนหนึ่ง ผมกินยอดผักเหมือนวัวควายกินหญ้า โดยเฉพาะผักตามป่าตามทุ่งเพราะมั่นใจนักมั่นใจหนาว่ามันปลอดสารพิษ กินมาทั้งชีวิต และกินมาอย่างมีความสุข Besides, I eat yortphak as cows eat grass, especially greens from the forest and the fields, because I’m a hundred per cent sure they’re free of poisonous substances. I’ve eaten them all my life with relish. ยอดผัก (yortphak) is a generic term for tender greens cooked in a floury soup with noodles and thin slices of meat.
= =
เมื่อหลายเดือนก่อน ผมไปตรวจสุขภาพที่ศูนย์มะเร็ง เพราะมีอาการแปลกๆ ในร่างกาย และก็ถูกผู้หวังดีหลายฝ่ายบังคับให้ไป ก่อนหน้านี้ก็เคยให้หมอเฉือนถุงน้ำดีทิ้งแล้ว จนกลายเป็นคนไม่มีดี การไปตรวจครั้งนี้ผมต้องอดอาหาร อดเหล้าทั้งคืน เมื่อผลการตรวจส่งถึงบ้าน ผมก็นำผลตรวจไปหาหมอใกล้บ้านทันที Several months ago, I went to the Cancer Centre for a check-up because I had strange symptoms in my body and well-meaning persons in various quarters forced me to go. Before that I had gone to see a doctor to get rid of my gallbladder so I have no bile left. For the check-up this time I had to refrain from eating and drinking alcohol overnight. When the results came through, I took them to a doctor near home at once. Lost in translation: เป็นคนไม่มีดี means both ‘a man with no bile left’ and ‘a man with no good left in him’.
“คุณเป็นโรคเกาต์ขั้นรุนแรง…” นายแพทย์คลินิกบอก “uric acid สูงถึง 11.1 ทั้งที่ควรจะอยู่ระหว่าง 3.0-7.0 อันถือว่าปกติ” ‘You have a bad case of gout,’ the doctor in the clinic told me. ’Uric acid at 11.1. The normal rate is between 3.0 and 7.0.’
มิน่าล่ะ ผมจึงปวดข้อปวดเข่าตลอดเวลา เมื่อคราวกินแกงหน่อไม้ใส่ชะอมผมถึงกับต้องคลานเข้าห้องน้ำ มันปวดทรมานจริงๆ No wonder my joints are always hurting. When I eat bamboo shoot soup with climbing wattle, I have to crawl to the bathroom, it’s real torture.
“ครับ…” ผมเชื่อนายแพทย์ ‘Yes sir.’ I believe doctors.
“ควรหลีกเลี่ยงอาหารจำพวกยอดผักและสัตว์ปีก” นายแพทย์แนะนำ ‘You should avoid eating yortphak and animals with wings,’ the doctor advised.
“จิ้งหรีด กุดจี่ มดแดง แมงจินูน ผมกินได้ไหมครับ…” ผมทำหน้าเหลอหลาแล้วแกล้งถามนายแพทย์กลั้นเสียงหัวเราะด้วยความรู้สึกขำ ‘Crickets, red ants, dung beetles, scarab beetles, can I eat those,’ I put on a stupid face and asked. The doctor burst out laughing. =
“ไม่รู้สิ ผมไม่เคยกินสักอย่าง…” นายแพทย์ตอบ ผมอดหัวเราะนายแพทย์ไม่ได้เหมือนกัน หน้าตาออกขาวซีดอย่างนั้นคงกินแต่แกงจืดหมูและอาหารของเจ๊กของจีน ‘I don’t know. I’ve never eaten any of those,’ he answered. I couldn’t help laugh- ing either at his suddenly blood-drained face. He probably only ate bland pork porridge and other Chinese fare. =
“ที่สำคัญ…” นายแพทย์ค้างคำพูดไว้แล้วมองหน้าผม ‘The important thing is…’ The doctor paused and stared at me.
“อะไรหรือครับ…” ผมร้อนรนอยากรู้ ‘Yes?’ I pressed out of curiosity.
“คอเลสเตอรอลสูงมาก นั่งๆอยู่ก็มีสิทธิ์หงายหลังตายได้…” นายแพทย์พูด ผมแอบคิดไปว่าถ้าเป็นอย่างนั้นมันก็ดีน่ะสิ ไม่ต้องเจ็บปวดทรมาน ทุรนทุราย ไม่ต้องมีสายอะไรต่อมิอะไรพันร้อยระโยงระยางตามร่างกาย ไม่ต้องมีคนมาเยี่ยม ไม่ต้องมีคนคอยเฝ้าดูแล และไม่เดือดร้อนใครเกินไป เอาแค่ร่วมฌาปนกิจศพทีเดียวจบม้วนเลย ‘Your cholesterol is very high. You might just collapse and die any time,’ the doctor said. I thought to myself that would be great, no pain, no twitching, no need for a thousand tubes dangling off your body, no need for visitors, no need for minders, and not bothering others too much, just having the undertaker deal with the corpse once and that’s it. นั่งๆอยู่ก็มีสิทธิ์หงายหลังตายได้: literally, ‘Even sitting, you might just fall over backwards and die’.
“ครับ…” ‘Yes sir.’
“คอเลสเตอรอลสูงถึง 294 ทั้งที่ควรจะอยู่ระหว่าง 150-280 mg/dl อันถือว่าปกติ ส่วนไตรกลีเซอไรด์สูงถึง 595 ทั้งที่ควรจะอยู่ระหว่าง 50-190 mg/dl อันถือว่าปกติ” นายแพทย์กล่าว ผมนึกถึงคำพูดที่ว่า ถ้าไม่ถึงคราวตาย มันก็ไม่ตายดอก… ‘Cholesterol at 294, when it should normally be between 150 and 280 mg/dl. As for triglyceride, 595 instead of the normal rate of 50 to 190 mg/dl,’ the doctor said. I thought of the saying ‘If it’s not your time to die, you won’t die’.
“ควรงดเหล้า เบียร์ บุหรี่ และอาหารที่มีไขมัน” นายแพทย์จ้องหน้าผมด้วยความห่วงใย ‘You should refrain from alcohol, cig- arettes and fatty foods.’ The doctor stared at me with concern.
“ครับ…” ‘Yes sir…’
= =
บ่ายวันหยุดวันหนึ่ง ขณะตาจ้องอ่านหนังสือแน่วนิ่ง ปากคาบบุหรี่พ่นควันโขมง หูฟังข่าวจากโทรทัศน์และตีนก็กระดิกอยู่เรื่อยๆ มีเด็กหนุ่มเอาซองมาให้ผม ดูซองก็รู้ว่าเป็นซองบอกงานฌาปนกิจศพ On a day off one afternoon, while the eyes read a book without moving, the mouth held a cigarette and released clouds of smoke, the ears listened to the news on TV and the feet kept fidgeting, a young lad brought me an envelope. A glance at it was enough to know it was a death announcement.
“ใครตายวะ…” ผมถามตัวเอง พอเปิดซองและดูการ์ด ผมถึงกับอุทานออกมาว่า “ไอ้โกตาย…” ผมตอบตัวเองและบอกเจ้าชีวิตไปในตัว ‘Who died,’ I asked myself. As soon as I opened the envelope and took out the card, I exclaimed, ‘Ko! Dead!’ answering myself and informing the lady of my life by the same token.
“คนดีๆ อย่างนี้ทำไมตายเร็วจัง พวกเลวๆ ทำไมตายช้านักล่ะ” ฟังแล้วผมอยากชักดิ้นตายตามไอ้โกเสียให้รู้แล้วรู้รอด ‘Why does a good man like him have to die so soon when the bad ones never do?’ Listening to that, I felt like dying on the spot to put the record straight.
“สวรรค์ต้องการคนดี…” ผมพูดไป ‘Heaven needs good people,’ I said.
“แล้วทำไมนรกไม่ต้องการคนเลวบ้างล่ะ” เธอก็พูดมา ‘Then why doesn’t hell need bad ones?’ she said.
“คนเลวเต็มนรกแล้ว จะเอาไปไว้ที่ไหนล่ะจ๊ะ ดูสิ มันฆ่ากันทุกวัน มันโกงบ้านโกงเมืองอยู่ทุกวัน โกงจนไม่มีแผ่นดินจะอยู่ นรกท่านก็รู้ แต่ยังหาที่ให้พวกนี้ไม่ได้ อย่างฉันนี่ต้องรอคิวอีกนาน” ผมทะเล้นตอบพอคลายเครียด ‘Hell is already full of them, where would they put them? Look, they kill each other every day, they cheat and steal every day to the point there’s no place safe. Hell knows that but can’t find room for them, like me who must wait in the queue for ages,’ I answered jokingly to lower the tension.
โกศลเป็นเพื่อนคนหนึ่งในจำนวนเพื่อนที่นับตัวเลขไม่ได้ มันเป็นเพื่อนที่ผมจัดให้อยู่ในประเภทสุภาพบุรุษผู้สุภาพเรียบร้อย นิสัยใจคอสุขุม เยือกเย็น ดำรงชีวิตด้วยเหตุและผล เป็นพ่อบ้านพ่อเรือนที่ดี เมียและลูกน่ารัก ครอบครัวอบอุ่นจนน่าอิจฉา ตำแหน่งหน้าที่การงานก็สูงส่ง Koson was a friend among the innumerable friends I have. He was a friend I had placed in the gentlemen category, polite and proper, circumspect, cool-headed, rational, a good home- owner with a lovely wife and kids, a warm family to be jealous of, and the highest responsibilities at work.
โกศลดูแลสุขภาพยิ่งกว่านายแพทย์และนางพยาบาลเสียอีก รับประทานอาหารครบห้าหมู่ (รวมเป็นหนึ่งตำบล) อาหารสุก สะอาด ไม่แดกอาหารสุกๆ ดิบๆ ประเภทลาบ ก้อย ซอยแซ่ แล้วยังออกกำลังกายวันละอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง และตรวจสุขภาพทุกปี อบายมุขใดๆ ไม่ข้องแวะ เหล้าเบียร์ไม่แตะต้อง บุหรี่ไม่ต้องพูดถึง ใครสูบใกล้ๆ หรือแค่ควักบุหรี่กับไฟแช็กออกมาให้เห็นมันก็ตะเพิดไล่ให้ไปไกลๆ Koson took care of his health even more than doctors and nurses do, ate all five kinds of food (per meal), cooked food, clean food, didn’t eat half-raw food such as larp, koi or soichae, and exercised as well, at least half an hour every day, and had yearly check-ups. Vices he had none, didn’t drink, and as for smoking, anyone smoking near him or just pulling out a cigarette and lighter he’d berate and chase away. Northeastern fare:
“ไอ้พวกสังคมรังเกียจ…” ดูไอ้โกมันพูดเข้าสิ กระเทือนไปถึงซังของผม มันก็จริงนั่นแหละ ผมรู้สึกเหมือนมันพูด แต่ก็ยอมให้สังคมรังเกียจ สูบบุหรี่ในบ้านเมียก็ไล่ สูบในร้านอาหารก็เกรงใจคนอื่น สูบในสถานที่ราชการก็เป็นแบบอย่างไม่ดี เมื่อจะสูบบุหรี่สักมวนต้องทำตัวเป็นอีแอบ หลบมุมสูบไกลๆ ทำตัวลับๆ ล่อๆ เหมือนโจร คนมันติดแล้วอย่างไรก็ต้องยอม การกินเหล้าสูบบุหรี่ไม่ใช่ความต้องการทางกาย มันเป็นความต้องการทางความรู้สึก (โว้ย!) ‘You’re a social reprobate!’ That’s how Ko dared to speak, triggering hate in me. It was true, though. I felt as he said but allowed society to blame me. Smoking in the house your wife wouldn’t have it; smoking in restaurants you deferred to others, sneaked out to smoke in some remote corner secretly like a thief. You were hooked so you had to have it. It wasn’t the body that wanted to drink and smoke, it was a demand from your feelings (damn it!).
“ไอ้ต่าง มึงสูบบุหรี่วันละซอง ซองละ 50-60 บาท คิดดูสิ เดือนหนึ่ง ปีหนึ่ง มึงเผาเงินไปเท่าไร…” ไอ้โกสอนผม “ทั้งเหล้า เบียร์ ทั้งบุหรี่ นอกจากจะเปลืองเงินแล้วยังทำลายสุขภาพอีกด้วย” ‘Tang, you smoke a packet a day, fifty-sixty baht per packet. Think about how much money you burn in a month, in a year,’ Ko would lecture me. ‘Whisky, beer and cigarettes: a waste of money and damage to your health.’
“ใช่ครับ ไอ้คุณโก…” ‘Yes sir, Mr Ko.’
“คนมีสมองอย่างพวกมึงควรมีอายุยืนยาว จะได้ช่วยเหลือประเทศชาติ” ‘People with brains like you should live a long life for the benefit of the nation.’
“ใช่ครับ ไอ้ ฯพณฯ โก…” ผมก็ตอบยียวนมันไปงั้นแหละ เพราะไม่รู้จะไปขุดหาเหตุผลที่ไหนมาเถียงมันได้ ‘Yes sir, Your Excellency,’ I’d answer mockingly like that because I didn’t know where to dig out reasons to argue with him.
ผมกับโกศลคบกันได้ก็เพราะชอบฟุตบอล ชอบอ่านหนังสือ และฟังข่าวเหมือนกัน เมื่อพบกันจึงค่อนข้างออกรส มันชอบสโมสรผีแดง ทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด หากผมชอบสิงโตน้ำเงินครามเชลซี คราวนี้เสื้อแดงปะทะกับเสื้อน้ำเงิน If Koson and I got along it was because we liked soccer, we liked to read books and listen to the news. When we met we were on the same wavelength. He liked the Red Devils club, the Manchester United team. If I liked the indigo-blue Chelsea lions, this time red shirts clashed with blue shirts. ค่อนข้างออกรส = rather tasty, rather stimulating.
แมตช์แห่งความทรงจำระหว่างโกศลกับผมก็คราวที่แมนยูปะทะกับเชลซีในศึกเอฟเอคัพ ผมจิบเบียร์เชียร์บอลอย่างใจเย็นและมีความสุข ถ้าเราไม่เลือกข้างมากมายนัก มันก็ไม่กระวนกระวายอะไรหรอก คนมีสมองมันต้องอยู่เหนือเกมระหว่างฝ่าย พิจารณาเกมให้ถ่องแท้ ถ้าคิดไม่ออก พิจารณาไม่ได้ มันก็จะตายไปกับเกม โกศลออกอาการกระวนกระวายอย่างเห็นได้ชัด มันเชียร์ทีมเสื้อแดงอย่างลืมหูลืมตาไม่ขึ้น บางครั้งเชียร์โดยไม่มีเหตุผลด้วยซ้ำไป ประมาณว่าทีมเสื้อแดงคือพ่อมัน คราวใดที่ดิดิเยร์ ดร็อกบา เลี้ยงลูกผ่านกองหลังไปยิงประตูแมนยู มันทำท่าจะขาดใจตายเสียให้ได้ The memorable match between Koson and me was when Manchester U clashed with Chelsea in the FA Cup tournament. I was happy to seep beer and cheer coolly. If we don’t take sides too much, there’s no big fuss. People with brains must be above partisanship and examine the game thoroughly. If you can’t think you can’t do that, and die with the game. Koson showed clear signs of agitation. He cheered the red shirt team indiscriminately, sometimes without any reason to cheer actually, as if the red shirt team was his father. Every time Didier Drogba got the ball past the defence and shot at the Man U goalpost, he almost died holding his breath.
“เบาๆ หน่อยโว้ย ไม่ต้องตื่นเต้นขนาดนั้นก็ได้” ผมเตือนก่อนจะเดินออกจากหน้าจอไปสูบบุหรี่ข้างนอก ‘Take it easy. You don’t have to be so excited,’ I warned before walking away from the TV screen to go and smoke a cigarette outside.
“มันตื่นเต้นจริงๆ นะโว้ย มึงก็รู้ว่ากูชอบทีมเสื้อแดง” เสียงไอ้โกไล่หลังมา ‘But it’s really exciting! You know how much I like the red shirts,’ Ko’s voice was saying in my back.
= =
ผมทิ้งการ์ดฌาปนกิจศพลงบนโต๊ะ รู้สึกเครียดอยู่บ้างที่ต้องเสียเพื่อนไปอย่างคาดไม่ถึง จึงไปเปิดตู้เย็นหยิบเบียร์ขวดสุดท้ายออกมาและหยิบบุหรี่อีกตัวหนึ่งออกไปนั่งที่ซุ้มหน้าบ้าน I dropped the funeral card on the table, feeling somewhat tense for losing a friend unexpectedly. So I went to open the fridge, took out the last bottle of beer and lit another cigarette and went to sit in the arbour in front of the house.
เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้รับเชิญจากสาธารณสุขจังหวัดให้ไปร่วมอภิปรายเกี่ยวกับสุขภาพ กินอยู่อย่างไรให้อายุยืน วิทยากรทุกคนขึ้นโต๊ะเก้าอี้แถวหน้า มีคนเข้าฟังนับร้อย Not long ago, I was invited by the provincial health office to take part in a roundtable discussion on health, What to Eat for a Long Life. All the lecturers sat at the row of tables upfront. There were hundreds of listeners.
“ทำไมต้องอายุยืน…” ผมเปิดประเด็นแล้วมองหน้าเพื่อนวิทยากร มองหน้าผู้ฟัง และรอคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ ‘Why should we live long?’ was my opening gambit and then I looked at my fellow lecturers, looked at the listeners and waited for an answer with trepidation.
“เพื่ออยู่เป็นพลังแผ่นดิน” ผู้ฟังท่านหนึ่งตะโกนตอบจากแถวหลัง ‘To contribute to the nation’s strength,’ a listener shouted from the back row.
“อยู่ให้หนักแผ่นดินหรือเป็นพลังแผ่นดินกันแน่ครับ…” ผมพูดจาตามสไตล์ ‘To the nation’s strength or to the nation’s burden?’ I spoke as I always do. Note the inversion here.
“ผมว่านะครับ คนเก่าคนแก่อย่างพวกเราทั้งหลายนี้ล้วนแต่เป็นผู้มีภูมิปัญญาที่จะช่วยเหลือชาติบ้านเมืองได้ ถ้าตายไปก่อนก็น่าเสียดายนะครับ…” วิทยากรท่านหนึ่งช่วยตอบ ‘I think, sir, that we old people all have knowledge and wisdom to help the nation. If we die prematurely it’s regrettable,’ a lecturer ventured to explain.
“แล้วคนรุ่นใหม่ที่ไล่หลังเรามาติดๆ นี่ พวกเขาไม่มีปัญญาจะช่วยเหลือชาติบ้านเมืองหรือครับ…” ผมย้อนถาม บรรยากาศที่ประชุมเริ่มเครียด ‘What of the younger generations coming up right behind us? Haven’t they got wisdom to help the nation?’ I objected. The atmosphere turned tense.
“ผมอยากให้เราอยู่อย่างมีความสุข อายุสั้นก็สั้นอย่างมีความสุข ถ้าหากอายุยืนก็ยืนอย่างมีความสุข ไม่ใช่อายุยาวแล้วยืนไม่ได้ ทำงานให้มีความสุข นอนให้มีความสุข กินให้มีความสุข ส่วนอายุจะยาวหรือสั้นก็ช่างมัน… อย่าหลงว่าอายุยืนมันดี อายุสั้นมันไม่ดี คิดและพิจารณาให้มันกลางๆ นะครับ” ผมสรุปแล้วก็ก้าวลงจากเวทีอภิปรายไปนั่งกินเบียร์แกล้มไส้กรอกร้านตรงข้ามสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ‘I’d like us to be happy,” I went on. “A short life? So be it, but happy, and if a long life, let it be long but happy, not a long life as bedridden invalids. Work to be happy, rest to be happy, eat to be happy. Whether a short or a long life doesn’t matter. Don’t think that living a long life is a good thing. Think about it in all fairness,’ I concluded and then stepped out of the stage to go and sit drinking beer and munching bits of sausage in the shop across the road from the provincial health office.
= =
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ผมรีบกดรับสาย The telephone rang. I promptly punched the button to take the call.
“ไอ้ต่าง มึงรู้หรือยังว่าไอ้โกมันตาย…” เสียงเพื่อนคนหนึ่งกรอกถามมา ‘Hey, Tang, do you know that Ko is dead,’ a friend’s voice asked me.
“รู้…ว่าแต่ว่าทำไมมันตายล่ะ…” ผมย้อนถาม ‘I know … but not why he died,’ I answered.
“หัวใจวาย แมนยูแพ้บาเยิร์นตกรอบยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก…” นั่นคือคำตอบ ผมสบถอยู่ในใจว่า มันตายไปกับเกมจริงๆ แล้วหลุดปากตะโกนอ้อนวอนเจ้าชีวิตประจำบ้านว่า “แม่ ขอตังค์ซื้อสิงโตคำรามสามขวด…” ‘Heart failure. Man U lost to Bayern. Eliminated from the UFA championship’ was the answer. I cursed to myself. He’d died over a game. Then I opened my mouth and shouted pleadingly to the lady of my life running this house: ‘Mum, give me some money to buy three bottles of beer.’ สิงโตคำราม ([Three] Lions Roar) is the nickname of the England soccer team; too much of a mouthful here to be mentioned as a beer brand name.

‘Rueang Khong Phom Khon Uen Mai Kiao’ in Chor Karrakeit 55, 2011

Fon Fafang
is the pen name
of Weera Sudsang,
a teacher in Sisaket
(Northeastern Thailand)
and a writer of poems,
songs and short stories.
=

The old man – Tak Wong-rat

A sprinkling of memories encompassing continents and a lifetime; ambiguous aphorisms; suggestions of destitution and human frailty against the triumphant greed of the times; and an implicit concern for the future given the attrition of time on things past: although this sweetly sad, and pithy, short story was written only three years ago, it deserves to be rated as a classic of pointillist writing. MB

ผู้เฒ่า

THE OLD MAN

wave

ตั๊ก วงศ์รัฐ

TAK WONG-RAT

TRANSLATOR’S KITCHEN
= =
เช้าวันนี้มาถึงอย่างช้าๆ นกกาไม่ขับขานเหมือนเคย…ในซอยนี้ไม่มีเสียงไก่ขันมานานกว่าครึ่งชีวิต ต้นมะม่วงใหญ่ 4-5 ต้นไม่ติดลูกอีกแล้ว เป็นสนามอาหารเช้าของกระรอกหลายตัว มันไต่สายไฟฟ้าเข้ามาในบ้านเสมอ Today, the morning comes slowly. The crows aren’t crowing as they used to. In this lane, there haven’t been cockcrows for half a lifetime. The four or five mango trees no longer bear fruit. They are the breakfast field of several squirrels. They invariably enter houses via the power lines.
= =
หนาวนี้หนาวนานกว่าปีก่อน ผ้าห่มเก่า มุ้งเก่า วันเวลาเก่า This cold season is cold longer than last year’s. Old blanket. Old mosquito net. Old days.
คืนเดือนมืด เป็นครั้งแรกที่เดินตามลำพังในม่านหิมะชานเมืองชายขอบของกรุงโตเกียว Moonless night. It’s the first time he walks alone in the curtain of snow in an outer suburb of Tokyo.
ร้านรวง ร้านอาหาร ปิดกันเกือบหมด หนาวเหน็บ ตรอกซอย (เรียกว่าถนน) เงียบ Clustered shops, food shops, almost all of them closed. Numbing cold. Quiet lanes and streets (called roads).
ผู้เฒ่าย้ายจากห้องพักของเพื่อนญี่ปุ่นเข้ามาอยู่ในโรงแรมราคาประหยัด ต้องใช้ห้องน้ำรวม ไม่ไกลจากสะพานชัยชนะเหนือแม่น้ำซูมิดะ The old man has moved from a Japanese friend’s digs to a cheap hostel with shared bathroom not far from the Kachidoki Bridge over the Sumida river. I’m giving the bridge its Japanese name, which means ‘shout of victory’ rather than ‘victory/ชัยชนะ’.
จากบึงโนนทันถึงแม่น้ำเจ้าพระยา From the Nonthan swamp to the Chao Phraya river. The swamp is in Khon Kaen province, in the Northeast.
จากอ่าวซาลองเมืองฮานอย ซึ่งขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของยูเนสโก ขุนเขาน้อยใหญ่สลับซับซ้อน แต่เรียบง่าย ลมเย็นสบาย และน้ำใส From Ha Long Bay in Hanoi, registered as a World Heritage by UNESCO, a confusion of small and tall peaks but a neat spread. Pleasant cool breeze and clear water.
จากเกาะเสม็ด (เมื่อ 30 กว่าปีก่อน) ทรายขาว ว่ากันว่าโรงงานทำแก้วเอาทรายไปจากเกาะนี้อยู่ไม่ห่างจากสวนสน ช่วงที่แกไป เรือเด็กนักเรียนล่ม จมน้ำตายกันหลายสิบศพ From Samet Island (more than thirty years ago): white sand. Glass factories were said to get their sand from this island. Not far from Suanson, while he was there, a boat carrying school- children capsized. Dozens drowned.
โอกินาวาเป็นประตูแรกของความพ่ายแพ้ของกองทัพญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่อเมริกาถล่มเกาะเล็กๆ กลางมหาสมุทรแปซิฟิก ผู้คนตายนับแสนคน-ซามูไรแพ้ Okinawa was the first goal in the defeat of the Japanese army in World War II that America scored by invading those small islands in the middle of the Pacific Ocean. Hundreds of thousands died. The Samurais lost.
= =
หนาวนี้ เช้านี้ ผู้เฒ่าเดินนับก้าวต่อก้าวบนพื้นแฉะในตลาดอาหารทะเลบึสุกิ ตีนสะพานชัยชนะเป็นตลาดปลาใหญ่ที่สุดของโตเกียว ตลาดยอดเยาวราชเทียบไม่ติด This cold season, this morning, the old man walks counting steps on the damp ground of the Tsukiji seafood market at the foot of the Kachidoki Bridge. It’s the biggest fish market in Tokyo. The biggest Yaowarat market can’t compare. บึสุกิ? The biggest and best known Tokyo fish market is called Tsukiji.Yaowarat is the main artery of Bangkok’s Chinatown.
เอา ‘เรือ’ ออกทะเล ต้องเอา ‘เรือ’ ออก Have the ‘boat’ put to sea. Must out the ‘boat’.
เอาสุขเป็นทุกข์ มีคือไม่มี Happiness as sorrow, having as not having.
โค้งฟ้ามืด ไม่มีดาวประดับฟ้า The vault of the sky is dark. No stars adorn the sky.
โค้งใจ…โค้งใจใสเหมือนหยดน้ำค้างบนใบไม้ก่อนแดดแรกมาเยือน The vault of the heart – the vault of the heart is clear like dew on a leaf before the first sunrays drop by.
ต้องเอา ‘เรือ’ ออก Must out the ‘boat’.
= =
คนหาปลาผู้เฒ่าตื่นลุกขึ้นนั่ง ไม่ใช่แค่ปลา มีกุ้งปูหอยรวมอยู่ด้วย The old fisherman wakes and sits up. Not just fish but also shrimps, crabs, clams.
จากคลองขวาง ทวีวัฒนา ภาษีเจริญ บางกอกน้อย ปากคลองตลาด ท่าเตียน ผดุงกรุงเกษม เทเวศร์ From Khlong Khwang to Thawiwat- thana to Phasi Charoen to Bangkok Noi to Pak Khlong Talat to Tha Thian to Phadung Krungkasem to Thewet. Roughly from the Thonburi side to the Chao Phraya river and then going upstream. Personal life trek?
‘เรือ’ ตั้งลำมุ่งไปยัง ‘สยามพารากอน’ ศูนย์การค้าระดับสูง ด้วยสินค้ายี่ห้อนานาชาติ ภัตตาคารหรู ไฮเทคทันสมัย The entire ‘boat’ makes for Siam Paragon, the high-level trade centre with goods of international brands, posh restaurants, modern high-tech.
‘สยามพารากอน’ เป็นแหล่งปลาแหล่งน้ำ ปลา ‘ไฮโซ’ ปลา ‘อินเตอร์’ ที่ดินผืนนี้วาละ 800,000 บาท หาใช่ปลาช่อน ดุก ซิว สร้อย Siam Paragon is a fishing ground: ‘hi-so’ fish, ‘inter’ fish. This spot of land sells for 800 000 baht per wa*: no snakehead, catfish, minnow or mud carp there. * Actually ‘square wa’, i.e. four square metres.
ที่เดียวกันยังมีรถไฟลอยฟ้าเหนือหัว The same spot has a sky train suspended above head.
‘ทะเลคอนกรีตและเงินทอง’ อยู่ที่นี่ The sea of concrete and money is here. เงินทอง: money or wealth
ข้างอาคารหลักเป็นอาคารที่จอดรถ ไม่มีท่าเทียบ ‘เรือ’ ในใจกลางเมืองใหญ่แห่งนี้ คลื่นลมอ่อน ผู้เฒ่าบีบมะนาวใส่เกลือบนชิ้นปลาสด On one side of the main building is the parking building for cars. There’s no pier for boats in this heart of the megalopolis. Weak waves and wind. The old man squeezes a lemon and ads salt to a morsel of fresh fish.
“ออกไป-ออกไป” รปภ.ร่างใหญ่ตวาด ‘Get out! Get out!’ a burly security guard shouts.
= =
ทุกเช้า เด็กชายวัย 14-15 ท้ายซอย ไม่มีพ่อแม่ อยู่กับยายที่ยังชีพด้วยขนมครก ข้าวเหนียวปิ้ง ตีนสะพานลอยข้ามถนนหน้าปากซอยจะเอากาแฟร้อนมาปลุก Every morning the fourteen-fifteen-year-old orphan at the end of the lane stays with his granny who still makes a living baking rice cakes and toasting glutinous rice. From the foot of the overpass across the road in front of the lane he brings back hot coffee. ยาย (granny) is the maternal grandmother. The old man, when talking to Dam, calls himself ลุง, uncle, probably granny’s son and Dam’s mother’s elder brother.
มันต่างจากตอนที่ผู้เฒ่าเป็นเด็ก คือกาแฟมาในกระป๋องนมข้น ผูกด้วยเชือกกล้วย ทุกวันนี้ กาแฟร้อน (และเกือบทุกอย่าง) มาในถุงพลาสติก ประสาอะไรกัน ไม่มีเก้าอี้ไม้นั่งเป็นเก้าอี้พลาสติกกันหมด It’s different from when the old man was a child. Coffee came in condensed milk cans tied with banana string. These days hot coffee (and almost everything) comes in plastic bags. What’s the idea? There’s no wooden chair to sit on anymore, it’s all plastic chairs.
“เอ็งจะอยู่ยังไง ถ้าลุงตาย ‘What will you do when I die?’ ถ้าลุงตาย: literally, ‘if I die’!
“ไม่ ไม่ ลุงยังไม่ตาย” ‘No, no, you aren’t dead yet.’
“เอ็งเอามาม่าไปกิน หยิบไปเลย” ‘Take a pack of Mama and make yourself some noodles.’
ทุกเช้าพระเดินตีนเปล่ามาบิณฑบาตในซอย แบ่งมาม่าและข้าวปลาอาหารให้ วางไว้หน้าบ้านอย่างเงียบๆ Every morning a monk enters the lane barefoot on his alms round. A Mama pack and other foodstuffs are set aside for him and placed quietly in front of the house.
แกยังคงนอนอยู่บนเสื่อน้ำมัน He still lies on the linoleum.
ดำเก็บมุ้งนอน คือตลบชายมุ้งขึ้นแค่นั้น เปิดหน้าต่างบานที่ปิดไม่สนิท Dam puts aside the mosquito net, that is just rolls it up, and opens the window that doesn’t close tight.
ลมเย็นยามเช้าต้นธันวาฯ เย็นหนาว The early December morning breeze is chillingly cold.
“ถ้าลุงตาย” ผู้เฒ่าพึมพำ “ถ้าลุงตาย เอ็งจะอยู่ยังไง” ‘When I die,’ the old man mumbles. ‘When I die, how will you live?’
ดำก้มหน้าไม่พูดตอบ Dam lowers his head, doesn’t answer.
“พรุ่งนี้ลุงจะเอา ‘เรือ’ ไปพารากอน เอ็งไม่ต้องเอากาแฟมา” ‘Tomorrow I’ll take my “boat” to Paragon. You won’t have to bring me coffee.’
“ไปด้วยนะ” ดำว่า ‘I’ll go with you, yes?’ Dam says.
= =
แกคิด หวังคิดว่าน่าจะจับปลาเล็กใหญ่ได้ แม้คลื่นลมแรง หาใช่เรื่องต้องห่วง He thinks, hopes to be able to catch some fish. Even if wind and waves are strong it’s nothing to worry about.
“เอ็งไม่รู้” ‘You don’t know.’
ผู้เฒ่านั่งชันเข่า The old man sits hugging his knees.
“ไม่มีรถไฟไปกระบี่” ‘There’s no train to Krabi.’
= =
ไม่ คือ ไหม้… Denial equals pyre… No is Noh? (Different import.)
ผู้เฒ่าพยายามหลับ นอนตะแคงซ้ายตามเคย รู้ว่า รู้ว่าต้องพึ่งตัวเองเป็นหลัก The old man tries to sleep. Lies on his left side as usual. Knows, knows he must rely on himself.
รู้ว่าเมื่อขึ้นเมรุเอาอะไรไปไม่ได้เลย Knows that when you make it to the pyre you can’t take anything with you.
= =
ชิบูยา : ตั้งอนุสาวรีย์หมา (ไม่แน่ใจว่าเหมือนหมานครปฐม) เป็นสิ่งน่ายินดี ดีใจที่ผู้ว่า กทม.โตเกียวทำขึ้น หน้าสถานีรถไฟขอนแก่นไม่รู้ใครเป็นต้นคิดเอาท่อนไม้มะขามใหญ่มาจารึกชื่อ สถานีขอนแก่น Shibuya: the Dog Memorial (not sure it’s the same as the Nakhon Pathom dog) is something heart-warming. Glad that the Tokyo governor had it erected. In front of the Khon Kaen railway station, whoever’s idea this was, the name ‘Khon Kaen Station’ is engraved on the trunk of a big tamarind tree. =
= =
ชิบูยา : หมาคอยนายกลับจากที่ทำงานทุกคืนค่ำ Shibuya: the dog waited for its master to come back from work every evening.
แล้วคืนหนึ่ง นายไม่กลับบ้าน… Then one evening its master didn’t come back…
คอยแล้วคอยไม่สิ้น Waited and waited without end.
ทุ่งรังสิต : คูน้ำลำคลองขุดขึ้นด้วยแรงงานคนจีน ดั่งเช่นคลองขวาง กุ้งหอยปูปลาเยอะ Thung Rangsit: the canals and irrigation channels, such as the Khwang canal, were dug with Chinese labour. Plenty of shrimps, clams, crabs and fish.
= =
ฝนตกหนัก ลมแรงแรง เมื่อแกยืนเงียบอยู่กับบุหรี่รสฉุนในสนามบินนานาชาติทาโคมา ซีแอตเติล It rains hard. The wind is strong as he stands quietly with an acrid cigarette at Seattle’s Tacoma international airport.
ตลาดปลาสดเป็นชีวิตชีวาของเมือง โยนรับส่งกันเหมือนเล่นกายกรรม ไม่มีกลิ่นคาว The fish market is the life of the town. Fresh fish swung back and forth as if playing acrobatics. No fishy smell.
= =
หิมะหนักในลอนดอนปลายเดือนกุมภาฯ ระหว่างนั่งรถไฟใต้ดินไปฮีทโธรว์ เครื่องบินทีจีมาช้าเพราะกัปตันและลูกเรือทุกคนติดอยู่ในลีมูซีนกลางเมือง Heavy snow in London at the end of February as he sits in the underground on his way to Heathrow. The TG flight is delayed because captain and crew are stuck in a limousine in the city centre.
รู้เหมือนไม่รู้ Knowing the same as not knowing.
= =
ทะเลคือคลื่นลม The sea is waves and wind.
แกรู้ว่า วันเวลาผ่านแล้วผ่านเลย ทุ่งนาไร้ข้าวเปลี่ยนเป็นโรงงาน เสาไฟฟ้าคอนกรีตเข้ามาแทนที่ไม้ใหญ่ He knows time goes by and is gone. Paddy fields turn into factories. Concrete electricity poles replace big trees.
ผ่านแล้วผ่านเลย Goes by and is gone.
หันหัว ‘เรือ’ กลับสู่ฝั่ง หันใจคืนใจ Turning the prow back to shore. Change of heart, change of mind.
= =
ครั้งหนึ่งระหว่างปีเก่าต่อกับปีใหม่ จากท่าเรือกลางเมืองสุราษฎร์ฯ ไปเกาะสมุย ธรรมดา มีเรือโดยสารวันละ 2 ลำ แต่ด้วยสภาพคลื่นลมแรงแปรปรวนจึงเหลืออยู่ลำเดียวที่กล้าเสี่ยง แกสองจิตสองใจ ไปไม่ไป เสี่ยงไม่เสี่ยง ไม่ไปกับเรือลำนี้ก็ต้องค้างคืนในเมือง Once as the old year connected with the new, from the pier in the heart of Surat Thani to Samui Island, usually there were two passenger boats per day, but because of the turbulent state of the sea only one boat was left to risk the crossing. He was of two minds. Go or not? Risk it or not? Not going with this boat he’d have to stay overnight in town.
คนโดยสารทั้งหมด 2 ลำ นั่งเบียดกันในเรือลำเดียว ไม่มีพื้นที่ให้ขยับตัว ไม่มีชูชีพ Two boatloads of passengers sat cramped in the one boat. No room to move. No life jackets.
เมื่อเรือแล่นออกจากปากน้ำหน้าบ้านดอน แกบอกกับตัวเองอย่างปลงๆ ว่า-ไม่ควรเลย When the boat steamed out of the estuary off Bandon, he told himself resignedly: you shouldn’t have.
คลื่นลมแรงหนุนดันลำเรือลอยบนคลื่นสูง ทุกคนนั่งเงียบ ไม่มีที่ทางให้ใครขยับตัวหนีหลบกระเซ็นคลื่นแรงเย็น บางคนเสื้อเปียก กางเกงเปียก Storm blasts sent the boat scurrying into high waves. Everybody sat silent. There was no way anyone could avoid the strong cold sprays. Some people’s shirts and trousers were drenched through.
จุดบุหรี่ไม่ติด ใจหายเมื่อนายเรือพยายามฝ่าคลื่นที่โหมหนุนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง Impossible to light a cigarette. Hearts sank as the captain tried to cleave the ever-swelling waves.
ถึงท่าเทียบเรืออ่าวหน้าทอน สมุย Reaching the Nathon Bay pier of Samui.
ผู้เฒ่ากระดกเหล้าขาว 40 ในขวดเครื่องดื่มบำรุงกำลัง 1 ฝา ถอนใจยาวเมื่อพ่นควันบุหรี่มวนแรกบนหาดแห่งนี้ The old man tipped up the bottle of pick-me-up forty-degree hooch and heaved a sigh as he released smoke from his first cigarette on this beach.
ยังจำมาจนทุกวันนี้ Remembers it to this day.
แกไม่ได้กลับไปเกาะสมุยอีกเลย He’s never gone back to Samui Island.
แม้จากคำบอกกล่าวว่า ทุกวันนี้ปลอดภัยกว่าเดิมมาก เพราะเป็นเรือใหญ่ บรรทุกทั้งผู้คน รถบัสทัวร์ รถเก๋ง วันหนึ่งข้างหน้า ถ้าไม่รีบขึ้น ‘เมรุ’ ไปก่อน คงได้ไปเกาะสมุยอีกครั้ง รวมทั้งเกาะพงัน Even when told that these days it’s much safer than before because it’s a big ferryboat transporting people as well as tour coaches and cars. One day perhaps, if he doesn’t hasten to the pyre, he’ll go to Samui once again, and to Pha-ngan Island as well.
= =
จากชายขอบชานเมืองหลวงใหญ่ เมืองอมรฯ ที่นักการเมืองพรรคหนึ่งย้ำ (ตะโกน) ว่า ‘กรุงเทพฯ ไม่ใช่ประเทศไทย’ แกเฉยๆ เลยวันเลือกตั้งแล้วต่างหายหัวกันหมด From an outer suburb of the capital, that immortal city of which one politician claimed (shouted) ‘Bangkok is not Thai- land’, he’s unconcerned. After election day, they’ve all made themselves scarce. Allusion to whom and to what? I have no idea.
ผู้เฒ่ายังหวัง… The old man still hopes.
หวังที่จะระดมผู้คน ‘ขุดคลอง’ จากบางแคไป ‘สยามสแควร์’ ย่านทำเลใจกลางเมืองที่ ‘ทำเงิน’ มหาศาลให้กับมหาวิทยาลัยเก่าแก่แห่งหนึ่ง Hopes he can rally people to ‘dig canals’ from Bang Khae to Siam Square, a plot of land in the heart of town that makes huge amounts of money for a certain old university.
แม้ในทุกวันนี้ หาใช่กุลีจีนขุดคลองรังสิต แต่เป็นเครื่องจักร Even though these days you can’t find coolies to dig the Rangsit canal but excavators instead.
แกคือคนโง่ย้ายภูเขา ตาย ตาย และตาย He’s a stupid man shifting mountains. Dead, dead and dead.
= =
แน่ๆ ดำไม่มีคำตอบ แค่วัย 14-15 ไม่ควรคาดหวังคำตอบ Of course Dam has no answer. At only fourteen or fifteen, you can’t expect any.
“เอ็งจะอยู่ยังไง ถ้าลุงตาย” ‘How will you live when I die?’
สมบัติ เรียกว่าสมบัติชิ้นเดียวคือ ‘เรือ’ The only wealth – let’s call it wealth – is the ‘boat’.
คนเราหนีไม่พ้นเงา หนีไม่พ้นเวรกรรม We can’t escape our shadow. Can’t escape fate.
เกิดแก่เจ็บตายเป็นธรรมดาสามัญ From birth to old age, pain and death: the common lot.
หรือว่าจิตวิญญาณ (ถ้ามี) คือ ‘เรือ’ Or is the soul (if there’s one) the ‘boat’?
‘เรือ’ ของผู้เฒ่าเป็นเรือลำแรกลำสุดท้าย The old man’s ‘boat’ was the first boat and is the last boat.
…ลำสุดท้าย …The last boat.
‘Phoo Thao’ in Chor Karrakeit 55, 2011
Tak Wong-rat was the pen name
of Thitiban Wong-ratpanya (1949–2010),
a journalist and short story writer belonging to the minimalist school of Thai writing.
He published two collections of short stories. His ‘Generosity’ is featured in
2010 – Ten Thai Short Stories.
.

Made of glass – Wiwat Lertwiwatwongsa

ooo
Let the author say it: ‘I didn’t write this story as a gay story [but] as a universal story about sex, that is to say what may happen between man and man, man and woman, and even between woman and woman. In the world of this story, the man-man relationship is just one form of relationship, not a gay relationship. This frame of thought is rather important because it makes us understand that pain stems from being human, not as homosexual or bisexual lovers. That wasn’t what I was after. To put it bluntly, the characters in the story being of one sex or another is not important. They should be genderless, at least in the domain of my tales.’ Furthermore, ‘In this story I decided to use “you” for the two men so that readers feel lost representing to themselves which “you” is which … I wanted every dialogue to be unclear [so that it’s] hard to know who’s talking.’ You’ve been warned. Don’t blame the traduttore. MB
ooo

มนุษย์แก้ว

MADE OF GLASS

cracked_glass-man-on-knees1

วิวัฒน์
เลิศวิวัฒน์วงศา

Wiwat
Lertwiwatwongsa

TRANSLATOR’S KITCHEN
1 1
ข้างในตัวคุณ มีบางสิ่งแตกสลายอยู่ คุณไม่มีวันรู้จนกระทั่งโลกรอบๆคุณสั่นสะเทือน เศษแก้วเคลื่อนขยับ บาดอยู่ข้างในโดยที่คุณไม่รู้ Inside you, something breaks. You have no way of knowing it until the world around you quakes, broken glass on the move, splinters inside you, unknown to you. แตกสลาย: literally ‘goes to pieces’.
พอวางสายจากเธอ คุณก็รีรออยู่พักหนึ่ง อากาศยะเยือกของโรงแรมหรูหราสงบนิ่งเลื่อนลอย โคมไฟนวลตาเสียดเย้ย เป็นแสงกะพริบของป้ายไฟและขบวนรถที่เคลื่อนไปเลื่อนไหลอยู่เบื้องนอก หัวใจคุณเต้นหนักหน่วงก่อนจะโพสท์กระทู้ลงไป As you put the phone down after that call to her, you hold back for a while. The freezing cold air of the luxury hotel drifts quietly. The soft electric light is scorned by flashes from blinking hoardings and from the cars sliding past outside. Your heart beats hard before you send the posting.
อีกสองนาทีก็มีคนติดต่อมา คุณแลกรูปกับอีกฝั่ง เด็กหนุ่มอ่อนวัยกว่าคุณหน้าท้องเนียนเรียบ และเครื่องเครา คุณรู้สึกผิดแต่คุณก็ทำลงไป คุณคุยกับเด็กหนุ่มตกลงให้เขามาหาที่โรงแรม คุณมาสัมมนาสามวัน จองห้องเดี่ยวและยอมจ่ายส่วนต่างอย่างไม่มีเหตุผล คุณคิดว่าเธอจะมาด้วย แต่เธอไม่ได้มา คุณจองห้องเดี่ยว เปลือยกายนอนดูทีวีในอากาศยะเยือก จนเด็กหนุ่มโทรเข้ามา คุณจึงลงไปรับที่ลอบบี้ Two minutes later someone contacts you. You exchange pictures with the other side. The fellow, younger than you are, has a smooth flat tummy and all that. You feel guilty but proceed. You chat with the young man, agree for him to come and see you at the hotel. You’ve come for a three-day seminar, booked a single room and agreed to pay extra without reason. You thought she’d come too but she hasn’t. In the single room, you lie naked watching TV in the freezing cold air until reception calls, so you go down to meet the young man in the lobby. เครื่องเครา: gadgets, spare parts, accessories, paraphernalia=I’ve altered the last line to have reception call up, rather than the young man, as is the practice in luxury hotels.
คุณปกปิดความตื่นเต้นไว้ไม่ได้ มือคุณเย็นเฉียบและออกจะสั่นน้อยๆ เด็กหนุ่มดูสบายๆ มีกลิ่นหอมติดมากับตัวเขาด้วย คุณกังวลว่าคุณจะดูน่าเกลียดหรือเปล่า คุณพยายามทำตัวแสร้งว่า นี่ไม่ใช่ประสปการณ์ใหม่ เด็กหนุ่มกุมมือคุณในลิฟท์ คุณจับสังเกตเรื่องมือเย็นๆนั่นได้ พอเข้าไปในห้อง คุณก็ไม่ได้รุกเร้าเหมือนที่คิดเอาไว้ คุณหันรีหันขวาง เด็กหนุ่มนั่งบนขอบเตียง คุณชวนดื่ม คุณรับคำ คุณหยิบเหล้าขวดจิ๋วๆจากมินิบาร์ของห้องแล้วเริ่มต้นดื่ม You can’t hide your excitement. Your hands are very cold and shake a little. The young man looks at ease, perfume wafting from his body. You worry whether you look repellent or not. You pretend to act as if this is nothing new. The young man takes your hand in both his in the lift. You notice how cold they are. Upon entering the room, you don’t pounce on him as you’d meant to. You’re paralysed with indecision. The young man sits down at the edge of the bed. You offer him a drink. You accept. You take a mini bottle of alcohol from the room minibar and you begin to drink.
พอสายฝนหล่นลงมา พอลมกลางดึกพัดผ่าน คุณก็กระหายบางอ้อมกอด อ้อมกอดที่เศษแก้วในตัวคุณ จะบาดอ้อมแขนแปลกหน้าจนเป็นแผลเหวอะหวะ คุณจึงหนีไปอยู่ในที่ที่มืดและอับชื้น อย่างน้อยถ้าอยู่ในที่ที่ไม่มีสายลม คุณก็พอจะปล่อยให้ความมืดที่มีหนามแหลมได้โอบกอด และทิ่มแทงคุณกลับคืน When it starts raining, when the night wind has blown away, you long for a hug, a hug in which the broken glass in you will score the stranger’s arms with gaping wounds. So you flee into a dark and sultry place. At least if you are where there’s no wind you can let the darkness embrace you with its sharp thorns and pierce you back to consciousness. In a paragraph like this one, it’s important to translate as close to the text as possible to preserve its ambiguity.
คุณปฏิเสธจริงจังว่าคุณเหงา คุณเร่ร่อนอยู่หน้าจอมาพักใหญ่แล้ว ตอนที่เห็นกระทู้นั้น โรงแรมอยู่ไม่ไกลจากห้องเช่าของคุณ คุณจึงตอบรับ เลือกรูปที่ดูเซกซี่ของคุณส่งไป ดูไม่ใช่สเปกของคุณเลย ผิวคล้ำ ท้วม แต่ก็ดูไร้พิษสงอะไร ผีเสื้อนับพันบินอยู่ในอก คุณสนทนา คุณรู้ว่าชายคนนั้นมาจากที่อื่น คุณรู้จักโรงแรมที่ว่า มันดูหรูหราและปลอดภัยดี ชายคนนั้นดูสุภาพ และคุณขึงขังตั้งเด่ คนรักของคุณจะไม่กลับมาคืนนี้หรือไม่ว่าคืนไหนๆ เขาไปที่อื่นเสมอ และที่อื่นๆด้วย คุณตกค้างอยู่ในห้องเช่าไม่มีหน้าต่าง คุณตอบรับนัด ออกไปข้างนอก You strenuously deny being lonely. You’ve been tramping in front of the screen for a long time. When you saw that posting, the hotel wasn’t far from your rented room, so you answered, chose a sexy picture of you and sent it. It didn’t look like you at all, swarthy, chubby, but seemingly harmless. Thousands of butterflies romping about in your chest, you chat. You know the man has come from somewhere else. You know the hotel he mentioned. It looks luxurious and safe. The man seems polite and you serious and erect. Your lover won’t return tonight or any other night. She always goes somewhere else and then somewhere else again. You’re left behind in the windowless rented room. You accept dates, go out. สเปก is usually what characteristics you expect from someone. An alternative translation of ดูไม่ใช่สเปกของคุณเลย would be ‘it didn’t match your expectations’.
เสมอในห้องไม่มีหน้าต่างของคุณ เขาจะปิดไฟทุกดวงในห้อง แทบจะมืดสนิท เหลือเพียงช่องแสงเหนือประตูเท่านั้นที่ยอมให้แสงมัวซัวผ่านเข้ามาในห้อง สองคน คุณกับเขา นอนกอดก่ายฟังเพลงรัก เขาไม่เคยบอกคุณว่าเขาเขียนอะไรอยู่ คุณตกหลุมรักเขาเพราะเขาเขียนเรื่องเศร้า แล้วคุณก็ค่อยๆรู้ว่าเขาชอบเขียนเรื่องเศร้าเกี่ยวกับพวกตัวละครที่ไม่มี อยู่จริง พวกนักเขียนหรือนักร้องที่ตายไปแล้ว เขียนถึงตัวละครที่เหมือนเงาของเพื่อนคนเดียวที่เขารู้จัก เพื่อนที่เขาจินตนาการขึ้นจากหนังสือพวกนั้นจากดนตรีพวกนั้นเพราะเขาเกลียดมนุษย์ เขาไม่สามารถจะทนเขียนพวกเรื่องมนุษย์ได้จริงๆหรอก เขาทนพวกมนุษย์ไม่ได้สักนิด ในยามบ่ายมืดมิดร้อนอับที่ท้องเปลือยเปล่าของคุณชนกัน คุณรู้ว่าเขาจะไม่เขียนเรื่องของคุณ และที่คุณรู้แน่ๆก็คือคุณไม่รู้ว่าเมื่อไรเขาจะเกลียดคุณ คุณเป็นคนสุดท้ายบนโลกที่เขาทนได้ เขากระซิบบอกคุณเช่นนั้นเสมอและคุณก็หวาดกลัวเหลือเกินที่จะต้องสูญเสียตำแหน่งนั้นไป ไปสู่อีกตัวละครหนึ่งที่เขาคิดขึ้นมาใหม่ ร่างกายที่ไมมีจริง ซึ่งคุณไม่มีวันเป็นส่วนหนึ่งของมัน Always The same as in your room without a window: she he’d turn off every lamp, the room almost completely dark but for the gap above the door letting in a dull ray of light. Two persons, she he and you, lying hugging each other listening to love songs. She He’s never told you what she he writes. You fell for her him because she he wrote sad stories and you’ve gradually learned she he likes sad stories about characters that don’t exist in reality, writers or singers already dead, writes about a character resembling the shadow of the only friend she he knows, a friend she he imagines from those books, from that kind of music, because she he hates mankind. She He really can’t stand writing about real people. She He can’t stand real people in the least. On dark stuffy afternoons when your naked bellies hump together, you’re the last person in the world she he can still stand. That’s always what she he whispers to you and you’re terrified at the idea of losing that status, for another character she he’d think up anew, a body that doesn’t exist, that you’ll never be part of. STOP PRESS 02/06/2012: These changes from ‘she’ to ‘he’ after a belated correction of the translation by the author, who explains that the ‘he’ here is the young man’s partner.=Note the double translation of มนุษย์, as ‘mankind’ and as ‘real people’.
บางสิ่งเคลื่อนที่ เชื่องช้าเข้าสู่จุดจบ ประดุจดั่งเรือโดยสารทวนน้ำบรรทุกศพของความหวังในวันเก่าๆ ความหวานซึ่งคุณพยายามยื้อยุดสุดกำลังไม่ให้เลือนไปจากปลายลิ้น โดยที่คุณรู้ดีว่าไม่มีทางสำเร็จ สรรพสิ่งเคลื่อนห่างออกจากความควบคุมของคุณทีละน้อย มีแต่ความโดดเดี่ยวเท่านั้นที่คุณเป็นเจ้าของ บนถนนโรยเศษแก้วซึ่งร่วงลงจากเนื้อตัวของคุณเอง คุณดุ่มเดินไปและหวังจะพบดอกกุหลาบสักดอก ซึ่งยังคงบานรอคอยคุณอยู่ แต่ไม่มีอะไรแบบนั้น มีแต่ร่องรอยของเลือดซึ่งไหลออกจากปากแผลของวันวาน เมื่อคุณเผลอพลั้งทำความรักตกแตกไปพร้อมกับบางสิ่งในตัวคุณ Something moves imperceptibly to a conclusion, like a passenger boat bucking the tide with its load of corpses of bygone hopes, the sweetness you try with all your might to prevent from fading from the tip of your tongue, knowing very well that there’s no way you can succeed. Everything moves away from your control a little at a time. The only thing you possess is loneliness. On the road sprinkled with the broken glass falling off your own flesh you keep plodding in the hope of finding a rose still in bloom waiting for you. But there’s no such thing. There’s only the trail of blood that flows out of the gaping wounds of yesterday, when you inadvertently let love fall and break into pieces along with parts of yourself.
= =
2 2
เธอเขียนจดหมายลามาในอีเมลล์ และคุณก็โกรธที่มันไม่ใช่จดหมายรักจดหมายเลิกแบบเขียนมือพับใส่ซอง และยิ่งโกรธมากขึ้นเมื่อในไม่กี่ชั่วโมงถัดมา เธอเข้ารหัสแอคเคานท์ของคุณแล้วลบมันทิ้ง เธอรู้เหมือนที่คุณรู้ว่าคุณได้เปิดอ่านแล้ว คำลาห้วนสั้นเรื่อเรืองบนหน้าจออิเลคทรอนิคส์ คืนนั้นคุณไม่กลับบ้าน เช่าโรงแรมรูหนู ฟังเพลงรักกรีดกรอตลอดคืน เพลงที่คุณตั้งไว้เป็นริงโทนของคุณกับเธอ คุณฟังมันซ้ำจนแบตเตอรี่โทรศัพท์หมดไป ปล่อยให้มันดังอยู่เช่นนั้น ไม่ใช่เพราะคุณรักเธอเกินไป แต่เพราะคุณรักใครไม่มากพอ She wrote a Dear John letter in an email and you were angry it wasn’t a hand-written, signed, sealed, delivered goodbye love letter, and even angrier when a few hours later she entered your mailbox and deleted it. She knew as you knew that you’d already read the email, a curt note glowing on the electronic screen. That night you didn’t go back home, checked into a grotty hotel, waited all night listening to a squalling love song, a tune you’d set up as the ringtone for her and you. You listened to it so long that the battery in your phone went flat, letting it resound like that not because you love her too much but because you don’t love anyone enough.
เครื่องปรับอากาศยะเยียบ คุณแยกออกจากร่างของกันและกัน รูดถุงยางอนามัยใช้แล้วออก เหวี่ยงลงไปข้างเตียง คุณพลิกตัวลงนอนคว่ำหน้ากับหมอน ความรู้สึกผิดลึกลับพรั่งพรูเหมือนแม่น้ำเชี่ยว คุณลุกไปทั้งยังเปลือย ควานหาบุหรี่ในกระเป๋ากางเกง ขยับเปิดหน้าต่างกระจกออก ลมกลางคืนพรั่งพรูเข้ามาในห้องเหมือนแม่น้ำเชี่ยวอีกสายหนึ่ง The air-conditioning is chilling. You break off contact, slip the used condom off, throw it by the side of the bed. You turn to lie on your belly, face buried into the pillow. A secret feeling of shame surges like a river in full spate. Still naked you get up to look for cigarettes in your trouser pocket, shift to open the glass window. The night wind gushes into the room like another engorged river. One condom or two? The eternal dilemma…
– สูบบุหรี่ได้ไหม คุณถาม เอาสิ คุณตอบ นายล่ะเอาไหม ไม่ ผมไม่สูบบุหรี่ อ้อ คุณรำพึงแล้วเงียบไป Do you mind if I smoke, you ask. Go ahead. Do you want one? No, I don’t smoke. Oh, you groan and then are silent.
– นายมีแฟนหรือเปล่า มีสิ ผู้หญิง? อื้อ นายล่ะมีแฟนไหม อือ คุณปล่อยควันบุหรี่ลอยล่อง ผู้ชายน่ะ อ้อ ครับ คุณรับคำ Do you have a partner? Of course. A she? Right. What about you? Sure. You release a trickle of smoke. A he, I mean. Oh, right, you acknowledge.
– นายโอเคไหม ครับ ผมโอเค คุณตอบพลางส่งยิ้มให้กับสิ่งมีชีวิตงดงามที่ริมหน้าต่างซึ่งขับให้คุณดูชำรุดน่าเกลียด You all right? Yes, I’m fine, you answer as you smile at the beautiful living thing at the windowsill that makes you look horribly run down.
แต่คุณไม่ได้คุยกัน คุณนอนเปลือยเปล่าเงียบเชียบ คุณยื่นมือข้างที่คีบบุหรี่ออกไปนอกหน้าต่าง เครื่องปรับ อากาศครางหึ่ง เสียงจอแจของข้างนอกลอดไหลเข้ามา และเสียงใบยาสูบมอดไหม้ But you don’t chitchat. You lie naked and silent. You stretch the hand holding the cigarette out of the window. The air-con is humming; the outside noises enter along with the crackle of tobacco being burnt.
– นายจะกอดเราก็ได้นะ คุณดับบุหรี่ปิดหน้าต่างแล้วคืบเคลื่อนขึ้นมาบนเตียงแต่คุณไม่ได้กอด ไม่เป็นไรครับ แค่นอนเฉยๆก็พอ แล้วคุณก็อยู่ในท่านั้น ไม่ได้สนทนากันยาวนานหลายนาที You can hug me if you want. You put out the cigarette, close the window, then crawl back onto the bed but you don’t hug. Never mind, just lying like that is enough. And then you stay like that, not talking for minutes on end.
– งั้นเราไปก่อนดีกว่า คุณก็พูดออกมา คลายสมดุลชวนอึดอัดขัดข้องหลังเสร็จกิจ อ้าว เดี๋ยวสิครับ อยู่คุยกันก่อน Then I’d better be off, you finally utter, as if to balance the strain felt once business is over. What! Not yet. Let’s talk first.
เปลือยเปล่าใต้ผ้าห่มของโรงแรม ถุงยางอนามัยฉ่ำชื้นยับย่นค่อยๆเหือดชีวิตไปทีละน้อย คุณไม่รู้จักกัน จนแล้วจนรอดก็จะไม่รู้จักกัน Naked under the hotel blanket, the condoms wet, crumpled, life slowly drying out little by little. You don’t know each other. No matter what, you don’t know each other. Plural here, in the interest of safe sex.
– คุณกับแฟนรักกันดีอยู่ไหม ก็เรื่อยๆนะ เราไม่ค่อยได้อยู่ด้วยกัน แฟนเราเขียนหนังสือว่ะ วันๆก็ตะลอนไปเขียนหนังสือ ไปที่นั่นที่นี่ แล้วนายล่ะ ก็ใกล้จะเลิกกันแล้วล่ะ คุณตอบ เจ็บแปลบที่ในที่สุดก็พูดมันออกมา Are you getting along well with your partner? Well enough. We’re not often together. My partner’s a writer. Day after day he’s out and about for his writings. Where does this leave you? Well, looks like we’re about to split, you answer, with the searing pain that it finally had to come out.
– เหรอ ทำไมเหรอ คุณถาม แต่คุณจะไม่ตอบ คุณไม่มีคำตอบใดๆหลงเหลืออยู่อีกแล้ว หัวใจของคุณก็เหือดไปเหมือนถุงยางอนามัยที่ข้างเตียง Why is that, you ask. But you won’t answer. You don’t have any answer left any longer. Your heart is as dried up as those condoms by the bed.
– นายเอาเก่งนะ ขอบคุณครับ คุณเขินเล็กน้อย นัดเอากับคนในเนตบ่อยเหรอ คุณอึกอัก ถ้าคุณตอบตามความจริงคุณก็กำลังยืนยันว่าคุณเพิ่งโกหกในกระทู้เมื่อสองชั่วโมงที่แล้ว เปล่าหรอก คุณคนแรก คุณตอบตามความจริง ว่าแล้วเชียว คุณยิ้มมุมปาก คุณมีเซกส์มามาก พอจะแยกความเก้ๆกังๆเล็กๆน้อยๆพวกนั้นออก คุณรู้ได้แทบจะในทันทีว่าคุณกำลังเจอไก่อ่อน แต่คุณก็เล่นเกมไปด้วยกัน จะว่าไป มันก็เป็นเซกส์ที่ไม่เลวร้ายนัก You’re good in bed. Thanks. You feel a little awkward. Do you often date through the net? You hesitate. If you answer truthfully you’ll be admitting you lied in your posting two hours earlier. Not at all. You’re the first, you answer truthfully. That’s what I thought. You smile from the corner of your mouth. You’ve had lots of sex? Enough to figure out those that are a bit ill at ease. You knew almost at once that you’d met a greenhorn, but it takes two to tango. All told, it wasn’t bad sex at all.
คุณก็คิดเหมือนที่เคยคิดมาหลายร้อยครั้งตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน ถึงที่สุดคุณจะอยู่คนเดียว เธอจะไปจากคุณ เรื่องราวเรียบง่าย ความรักไม่มากพอ คุณรักเธอไม่มากพอ เมื่อเธอรู้ เธอก็จะไปจากคุณ คุณแตกสลาย ไร้การเยียวยา คุณเติบโตมาเช่นนั้น ปิดกั้นจากสิ่งต่างๆ เต้นรำคนเดียวเวลาเป็นสุขแล้วแอบดูโลกอยู่หลังประตูที่เปิดแง้ม คุณคิดถึงเสียงเดินของเธอหรือการถอนหายใจเมื่อเธอไม่พอใจคุณ คุณคิดถึงสิ่งต่างๆ ความสำนึกผิดยังคงพรั่งพรูแม้เมื่อปิดหน้าต่างแล้ว แม้เมื่อถะถั่งหลั่งล้นแล้ว คุณเบียดชิดกับร่างกายของคุณ ล้อเล่นอยู่กับหน้าท้องเนียนเรียบ แบบที่คุณใฝ่ฝันมาตลอดช่วงวัยหนุ่ม You think as you have hundreds of times since you’ve been together: in the end you’ll be alone, she’ll leave you. Quite plainly: not enough love. You don’t love her enough. When she knows, she’ll go away from you. You’ll break down beyond healing. You’ve grown up like that, inhibited by things, dancing alone when you were happy and then looking at the world behind a door slightly ajar. You think of the sound of her footsteps or of her sighs when she isn’t happy with you, you think of all sorts of things. Your guilt surges even with the window closed, even after you’ve come. You press against that body, play with the flat smooth tummy as you’ve always dreamt since you were a young man.
– แล้วคุณนัดแบบนี่บ่อยเหรอ อือม ก็แล้วแต่นะ แล้วแฟนคุณล่ะ เขาไม่ค่อยอยู่หรอก Do you date like this often? Hum, it depends. What about your girlfriend? She’s not often here.
คุณคิดถึงคนรัก คิดถึงเสมอไม่ว่าคุณจะนอนอยู่กับใคร คุณคิดว่าเขาก็คงจะนอนกับคนอื่นเหมือนกัน คุณรู้สึกปวดแปลบต่อข้อตกลงอันเห็นแก่ได้นั้น คุณคิดว่าเขาก็คงปวดร้าวเหมือนกัน ในความพึงพอใจมีความเจ็บปวดเสมอ อะไรพวกนี้กัดกินผู้คน ช่วยเหลืออะไรไม่ได้ You miss your lover, miss her all the time no matter who you’re sleeping with. You think she’s sleeping with others as well. You feel seething pain at that selfish arrangement. You think it must hurt her as well. In satisfaction there is pain always. This sort of thing gnaws away at you. It can’t be helped.
= =
3 3
คุณอาบน้ำทีหลังในห้องน้ำที่ฟุ้งไปด้วยหมอกของน้ำอุ่น คุณรู้สึกราวกับถูกโบยตีด้วยมวลน้ำของฝักบัว โลกสั่นไหวจนเหมือนจะพังลงต่อหน้า เศษแก้วแสนเศร้า กระจัดกระจายอยู่ภายใน เรือเชื่องช้าเคลื่อนถึงฝั่งฟาก เส้นใยสุดท้ายยึดสรรพสิ่งขาดผึง ร่องรอยของเด็กหนุ่มอบอวลอยู่ในละอองฝ้าเกาะกระจก คุณมองไม่เห็นใบหน้าตัวเอง เมื่อคุณปิดน้ำอุ่น เปลือยอยู่หน้ากระจกที่สะท้อนได้เฉพาะรูปทรงเลือนราง คุณก็หนาวยะเยือกอยู่ภายใน You shower afterwards in the bathroom clouded with vapour from the warm water. You feel you’re being whipped by the jet from the shower head. The world quakes as if about to crumble down in front of you. Very sad broken glass scatters around inside. The sluggish boat moves closer to shore. The last cobweb holding all things is about to snap. There are clues of a young man in the vapour clinging to the mirror. You can’t see your own face. When you turn off the hot water, naked before the mirror reflecting merely a blurry silhouette, you’re freezing cold inside.
คุณอาบน้ำสดใหม่ ลงลิฟต์หรูหราออกไปสู่กลางคืนมืดสนิท ความมืดของมันเข้มข้นราวกับหลุมดำ ในท้องน้อยที่ความหื่นอยากถูกถอนออกไปทั้งหมดจนเหลือเพียงความว่างเปล่ามืดตื้อ คุณรักชอบกลางคืนเสมอ อากาศโปร่งเบาเศร้าสร้อย ร่องรอยของหยดน้ำอุ่นบนแผ่นหลังที่ซึมอยู่ในเสื้อยืดสีสดค่อยๆระเหยไป คุณลืมชื่อเขาไปแล้ว แต่ความทุกข์เศร้าบางส่วนของคนที่คุณนอนด้วยติดมากับคุณเหมือนรอยด่างที่ลบ ไม่ออก คุณอาจจะเพิ่งร่วมรักกับบางสิ่งที่คล้ายคลึงกับตัวเอง เพียงแต่คุณไม่รู้ รอยแผลปริแตก หลังการถูกชำแรกด้วยความแปลกหน้า อีกคืนกำลังล่วงพ้น คุณชอบการอยู่คนเดียว คุณคิดกับตัวเอง You shower again, with cold water, take the posh lift down and go out into the pitch-dark night. Its darkness is thick as a black hole in the underbelly which lust would like to tear off altogether to leave only dark emptiness. You’ve always loved nights, the air clear, light, melancholy. The stains of warm water drops on the back that have seeped through the brightly coloured shirt evaporate. You’ve already forgotten his name, but parts of the sadness of the person you’ve slept with have stuck to you like stains that can’t be erased. You may have made love with some things similar to yourself, except that you don’t know. The wounds have burst open after being pricked by alienation. Another night is ending. You like to be alone, you think to yourself.
= =
4 4
เธอบอกกับคุณว่าเธอจะไปแล้ว น้ำเสียงเรียบง่ายงดงามเหมือนกับการบอกว่าจะออกไปซื้อของที่ปากซอย หรือจะไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อนสักสองสามวัน กระเป๋าใบที่เหมือนเป็นคู่แฝดกับใบของคุณ เมื่อครั้งที่ซื้อมาพร้อมกัน เผชิญหน้ากันตรงปากประตู เธอคอยให้คุณกลับเข้าบ้านเพื่อที่จะบอกลา วูบหนึ่งคุณเผลอคิดว่าเธอรู้ว่าคุณนอกใจเธอ ครั้งแรกตลอดหลายปีที่คบกัน นี่เป็นครั้งแรกที่คุณไปนอนกับผู้ชายคนอื่น คนแรกของคุณ การเล่นตลกเล็กๆน้อยๆของชีวิตทำให้ความรักของคุณล่มสลาย แต่คุณรู้ว่าไม่ใช่เรื่องนั้น คุณรู้ว่าการนอนกับผู้ชายเป็นความผิดจำลองที่จะทำให้คุณไม่ต้องยอมรับความจริงที่ว่าเธอไม่ได้รักคุณอีกแล้วเพราะคุณไม่เคยรักเธอหรืออะไรทั้งสิ้น ไม่รักผมแล้วเหรอ คุณปล่อยไม้ตาย ไม่รู้เลย เธอตอบเสียงเศร้า เศษแก้วขยับเคลื่อน คุณได้ยินเสียงมันเลื่อนลั่นอยู่ในร่าง ผมรักคุณนะ คุณอาจจะพูดออกไปอย่างนั้น เพื่อยืดความทุกข์ทรมานนี้ออกไป เราอาจจะเดินด้วยกันไปจนถึงแก่เฒ่า ทิ่มแทงกันครั้งแล้วครั้งเล่า และคุณก็รู้เหมือนที่เธอรู้ หลังจากทิ่มแทงกันอย่างสาแก่ใจ พวกคุณก็จะมีแต่กันและกัน คนที่ทนกันได้มากที่สุด เพราะต่างรู้ว่าจะตอบโต้กันอย่างไร แผลหนึ่งของเธอแลกกับอีกแผลของคุณ คุณได้อ่านอีเมลล์นั่นใช่ไหม เธอถาม อือ ผมได้อ่าน ทำไมคุณต้องลบมัน เธอไม่ตอบ ทำไมคุณไม่บอกผมตรงๆ ก็กำลังบอกอยู่นี่ไง เธอลงไปดาบหนึ่ง อย่างน้อยเขียนจดหมายด้วยลายมือของคุณเอง คุณหมายจะฟันกลับคืนด้วยคำพูดทึ่มทื่อของเด็กแต่ใจ แต่คุณพ่ายแพ้ กวัดแกว่งดาบป้อแป้ เธอมองคุณด้วยสายตาสมเพชแกมเศร้า เส้นผมของเธอสะท้อนแสงแดด โลกเลื่อนลั่นอยู่ในหู คุณมีคนอื่นหรือ คุณฉวยอาวุธใกล้มือ มันไม่ใช่เรื่องนั้นเลยสักนิด เธอตอบด้วยอาการของคนที่จะร้องให้ออกมาได้ทุกเมื่อ เธอยื่นมือมาลูบใบหน้าของคุณ แต่คุณเบือนหน้านี้ กลัวเศษแก้วในดวงตาจะบาดเธอ เธอชะงักมือตรงนั้น คิดว่าคุณรังเกียจเธอ มือชะงักค้างก่อนจมลงคว้ากระเป๋า คุณโผเข้ากอดเธอไว้ได้ยินเสียงร่างของตัวเอง โดนทิ่มแทงครั้งแล้วครั้งเล่า ดูแลตัวเองนะ เธอกระซิบกับคุณ She tells you she’s leaving in an easy lovely tone of voice as if she was saying she’s going out to buy something round the corner or going upcountry with a friend for a few days. Her bag which is almost the twin of yours, from the time you bought them together. Coming face-to-face right at the door, she waiting for you to come back home to tell you she’s leaving. For a moment you catch yourself thinking she knows you’ve been unfaithful for the first time in the many years you’ve been together. This is the first time you’ve gone and slept with a man, your first man. Life’s little jokes have destroyed your love. But you know it isn’t that. You know that sleeping with a man is the sort of excuse that will prevent you from accepting the truth that she doesn’t love you any longer because you’ve never loved her or anything at all. You don’t love me anymore? You resort to that trick. I don’t know, she answers sadly. Broken glass moves. You hear it clink in your body. I love you, you know. You may speak like that to stretch torment further. We’d walk on together until old age, knifing each other time and time again. And you know as well as she knows, after knifing each other to your hearts’ content, each of you would be left with the other, for bearing best with each other, for having learnt to hit back, one of her wounds in exchange for one of yours. You’ve read that email, haven’t you, she asks. Yeah, I’ve read it. Why did you have to erase it? She doesn’t answer. Why didn’t you tell me to my face? Well, that’s what I’m doing now, she parries. At least write a letter in your own hand. You mean to strike back with self- centred childish words, but you’ve lost, and sheathe that dagger in weakness. She looks at you with compassion and sadness in her eyes. Her hair reflects the sunlight. The sound of the world around you grows in magnitude. You’ve got someone else? You grab the weapon nearest at hand. It’s got nothing to do with that at all, she answers with the air of someone about to break into tears. She stretches out her hand to stroke your face, but you draw back, afraid the broken glass in her eyes would hurt you. She withdraws her hand at once, thinking you hate her. The hand is withdrawn before plunging to grab the bag. You rush to hug her, hearing the noise of your body, knifed time and time again. Take care, okay, she whispers to you.
ห้องของคุณมืดสนิทเหมือนที่เคยเป็น เขาเปิดไฟดวงเดียวในห้องไม่ติด กลางคืนมืดหมองโอบกอดสรรพสิ่ง จนไม่เหลือแสงแม้แต่จากช่องเหนือประตู เขากดโทศัพท์มือถือแทนไฟฉาย ห้องของคุณคล้ายเป็นถ้ำลึกลับ ที่นักสำรวจมาถึงหลังจากหินงอกหินย้อยทั้งหมด ได้ถูกทำลายล้างลงไปแล้ว ที่นอนยับย่น ตู้เสื้อผ้าว่างเปล่า ห้องโอบกอดเขาไว้แทนคุณ เขานั่งลงบนฟูกนอนเหม็นอับ ไฟนีออนหลอดขาดไม่ทำหน้าที่แล้ว เขาเอื้อมมือไปเปิดทีวีและใช้แสงของมันแทนแสงไฟ แสงกะพริบเศร้าสร้อยทุกข์ระทมแนบมากับเสียงจากละครหลังข่าว ชั่วขณะที่หญิงสาวออกจากบ้านใหญ่ที่ไร้หัวใจ ชั่วขณะที่นางมารร้ายยื้อยุดพระเอกไว้กับตัวไม่ให้ออกไปตามเด็กสาวที่กำลัง เดินพ้นสวนหน้าบ้านไป เรื่องเล่าใหม่ๆอัดแน่นอยู่ในเป้ของเขา สุกสว่างเรื่อเรืองในห้องที่ไม่มีคนอยู่อาศัยอีกแล้วเงียบใบ้มืดดำเหมือนท้องน้อยของคุณ Your room is totally dark as it used to be. She He turns on the single bulb in the room. It doesn’t work. A dark gloomy night hugs everything until there’s no light left, not even through the gap above the door. She He clicks on her his portable phone to serve as a torch. Your room becomes a secret cavern surveyors reach after all stalagmites and stalactites have been smashed. Crumpled bed, empty wardrobe. A room hugging her instead of you. She He sits down on the musty mattress. The neon tube is broken, doesn’t do its job. She He stretches out her his hand and turns on the TV and uses its glare as an electric light, a pulsing tormented gloomy light tied to the sound of the after-the-news soap when the young woman leaves the heartless mansion, when the evil woman forcibly prevents the hero from following her as she goes out of sight past the front lawn. There are many new stories stuffed into her his knapsack, shining bright in the room now devoid of occupants, mute, empty and dark like your underbelly.
คุณยังคงลักลอบเข้าไปในเวบบอร์ดพวกนั้นเป็น บางครั้ง ตอนที่เธอไม่อยู่ ตอนที่แสงแดดในห้องเช่าใหม่สาดส่อง คุณไล่สายตามองดูผู้คนแปลกหน้านัดพบกัน คิดถึงเซกส์อันดิบเถื่อนที่อีกผู้คนกลายเป็นวัตถุทางเพศของกันและกัน เธอยังคงอยู่กับคุณในที่สุด แต่เขาไม่อยู่กับคุณแล้ว เป็นคุณที่เขียนหนังสือดูบ้าง คุณคิดว่าการเกลียดมนุษย์บ้างก็เป็นเรื่องดี แต่คุณไม่เคยเกลียดใครได้จริงๆ คุณคิดเสมอว่าเขาอยู่ที่ไหนหรือทำอะไรอยู่ คุณยังคงตามอ่านบลอกของเขา คุณยังคงเห็นร่องรอยบางอย่างที่คุณทิ้งไว้ให้กับเขา ในข้อเขียนต่างๆ คุณเห็นตัวละครบางตัวที่อาจจะเป็นตัวคุณ แปลบปลาบอยู่ลึกๆที่คุณกลายเป็นตัวละครอีกตัว เป็นคนที่เขาไม่เกลียดแต่ไม่อาจครอบครองชั่วนิรันดร์ คุณชอบห้องที่มีแสงแดด และคุณยังคงคิดถึงเรื่องต่างๆเวลาเดินทางไปสัมมนา คุณยังคงรู้สึกว่าตัวเองถูกทอดทิ้ง รู้สึกว่าถ้าคุณรักเธอมากกว่านี้เธอจะไม่ทอดทิ้งคุณ แต่คุณไม่รู้อะไรเลย คุณไม่รู้อะไรเลย แต่คุณก็เขียนเรื่องบางเรื่องออกมา เรื่องที่หยิบตัวละครมาจากคนแปลกหน้าคนหนึ่งที่คุณเคยนอนด้วย คนที่ดูเศร้าๆและมีเซกส์ปานกลาง ไม่ลวแต่ไม่ดี คนที่ตัวสั่นน้อยๆตลอดการร่วมรัก ราวกับร่างกายทำจากกระจกบางชนิดที่เปราะบาง ซึ่งของแบบนั้นตกแตกเสมอ เช่นเดียวกับคุณ You still steal into that web board on occasion now she’s not here, when the new rented room is flooded with sunlight. Your eyes sweep through strangers dating one another, you think of raw sex in which the other becomes a sexual object. She may still be with you in the end, but she’s no longer with you. It’s you who are trying your hand at writing. You think that hating mankind can be good, but you’ve never really hated anyone. You always ask yourself where she is, what she’s doing. You still follow her blog; you still see traces of you in her writings; you see some characters that might be you. It hurts deep down to have become another character, someone she doesn’t hate but may not own forever. You like sunlight in a room and you still think of various stories while you travel to the seminar. You still feel that you’ve been left behind, feel that if you’d loved her more than you did she wouldn’t have left you behind, but you don’t know anything. You don’t know anything but you write stories, stories that pick up characters modelled on a stranger you once slept with, someone who looked sad and whose sex performance was middling, neither bad nor good, someone who shook a little during the whole act as if his body was made of brittle glass of the kind that always breaks. Just like you.
Previously unpublished;
sent by the author on 31.3.2012
Wiwat Lertwiwatwongsa,
a well-known film critic
under the pen name Filmsick,
is at the forefront
of modern Thai writing
with such works as Alphaville Hotel,
A tale without a name
and A damaged utopia
(all available from thaifiction.com).
.
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 431 other followers